*/
  • ravio
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2009-12-07
  • จำนวนเรื่อง : 1047
  • จำนวนผู้ชม : 2115942
  • จำนวนผู้โหวต : 480
  • ส่ง msg :
  • โหวต 480 คน
<< ธันวาคม 2018 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30 31          

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันเสาร์ ที่ 8 ธันวาคม 2561
Posted by ravio , ผู้อ่าน : 630 , 13:17:52 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

 
Credit: Robert Lennon/Flickr



Halifax Gibbet ยืนตระหง่านใจกลางพื้นที่ว่างเปล่า
พร้อมกับฉากหลังต้นไม้จำนวนหนึ่ง
ในเมือง Halifax ที่ West Yorkshire
มันเป็นเครื่องมือประหัตประหารที่น่ากลัว
หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ตะแลงแกง Gibbet 
ที่ใช้ตัดหัวนักโทษมานานกว่า 350 ปี
แม้ว่าจะเป็นโทษเล็กน้อย/อาชญากรรมที่ไม่รุนแรง
เช่น การลักขโมยทรัพย์สินในยุคนี้ไม่ถึงกับต้องประหารชีวิต


Halifax Gibbet ประกอบขึ้นจากโครงสร้างหลักคือ เสาไม้ 2 ต้น
มีใบมีดคมยึดติดตรึงตรากับท่อนไม้
ที่แขวนอยู่ด้านบนห่วง/รอกที่ผูกด้วยเชือก
นักโทษประหารจะถูกจับมัดอย่างแน่นหนา
พาดคอไว้ร่องไม้รอใบมีดที่จะหล่นลงมา
เมื่อเพชฌฆาตปล่อยเชือกที่รั้งใบมีดไว้
โดยปลดเชือกออกจากตะขอมัดเขือก
มีการใช้วัว/ม้าลากเชือกที่รั้งใบมีดขึ้นบน
เมื่อปลดเชือกออกจากตะขอ บางครั้งก็ใช้ดาบฟันเชือก
ใบมีดขนาดใหญ่จะหล่นลงมาตัดคอนักโทษประหารชีวิต
ศีรษะนักโทษประหารจะกระเด็นแยกออกจากร่างกาย
บางคนคิดว่า อุปกรณ์นี้คือ กิโยติน (Guillotine)
ที่ใช้ประหัตประหารผู้คนจำนวนมากในช่วงการปฏิวัติฝรั่งเศสในปี 1789 
แต่ Halifax Gibbet มีการใช้งานก่อน Guillotine นานกว่า 5 ศตวรรษแล้ว


ในยุคนั้น  การตัดหัวนักโทษประหารด้วยดาบหรือขวาน
เป็นวิธีการที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในอังกฤษ 
แต่ถ้าดาบ/ขวานที่ไม่คม หรือฟันพลาดไป
ยิ่งทำให้นักโทษต้องทนทุกข์ทรมานมากยิ่งขึ้น
จึงเชื่อกันว่า Halifax Gibbet คือ เครื่องจักรสังหาร
เพื่อการลงโทษประหารชีวิตที่ใช้งานสะดวกที่สุด


ในปีค.ศ.1286 มีบันทึกการใช้งาน Halifax Gibbet 
โดย Lord of the Manor ขุนนางศักดินาเจ้าที่ดิน
ที่มีลำดับล่างสุดในพวก Lord 
แต่มีอำนาจตัดสินประหารชีวิตนักโทษ
เช่น รายใดที่ขโมยข้าวของสินค้า
ที่มีมูลค่ามากกว่า 3 เพนนีครึ่ง 
เรื่องนี้ทำให้กฎหมาย Halifax Gibbet Law
เลื่องชื่อลือชาว่ามีบทลงโทษที่รุนแรงมากในยุคสมัยนั้น




นักประวัติศาสตร์เชื่อว่า กฎหมาย Halifax Gibbet Law
คือ ร่องรอยประเพณีดั้งเดิม Infangthief ของพวก Anglo-Saxon
ซึ่งอนุญาตให้เจ้าที่ดินสามารถบังคับกฎหมายเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม
รวมถึงการลงโทษประหารชีวิตพวกโจรที่ถูกจับได้ภายในเขตที่ดินของพวกเจ้าที่ดิน
กฎหมายดังกล่าวเป็นมาตรฐานทั่วไปของเจ้าที่ดินท้องถิ่น/ขุนนางท้องถิ่น
จนกระทั่งถูกยกเลิกไปในรัชสมัย พระเจ้า Edward III


แต่ที่ Halifax ยังมีการลงโทษประหารชีวิตอยู่
เพราะการประหารชีวิตใน Yorkshire 
ได้รับพระบรมราชานุญาตจากกษัตริย์ 


ในปีค.ศ. 1278  มีรายงานสรุปว่า
มีตะแลงแกงและที่แขวนคอนักโทษถึง 94 แห่งในอังกฤษ


การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด
ทำให้เมืองนี้มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันดี
John Taylor กวีชาวอังกฤษ 
ผู้ซึ่งเรียกตัวเองว่า The Water Poet 
ได้ร่ายบทกวีเรื่อง Beggar's Litany ในปีค.ศ.1622 ว่า


มีคำพังเพยและคำอธิษฐาน
สามสถานที่ไม่ควรจะไป
ที่ Hull ที่ Halifax ที่ Hell (นรก) 
ทั้งสามสิ่งนี้พระเจ้ามอบให้แก่เรา


Hull เครื่องมือประหารเช่นเดียวกับ Halifax
Hull  ใช้กับนักโทษประเภทขโมยกับขอทาน
ซึ่งเป็นพวกไม่พึงประสงค์อย่างมากในยุคนั้น
Halifax นักโทษจะถูกใบมีดตัดหัวให้ขาดกระเด็น
Hull นักโทษจะถูกมัดติดกับลานประหาร
ขังอยู่ภายในกรงขังที่จำกัดการเคลื่อนไหว
วางไว้ปากแม่น้ำ Humber ช่วงน้ำทะเลลง
เพื่อรอให้น้ำทะเลขึ้นท่วมกรงขังจนนักโทษจมน้ำตาย


Halifax Gibbet จะประหารชีวิตนักโทษในวันที่มีตลาดนัด
เพื่อให้มีชาวบ้านมาชมการประหารให้มากที่สุด
ก่อนจะทำการประหารชีวิตนักโทษ
นักโทษจะถูกล่ามโซ่แล้วแห่ประจานเป็นเวลา 3 วันตลาดนัด
พร้อมกับนำตัวนักโทษมาแสดงตัวที่ใจกลางเมือง
พร้อมกับข้าวของที่ขโมยมาให้ชาวบ้านชม


ในวันประหารชีวิต
นักโทษจะถูกนำตัวไปยังลานประหาร
ชายแดนของเมืองอยู่ห่างราวครึ่งกิโลเมตร
จากเขตอำนาจศาล/อำนาจในการจับกุมลงโทษ
เพราะตามกฎหมายอังกฤษเดิมระบุว่า 
การลงโทษต้องทำในพื้นที่แยกต่างหากออกไปจากชุมชน
โดย Halifax  เป็นส่วนหนึ่งของป่าไม้ Forest of Hardwick
ถ้านักโทษหลบหนีไปได้และข้ามเขตแดน/เขตอำนาจศาล ไปแล้ว
เจ้าหน้าที่ก็ไม่สามารถนำตัวกลับมาลงโทษได้


มีผู้รอดตายจากการหลบหนีไปได้ 2 รายคือ 
นักโทษชาย Dinnis วิ่งหนีไปเกิน 500 เมตร 
อีกรายคือ นักโทษชาย Lacey ก็หนีออกไปได้
แต่อีก 7 ปีต่อมาได้ย้อนกลับมาที่ Halifax
จึงถูกจับกุมคุมขังและประหารชีวิตในปีค.ศ.1623 ในวันที่จับกุมได้


27 ปีต่อมา (ปีค.ศ.1650)
Halifax Gibbet มีการใช้ลงโทษครั้งสุดท้าย
คือการตัดศีรษะนักโทษ 2 คนในวันเดียวกัน คือ 
Abraham Wilkinson ข้อหาขโมยผ้ายาว 16 หลา
Anthony Mitchell ข้อหาขโมยม้าและนำไปขายรวม 2 ตัว


ต่อมามีการยกเลิกบังคับใช้
กฎหมาย  Halifax Gibbet Law
ทำให้ Halifax Gibbet สิ้นสุดการใช้งาน
แต่มีนักโทษไม่เกินกว่า 100 คน
ที่ตายเพราะเครื่องจักรสังหารตัวนี้


Oliver Cromwell (25 เมย.1599 – 3 กย.1658
Lord Protector of the Comonwealth of England, Scotland, and Ireland
คือ ผู้ออกกฎหมายยกเลิกการประหารชีวิตด้วย Halifax Gibbet
แต่ในที่สุด Oliver Cromwell ก็ถูกนำโครงกระดูก
มาตัดศีรษะด้วยดาบในเวลาต่อมา
3 ปีหลังจากตายและฝังศพไปแล้ว


ในปี 1974  ตะแลงแกง Gibbet ใน Halifax 
มีการจำลองแบบขึ้นด้วยการวางบนลานหินเดิม
โครงไม้ประกอบหลักประหารเดิมถูกรื้อถอดออกไป
หลังจากเลิกใช้งานในปีค.ศ.1650
แต่ใบมีดตัดศีรษะคนยังถูกเก็บรักษาไว้
และยังอยู่ในพิพิธภัณฑ์ Bankfield Museum 
ใน Boothtown ชานเมือง Halifax
พร้อมกับการจารึกชื่อนักโทษ 52 รายทั้งชายและหญิง
ที่ทราบชื่อว่าถูกตัดศีรษะด้วยเครื่องจักรสังหารตัวนี้


คาดว่า Halifax Gibbet มีการสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 16
ก่อนหน้านี้การประหารชีวิตนักโทษจะใช้ดาบ หรือ ขวาน ตัดคอนักโทษ
เครื่องจักรสังหารของอังกฤษชิ้นนี้
ประกอบด้วยเสาไม้ 2 ต้นสูง 15 ฟุต(4.6 เมตร) มีคานขวางยึดเสา/รับน้ำหนักใบมีด
พร้อมกับติดห่วงเหล็กเพื่อทำหน้าที่เป็นรอกชักเชือกขึ้นลงด้วยวัวหรือม้า
ท่อนไม้ขนาด 4 ฟุต 6 นิ้ว(1.37 เมตร) 
ด้านปลายท่อนไม้จะติดหัวขวานหนัก 7 ปอนด์ 12 ออนซ์(3.5 กิโลกรัม)
เครื่องจักรสังหารจะวางบนลานประหารก้อนหินเรียง
บนพื้นที่สี่เหลี่ยมจัตุรัส 9 ฟุต (2.7 เมตร)
ความสูงจากพื้นดิน 4 ฟุต (1.2 เมตร) มีทางบันได้ขึ้นลง


แม้ว่า กิโยติน Guillotine จะเป็นเครื่องจักรสังหาร
ที่ประหารชีวิตคนมากที่สุดและมีประสิทธิภาพมากที่สุด
ในช่วงการปฏิวัติฝรั่งเศสในศตวรรษที่ 18 ที่เริ่มใน ค.ศ.1789
แต่ในปี ค.ศ.1792 จึงเริ่มใช้ Guillotine ตัดศีรษะนักโทษประหาร
มีการตัดศีรษะนักโทษไปไม่น้อยกว่า 17,000 ราย
ช่วง 10 เดือนยุคแห่งความหวาดกลัว 
กันยายน 1793 ถึงกรกฏาคม 1794
โดย Maximillian Robespierre แกนนำ Jacobin
คาดว่ามีคนตายเพราะกิโยติน 40,000 คนจากนักโทษ 300,000 คน ที่มา https://bit.ly/2pMcWN8
 

แต่เครื่องจักรสังหารรูปทรงและประเภทอื่น ๆ ที่ใช้ตัดศีรษะนักโทษ 
ก็มีการใช้กันอย่างแพร่หลายมากในยุโรปมาก่อนหน้านี้แล้ว
เรื่องแบบนี้ทำให้ไม่แน่ใจว่า Dr.Joseph-Ignace Guillotin 
จะคุ้นเคยหรือเคยเห็น Halifax Gibbet หรือไม่
แต่รูปลักษณ์และการออกแบบคล้ายกับ
ไป copy and development จากเครื่องจักรสังหารของ
James Douglas  4th Earl of Morton
ผู้ริเริ่มให้สร้างเครื่องจักรสังหารชื่อว่า  Scottish Maiden ในปี ค.ศ.1564
ซึ่งสร้างเลียนแบบ Halifax Gibbet 
ด้วยการให้นิยามว่า งานสะอาด(ในการตัดหัวคน)
แล้วต่อมาผู้ริเริ่มรายนี้ก็ถูกตัดหัวด้วยเครื่องจักรนี้ในปีค.ศ.1581
ทำให้มักจะมีการมโน/สร้างตำนานว่า
คนคิดคนสร้าง Guillotine ถูกตัดหัวด้วยในภายหลัง
ทั้งที่ความจริงคนคิดคนสร้าง Guillotine ตายด้วยโรคชรา
ต่อมาในภายหลังเรื่องนี้ทำให้ลูกหลานที่ใช้สกุล Guillotin
ต้องเปลี่ยนไปใช้สกุลอื่นหมดไม่กล้าใช้สกุล Guillotin
เพราะเสื่อมเสียมากกลายเป็นคำสามัญ
ที่มีความหมายไม่ดี คือ เครื่องจักรสังหารสุดหฤโหด
ตัดคอคนได้วันเป็นร้อย ๆ คนช่วงปฏิวัติฝรั่งเศส


Scottish Maiden มีความสูงน้อยกว่า Halifax Gibbet
มีความสูงเพียง 10 ฟุต(3.0 m) เท่ากับ French guillotine


เรียบเรียง/ที่มา


https://bit.ly/2E669X3
https://bit.ly/2Ek6Tci
https://bit.ly/2Qgv1D1
https://bit.ly/2RN00mV




2.

 
ใบมีดจำลองแบบจากของเดิม Credit: August Schwerdfeger/Wikimedia
3.
 





4.
 




5.





6.





7.
 




8.
 
 
รายชื่อนักโทษประหารที่ใช้ Halifax Gibbet
 



9.
 
 
Scottish Maiden ปีที่ผลิต 1564
 


10.
 

Guillotine ปีที่เริ่มใช้งาน 1792


11.
 

Fallbeil Drop-Axe ของเยอรมันนี
มีการสันนิษฐานว่า เยอรมันนีคยมีการใช้งานมาก่อนแล้วยุติไป 
ก่อนพัฒนาขึ้นมาใหม่หลายรุ่นมากหลังปี ค.ศ.1800 หลังยุคการปฏิวัติฝรั่งเศส  
สมกับสินค้าเยอรนี ที่มีคุณภาพ ทนถึก สะดวก แบบใช้ทน ใช้นาน ใช้จนรำคาญ



ตายแล้วยังถูกคำพิพากษาลงโทษขั้นร้ายแรง
 
 


การประหารชีวิต Oliver Cromwell, Henry Ireton และ John Bradshaw ในปีค.ศ. 1661





ภาพทัณฑ์ทรมานในยุคอดีต
 

 



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน