*/
  • ravio
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2009-12-07
  • จำนวนเรื่อง : 902
  • จำนวนผู้ชม : 1985715
  • จำนวนผู้โหวต : 463
  • ส่ง msg :
  • โหวต 463 คน
<< มีนาคม 2018 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30 31

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอาทิตย์ ที่ 11 มีนาคม 2561
Posted by ravio , ผู้อ่าน : 1233 , 13:38:51 น.  
หมวด : ดารา/นักร้อง/คนดัง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน สิงห์นอกระบบ โหวตเรื่องนี้

 
 
Eric Clapton - Tears In Heaven (Official Video)



โศกนาฎกรรม : Eric Clapton บินไปยังเกาะ Antigua ใช้เวลาปลีกวิเวกเกือบทั้งปี
หลังการตายของ Conor บุตรชายวัย 4 ขวบที่พลัดตกจากตึกระฟ้าชั้นที่ 53 ใน New York ในปี 1991 (ภาพ 1990)



Eric Clapton เพิ่งจะยอมเปิดปากบอกเล่าเรื่องราวความหลัง
ถึงความเศร้าโศกเสียใจเรื่องที่บุตรชายวัย 4 ขวบของเขา
เสียชีวิตจากการพลัดตกตึกระฟ้าชั้นที่ 53 
ในเขตแมนฮัดตัน รัฐนิวยอร์คในปี 1991

โดยหลังจากเหตุโศกนาฎกรรมครั้งนั้น
Eric Clapton ได้บินไปที่เกาะ Antigua
เพื่อเยียวยารักษาบาดแผลใจนานนับปี

ตำนานนักดนตรีวัย 18 ปีก็จะครบ 100 ปีแล้ว
ได้เล่าถึงเรื่องราวการปลึกวิเวกด้วยการอยู่ตามลำพัง
ในเกาะแห่งหนึ่งของหมู่เกาะ Caribbean
พร้อมกับทุ่มเทเขียนบทเพลงเพลงหนึ่งและตามมาอีกหลายเพลง
เพื่อปลดปล่อยอารมณ์เศร้าในครานั้น

Eric Clapton ได้เปิดเผยเรื่องนี้ถึงเรื่องราวในอดีต
ที่เสียใจกับการตายของ Conor บุตรชายของท่าน
ช่วงเวลาท่านที่ต้องฟันผ่าความทุกข์ระทม
และเรื่องที่ทำให้ท่านงงและสับสนไปหมดเลย
ด้วยการให้สัมภาษณ์กับ Liz Barnes ใน Planet Rock 
เพื่อพูดถึงภาพยนตร์เรื่อง Life in 12 Bars ซึ่งเป็นตำนานชีวิตของท่านเอง
ภาพยนตร์เรื่องนี้กำกับการสร้างโดย Lili Fini Zanuck

 

Life in 12 Bars



Conor เสียชีวิตเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 1991 
เมื่อเด็กน้อยพลัดหล่นจากหน้าต่างตึกระฟ้าใน Manhattan จากชั้นที่ 53
เพราะคนงานทำความสะอาดเผลอเปิดหน้าต่างทิ้งไว้
บนที่แฟลตเช่าของ Lory Del Santo มารดาซึ่งเป็นนางแบบชาวอิตาลี

" ผมพาเธอกลับบ้านจาก New York 
พร้อมกับญาติพี่น้องครอบครัวอิตาลีของมารดาเธอ
และแล้วเราก็ผ่านขั้นตอนพิธีกรรมงานศพของเธอ "

หลังจากงานศพเธอในวันนั้นแล้ว
Eric Clapton ได้บินไปอยู่ที่เกาะ  Antigua 
เช่ากระท่อมอยู่ตามลำพังเพียงคนเดียว
และใช้เวลาเกือบทั้งปีนั่งเล่นกีตาร์
แทบจะไม่ติดต่อกับโลกภายนอกอีกเลย

" เมื่อพวกเขาจากกันไปหมดแล้ว
ผมพกกีต้าร์สเปญตัวเล็ก Spanish string guitar
แล้วผมก็เดินทางไปยังเกาะ Antigua เช่ากระท่อมหลังเล็กที่อยู่ในชุมชน
ผมต้องรบกับยุงทั้งวัน และเล่นกีตาร์ตัวนี้และพักอยู่ที่นั่นเกือบตลอดทั้งปี
ผมแทบจะไม่ได้ติดต่อกับโลกภายนอกมากนัก
และผมพยายามที่จะเยียวยารักษาแผลใจ

สิ่งเดียวที่ผมทำได้ก็คือ การเล่นกีตาร์
และเขียนเพลงเหล่านี้ออกมาจากใจ
ผมพยายามเขียนใหม่และแก้ไขใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า
ทำจนกระทั่งผมรู้สึกเหมือนว่า
ผมได้ทำอะไรบางอย่างที่หลุดพ้นจากแรงกดดันในใจ
หลุดออกมาจากเบื้องลึกของหัวใจสู่โลกภายนอกได้ "  

 
ทัณฑ์ทรมาน : ตำนานนักดนตรีวัย 72 ปี ได้ปลึกวิเวกไปอยู่ที่หมู่เกาะ Caribbean
แล้วทุ่มเทชีวิตไปกับการเขียนบทเพลงเพื่อพยายามเยียวยารักษาแผลใจ (ภาพปี 1989)



Eric Clapton นักกีตาร์ร็อคยังจำได้ว่า
ได้รับจดหมายบอกรักพ่อจาก Conor
ซึ่งทำให้หัวใจของท่านสลายอีกครั้ง
เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากงานศพเด็กน้อย

เด็กน้อยคนนี้ได้เขียนจดหมายฉบับแรกถึงพ่อ
ในวันพ่อ Father's day ก่อนที่จะเกิดอุบัติเหตุ
และแม่ Lory Del Santo ได้ส่งจดหมายไปที่บ้านของ Clapton 
ในมหานครลอนดอน ท่านได้เปิดจดหมายอ่านหลังการตายของเด็กน้อย

" เด็กน้อยได้เรียนรู้ที่จะเขียนคำได้เพียงไม่กี่คำ และเธอก็บอกกับฉันว่า 
แม่ ผมอยากจะเขียนจดหมายถึงพ่อ ผมจะเขียนอะไรดี  แม่ 
ฉันบอกเขาว่า อึม เขียน ผมรักคุณ I love you.  
เธอจึงเขียนและเราส่งเป็นจดหมายธรรมดา

หลังจากที่ Conor เสียชีวิต
Eric กับฉันมาถึงลอนดอนเพื่อจัดงานศพ 
ฉันอยู่ที่นั่นด้วย เมื่อตอนที่ Eric ได้รับจดหมายของ Conor 
หลังจากงานศพเสร็จสิ้นแล้ว ท่านได้เปิดจดหมายเพื่ออ่าน
จดหมายของ Conor  นั่นคือ ช่วงเวลาที่ฉันไม่ลืมเลย " Lory Del Santo

 
หัวใจสลาย : Conor มตะในปี 1991 เพราะพลัดตกจากหน้าต่างบานหนึ่ง
ซึ่งคนทำความสะอาดลืมเปิดไว้ในแฟลตที่ Lory Del Santo
นางแบบชาวอิตาลี แม่เธอเช่าไว้ที่ Manhattan




Eric Clapton  ทุ่มเทกับการเขียนเพลง Tears in Heaven 
ด้วยความรำลึกและอุทิศให้กับ Conor 
เพลงนี้ได้รับรางวัล Grammy Awards ถึง 3 รางวัลในประเภท
Best Pop Vocal Performance ประเภท Male
Song of the Year และ Record of the Year

Eric Clapton ยังมีบุตรสาวชื่อ Ruth อายุ 33 ปี กับอดีตภริยา Yvonne Kelly
และบุตรสาวอีก 3 คนกับ Melia McEnery ภริยาคนปัจจุบัน
ชื่อ Julie อายุ 16 ปี Ella อายุ 14 ปี และ Sophia อายุ 12 ปี

 
เรื่องเลวร้าย : การผ่านพ้นความเจ็บปวดรวดร้าวใจหลังการตายของ Conor
" ผมพาเธอกลับบ้านจาก New York พร้อมกับบรรดาญาติพี่น้องฝ่ายแม่เธอชาวอิตาลี 
และแล้วเราต่างผ่านพ้นพิธีกรรมงานศพ " Eric Clapton (ภาพปี 1991)



Eric Clapton ยังได้เปิดใจให้สัมภาษณ์ถึง Jimi Hendrix
ถึงเรื่องราวครั้งที่พวกเขาได้ร่วมกันแสดงดนตรี 
ซึ่งเป็นช่วงเวลาในประวัติศาสตร์ ในใจของท่านตลอดมา

" ครั้งแรกที่ผมได้พบกับ Jimi 
เขาเข้ามาที่  Regent Street Polytechnic
(วันที่ 1 ตุลาคม 1966)
และวง Cream ของเรากำลังเล่นอยู่ที่นั่น 
เราได้ขึ้นไปบนเวทีแล้ว 
และแล้ว Chas Chandler ได้กล่าวว่า
ผมมีเพื่อนคนหนึ่งที่จะขอขึ้นไปแจม jam ด้วย

เป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์แล้วที่ Chas Chandler ผู้จัดการ Jimi
ได้พา Jimi มาที่อังกฤษ เพราะผลงานเพลงที่โด่งดัง/เพลงตีหัว
จากอัลบั้มเพลงของ Howlin Wolf ชุด Killing Floor

วันนั้น มันสนุกมาก ๆ เลยทีเดียว
ทุกคนสามารถเล่นเข้าขากันได้เป็นอย่างดี
ยิ่งถ้าคุณมั่นใจมากพอที่ว่าจะเล่นได้ดี
เขาเริ่มเล่นดนตรีและได้ระเบิดอารมณ์(สร้างความสนุกสนาน)
ให้กับทุกคนรวมทั้งผมด้วย  
จนทำให้ผมต้องคิดว่า 
อา ใครก็ตามเล่นดนตรีได้เข้าไส้
ได้ถึงอารมณ์ที่ผมรักและชื่นชอบ
กำลังอยู่บนเวทีร่วมกับผม 

ผมได้รับการยกย่องอย่างมากในเรื่องนี้
แต่แท้จริงแล้วไม่มีใครชนะใครเลย
ในเหตุการณ์ชื่นสุขคืนวันนั้น 
ผมหมายความว่า 
มันมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ในใจของผม
มีคนเพียงไม่กี่คนที่ยังมีชีวิตอยู่ถึงจะจำเรื่องนี้ได้ " 
Eric Clapton กล่าวอย่างยอมรับฝีมือ Jimi Hendrix

(Chas Chandler คือผู้เห็นแววและฝีมือการเล่นกีตาร์ของ  Jimi Hendrix
จนนำมาสู่การปลุกปั้นและออกอัลบัมเพลงในชุดต่าง ๆ ในเวลาต่อมา)

 
ฝันร้าย : ตีกระฟ้าที่ Conor เกิดอุบัติเหตุพลัดตกลงมาด้านล่างที่ทำให้ Eric Clapton หัวใจสลาย



เรื่องราวมันผ่านพ้นมากว่า 30 ปีแล้ว
Eric Clapton ยอมสารภาพความลับที่เก็บเงียบในอดีตว่า
ท่านจะดื่มเหล้าคอนญัก cognac ในตอนเที่ยง
ก่อนที่จะพี้(เสพย์)โคเคน cocaine หลังมื้อกลางวัน

การเสพติดโคเคนแบบเข้าเลือดของ Eric Clapton
นอกจากเรื่องความชื่นชอบเป็นการส่วนตัวแล้ว
แต่เพราะเป็นช่วงเวลาที่ท่านลุ่มหลงในความรักกับ Pattie Boyd 
ซึ่งเป็นช่วงชีวิตที่วุ่นวายสับสนช่วงหนึ่งในชีวิตของท่าน

มีการพูดถึงเรื่องนี้  เรื่องความพยายามที่จะเอาชนะใจเธอ
Eric Clapton ยอมรับด้วยตนเองเลยว่า 
" ผมต้องการให้เธอประทับใจตัวผม และผมต้องการเธอมาก 
ผมคิดว่าเรื่องนี้ต้องปิดบังอำพรางความมุ่งมั่นบางอย่างในใจของผม
เพราะผมคิดว่า ผมไม่อาจเปิดเผยตนเองได้ในเรื่องนี้
แต่ผมต้องการให้เธอรับรู้  ผมจึงต้องทำงานหนัก

ผมคิดว่าเราไปด้วยกันได้
เพียงช่วงเวลาเล็กน้อย
ผมพยายามจะตัดสินใจชี้ขาดเลยว่า
จะทำอย่างไรกันต่อไปกับชีวิต
และในท้ายที่สุดเมื่อผมพูดว่า
เออ ถ้าเธอไม่สามารถตัดสินใจว่า 
จะอยู่กับผมหรือไม่
ผมจะลบเธอออกจากหัวใจของผม
และหายหน้าไปจากพื้นดิน  
ผมหมายถึงแบบนั้นตามประสาเด็ก ๆ

ผมคิดว่า เธออาจจะค่อนข้างใส่ใจกับความจริงที่ว่า
เธอคือ แรงบันดาลใจของผมที่เขียนเพลงเหล่านี้
อย่างที่พวกคุณรู้  Wonderful Tonight, Something และ Layla 
และเพลงอื่น ๆ อีกมากมายในอัลบั้ม Layla 
แม้ว่าเพลงเหล่านี้ทั้งหมด จะไม่สามารถระบุได้โดยตรงว่า
เป็นแรงบันดาลใจจากเธอ  แต่บางทีและบางครั้ง
นี่อาจจะเป็นการชี้ช่องได้ชัดเลยว่า
ผมต้องการเธอ จะใครจะรู้บ้างเลย " 


 
ความทรงจำยากจะลืมเลือน : นักกีตาร์ร็อคได้รับจดหมายที่ทำให้หัวใจสลายจาก Conor 
ที่เขียนว่า  I love you.  เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังงานศพเด็กน้อยลูกชาย Eric Clapton 
Lory กับ Conor ช่วงยังเป็นทารก  จดหมายฉบับนี้แม่ช่วยลูกชายเขียนจดหมายถึงพ่อ


 
ถ่านไฟเก่า : Eric Clapton  ได้บอกเล่าถึงเรื่องราวที่พยายามจะเอาชนะใจ Pattie Boyd
ด้วยการยอมรับว่า  ท่านต้องการเธอ และต้องการให้เธอประทับใจตัวท่าน
(ช่วงนั้น Pattie Boyd ยังเป็นคนรักของ George Harrison วง The Beatles (ภาพในปี 1993)




เรียบเรียง/ท่ีมา


https://goo.gl/ZMV8Bm  (dailymail.co.uk)




Eric Clapton - Wonderful Tonight (Official Live Video)


 






Life in 12 Bars ภาพยนตร์เรื่องราวของ Eric Clapton
เกี่ยวกับตำนานชีวิตการเดินทางที่ไร้จุดหมาย
และเรื่องราวชีวิตลับและลึกซึ้งในอดีตของตำนานนักดนตรี
ผู้เคยได้รับรางวัล Grammy winner ถึง 18 รางวัล
กำกับการสร้างโดย Lili Fini Zanuck 
ผู้ได้รับรางวัล Oscar จากผลงานในปี 1989 
ภาพยนตร์เรื่อง Driving Miss Daisie

Lili Fini Zanuck กับ Eric Clapton  รู้จักกันมานานและสนิทสนมกันดีมากว่า 25 ปี
จนกระทั่ง Eric  Clapton ระบุเลยถ้าใครจะสร้างหนังชีวิตผม
ต้องให้เธอเป็นผู้อำนวยการและผู้กำกับเท่านั้น
เลยเป็นภาระของเธอในการสัมภาษณ์เจาะลึกนานหลายต่อหลายวัน
จนกระทั่งได้บทหนังเรื่องนี้ขึ้นมา



ภาพยนตร์ชีวิตเรื่องนี้ผลิตเนื้อเรื่องและบทภาพยนตร์
โดย John Battsek เรื่องเด่น Searching For Sugar Man
ผู้อำนวยการสร้างฝีมือดี รู้จักเพลง Eric Clapton
ในเพลง 461 Oceans Boulevard
เพราะพี่ชายชอบเล่นให้ฟังตอนยังเป็นเด็ก
และนักตัดต่อหนังฝีมือระดับเมพ(เทพ) Chris King (Amy 2015Senna 2010)
ทั้งคู่ต่างมีรางวัลจาก BAFTA เป็นประกันผลงาน
ผ่านการวิเคราะห์แบบเจาะลึกในบทเพลงชุด Slowhand 
และภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับการสนับสนุนจาก
ครอบครัวของ Eric Clapton เพื่อนพ้องน้องพี่ 
และศิลปินที่เป็นแรงบันดาลใจและมีอิทธิพลต่อชีวิตของท่าน





ในการแถลงข่าวเกี่ยวกับภาพยนต์เรื่องนี้ได้ระบุว่า
" ช่วงเวลาแห่งนวัตกรรมดนตรี
ที่เป็นที่นิยมในวงการมานานกว่าครึ่งศตวรรษ
ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ปรับบทบาทของ Eric Clapton 
ในฐานะนักดนตรีร่วมสมัยและประวัติศาสตร์ทางวัฒนธรรม

เรื่องราวที่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักและเป็นเรื่องลับเฉพาะ
ที่สะท้อนให้เห็นถึงชีวิตวัยเยาว์ที่เจ็บปวดของ Clapton
(การเป็นลูกนอกสมรส หลงคิดว่าตายายคือพ่อแม่ที่แท้จริง
พอรู้ความจริงจึงใช้ดนตรีบำบัดเยียวยาใจ)
การต่อสู้อันแสนยาวนานและยากลำบาก
ในการยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
และการสูญเสียที่แสนน่าเศร้าของลูกชายของท่าน
และวิธีการที่ท่านเยียวยารักษาแผลใจ
ด้วยการใช้เพลงบำบัดความทุกข์ความเศร้า 

Lili Fini Zanuck ให้สัมภาษณ์กับ Variety ในเดือนกุมภาพันธ์ว่า
" มีเพลงของ Clapton เป็นเพลงประกอบในภาพยนตร์ของเรา 
ความผูกพันกับเพลงบลูส์ ประเพณีและต้นฉบับเพลงเหล่านั้น
คือ เบ้าหลอมชีวิตของท่านในช่วงแรก ๆ ของการเข้าสู่วงการ

ท่านไม่เคยหยุดยั้งตลอดเวลาที่ผ่านมา 
ในการค้นหาแนวทางดนตรีที่เหมาะสม
เพื่อให้เข้ากันได้และเติบโตพร้อมกับ
งานเสียงที่เป็นศิลปะของท่าน
มักจะทำให้แฟน ๆ และสื่อต่าง ๆ พากันสับสน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการเปลี่ยนแปลงแนวทางดนตรี
วงดนตรี เพลง สไตล์กีตาร์ โทนเสียง 
และรูปลักษณ์ที่แสดงออกทางกายภาพ "

ชีวิตส่วนตัวของ Eric ในภาพยนต์เรื่องนี้
คือ เสาหลักของภาพยนตร์เรื่องนี้
มันเป็นชัยชนะที่ผ่านมาอย่างน่าเศร้า
ที่เต็มไปด้วยความหลังที่ต้องคิดคำนึงถึง
แต่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังทางดนตรี
และมุ่งหน้าไปในอนาคตตลอดมา

แม้ว่าเส้นทางชีวิตที่ผ่านมา
จะเต็มไปด้วยโศกนาฏกรรม การติดยาเสพติด
และการสูญเสียที่น่าสะเทือนใจ
แต่ท่านก็ไม่ยอมล้มลงและลุกขึ้นยืนหยัดอีกครั้ง
และยังคงมอบสิ่งที่ท่านรักมากที่สุด คือ เพลงของท่าน "


เรียบเรียง/ที่มา

https://goo.gl/WNEE8j
https://goo.gl/J8uAyK
 







 
Eric Clapton กับ Jimi Hendrix ในปี 1966 © Getty Images


Eric Clapton ยังได้บอกเล่าถึง
การกลับมาร่วมกันเล่นดนตรีอีกครั้งของวง Cream ในปี 2005
และท่านเชื่อว่า พวกเขาเป็นวงดนตรีที่ดีที่สุด 
ที่ท่านเคยร่วมงานเป็นส่วนหนึ่งของวงดนตรีนี้

" มันยากมากในตอนแรก ๆ 
เพราะเราไม่ได้เจอกันมานานแล้ว
ผมไม่อยากพูดเลยว่า ผมเป็นคนเริ่มต้น
ผมได้โทรศัพท์ไปหาเพื่อนร่วมวงในอดีต
ต่างคนต่างลังเลใจเล็กน้อย 
แต่ก็ไม่นานมากนัก
ก่อนที่พวกเราจะทุ่มเทกับการซ้อมในระยะยาว
เราฝึกซ้อมกันทุกวันเป็นเวลาหนึ่งเดือน

Ginger (Baker) มาถึงก่อน
และฝึกซ้อมกลองชุดคนเดียว
ก่อนที่เราจะไปถึงที่นั่น
ท่านมีมโนธรรม/ความรับผิดชอบมาก ๆ 
มันทำให้ผมรู้สึกถึงก้นลึก
ในหัวใจของท่านเกี่ยวกับเรื่องนี้ 
เราทุกคนต่างทุ่มเทให้กับเรื่องนี้มาก
เพราะมันมีความหมายมากว่า
เรายังทำได้


คนส่วนใหญ่ที่รู้จักเราในตอนนั้น
คิดว่าพวกเราคงไม่สามารถกลับมาร่วมวงกันอีกครั้ง
เพราะหนึ่งในจำนวนนั้นได้หายไป หรือเรื่องอื่น ๆ อีกมากมาย
และเราก็สามารถทำได้ และเมื่อตอนที่เราขึ้นไปบนเวทีที่ (Royal) Albert Hall
ทุกคนต่างยืนขึ้นและปรบมือให้พวกเรานานถึง 3 นาที
พวกเขาต่างยืนปรบมือก่อนที่เราจะเล่นโน้ตดนตรี
และนั่นเป็นสิ่งที่สะเทือนใจพวกเรามาก
ผมคิดว่า พวกเราทุกคนต่างซาบซึ้ง
และเล่นดนตรีในวันนั้นออกมาจากหัวใจของเรา

มันเป็นเรื่องธรรมดา มันเป็นเรื่องธรรมดามาก ๆ เลย
และผมรู้สึกดีอยู่แล้วว่า ความคิดคำนึงของผมในตอนนั้นคือ 
และผมมักจะคิดอยู่เสมอจนทุกวันนี้ว่า
นี่เป็นวงดนตรีที่ดีที่สุดที่ผมเคยเล่นด้วย
ผมไม่มีอะไรที่จะสามารถเปรียบเทียบกับเรื่องนี้ได้
แต่ในแง่ของความหลงใหลและเทคนิคการเล่น
และความสนุกสนานที่เราร่วมเล่นกัน
ผมคิดว่า บางทีนั่นอาจเป็นความจริง(สำหรับผม) " Eric Clapton 

 
Cream in 2005 © PA Images
 


เรียบเรียง/ที่มา


https://goo.gl/PfW7g1



Eric Clapton ได้เปิดเผยว่า ท่านกำลังมีอาการหูดับ
เพราะปัญหาเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพส่วนตัว
และเริ่มลำบากมากขึ้นในการเล่นกีตาร์ช่วงวัย 70 ปี
ในการให้สัมภาษณ์กับ  BBC 
แม้ว่าท่านจะได้วางแผนที่จะแสดงสดต่อไป

“ ผมยังทำงานได้ ผมจะมีงานแสดงเล็ก ๆ
จะจัดแสดงที่ Hyde Park ในกรกฎาคม 
มีเพียงสิ่งเดียวที่ผมยังกังวลในตอนนี้
ผมอยู่ในวัยเจ็ดสิบปีแล้ว แม้ว่าผมจะมีความเก๋า
(เชี่ยวชาญมากด้วยประสบการณ์)

ผมหมายความว่า ผมมีอาการหูดับ ผมมีอาการหูอื้อ
แม้ว่ามือของผมยังเล่นกีตาร์ได้
แต่ทุกคนที่ต่างมาชมการแสดงของผม 
เพียงเพราะต้องการเห็นผมตัวเป็นเป็น
หรืออาจจะมากกว่านั้นก็คือ
อยากเห็นผมเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงดนตรี
เพราะมันน่าทึ่งกับตัวผมเองด้วยว่า 
ผมยังคงอยู่ที่นี่ (และผมยังเล่นดนตรีได้) "

Eric Clapton ได้เปิดเผยเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพ
ที่ขัดขวางการเล่นของเขาในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา 
(อัลบั้ม "I Still Do" ในปี 2016)
จะเห็นภาพที่ท่านเล่นกีตาร์กับถุงมือที่เปิดเห็นนิ้วมือ
อันเป็นผลมาจากโรคผิวหนังอักเสบ ECZEMA 
ในการให้สัมภาษณ์กับ Rolling Stone เมื่อไม่นานมานี้ 
Eric Clapton กล่าวถึงการเล่นกีตาร์ของท่านว่า 
" ตอนนี้ ผมเล่นได้ดีมากในช่วงสองปีที่ผ่านมา “
แต่ก็ยอมรับว่า " การเล่นกีตาร์เป็นเริ่องที่ยาก
ผมชอบเริ่มต้นที่บันไดเสียงขั้นต่ำทุกครั้งที่ผมเล่นกีตาร์
ทั้งนี้เพื่อปรับแต่งเสียงให้ง่ายขึ้น
และผมจะต้องไปฟันฝ่าผ่านกฎเกณฑ์ทั้งหมด
ผ่านผิวหนังด้านหนาบนนิ้วมือ 
ให้เสียงดนตรีสอดประสานกัน "



เรื่องราวที่ต้องการต่อสู้เอาชนะกับยาเสพติด
และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในการสัมภาษณ์ครั้งนี้
" มันเป็นเวลาอย่างน้อย 20 ปีที่ผมติดหล่มกับมัน
มันถูกชงเป็นพิเศษผสมกับเหล้าวอดก้า
เพราะดูเหมือนว่าคุณกำลังดื่มเบียร์  แต่มันไม่ใช่ “

อย่างไรก็ตามเรื่องราวความเลวร้าย
ที่เคยเกิดขึ้นในหลายปีที่ผ่านมา
" ผมคิดว่าอดีตของผม 
น่าจะเป็นสินทรัพย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของผม
เพราะผมสามารถแสดงให้คนบางคน
มันมีทางเลือกที่จะดื่มแบบนี้ "

อนึ่ง Eric Clapton ได้มาที่นี่เพื่อโฆษณา
สารคดีเรื่องราวชีวิตของ Eric Clapton: Life in 12 Bars
โดยยอมรับว่า “ ภาพยนตร์เรื่องนี้น่าดู 
เพราะมุ่งเน้นไปที่เรื่องราว ช่วงเวลาที่ลำบากในชีวิตของผม “
แต่ท่านยังบอกว่า เรื่องนี้ยังแสดงให้เห็นว่า
" ยังมีแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์
ผมคิดว่ามันสำคัญมากที่ได้เห็นว่า
มันมีตอนจบของเรื่องราวที่มีความสุข
มันเหมือนกับการได้ปลดปล่อยความคิด
ถ้าคุณได้ไปดูแล้ว และพร้อมรับกับหนังเรื่องหนัก ๆ "


เรียบเรียง/ที่มา


https://goo.gl/9xji6L
https://goo.gl/en5hge
https://goo.gl/HAArXn
 

 
 
Timeline Eric Clapton
Credit : นิรนาม

30 มีนาคม 1945 สุดยอดมือกีต้าร์ถือกำเนิด
Patricia Molly Clapton ยังเป็นวัยรุ่นอายุ 16 ปี
คือ ผู้ให้กำเนิด Eric Patrick Clapton
ท่านเกิดที่  Ripley Surrey ประเทศอังกฤษ
โดยพ่อของท่าน Edward Walter Fryer อดีตทหารมีอายุ 25 ปีในตอนนั้น
พอสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลงแล้วก็ได้ย้ายกลับไปที่ Montreal รัฐ Quebec แคนาดา
แต่แม่ของท่านยังเป็นวัยรุ่นเลยไม่สามารถดูแลลูกเธอได้
เธอจึงส่งท่านไปให้ยาย Rose กับตา Jack Clapp เป็นคนเลี้ยงดูแทน
ทำให้ท่านคิดว่า แม่ของท่านคือ พี่สาวคนโต
ต่อมาแม่ท่านแต่งงานใหม่อีกครั้งกับคนแคนาดาแล้วย้ายไปอยู่ที่เยอรมันนี
โดยทอดทิ้งท่านให้อยู่ในความดูแลของยายแทน
ท่านกลายเป็นเด็กเก็บกดเพราะความลับดำมืดของการเกิด
ที่เป็นเด็กที่ไร้พ่อแม่ที่แท้จริงคอยดูแลแบบเด็กทั่วไป

30 มีนาคม 1958 ท่านได้สัมผัสเครื่องดนตรีชิ้นโปรดในวันเกิดครบรอบ 13 ปี
เพราะท่านอยากได้กีตาร์เป็นของขวัญวันเกิด และท่านก็ได้มันสมใจหวัง
แต่มันเป็นกีตาร์อคูสติคสายโลหะ  Hoyer guitar ทำใน Germany
และเมื่อเริ่มหัดเล่นกีตาร์สายโลหะ  มันจึงไม่ใช่เรื่องง่าย
ท่านจึงละความสนใจจากมันทันที  จนอีก 2 ปีต่อมา ท่านถึงเริ่มหัดเล่นมันอย่างจริงจัง
ด้วยความหลงใหลในเพลงบลูส์ ท่านจึงแกะเพลงและหัดเล่นจนชำนาญ
ส่วนหนึ่งเพราะความกดดันในจิตใจและอยากปลดปล่อยออกมา

1961 ท่านออกจากโรงเรียน ไปเข้าเรียนที่วิทยาลัย Kingston College of Art
แต่ถูกไล่ออก เพราะท่านมัวสนใจแต่กีต้าร์มากกว่าส่งงานที่ได้รับการมอบหมาย
ฝีมือการเล่นกีตาร์ของท่านรุดหน้ามาก แม้ท่านจะอายุเพียงแค่ 16 ก็เริ่มมีชื่อเสียงแล้ว

1962 ท่านได้แสดงโชว์สดเป็นครั้งแรก หลังจากถูกไล่ออก
โดยเริ่มตระเวนไปทั่วคิงสตันและริชมอนด์ 
ท่านเริ่มแสดงในผับเล็ก ๆ แถวเซอร์เรย์ 
ร่วมกับนักดนตรีบลูส์อีกท่านหนึ่งชื่อ Dave Brock
ในปีต่อมา ท่านเข้าวงดนตรีวงแรก เป็นวงแนว R&B ชื่อ The Roosters
ซึ่งท่านอยู่กับวงนี้ถึงเดือนสิงหาคม 1963



ตุลาคม 1963  ร่วมกับวง The Yardbirds
ท่านเข้าร่วมวงดนตรีร็อคแอนด์โรลกลิ่นอายบลูส์ The Yardbirds 
และอยู่กับวงนี้จนถึงเดิอนมีนาคม 1965  มีเพลงฮิตชื่อ  For Your Love
 


 

The Yardbirds - For Your Love (1965) (Full version)
 

 


กรกฏาคม 1966 วง Cream ถือกำเนิด
ท่านตั้งวงซุปเปอร์กรุ๊ป Cream 
โดยท่านเล่นกีตาร์และเป็นนักร้องนำ 
มี Jack Bruce เล่นเบส และ Ginger Baker เป็นมือกลอง



1967  แคลปตัน คือ พระเจ้า
หลังจากเปลี่ยนกีต้าร์จาก Fender telecaster กับ Vox Amps ac 30 
มาใช้ Gibson Marshell Les Paul และ Marshell Amp 
ท่วงทำนองจากกีต้าร์ของท่าน  ทำให้เกิดสโลแกนระดับตำนาน Clapton is God 
สโลแกนนี้พ่นโดยแฟนเพลงที่กำแพงที่อิสลิงตัน 
แต่ท่านไม่ชื่นชมกับสโลแกนนี้เท่าไหร่นัก

ธันวาคม 1968 
ร่วมแสดงในคอนเสิร์ต The Rolling Stones Rock and Roll Circus 
พร้อมกับ John Lennon และ The Who






16 สิงหาคม 1970 จุติใหม่ในฐานะศิลปินเดี่ยว
ท่านปล่อยอัลบั้มโซโล่ Eric Clapton 
และมีเพลงเด็ด ๆ ได้แก่ After Midnight  Blues Power และ Let It 
อัลบั้มนี้ติดชาร์ตอันดับ 13  หลังจากปล่อยอัลบั้มชุดนี้ 
ท่านเริ่มอัดเพลงกับวงใหม่ของท่าน Derek and the Dominoes 
พวกท่านได้จดทำอัลบั้ม "Layla... and Other Assorted Love Songs" 
แค่เพียงเวลา 10 วันเท่านั้น มันกลายเป็นอัลบั้มที่ประสบความสำเร็จอย่างแรง




18 กันยายน 1970 สูญเสียเพื่อนรัก
ท่านโศกเศร้ามากเมื่อรู้ข่าวการตายของ Jimi Hendrix 
เพราะ 8 วันก่อนหน้าวงดนตรีของท่านเพิ่งจะคัฟเวอร์ Little Wing 
เพื่อเป็นเกียรติแก่ Jimi Hendrix  พี่น้อง/เพื่อนซี้ต่างวัย
ที่ยอมรับท่านว่าเป็นน้องชายชาวอังกฤษ
เพราะในวันที่ 17 กันยายน 1970 
ท่านได้ซื้อกีต้าร์ Fender Stratocaster เวอร์ชั่นคนถนัดมือซ้าย
กะว่าจะให้เป็นของขวัญแก่ Jimi Hendrix  



สิงหาคม 1971 ท่านพักเบรคทางดนตรี
ท่านติดโคเคนอย่างแรง  จนเริ่มส่งผลต่ออาชีพนักดนตรี 
ท่านต้องหยุดพักการแสดงดนตรี 
หลังจากที่ท่านหมดสติในงานคอนเสิร์ตเพื่อบังคลาเทศ 
แต่ก็สามารถฟื้นขึ้นมาแสดงต่อจนจบได้



1974 หวนกลับมาอีกครั้ง
ท่านไปอยู่กินกับ  Pattie Boyd 
อดีตภรรยาของเพื่อนสนิท George Harrison วง The Beatles 
(แม้ว่า ทั้งคู่จะยังไม่ได้แต่งงานกันจนกระทั่งปี 1979)
และท่านเลิกใช้โคเคนอย่างเด็ดขาด แต่หันมาดื่มเหล้าอย่างหนักแทน
หลังจากลาขาดกับโคเคน 
ท่านกลับมาสู่สายตาสาธารณะชนอีกครั้ง
กับผลงานที่ติดชาร์ตอันดับหนึ่งเพลงแรก  I Shot The Sheriff 
จากอัลบั้ม 461 Ocean Boulevard

1977  Mr. Slowhand
อัลบั้มที่ประสบความสำเร็จที่สุดของท่านในยุค 70 
ประกอบไปด้วยเพลงฮิต  Lay Down Sally  ติดชาร์ตอันดับ 3
Wonderful Tonight  ติดชาร์ตอันดับ 16 
และเพลงคลาสสิคขึ้นหิ้ง  Cocaine

1988 ปีแห่งการจากลาและเริ่มต้น
หลังจากแต่งงานกับ  Pattie Boyd 
แต่ในปี 1989 ท่านได้หย่าขาดกัน
หลังจากที่ทั้งสองต่างพยายาม
จะมีลูกด้วยกันมาหลายปีแต่ก็ใม่สำเร็จ

แถมท่านยังแอบไปมีกิ๊ก
แบบมีอะไรกับนางแบบสาวอิตาเลียน Lory Del Santo
จนมีลูกชายชื่อ Conor เป็นสักขีพยาน
(ตามข่าวเล่าลือว่า ท่านทีแรกไม่ชอบและยอมรับเรื่องนี้
แต่ต่อมาเริ่มหลงใหลลูกชายคนนี้อย่างแรง)

ท่านออกอัลบั้มรวมผลงานเพลงดัง/เพลงที่ท่านชอบจากวงในอดีต
มีเพลงที่ไม่เคยเผยแพร่ที่ไหนมาก่อน ในอัลบั้ม  Crossroads
อัลบั้มนี้บรรจุไปด้วย 72 เพลงระดับคุณภาพ  ทำยอดขายได้ถึง 2 ล้านชุด

1990-1991 ปีแห่งโศกนาฏกรรม
วันที่ 27 สิงหาคม 1990 ตำนานเพลงบลูส์และเพื่อนร่วมทัวร์ของท่าน
Stevie Ray Vaughan เสียชีวิตจากประสบอุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์ตก
ระหว่างออกทัวร์ร่วมกับท่าน  แต่ท่านไม่ได้ขึ้นเฮลิค็อปเตอร์ลำนั้นจึงรอดตาย



วันที่ 20 มีนาคม 1991  Conor ลูกชายวัย 4 ขวบ
พลัดตกจากแฟลตที่ Lory Del Santo  เช่าไว้
ตกจากตึกระฟ้าสูง 53 ชั้นในนิวยอร์ก เสียชีวิตทันที

1992 ใช้ดนตรีเป็นเครื่องเยียวยารักษาแผลใจ
ท่านระบายความโศกเศร้าผ่านบทเพลง Tears in Heaven
ท่านร่วมเรียบเรียง/เขียนกับ Will Jennings 
ในงานประกาศรางวัลแกรมมี่ครั้งที่ 35 
ท่านชนะ 6 รางวัล จากซิงเกิ้ล  Tears in Heaven 
และ อัลบั้ม Unplugged  ที่ท่านแสดงต่อหน้าคนดูกลุ่มย่อม 
เมื่อวันที่ 16 มกราคม 1992 อัลบั้มนี้ขึ้นอันดับหนึ่ง Billboard 200 
ทำยอดขายถล่มทลายกว่า 10 ล้านชุด



2000 ขึ้นทำเนียบตำนาน
ท่านเป็นศิลปินคนเดียวที่มีชื่อเข้าทำเนียบ Rock and Roll Hall of Fame ถึง 3 ครั้ง 
ทั้งในฐานะศิลปินเดี่ยว และสมาชิกของวง The Yardbirds และ Cream 

แว่วข่าวว่า เมืองไทยจะนำเรื่อง Eric Clapton: Life in 12 Bars
มาฉายเร็ว ๆ นี้ บอกเล่าเรื่องราวจุดสูงสุดและจุดตกต่ำที่สุดในชีวิตของท่าน
เป็นบันทึกร้อยเรียงจากท่านเองและคนใกล้ตัวท่านทั้งในอดีตและปัจจุบัน
ร่วมเดินทางไปกับเสียงเพลงเสียงดนตรีของผู้ชายที่มีดนตรีเป็นชีวิตจิตใจ
และมีชีวิตเป็นเหมือนดนตรี
ราชันย์แห่งกีตาร์เจ้าของบทเพลงฮิตก้องโลกอย่าง 
Wonderful Tonight, Tears in Heaven, I Shot The Sheriff และอื่น ๆ อีกมากมาย 




Eric Clapton - Cocaine (Slowhand At 70 Live At The Royal Albert Hall)
 


 
 
หมายเหตุ

Eric Clapton ยังไม่ได้รับการแต่งตั้งเป็น Sir 
หรือชั้นยศอัศวินโดย Queen Elizabeth II 
อย่างไรก็ตามท่านได้รับเกียรติยศสูงสุดมาแล้ว 2 ขั้น

เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2004 ในพิธีที่พระราชวัง Buckingham  
Eric Clapton ได้รับ Commander of the Order of the British Empire หรือ CBE 
โดยได้รับพระราชทานจาก Princess Royal (Princess Anne) 
ได้รับการประกาศในรายการเกียรติยศสูงสุดอีกครั้ง ในปี 2004
โดย Queen Elizabeth II ที่ทรงประกาศในวันที่ 31 ธันวาคม 2003

ก่อนหน้านี้ในปี 1994 สมเด็จพระราชินี ได้ทรงมอบ  
Order of the British Empire (OBE) ให้กับ Eric Clapton 
เพื่อเป็นเกียรติยศสูงสุดในปีใหม่
สำหรับการมีส่วนร่วมกับชีวิตชาวอังกฤษ

ถ้าได้รับเกียรติสูงสุดอีกครั้ง ท่านจะได้รับยศชั้นอัศวิน 
จากนั้นท่านจะรู้จักกันในชื่อ Sir Eric Clapton

เกียรติยศจากราชวงศ์ในอังกฤษ
จะมอบให้เพียงแค่ Orders of Knighthood
เช่น Order of the Garter กับ Order of the Bath
จนกระทั่งในศตวรรษที่ 19 
เพราะผลจากความกล้าหาญของข้าราชการและนายทหารระดับสูง
ในปี 1917 พระเจ้า George V จึงได้สร้างเกียรติยศ
Order of the British Empire
เพื่อให้เป็นเกียรติยศกับบุคคลต่าง ๆ อย่างกว้างขวางมากขึ้น
ในช่วงแรก จะมอบให้กับ กองทหาร British 
พลเรือนและชาวต่างชาติที่มาช่วยรบในสงครามโลกครั้งที่ 1
และเป็นครั้งแรกที่ สตรี ได้รับรางวัลเกียรติยศนี้
ในปี 1918 ทหารและพลเรือนได้รับเกียรติยศร่วมกัน
เพื่อตอบแทนการบริการให้กับรัฐ

เกณฑ์เฉพาะที่ได้รับเกียรติยศสูงสุด 
Order of the British Empire  
คือ การให้บริการที่ทรงคุณค่า
ซึ่งมีการกำหนดขอบเขตไว้อย่างกว้างขวางมาก
นักดนตรี นักแสดง จิตรกร นักกีฬาระดับยอด 
นักกีฬาที่ทำลายสถิติระดับโลก
บริการสาธารณะ ครู พยาบาล เจ้าหน้าที่ ตำรวจ
และคนที่ทำงานอาสาสมัครกับองค์กรการกุศล

เกียรติยศสูงสุดนี้จะมีการประกาศปีละ 2 ครั้ง
ในช่วงเทศกาลปีใหม่และในเดือนมิถุนายน 
(วันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระราชินี) 
โดยจะมีการประกาศเกียรติยศสูงสุดประมาณ 1,500 รายในแต่ละปี 
คนส่วนใหญ่มักจะอยู่ในระดับ Officer (OBE)
Member (MBE) ของ Order of the British Empire
ส่วนอีกประมาณ 15% จึงจะอยู่ในระดับ Commander (CBE ขึ้นไป)
มีจำนวนน้อยรายมากในแต่ละปีที่จะได้รับเกียรติสูงสุดระดับ
Grand Cross (GBE) Knight / Dame (KBE / DBE)
โดยสมเด็จพระราชินีทรงโปรดเกล้าตามคำคำแนะนำของนายกรัฐมนตรี
ดังนั้น คำแนะนำจึงต้องถูกส่งไปยังสำนักงานนายกรัฐมนตรี 
ผลการคัดเลือกโดยผ่านตัวแทนคณะกรรมการข้าราชการ
ที่ผ่านการเสนอชื่อโดยประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐบาล

ฐานันดร Order of the British Empire มี
Grand Cross (GBE)
Knight / Dame (KBE / DBE)
Commander (CBE)
Officer (OBE)
Member (MBE)

ผู้ได้รับรางวัล CBEs OBEs และ MBEs 
สามารถใช้ฐานันดรนี้ต่อท้ายชื่อนามสกุลได้
ต้องชั้น Grand Cross (GBE) หรือ Knight / Dame (KBE / DBE)
จึงจะใช้คำนำหน้าชื่อว่า Sir ได้


เรียบเรียง/ที่มา


https://goo.gl/gcS3jP


 

ภาพประกอบจาก Google
































เรื่องเดิม  http://oknation.nationtv.tv/blog/ravio/2018/01/21/entry-1

ปีศาจที่หลบซ่อนในร่าง Dolores O'Riordan นักร้องเพลง Zombie

 


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน