*/
  • ravio
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2009-12-07
  • จำนวนเรื่อง : 1049
  • จำนวนผู้ชม : 2121509
  • จำนวนผู้โหวต : 480
  • ส่ง msg :
  • โหวต 480 คน
<< สิงหาคม 2018 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอาทิตย์ ที่ 12 สิงหาคม 2561
Posted by ravio , ผู้อ่าน : 617 , 22:48:04 น.  
หมวด : ต่างประเทศ

พิมพ์หน้านี้
โหวต 4 คน สิงห์นอกระบบ , แม่หมี และอีก 2 คนโหวตเรื่องนี้

 
การประหารชีวิต Oliver Cromwell, Henry Ireton และ John Bradshaw ในปีค.ศ. 1661




Oliver Cromwell ผู้ปกครองหมายเลข 1 
ของจักรภพอังกฤษ สก็อตแลนด์ และไอร์แลนด์
กำเนิดที่ Huntington แคว้น Cambridge วันที่  25 เมษายน​ ค.ศ.1599
มตะวันที่ 3 กันยายน ค.ศ.1658 ด้วยโรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ
ถูกนำตัวมาประหารชีวิตวันที่ 30 มกราคม ค.ศ.1661
หลังจากตายไปแล้วกว่า 2 ปีด้วยโรคภัยไข้เจ็บตามธรรมชาติ
เหตุการณ์ดังกล่าวนี้  ทำให้ Oliver Cromwell 
คือ บุคคลหนึ่งในจำนวนคนเพียงไม่กี่รายที่ถูกประหารชีวิตหลังมรณกรรม


แม้ว่า มีหลายเหตุการณ์แบบเดียวกันนี้ตามประวัติศาสตร์
ที่เคยเกิดขึ้นในหลายแห่งทั่วทุกมุมโลก 
ที่คนที่ตายไปแล้วต้องรับโทษประหารชีวิตอีกครั้ง
เป็นการแสดงออกถึงสัญญลักษณ์ว่าต้องตายอีกครั้ง
เพราะเกิดจากความบ้าคลั่งของฝูงชนที่ตัดสินใจทำ
เช่น เหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นกับ  Grigori Rasputin 
ที่ตายแล้วยังถูกนำศพขึ้นมาทำลายเพื่อให้แน่ใจว่าตายสนิท
และจอมพลแห่งราชอาณาจักรปรัสเซีย  Gebhard Leberecht von Blücher
ที่สุสานถูกกองทัพโซเวียตรัสเซียทำลายในปีค.ศ.1945 
ซึ่งเป็นการลบหลู่เกียรติยศและศักดิ์ศรีของคนตาย
มีหลายคดีที่เคยเกิดขึ้นมาในแบบเดียวกันนี้
ที่มีการพิจารณาพิพากษาคดีลงโทษอย่างรุนแรงหลังมรณกรรม
โดยคณะผู้พิพากษาและเจ้าหน้าที่รัฐที่ลงมือดำเนินคดีต่อจำเลยที่ตายไปแล้ว
เพราะรู้สึกว่าคนผิดหลบหนีความยุติธรรมด้วยการตายของตนเอง

 


 

1. Oliver Cromwell

 
ภาพวาด Oliver Cromwell และกระโหลกศีรษะที่ถูกเสียบประจานหลังมรณกรรม




Oliver Cromwell  คือ ผู้ที่เปลี่ยนผ่านศตวรรษที่ 17
หลังจากที่ประเทศอังกฤษเปลี่ยนนิกายศาสนาคริสต์เป็น Protestant 
โดยกษัตริย์ที่ยังเชื่อมั่นในเรื่องพระผู้เป็นเจ้า
แต่ไม่ยอมรับว่าพระสันตปาปา คือ ตัวแทนของพระเจ้า
มีสิทธิต่าง ๆ เหนือกว่าบรรดากษัตริย์ทั้งปวงในยุโรป
และเป็นผู้นำศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิค


Oliver Cromwell เป็นผู้ยึดมั่นในศาสนาและปฏิบัติตนอย่างเคร่งครัดมานานกว่า 20 ปี
ได้ตั้งข้อสังเกตว่า King Charles I ประพฤติตนเป็นชาว Catholic มากเกินไป
บทบาททางการเมืองและการปกครองของ  King Charles I 
เช่น การเรียกเก็บภาษีโดยไม่ผ่านการพิจารณาเห็นชอบและอนุมัติโดยรัฐสภา
ซึ่งเรื่องดังกล่าวมีมานานแล้วในกฎบัตร Magna Carta ของอังกฤษ
ทำให้เกิดความเกลียดชังและหวาดระแวงในหมู่พรรคพวกของ Oliver Cromwell
ที่คิดว่าการกระทำของ King Charles I คือ ระบอบราชาธิปไตยแบบเผด็จการสูงสุด
ทำให้เกิดสงครามกลางเมืองระหว่างทั้งสองฝ่ายในเวลาต่อมา

ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ King Charles I ถูกล้มล้างอำนาจและถูกประหารชีวิต
Oliver Cromwell กลายเป็นผู้นำรัฐสภา ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของกองทัพ
1 ในสมาชิกจำนวน  59 คนที่ลงนามอนุมัติโทษประหารชีวิต King Charles I 

หลังเหตุการณ์ประหารชีวิตกษัตริย์แล้ว
เครือจักรภพอังกฤษก็มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง
จากระบอบราชาธิปไตยเป็นระบอบใหม่
โดย Oliver Cromwell คือ เจ้าอารักขา Lord Protector
มีบทบาทในการเมืองการปกครองจนกระทั่งตายในเวลาอีก 5 ปีต่อม
บุตรชายของ Oliver Cromwell ก็ขึ้นรับช่วงอำนาจต่อจากพ่อ
แต่ก็เพียงช่วงระยะเวลาสั้น ๆ เพียงไม่เกินกว่า 1 ปีเท่านั้น
ก็ถูกล้มล้างอำนาจลงโดยพวกทหารอีกกลุ่มในเวลาต่อมา
มีการนำระบอบราชาธิปไตยกลับมาใช้ปกครองอีกครั้ง
โดยให้ Charles II ขึ้นเป็นกษัตริย์องค์ใหม่

ในทันทีที่ขึ้นสู่อำนาจ/ครองราชย์ 
King Charles II ได้สั่งให้มีการจับกุมและพิจารณาพิพากษา
ทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการล้มล้างอำนาจราชาธิปไตยกษัตริย์องค์ก่อน
จำเลย 59 คนที่ลงนามอนุมัติการประการชีวิตทุกคนจะถูกจับประหารชีวิต
ส่วนจำเลยคนอื่น ๆ ที่มีส่วนร่วมในครั้งนั้นต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต
แม้กระทั่งจำเลยบางรายที่มีส่วนในคดีนั้นจะตายไปแล้วก็ตาม
ยังมีการขุดศพขึ้นมาจากหลุมฝังศพส่วนตัวแล้วนำไปฝังยังสุสานรวมสาธารณะ
เป็นการลบหลู่เกียรติยศของผู้ตายและครอบครัวเสมือนศพคนไร้ญาติ


แต่สำหรับ Oliver Cromwell กับพวกอีก 3 ราย
John Bradshaw ประธานผู้พิพากษาศาลในครั้งนั้น
Henry Ireton แม่ทัพกองทัพฝ่ายรัฐสภาและบุตรเขยของ Oliver Cromwell
Robert Blake ผู้บัญชาการกองทัพฝ่ายรัฐสภา
ทุกคนต่างต้องรับโทษประหารชีวิต


ใบมรณะบัตรของ King Charles I of England ที่มีรอยตราประทับและลายมือชื่อ
ลายมือชื่อของ Oliver Cromwell ที่สามด้านล่างจากซ้าย




ในวันครบรอบ 12 ปีของการตายของ King Charles I
ศพของ Olever  Cromwell ถูกขุดขึ้นมาจากสุสานหลวง Westminster Abbey
แล้วนำศพมาแขวนคอกับโซ่เหล็กที่ Tyburn
ในตอนบ่าย  ศพถูกนำลงมาแล้วตัดหัวอีกครั้งหนึ่ง
หัวของ Oliver Cromwell ถูกเสียบประจานกับท่อนไม้สูง 20 ฟุต
วางเด่นเป็นสง่าเหนือ Westminster Hall เป็นเวลาเกือบ 25 ปี
เป็นเวลาเกือบ 200 กว่าปี 
ที่หัวกระโหลกของ Oliver Cromwell 
มีการเปลี่ยนผ่านมือโดยผู้ครอบครองหลายคน
จนกระทั่งในปี ค.ศ.1960
จึงมีพิธีฝังหัวกระโหลกของ Oliver Cromwell อย่างสมเกียรติ
ณ สุสานลับแห่งหนึ่งใน Sidney Sussex College แคว้น Cambridge




2. Pope Formosus

 
การพิจารณาคดีหลังมรณกรรมของ Pope Formosus




Pope Formosus ดำรงตำแหน่งเป็น Bishop of Rome 
ตั้งแต่ช่วงปี ค.ศ.891 จนกระทั่งมตะในปีค.ศ. 896
ในทันทีที่ขึ้นครองอำนาจเป็นพระสันตปาปา
Pope  Formosus  กลับหมกมุ่นแต่เรื่องการโต้เถียงและขัดแย้งกับ
จักรวรรดิ์โรมันศักดิ์สิทธิ์ Holy Roman Empire และจักรพรรดิ์  Byzantine Emperors
ว่าพระสันตปาปาต้องเหนือกว่าทั้งสองพระองค์


ยิ่งจักรพรรดิแห่งโรมัน Guy III มีอำนาจเพิ่มมากยิ่งขึ้น
Pope  Formosus  ยิ่งไม่ไว้วางใจอย่างแรง

Pope  Formosus  จึงได้ชักชวน Arnulf of Carinthia 
ให้บุกคาบสมุทรอิตาลีและปลดปล่อยอิตาลี
ออกจากการควบคุมของจักรพรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ 
การรบของ  Arnulf of Carinthia ประสบความสำเร็จ
เพราะเรื่องที่บังเอิญและโชคดีที่  Guy III เสียชีวิตอย่างกระทันหัน
ทำให้  Arnulf of Carinthia เส้นทางเปิดโล่งสบาย ๆ
ได้ขึ้นไปนั่งบนบัลลังค์สูงสุดของจักรพรรดิโรมัน 
Pope  Formosus ยิ่งมีความสุขมากยิ่งขึ้น
ยิ่งกว่านั้นได้สวมมงกุฎให้  Arnulf of Carinthia จักรพรรดิ์องค์ใหม่
ซึ่งแสดงนัยว่าพระสันตปาปามีอำนาจเหนือกว่าจักรพรรดิ์


ในขณะเดียวกัน Lambert พระโอรสของ Guy III
ต้องถูกขับไล่ออกนอกประเทศ   
Arnulf of Carinthia ก็ยิ่งรุกรบลงทางตอนใต้อีก
แต่แล้วเกิดอาการอุดตันของเส้นโลหิตที่ไปเลี้ยงสมอง
ทำให้ Arnulf of Carinthia ต้องยกทัพกลับไปที่ Bavaria
ในปีเดียวกันนี้ Pope  Formosus  ก็สิ้นพระชมน์
Lambert จึงได้หวนคืนทวงอำนาจกลับมาอีกครั้ง
และได้ขึ้นครองราชย์อาณาจักรโรมันศักดิ์สิทธิ์


จักรพรรดิ Lambert ได้ตัดสินพระทัยว่า
Pope Formosus  มีความผิดฐานกบฏ 
จำเป็นต้องถูกพิจารณาคดีเพื่อลงโทษ
ข้อหาต่อต้านจักรพรรดิ์โรมันอันศักดิ์สิทธิ์
โดยละเลยข้อเท็จจริงที่ว่า Pope Formosus  
สิ้นพระชมม์ไปนานกว่า 9 เดือนแล้ว
แต่ก็ยังมีการจัดตั้งศาลจำลองขึ้นมา
ซึ่งต่อมาเรียกกันว่า Cadaver Synod 
โดย Pope Stephen VI พระสันตะปาปาพระองค์ใหม่
ยอมทำตามคำแนะนำ/คำสั่งของจักรรพรรดิ์ Lambert


พระศพของ Pope Formosus ที่ย่อยสลายไปบางส่วนแล้ว
ถูกขุดขึ้นมาให้สวมเครื่องแบบของพระสันตะปาปา
และจัดศพให้นั่งบนบัลลังก์เหมือนพระสันตปาปา
เรื่องนี้จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ 
Pope Formosus ถูกตัดสินว่ามีความผิด
และให้ถอดเสื้อคลุม/ถอดยศของพระสันตะปาปา 
Pope Stephen VI จึงมีคำสั่งให้ตัดนิ้วมือขวาสามนิ้ว
แล้วโยนศพลงในแม่น้ำ Tiber River




3. Gilles van Ledenberg

 
การแขวนคอ Gillis van Leedenberg หลังมรณกรรม




Gilles van Ledenberg เป็นรัฐมนตรีของรัฐ Utrecht 
ขณะที่ยังทำงานอยู่ก็ถูกจับกุมในปี ค.ศ. 1618 
ด้วยข้อหาก่อให้เกิดความไม่สงบทางสังคม
ในช่วงระยะเวลา 12 ปีของ Truce 
ช่วงระยะเวลาสู้รบของชาวดัชต์
เพื่อปลดแอกและมีอิสรภาพจากสเปน

Gilles van Ledenberg กลัวการถูกลงโทษและถูกทรมาน
จึงตัดสินใจฆ่าตัวตาย  โดยหวังว่าการตายของตนจะทำให้ทุกอย่างยุติลง
การพิจารณาคดีจะสิ้นสุดและศาลจะไม่สามารถยึดทรัพย์สินครอบครัวของตนได้
แต่  Gilles van Ledenberg คิดผิดเพราะยังคงถูกตัดสินว่า มีความผิดจริง
และสมรู้ร่วมคิดกับ Johan van Oldenbarnevelt 
จำเลยอีกคนที่ถูกตัดสินประหารชีวิตด้วยเช่นกัน
ศพของ Gilles van Ledenberg ที่ยังคงอยู่ในโลงศพก็ถูกแขวนบนตะแลงแกง




5. John Wycliffe

 
กระดูกของ John Wycliffe ถูกขุดขึ้นมาเผาในปี ค.ศ.1428




John Wycliffe มักจะถูกเรียกกันว่า ดาวรุ่งแห่งการปฏิรูปศาสนา
เป็นหนึ่งในบาทหลวงที่ทรงอิทธิพลที่สุดของนิกายโรมันคาทอลิก

John Wycliffe ไม่เชื่อในเรื่องอำนาจพระสันตะปาปาอย่างแข็งขัน
โดยยืนยันว่าคริสเตียนทุกคนควรพึ่งพาพระคัมภีร์
มากกว่าคำสอนของพระสันตะปาปาและบาทหลวง
John Wycliffe กล้าพูดอย่างกล้าหาญ
เพราะต่อต้านกับสถานะพิเศษของบาทหลวง
ที่กินอยู่กันอย่างฟุ่มเฟือยและมีความเป็นอยู่อย่างหรูหรา
ทั้งการมีพิธีกรรมที่หรูหราฟุ่มเฟือยของบาทหลวง

John Wycliffe ยังไม่เห็นด้วยกับการที่บาทหลวงต้องเป็นโสด
การแสวงบุญ แนวคิดเรื่องสถานที่วิญญาณรับโทษทัณฑ์ก่อนขึ้นสวรรค์
และการสวดขออธิษฐานจากนักบุญต่าง ๆ นานา
John Wycliffe เชื่อว่าวงการบาทหลวงมีการทุจริต
และมีบาทหลวงหลายคนประพฤติผิดศีลธรรม
แต่แสแสร้งว่าประพฤติปฏิบัติตนตามศีลศักดิ์สิทธิ์
มุมมองนอกรีตของ John Wycliffe
ทำให้สร้างศัตรูที่เกลียดชัง John Wycliffe ได้มากที่สุด


ในปีค.ศ.1415 Council of Constance
(ศาลของศาสนจักรคริสต์นิกายโรมันคาทอลิค  มีหน้าที่พิจารณาตัดสินคดีความผิดของ
ผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าละเมิดต่อบทบัญญัติทางศาสนาคริสต์ หรือล่วงละเมิดต่อพระเจ้า)  ได้ประกาศว่า
John Wycliffe เป็นคนนอกรีตและงานเขียนทุกชนิดของ John Wycliffe เป็นหนังสือต้องห้าม
ทั้งยังระบุว่า ร่างกายของ Wycliffe ต้องถูกลบออกจากแผ่นดินอันศักดิ์สิทธิ์ 
มีการปฏิบัติตามคำพิพากษานี้ในปีค.ศ.1428 
44 ปีหลังมรณกรรมของ John Wycliffe
ศพของ John Wycliffe ถูกขุดขึ้นมาเผา
และกองขี้เถ้าทั้งหมดถูกโยนลงไปในแม่น้ำ


เรียบเรียง/ที่มา


https://bit.ly/2nxEPYw

 

 



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน