*/
  • ravio
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2009-12-07
  • จำนวนเรื่อง : 1082
  • จำนวนผู้ชม : 2172292
  • จำนวนผู้โหวต : 493
  • ส่ง msg :
  • โหวต 493 คน
<< เมษายน 2018 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30          

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันเสาร์ ที่ 28 เมษายน 2561
Posted by ravio , ผู้อ่าน : 1387 , 17:25:26 น.  
หมวด : วิทยาศาสตร์/ไอที

พิมพ์หน้านี้
โหวต 4 คน rattiya , february26 และอีก 2 คนโหวตเรื่องนี้

 

ตอนช่วงปลายศตวรรษที่ผ่านมา
กิจการการบินยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นพัฒนา
ชาวเยอรมันชื่อ Julius Neubronner 
ได้ยื่นขอสิทธิบัตรสำหรับสิ่งประดิษฐ์ชิ้นใหม่
ซึ่งเป็นกล้องขนาดเล็กที่สามารถติดตั้งไว้ที่หน้าอกของนกพิราบ
เพื่อให้นกสามารถบินได้และถ่ายภาพจากทางอากาศได้

Julius Neubronner  คือ เภสัชกรที่ใช้งานนกพิราบ
เพื่อนำยาไปส่งยังสถานพักฟื้นคนป่วยที่ตั้งอยู่ใกล้บ้านเกิด  Kronberg ใกล้กับ  Frankfurt
Apothecary เภสัชกร คือ ผู้ผลิตยา เช่นเดียวกับคำว่า  Pharmacist  ที่เป็นคำยุคใหม่
ในหลายประเทศที่พูดภาษาเยอรมัน เช่น เยอรมนี ออสเตรียและสวิสเซอร์แลนด์
Pharmacies ยังคงเรียกกันว่า Apothecaries.
 
ครอบครัวของ Julius Neubronner เป็นเภสัชกรมาสองชั่วอายุคน
ซึ่งพ่อของท่านสืบทอดธุรกิจต่อจากปู่ของท่าน
ในสมัยนั้น นกพิราบสื่อสารจะถูกนำมาใช้กันอย่างแพร่หลาย
ในการส่งข้อความและอุปกรณ์ชิ้นเล็ก ๆ 
พ่อของ Julius Neubronner จึงมีความคิดที่จะใช้นกพิราบ
เพื่อรับใบสั่งยาจากสถานพักฟื้นผู้ป่วยและส่งยาให้โดยเร็ว
มีการดำเนินการโดยวิธีนี้ต่อเนื่องมานานกว่าครึ่งศตวรรษ
จนกระทั่งสถานพักฟื้นผู้ป่วยแห่งนั้นปิดตัวลง



อยู่มาวันหนึ่ง Julius Neubronner  ได้ปล่อยนกพิราบตัวหนึ่ง
เพื่อให้มันบินออกไปทำธุระเร่งด่วน แต่มันก็ไม่ได้บินกลับมา 
เมื่อหลายวันผ่านไป นกพิราบก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะกลับมาอีก
Julius Neubronner จึงสันนิษฐานว่า
นกพิราบบินหายหรือถูกจับได้และถูกฆ่าโดยนักล่าแล้ว
อีกหนึ่งเดือนต่อมา นกพิราบสื่อสารตัวที่หายไปก็ปรากฏตัวขึ้นมา
โดยบินกลับมายังรัง/บ้านเดิมของ Julius Neubronner 
นกพิราบมีสภาพว่าถูกขุนเลี้ยงมาอย่างดี 
ทำให้  Julius Neubronner เกิดความคิดแวบเข้ามาว่า
นกพิราบบินไปที่ไหน และใครเป็นคนเลี้ยงนกพิราบในตอนนั้น 

Julius Neubronner  จึงตัดสินใจว่า
จะเริ่มต้นติดตามการบินของนกพิราบว่า
มันบินไปที่ไหนบ้าง  สภาพแวดล้อมรอบตัวนกเป็นอย่างใดบ้าง

Julius Neubronne มีความหลงใหลในการถ่ายภาพ
และเป็นช่างสร้างกล้องถ่ายรูปมือสมัครเล่นด้วย
จึงทำให้ Julius Neubronner สร้างกล้องถ่ายภาพขนาดเล็ก
ที่มีตัวกล้องกับชิ้นส่วนประกอบส่วนมากทำด้วยอลูมีเนียม
เพื้อให้มีน้ำหนักเบา
ขนาดที่พอเหมาะกับการรัดไว้ที่หน้าอกของนกพิราบ
ระบบนิวเมติกในกล้องจะเปิดชัตเตอร์ตามช่วงจังหวะเที่กำหนดไว้
และม้วนฟิล์มซึ่งเคลื่อนที่ไปพร้อมกับชัตเตอร์
ทำให้ถ่ายภาพได้ถึง 30 ภาพ/ครั้งในการบินเที่ยวเดียว 
อุปกรณ์ทั้งหมดมีน้ำหนักไม่เกิน 75 กรัม 
ซึ่งเป็นน้ำหนักสูงสุดที่นกพิราบได้รับการฝึกอบรม
นำติดตัวขึ้นไปถ่ายภาพกลางอากาศ

ภาพที่นกพิราบถ่ายออกมาดีมาก
จนทำให้   Julius Neubronner  คิดวิธีถ่ายภาพในรูปแบบที่แตกต่างกัน 
ด้วยการสร้างระบบที่มีเลนส์ 2 เลนส์ ที่ชี้ไปในทิศทางตรงกันข้ามกัน
ซึ่งต่อมามีคนนำหลักการนี่มาพัฒนาเป็นกล้องถ่ายภาพสามมิติ
โดยภาพถ่ายที่นำมาซ้อนกันบางส่วนจะดูเสมือนเป็นภาพถ่ายสามมิติ
ซึ่งต้องใช้กล้องชนิดหนึ่งส่องดูภาพจึงเห็นเป็นภาพสามมิติ

ในที่สุด Julius  Neubronner ได้ยื่นขอรับสิทธิบัตร 
แต่สำนักงานสิทธิบัตรได้ปฏิเสธคำร้องดังกล่าวในครั้งแรก
อ้างว่าอุปกรณ์ดังกล่าวถ่ายภาพทางอากาศไม่ได้ 
เพราะไม่เชื่อว่านกพิราบจะสามารถรับน้ำหนักของกล้องได้ 
แต่เมื่อ  Julius Neubronner  ได้นำเสนอภาพถ่ายโดยนกพิราบ
พร้อมการสาธิตให้ดูเป็นคัวอย่าง
ทำให้ Julius Neubronner  ได้รับสิทธิบัตรในปี 1908

 
Aerial photograph of Frankfurt.

 
Aerial photograph of Schlosshotel Kronberg.




Julius Neubronner ได้จัดแสดงภาพถ่ายของตน
ในนิทรรศการการถ่ายภาพนานาชาติหลายแห่งที่ได้รับรางวัล
ครั้งหนึ่ีง ในงานนิทรรศภาพถ่ายที่ Dresden 
ขณะที่ผู้ชมกำลังเฝ้าดูนกพิราบที่กำลังถ่ายภาพทางอากาศ
เมื่อนกพิราบบินลงมาแล้วพร้อมกับฟิล์มภาพถ่าย
ก็มีบริการล้างอัดภาพถ่ายให้เป็นภาพโปสการ์ด
ที่ผู้สนใจภาพถ่ายสามารถซื้อหาได้ทันที

ทำให้เทคโนโลยีนี้ถูกปรับให้เข้ากับ
การนำไปใช้งานในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 
เพราะถ้าใช้เครื่องบินถ่ายภาพแล้ว
พวกข้าศึกจะระมัดระวังและสังเกตเห็นได้ 
แต่ถ้าใช้นกพิราบจะไม่สร้างความสนใจให้กับฝ่ายศัตรู
จึงสามารถถ่ายภาพสถานที่ของข้าศึก
จากพื้นที่ต่ำกว่าได้และเห็นได้ชัดกว่า
รวมทั้งนกพิราบไม่แยแสกับพื้นที่รบกันในสนามรบ

เทคโนโลยีการถ่ายภาพด้วยนกพิราบของ  Julius Neubronner 
ก็ยังมีการใช้งานในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2  ด้วย
กองทัพนาซีเยอรมันได้พัฒนากล้องถ่ายรูปด้วยนกพิราบ
ที่สามารถถ่ายภาพต่อได้ถึง 200 ภาพต่อเที่ยว 

เช่นเดียวกับกองทัพโซเวียตรัสเซีย
ก็ยังใช้กล้องถ่ายภาพด้วยนกพิราบกับฐานที่มั่นนาซีเยอรมันนี
แม้แต่ กองทัพฝรั่งเศสก็ยังอ้างว่า
พวกตนก็ยังมีกล้องถ่ายภาพด้วยนกพิราบ
และวิธีการในการปรับใช้งานจากแนวหลังของพวกศัตรู
ด้วยการใช้สุนัขที่ผ่านการฝึกอบรมในการถ่ายภาพด้วย

ขณะเดียวกันในช่วงเวลานี้ Christian Adrian Michel 
ผู้สร้างนาฬิกาสัญชาติสวิสก็ยังได้สร้าง
กล้องถ่ายรูปพาโนรามาและกลไกตั้งเวลาในการกดชัตเตอร์
การถ่ายภาพด้วยนกพิราบมีการใช้งานถึงปลายยุค 70 
และ CIA ได้พัฒนากล้องถ่ายภาพโดยนกพิราบ
โดยยังคงหลักการและวิธีการตามแนวคิดแรกเริ่ม
รวมทั้งมีการใช้กล้องถ่ายภาพประเภทนี้ผูกติดกับหมากับแมวด้วย

ในพื้นที่สู้รบที่ต้องการจะถ่ายภาพด้วยนกพิราบ
จะมีการฝึกนกพิราบถ่ายภาพให้เคยชินกับรังใหม่
ด้วยการเดินทางไปพร้อมกับรังเคลื่อนที่
แล้วฝึกให้นกพิราบบินกลับมาเข้ายังรังเคลื่อนที่
อาจจะใช้การแบกขนด้วยสุนัข(ให้เคยชินกับกลิ่น)
หรือด้วยรถบรรทุกที่ออกแบบไว้โดยเฉพาะ

ทุกวันนี้ การถ่ายภาพทางอากาศถูกแทนที่โดยเครื่องบิน ดาวเทียม
และเมื่อเร็ว ๆ นี้โดยโดรนที่ราคาไม่แพงมากนัก
แต่แนวคิดการถ่ายภาพด้วยนกพิราบของ Julius Neubronner 
ที่วางรากฐานไว้ยังคงมีอยู่จนถึงทุกวันนี้


 
Aerial photographs of Dresden



ความจริงที่เปิดเผยในภายหลัง
อะไรเกิดขึ้นกับนกพิราบของ Julius Neubronner 
ที่ไม่กลับมาหาเจ้าของเป็นเวลาหนึ่งเดือน
แล้วกลับมาพร้อมสภาพอ้วนพีเต็มที่ 


ความจริงก็คือ มันบินหลงไปที่  Wiesbaden 
ที่ห่างจากรังเดิมราว 20 กิโลเมตร
และมันได้รับการเลี้ยงดูอย่างดี
จากหัวหน้าพ่อครัวร้านอาหารแห่งหนึ่ง






 

กล้องถ่ายภาพ 2 เลนส์ของนกพิราบ

 
กล้องถ่ายภาพ 3 มิติ กับ อุปกรณ์ดูภาพ 3 มิติ


กล้องถ่ายภาพของ CIA



เรียบเรียง/ที่มา


http://bit.ly/2r6oQls
http://bit.ly/2HZFain


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน