*/
  • ravio
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2009-12-07
  • จำนวนเรื่อง : 1047
  • จำนวนผู้ชม : 2115940
  • จำนวนผู้โหวต : 480
  • ส่ง msg :
  • โหวต 480 คน
<< มกราคม 2019 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31    

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอังคาร ที่ 1 มกราคม 2562
Posted by ravio , ผู้อ่าน : 675 , 16:37:19 น.  
หมวด : วิทยาศาสตร์/ไอที

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

<iframe width="560" height="315" src="https://www.youtube.com/embed/tkW3hVn3B2U" frameborder="0" allow="accelerometer; autoplay; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture" allowfullscreen></iframe>
 
 
แมลง - ทาทา ยัง




บนเกาะอีสเตอร์ Easter ที่แสนจะโดดเดี่ยวในมหาสมุทรแปซิฟิกแสนกว้างใหญ่
ในทุกวันนี้ยังคงเหลือแมลง 10 ชนิดที่มีขนาดเล็กมาก
นั่นคือ สิ่งที่ยังหลงเหลืออยู่ของเผ่าพันธุ์แมลงพื้นเมือง/ประจำถิ่นของเกาะแห่งนี้

แมลงเฉพาะถิ่นนั้นต่างซ่อนตัวอยู่ภายในถ้ำภูเขา
และซ่อนตัวอยู่ในที่อยู่อาศัยที่มีมลทินมากขึ้นเรื่อย ๆ 
เพราะนักท่องเที่ยวที่หลั่งไหลเข้ามาในเกาะเล็ก ๆ แห่งนี้
เพื่อเยี่ยมชมรูปปั้นหัวคนที่เรียกว่า Rapa Nui 
หลังจากที่ชาวพื้นเมืองได้ก่ออันตรายต่อถิ่นที่อยู่ของแมลงตัวเล็ก ๆ 
พวกมอสและเฟิร์น moss และ ferns ที่แสนเปราะบาง
การรุกรานจากสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ต่างคุกคามถิ่นที่อยู่ของสิ่งมีชีวิตเหล่านี้
Iconic Moai หรือ  Rapa Nui รูปปั้นหินเสาหินขนาดความสูง 40 ฟุตเห็นได้ชัด
แต่ยังมีสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่สำคัญที่สุด กลับยากเกินกว่าจะมองเห็นได้ง่าย ๆ


 
 
Credit : Michele Burgess/Alamy Stock Photo




โมอาย Moai 


ตำนานของ Rapa Nui คือ จุดเริ่มต้นและจุดจบ
การทำลายสภาพแวดล้อมและสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ เมื่อมนุษย์เดินทางมาถึง 
ชาวเรือโพลีนีเซียได้ข้ามน้ำข้ามทะเลมาด้วยเรือแคนูขนาดยักษ์
แล้วสร้างบ้านแปลงเมืองขึ้นมาในช่วงระหว่าง  800 - 1200 ก่อนคริสตศักราช
อารยธรรมใหม่ของพวกชาวเรือได้เปลี่ยนเขตป่าร้อน 
ให้กลายสภาพเป็นเรือและวัสดุก่อสร้างต่าง ๆ 
และดำรงชีพด้วยการทำไร่ไถนาและตกปลา 
เมื่อถึงจุดสูงสุดของศตวรรษที่ 17 
ประชากรบนเกาะก็เพิ่มขึ้นเป็น 15,000 คน 
แต่เหลือเพียงไม่กี่พันคนหลังจากนั้น
ในช่วงที่ชาวยุโรปมาถึงเกาะนี้ในปี 1722


ชาวเกาะที่เริ่มสร้างโมอายนั้น
ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางนิเวศวิทยา
เมื่อสิ่งมีชีวิตที่ถูกทำลายลงไปได้ก็สูญพันธุ์ไป
ที่หลงเหลืออยู่ก็เริ่มปรับสภาพตัวเอง
ให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น


พื้นที่ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นป่าที่มีต้นปาล์มขึ้นปกคลุมค่อย ๆ กลายเป็นทุ่งหญ้า 
มีสิ่งมีชีวิตหลายชนิดที่หายไปตลอดกาล
เช่น นกบนบก(บินไม่ค่อยได้)อย่างน้อย 5 ชนิด
สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในท้องทะเล
แมลงและต้นปาล์มยักษ์ชนิดหนึ่ง
ที่เรียกว่า Paschalococos disperta หรือต้นปาล์มเกาะอีสเตอร์




“ ระบบนิเวศนั้นไม่ล่มสลาย 
แต่ได้เปลี่ยนจากสถานะอย่างหนึ่งไปยังอีกสถานะหนึ่ง
และนั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นที่นี่ใน Rapa Nui
สิ่งที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดขึ้นคือ
ความเปราะบาง(ไม่เคยมีผู้รุกรานมาก่อน)
ระบบนิเวศที่ไม่ทนทานต่อการเผาไหม้
จากพวกมนุษย์ที่เดินทางมารุกราน
ช่วงระยะเวลาที่เป็นภัยแห้งแล้ง
ที่ก่อให้กำเนิดขึ้นด้วย้งเงื้อมมือของพวกมนุษย์

การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ 
ต่างมีผลทำให้ระบบนิเวศที่มีอยู่เดิม
พืช/แมลงประจำถิ่นหลายชนิดถูกทำลายลง
และพวกที่อยู่รอดต่างต้องปรับตัวให้เข้ากับ
สภาพแวดล้อมแบบใหม่ที่เริ่มต้นขึ้นมา
ให้ต้องสอดคล้องกับสอดรับเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันมากขึ้น " 
Jut Wynne นักนิเวศวิทยาจากศูนย์วิจัยสิ่งแวดล้อม 
จาก Northern Arizona University’s Merriam-Powell Center for Environmental Research


ทุกวันนี้  บนเกาะแห่งนี้ได้กลายเป็น
ที่อยู่ของเผ่าพันธุ์ที่ไม่ใช่ของประจำถิ่น
มีการนำเข้ามาจากถิ่นอื่นหลายชนิดมากมาย
เช่น ม้า แกะ แพะ ลูกหลานของปศุสัตว์
ที่เจ้าของฟาร์มปศุสัตว์ที่เริ่มเลี้ยงในช่วงต้นทศวรรษ 1900 
แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่ซ่อนอยู่ใต้ฝ่าเท้าของสิ่งเหล่านี้
คือ สิ่งมีชีวิตพื้นเมืองที่แท้จริงรุ่นสุดท้ายของ Rapa Nui


 
Ecologist Jut Wynne นักนิเวศวิทยา กำลังจดบันทึกการสำรวจภาคสนาม
บนพื้นที่สูงเหนือมหาสมุทรแปซิฟิค Credit : Rafael Rodriguez Brizuela




ความฝันในวัยเด็กของ Jut Wynne 
คือ  การได้ไปเยือนเกาะอีสเตอร์
ในที่สุด ฝันก็กลายเป็นจริงในปี 2008 
ในปีนั้น ท่านเริ่มต้นการศึกษาเบื้องต้นด้วยการสำรวจถ้ำ 3 แห่ง 
ท่านสุ่มเก็บตัวอย่างแมลงในถ้ำมากกว่า 12 รายการในปี 2009 และ 2011 
และท่านก็พบกับสายพันธุ์ชนิดใหม่ประจำถิ่นถึง 8 สายพันธุ์ และรวมแล้วถึง 10 สายพันธุ์
ในช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา  ท่านได้รับเงินทุนสนับสนุนการวิจัยจาก Fulbright 


เพื่อค้นหาสิ่งมีชีวิตประจำถิ่นอาศัยที่เปราะบาง ซึ่งเป็นที่อยู่ของแมลงรุ่นสุดท้าย 
ทำนได้มุดตัวเข้าไปลึกลงไปในถ้ำที่เปียกชื้นและโรยตัวลงไปตามหน้าผาสูงชัน
เพื่อค้นหามอสและเฟิร์นซึ่งมักจะเป็นที่หลบซ่อนของพวกแมลงตัวเล็กตัวน้อย


ผลการศึกษาก่อนหน้าแสดงให้เห็นว่า
เดิมมีแมลงหลายสายพันธุ์มากที่มีอยู่ทั่วไปบนเกาะแห่งนี้
แมลงที่ยังหลงเหลืออยู่จึงมีแนวโน้มว่า
พวกมันได้หลบหนีกลับไปยังพื้นที่ดั้งเดิมที่เคยเดินทางออกมา
สะท้อนให้เห็นถึงระบบนิเวศของ Rapa Nui ที่มีอยู่ก่อนมนุษย์มาถึง


จนถึงตอนนี้  Jut Wynne ได้ค้นพบแมลงหางดีด 7 ชนิด
ซึ่งเป็นแมลงขนาดเล็กที่มีคุณสมบัติคือ 
หางดีดที่ทำให้พวกมันดันตัวขึ้นไปในอากาศและอยู่ให้ไกลห่างจากอันตราย
เหมือนกับที่นั่งนักบินในเครื่องบินไอพ่นที่ดีดตัวออกมาได้เวลาเครื่องบินกำลังจะตก
และท่านยังพบไอโซพอด 2 ชนิดที่รู้จักกันในชื่อ "roly-polys
และเหาหนังสือ  book louse สายพันธุ์หนึ่ง 
ในขณะนี้กำลังรอผลยืนยันการสำรวจว่าใช่หรือไม่
Jut Wynne กล่าวว่า การค้นหาจากทีมงานของพวกท่าน
ในช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมาอาจทำให้ค้นพบสายพันธุ์ประจำถิ่นบนเกาะ
ทำให้รู้จักกันมากขึ้นเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าได้





อยู่ในอันตรายใกล้จะสูญพันธุ์


การอนุรักษ์แมลงเหล่านี้จึงเป็นเรื่องเร่งด่วนและเรื่องใหม่เช่นกัน 
มีนักท่องเที่ยวประมาณ 100,000 คน
ที่เดินทางผ่านไปยัง Rapa Nui ในปี 2005
มีผู้คนที่เดินทางผ่านไปมาบนเกาะมีพื้นที่รวมเพียง 63 ตารางไมล์เท่านั้น 
แม้ว่าอุทยานแห่งชาติจะครอบคลุมเนื้อที่เกือบครึ่งหนึ่งของเกาะ 
แต่ก็ไม่สามารถหยุดยั้งพวกคนเดินเท้าได้เลย
เพราะพวกนักท่องเที่ยวมักจะเดินผ่านไปมา
บนถิ่นที่อยู่อาศัยของแมลงบางตัว
โดยมองไม่เห็นตัวพวกแมลงเหล่านี้
และพฤติกรรมการใช้ชีวิตของพวกแมลงกับมนุษย์ที่แตกต่างกัน
ตามข้อสังเกตของ Jut Wynne


แม้ว่าผลการศึกษาแมลงที่อยู่ในสภาพแวดล้อมถ้ำตามธรรมชาติ
แต่พวกมันก็ยังเผชิญหน้ากับความสมดุลที่ค่อนข้างเนียน
(เนียน แบบละเอียดอ่อนอย่างมากอย่างแรงของคนใต้
หมายความรวมถึงคนที่ขี้เหนียวอย่างแรง ว่า เนียนสุด ๆ)
ระหว่างการศึกษาเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ กับการบุกรุกที่เป็นอันตราย 
มีสายพันธุ์แมลงที่แพร่กระจายและเป็นภัยคุกคามเพิ่มขึ้น
แมลงสาบอเมริกัน กิ้งกือ และ พวก hitchhikers (น่าจะเรียกว่า แมลงพลอยด้วย)
ที่ตอนนี่ต่างแพร่กระจายไปทั่วบนเกาะ และกัดกินแมลงประจำถิ่น

“ และด้วยเหตุนี้ 
เราเชื่อว่าแมลงส่วนใหญ่บนเกาะ
ย่อมตกอยู่ในอันตรายใกล้จะสูญพันธุ์ ”  Jut Wynne




แม้ว่า อนาคตอาจดูไม่ชัดเจนเหมือนกับ Rapa Nui ในอดีต
แต่ Jut Wynne กำลังทำงานร่วมกับ ระบบวนอุทยาน ชุมชน และรัฐบาล
เพื่อเพิ่มความตระหนักรู้ถึงสมบัติล้ำค่าที่มองไม่เห็นของเกาะ 
ในตอนนี้ วนอุทยานมีการปิดเส้นทางบางแห่ง
เพื่อลดการเดินทางไปมากในพื้นที่สำคัญ 
แม้ว่าจะเป็นมาตรการเพียงเล็กน้อย
แต่การที่นักท่องเที่ยวเดินเตร็ดเตร่นอกพื้นที่
นั่นคือ การส่งสัญญาณว่า อาจมีผลกระทบขนาดใหญ่ตามมา 
(เพราะไปกระทบกระเทือนระบบนิเวศ
หรือนำพาพวกสิ่งแปลกปลอมเข้าไปในพื้นที่) 
ตามคำให้สัมภาษณ์ของ Jut Wynne



Jut Wynne กำลังตรวจสอบแมลงตัวใหม่ที่จับได้ ด้านหลังถ้ำคืองานศิลปะดั้งเดิม Credit : Nicholas Glove




สมดุลที่มีต้นทุน


อย่างไรก็ตามแรงจูงใจ/ผลตอนแทนทางเศรษฐกิจ
ทำให้การปกป้องถ้ำเป็นเรื่องยากเช่นกัน
เพราะเกาะแห่งนี้ต้องการรายได้จากนักท่องเที่ยว
ทิวทัศน์และภายในถ้ำที่สวยงามต่างต็มไปด้วยงานศิลปะพื้นเมือง
เป็นสิ่งที่ล่อตาล่อใจที่มีศักยภาพในการเชิญชวนนักท่องเที่ยว
Sebastián Yancovic Pakarati 
ผู้เชี่ยวชาญด้านมรดกทางธรรมชาติของ Rapa Nui และ
Advisory Council of National Monuments
และหนึ่งในทีมผู้ทำงานร่วมกันของ Jut Wynne กล่าวว่า

" เกาะแห่งนี้ จะต้องพัฒนาแผนการท่องเที่ยว
ที่ปกป้องสมบัติทางธรรมชาติและวัฒนธรรมที่ดีกว่า
ก่อนที่จะเปิดประตูกว้างสำหรับการท่องเที่ยว 
และเชื่อมั่นว่า ผู้อยู่อาศัยบนเกาะแห่งนี้ต่างดูเหมือนว่า
เต็มใจที่จะมีบทบาทในการปกป้องเกาะและทรัพยากรของเกาะ 
ด้วยการรวมกันสนับสนุนสิ่งที่เพิ่งค้นพบใหม่
และการกำกับดูแลที่มากขึ้นกว่าเดิม
ด้วยความหวังว่าพื้นที่ที่อนุรักษ์สำหรับแมลงที่ใกล้สูญพันธุ์เหล่านี้
จะได้รับการเก็บรักษา/ปกป้องคุ้มครองไว้

คนรุ่นใหม่ต้องการให้ความสนใจมากขึ้น
ไม่เพียงแค่การอนุรักษ์และปกป้อง Moai 
และมรดกทางวัฒนธรรมของบรรพบุรุษของพวกเราเท่านั้น 
แต่เรายังต้องการที่จะให้ความสำคัญกับ
มรดกทางธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ
และวนอุทยานกำลังดำเนินการตามแผนอนุรักษ์
เพื่อปกป้องและตรวจสอบถ้ำในพื้นที่
ที่มีความสำคัญมากที่สุดของแมลงเผ่าพันธุ์พื้นเมือง/ประจำถิ่น
เราหวังว่าโครงการนี้จะช่วยในการอนุรักษ์และคุ้มครอง
สถานที่และสิ่งมีชีวิตประจำถิ่นที่เหลืออยู่ของเกาะ ”  


เรียบเรียง/ที่มา


https://bit.ly/2QhCQDs



Hawaiioscia rapui  S. Taiti & J.J. Wynne, 2015/ZooKeys 515: 27­-49



Entomobrya manuhoko  E.C. Bernard, F. N. Soto-Adames & J.J. Wynne, 2015/Zootaxa 3949 (2): 239-267

 
Cyptophania pakaratii S. Taiti & J.J. Wynne, 2015/ZooKeys 515: 27­-49


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน