*/
  • ravio
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2009-12-07
  • จำนวนเรื่อง : 1047
  • จำนวนผู้ชม : 2115940
  • จำนวนผู้โหวต : 480
  • ส่ง msg :
  • โหวต 480 คน
<< พฤษภาคม 2019 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอาทิตย์ ที่ 5 พฤษภาคม 2562
Posted by ravio , ผู้อ่าน : 333 , 17:35:09 น.  
หมวด : วิทยาศาสตร์/ไอที

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน สิงห์นอกระบบ โหวตเรื่องนี้

 
 
 
สันดอนทรายเป็นอันตรายต่อการเดินเรือทางทะเลมาก
มักจะพบว่าอยู่ใกล้กับปากแม่น้ำและรอบ ๆ ท่าเรือ

สันทรายที่ตื้นและจมอยู่ใต้น้ำมาก
เพราะผลของการพัดพาจากกระแสน้ำ
ทำให้ทรายมักจะล่องลอยไปมาหลายแห่ง
ก่อนที่จะค่อย ๆ ตกตะกอน/จมลงสู่ใต้น้ำ
ทรายจะเปลี่ยนทิศทางกองสะสม
ทั้งรูปร่างและตำแหน่งที่ตั้ง
ของสันดอนทรายอยู่เรื่อย ๆ
ทำให้เสี่ยงมากต่อการเดินเรือของชาวเรือ
การจะสร้างกระโจมไฟเพื่อเตือนชาวเรือบนสันดอนทราย
ด้วยรากฐานที่มั่นคงสำหรับประภาคาร
ยังเป็นเรื่องที่ยากมากในยุคอดีต

ปัญหาของการสร้างประภาคารบนสันดอนทราย
และปัญหาสันดอนทรายรบกวนจิตใจของ
Alexander Mitchell (1780 – 1868)
ชาวไอริชผู้ประกอบการโรงอิฐที่ประสบความสำเร็จใกล้ Belfast
ที่ Belfast มีประเพณีและธรรมเนียมนิยม
ในเรื่องการเดินเรือที่สืบต่อกันมายาวนาน
เรื่องนี้จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่า Alexander Mitchell
คงได้ยินยินเรื่องราวโศกนาฏกรรมมากมาย
ของหลายชีวิตที่สูญหายไปในทะเล
และเรือที่อับปางจมอยู่ใต้พื้นโคลนในท้องทะเล

Alexander Mitchell  จึงตัดสินใจที่จะทำอะไรบางอย่าง
เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ให้จงได้
แม้ว่าท่านจะไม่มีพื้นฐานด้านวิศวกรรม
หรือการสร้างประภาคารมาก่อนเลย

ข้อสำคัญที่สุดคือ Alexander Mitchell
ตาบอดทั้งสองข้างด้วยในเวลานั้น
 
2.
 
ประภาคาร Thomas Point Shoal ใน Chesapeake Bay, Maryland, United States
ถูกสร้างขึ้นในปี 1875 และยังคงใช้งานอยู่ในปัจจุบัน  Credit : Mark / Flickr
 

 
 
 
Alexander Mitchell เกิดเมื่อปี 1780 ใน Dublin

บุตรชายของจเรทั่วไป กองทัพบก  Army Barracks ใน Ireland
ภารกิจทางการทหารของบิดาท่านจึงได้มีส่วน
ในการนำท่านเดินทางไปยังสถานที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ
ในตอนที่ท่านอายุได้ 7 ขวบ
ครอบครัวของท่านได้ย้ายไปอยู่ที่  Pine Hill ใกล้ Belfast
ณ ที่นั่นท่านได้เข้าเรียนในโรงเรียนดัง
และมีชื่อเสียงมากคือ Belfast Academy
ในระหว่างที่เรียน เลขคณิต เรขาคณิต และตรีโกณมิติ
Alexander Mitchell ก็พบว่าตนเองหลงใหลและชื่นชอบสามวิชานี้มาก
และจัดว่าเป็นคนเก่งในสามวิชานี้ด้วยเช่นกัน

สายตาของ Alexander Mitchell เริ่มแย่ลงเรื่อย ๆ ตอนที่ท่านโตขึ้น
ตอนท่านอายุได้ 16 ปี  ท่านไม่สามารถอ่านหนังสือได้อีกต่อไป
ครอบครัวของท่านจึงได้ช่วยให้ท่านได้รับการศึกษาเป็นการส่วนตัว
ในขณะที่โลกใบเล็ก ๆ ของท่าน
เริ่มนำท่านไปสู่ความมืดมิดนิรันตกาลอย่างช้า ๆ
ตอนท่านอายุได้ 22 ปี ท่านกลายเป็นคนตาบอดอย่างสมบูรณ์
มีการสันนิษฐานจากว่า  การมองไม่เห็นของท่าน
น่าจะมีจากการติดเชื้อไข้ทรพิษในวัยเด็ก

แม้ว่า Alexander Mitchel
จะมีความพิการทางสายตา
แต่ท่านก็เป็นคนมองโลกในแง่ดี
ท่านได้แต่งงานกับลูกสาวของเพื่อนบ้านคนหนึ่ง
แม้ว่าแม่ของท่านจะไม่เห็นด้วยกับการแต่งงานครั้งนั้น
แต่ทั้งสองคนต่างมีลูกด้วยกัน 5 คน
นอกจากนี้  ท่านยังได้ก่อตั้งโรงอิฐ
ที่ประสบความสำเร็จในเขต Ballymacarrett ของ Belfast
ซึ่งทำให้ท่านมีเงินจำนวนมากจากการขายอิฐ
จนสามารถซื้ออสังหาริมทรัพย์ได้หลายแห่งทั่วทั้งเมืองนั้น

Alexander Mitchel ชื่นชอบกับการสังคมมาก
และชอบการเสวนาและทำกิจกรรมสังคมกับเพื่อน ๆ
เช่น Thomas Romney Robinson นักดาราศาสตร์
George Boole นักคณิตศาสตร์ที่โด่งดัง
ท่านชอบแสดงตนเหมือนเป็นคนปรกติ
ทำให้บางคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าท่านเป็นคนตาบอด
ท่านยังชื่นชอบเล่น Whist กับ ฺBackgammon กับเพื่อน ๆ
โดยมีคนคอยกระซิบข้างหูบอกถึงแต้มของลูกเต๋าและหน้าไพ่

Alexander Mitchell ได้ทำโรงอิฐยาวนานกว่า 30 ปี
ในช่วงเวลานั้น  ท่านมีส่วนอย่างมาก
ในการพัฒนานวัตกรรมหลายอย่าง
และพัฒนากระบวนการผลิตที่สำคัญอย่างมาก
ในเชิงอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรม

ในปี 1832 ท่านได้วางมือจากธุรกิจโรงอิฐ
ในปีต่อมา  ตอนท่านอายุได้  52 ปี
ท่านได้รับสิทธิบัตรเสาเข็มสกรู

วิธีแก้ปัญหาของ Alexander Mitchell นั้นเรียบง่าย
แทนที่จะตอกเสาเข็มเหล็กแบบเดิม
ลงไปในชั้นโคลนอ่อนหรือดินเหนียว
เพื่อเสริมสร้างรากฐานก่อนที่จะก่อสร้างอาคาร/ประภาคาร
ท่านเปลี่ยนวิธีการใหม่ในการลงเสาเข็ม
ด้วยการใช้เสาเข็มไชดินโคลนอ่อนหรือดินเหนียวลงไป
เสาเข็มตัวแรกจะมีเกลียวสว่านก่อนจะถึงใบพัดติดอยู่ที่ปลายด้าม
ตัวใบพัดมีขนาดความกว้างราว 4 ฟุต (1.2 เมตร)
เสาจะมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางราว 6 นิ้ว (15 เซ็นติเมตร)
ความยาวของเสาเข็มราว 20 ฟุต(6 เมตร)
นัำหนักของเสาเข็มจะช่วยเพิ่มแรงกดลงบนพื้นดิน
ขณะเดียวกันการกว้านให้หมุน/ไชลงไปในพื้นดิน
ด้วยหัวเกลียวสว่านที่นำร่องลงไปเหมือนเกลียวเหล็กขนาดยักษ์
คล้ายกับที่เปิดขวดจุกก๊อกขวดไวน์/ขวดแชมเปญ
ส่วนใบพัดช่วยในการสะบัด/กันดินถล่มลงไป
ทำให้หัวเกลียวสว่านทำงานได้ง่ายขึ้น
ถ้าความลึกมาก ๆ ค่อยต่อเชื่อมเสาให้ยาวขึ้น
เสาแต่ละต้นจะรับน้ำหนักได้ถึง 60 ตัน
ซึ่งเพียงพอกับการรับน้ำหนักอาคาร/ประภาคาร

เพื่อทดสอบสิ่งประดิษฐ์ของท่าน
Alexander Mitchell กับ John ลูกชายวัย 19 ปีของท่าน
ได้แอบไปที่สันดอนทรายใน Belfast Lough 
แล้วทดลองใช้เสาเข็มสกรูไชลงไปในพื้นโคลนอ่อน/ดินเหนียว
แล้วให้เสาเข็มสกรูโผล่ขึ้นมาเหนือน้ำ  ทิ้งไว้ทั้งคืน
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น พวกท่านได้กลับไปดูผลงานอีกครั้ง
ก็พบว่าเสาเข็มสกรูยังคงอยู่ในตำแหน่งเดิมอย่างมั่นคง
หลังจากการทดลองที่ประสบความสำเร็จครั้งที่ 2
ท่านจึงนำผลงานประดิษฐ์ของท่านไปยัง London
แล้วยื่นคำร้องขอจดสิทธิบัตร เสาเข็มสกรู

Alexander Mitchell ต้องรอถึง 5 ปี
กว่าจะสามารถโน้มน้าวให้ Trinity House
หน่วยงานที่รับผิดชอบประภาคารของ British และ Irish
ให้ยอมรับข้อดีของสิ่งประดิษฐ์เสาเข็มสกรูของท่าน

ในปี 1838 ประภาคารที่ใช้เสาเข็มสกรูหลังแรก
ได้ถูกสร้างขึ้นที่สันดอนทราย Maplin Sands ใกล้ปากแม่น้ำ Thames

ในปี 1839 ประภาคารอีกแห่งหนึ่งที่ Morecambe Bay ก็ใช้เสาเข็มสกรู

ในปี  1910 ประภาคารในอเมริกาเหนือถึง 150 แห่ง ต่างใช้เสาเข็มสกรู

มีการใช้เสาเข็มสกรูหลายแห่งมากใน Ireland
ทุกวันนี้หลายแห่งยังคงใช้งานได้ เช่น
ใกล้กับ Dundalk Harbour  Spit Bank ใน Cork
Duncanon แถวท่าเรือ Waterford 
และที่  Belfast Lough ท่านได้สมทบทุนก่อสร้าง 1,200 ปอนด์
เพื่อแสดงการขอบคุณ/ตอบแทนเมืองที่ท่านทำมาหากิน

ในช่วงเปลี่ยนผ่านศตวรรษ
ประภาคารนับร้อยแห่งขึ้นไป
มีการสร้างกันทั่วเกาะอังกฤษและในอเมริกาเหนือ
มีการก่อสร้างกันด้วยเสาเข็มสกรูอย่างคึกคักมากมายหลายแห่ง
Alexander Mitchell ยังชื่นชอบกับการเดินทาง
เพื่อไปดูผลงานของตนเองในสถานที่ก่อสร้าง
ในการใช้เสาเข็มสกรูก่อสร้างประภาคารหลายแห่งมาก
บางครั้งท่านจะปีนขึ้นบันไดและปีนขึ้นไปบนนั่งร้านของประภาคาร
ที่กำลังก่อสร้างยังไม่แล้วเสร็จ โดยไม่สนใจอันตราย
บางครั้งท่านก็พลัดตกลงไปในทะเล

ผลงานและความสำเร็จของเสาเข็มสกรู
ทำให้ Alexander Mitchell ได้รับสัญญา
ผลิตเสาเข็มสกรูหลายฉบับมาก
และยังขยายผลงานเสาเข็มสกรูไปยังพื้นที่อื่น ๆ
และที่ไกลที่สุดคือ การสร้างสะพาน Bombay-Baroda ที่อินเดีย

ในปี 1860 หลังจากที่ญี่ปุ่นเปิดประเทศ
เพราะถูกเรือปืนสหรัฐอเมริกาขู่บังคับให้เปิดประเทศ
จนทำให้ญี่ปุ่นมีการพัฒนาเศรษฐกิจอุตสาหกรรม
ในระยะเวลาใกล้เคียงกับสยามประเทศ
ญี่ปุ่นก็มีการนำหลักการและวิธีการเสาเข็มสกรู
ไปทำการ Copy and Development 
เพื่อไปใช้งานก่อสร้างบนท้องทะเลหลายแห่งมาก
ซึ่งในสมัยก่อนสิทธิบัตรและลิขสิทธิ์ยังไม่เข้มงวดมากเหมือนทุกวันนี้

ปัจจุบันเสาเข็มสกรูยังคงถูกใช้กันอย่างกว้างขวาง
สำหรับการใช้งานสร้างอาคารต่าง ๆ
ตั้งแต่กระโจมไฟ งานรถไฟ การสื่อสารโทรคมนาคม
ถนนและอุตสาหกรรมอื่น ๆ อีกมากมาย
ที่จำเป็นต้องมีการก่อสร้างอย่างรวดเร็ว
และกินพื้นที่น้อยมากในการวางเครื่องตอกเสาเข็ม
อุตสาหกรรมส่วนใหญ่จึงใช้ฐานรากจากเสาเข็มสกรู
เพราะประสิทธิภาพ ลดต้นทุนค่าแรงงานและแวลา
รวมทั้งลดผลกระทบกับสิ่งแวดล้อม
(เรื่องเสียง การสั่นสะเทือน การแตกร้าวของอาคารข้างเคียง)

การทำฐานรากในดินด้วยเสาเข็มสกรู
ทำให้มีการเคลื่อนตัวของดินน้อยลง
แบบเสาที่ต้องขุดดินออกทำฐานราก/หล่อเสาขึ้นมา
จึงไม่จำเป็นต้องเคลื่อนย้ายดินส่วนเกิน
ออกจากสถานที่ก่อสร้างมากมายนัก
จึงประหยัดค่าขนส่งและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง

ในปี  1848
Alexander Mitchell ได้รับเลือกเป็นสมาชิกของ
สถาบันวิศวกรโยธา Institution of Civil Engineers

ในปี  1849
ท่านได้รับเหรียญรางวัล Telford Medal 
จากรายงานผลงานเสาเข็มสกรูของท่าน

ในปี 1868
ท่านมตะในวัย 88 ปีที่บ้านของท่านใกล้  Belfast




เรียบเรียง/ภาพที่มา

https://bit.ly/2JiT1R1
https://bit.ly/2Lpg9A8
https://bit.ly/2VIQvKp
https://bit.ly/2WkQutq
https://bit.ly/2UYMCMZ

 
 

3.
 
แบบจำลองประภาคาร Maplin ที่พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์  London’s Science Museum


4.

Seven Foot Knoll Lighthouse ใน  Chesapeake Bay รัฐ Maryland ประภาคารใช้เสาเข็มสกรู
ประภาคารแห่งนี้สร้างขึ้นในปี 1997  และส่งมอบให้เป็นสมบัติของ Baltimore Maritime Museum 



5.
 
ประภาคาร Middle Bay Lighthouse สร้างด้วยเสาเข็มสกรู
ตั้งอยู่ที่ด้านนอกชายฝั่ง Mobile รัฐ Alabama ตรงใจกลาง  Mobile Bay
Credit: Harley Flowers/Flickr



6.


7.


8.

Alexander Mitchell  The Blind Engineer


9.


10.


11.


12.
 

 

<iframe width="560" height="315" src="https://www.youtube.com/embed/HJVzCpLsozw" frameborder="0" allow="accelerometer; autoplay; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture" allowfullscreen></iframe>


GoliathTech - Mobile Home Screw Pile System Installation
 
 
 
หมายเหตุ 
 
ในเมืองไทยบางเจ้าเรียกว่า  เข็มเหล็ก
 
 
 

 
เรื่องเล่าไร้สาระ


สิงคโปร์ ญี่ปุ่น ที่นิยมสร้างเกาะเทียม
จากเศษขยะต่าง ๆ ภายในประเทศ
แล้วมักจะกลบหน้าด้วยหิน/ทราย
ที่นำมาจากประเทศต่าง ๆ 
หลัก ๆ คือ มาเลย์  อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์

ครั้งหนึ่ง ลีกวนยู นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์
เคยพูดแบบดูถูกชาติเหล่านี้ว่า
ลักษณะเด่นของชาติด้อยพัฒนา
คือ การขายของเก่ากิน
(ทรัพยากรธรรมชาติของแต่ละชาติ)
ทำให้เกิดการต่อต้านจากมาเลย์อย่างแรง
ยุคมหาเธร์ผู้นำปากกล้าเป็นนายกรัฐมนตรี
และตามมาด้วยอีกหลายชาติเช่นกัน
ผลทำให้สิงคโปร์ ญี่ปุ่นต้องกลืนน้ำลายตนเอง
โดยเปลี่ยนเป็นขอขุดลอกสันดอนทรายให้ฟรี
แต่ขอทรายที่ขุดลอกขนกลับไปใช้ที่ชาติตน

ในเมืองไทยกฎหมายเรื่องแร่
มีคำนิยามว่า แร่ ให้หมายถึง ทราย ด้วย
พระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2560
ทำให้การขุดทรายมีกฎหมายบังคับ
แม้ว่าสิงคโปร์ ญี่ปุ่น จะมาเจ๊าะแจ๊ะเมืองไทย
หลายต่อหลายครั้งเป็นระยะ ๆ
ขอขุดลอกสันดอนที่ปากน้ำเจ้าพระยา 
แถวภูเก็ต ปัตตานี สงขลา แบบทำให้ฟรี
แต่ขอขนทรายดังกล่าวกลับประเทศตน
ก็ยังไม่ได้รับการอนุมัติจากทางราชการแต่อย่างใด
แม้ว่าจะมีชาวบ้านหลายกลุ่มในพื้นที่
อยากให้สิงคโปร์ ญี่ปุ่น ทำก็ตาม
เพื่อความสะดวกในการสัญจรทางน้ำ

ส่วนการลักลอบนำไปขายให้ต่างชาติ
ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่มีขบวนการแอบทำในรูปแบบต่าง ๆ 





เรื่องเดิม  ประภาคารที่งดงาม


ประภาคารเป็นเสมือนสัญลักษณ์สากลในการช่วยชีวิตและนำทาง
สำหรับชาวเรือบนเส้นทางในท้องทะเลเพื่อกลับเข้าสู่ฝั่งตั้งแต่ในอดีต
แม้ว่าทุกวันนี้ประภาคารหลายแห่งแทบจะไม่ได้ใช้งานเหมือนแต่ก่อนแล้ว
(เพราะมีเทคโนโลยีการเดินเรือที่ทันสมัยกว่ามาทดแทน
ในบางประเทศมีการขายประภาคารโบราณที่ไม่ใช้งานแล้วให้เอกชน
ดีกว่าทิ้งร้างหรือต้องมีค่าบำรุงรักษาตลอดไป)
แต่ประภาคารก็ยังคงเป็นอนุสรณ์สถานที่มีตำนานยิ่งใหญ่
จากผลงานสร้างของคนที่มีความสอดคล้องกับความต้องการของคน

ประภาคารในสมัยโบราณต้องใช้การก่อกองไฟบนยอดภูเขา
ต่อมาได้พัฒนาการอย่างช้า ๆ เป็นรูปเป็นร่างตัวประภาคาร
เริ่มมีการก่อสร้างสูงขึ้น แข็งแรงขึ้น และตั้งอยู่ใกล้กับทะเล
ประภาคารส่วนมากในทุกวันนี้คือผลงานที่น่าพิศวง/ชาญฉลาด
ของบรรดาเหล่าสถาปนิกและวิศวกรในอดีต
ที่ได้ปัดเป่าความเลวร้ายของท้องทะเล/บริเวณหินโสโครกใต้ทะเล
ในขณะที่ไฟประภาคารนำทางในการเดินเรือได้สาดแสงไปรอบ ๆ 
ท่ามกลางท้องฟ้ายามราตรีจากบริเวณใกล้ชายฝั่ง
มนุษย์ยังประทับใจและรับรู้ความงดงาม  ตำนานที่ยิ่งใหญ่
ความมหัศจรรย์และผลงานของประภาคารเหล่านี้

วันที่ 7 สิงหาคมของทุกปี
เป็นวันประภาคารแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา
จึงได้คัดเลือกประภาคารที่งดงามมาให้ชมกัน
 



1. Cast-Iron Lighthouse, Whiteford, USA



Image credits: Matthew Jones



2. Phare du Petit Minou, Brest, France



Image credits: Alexander Riek


3. Frozen St. Joseph North Pier Lighthouse, Michigan, USA



Image credit: Thomas Zakowski

3.1



Image credits: Charles Anderson


4.  Porto, Portugal



Image credits: Veselin Malinov


5. Victoria Beach Lighthouse (Built In 1926), California, USA



Image credits: Dave Gaylord


6.  Viavelez, Asturias, Spain



Image credits: Manu Díaz


7. Schleswig-Holstein, Germany



Image credits: Holger Schmitt


8. Lighthouse Of Talacre, Wales, UK



Image credits: Iain McConnell


9. Andros Island, Greece



Image credits: Mary Kay


10. San Esteban De Pravia, Spain



Image credits: Saghani


11. Holyhead, Anglesey, Wales



Image credits: Joe Daniel Price


12. Lighthouse in Beagle Channel, Argentina/Chile



Image credits: Skel Shizuko


13. Lighthouse Of Fastnet Rock, Ireland



Image credits: Fergal O’Callaghan


14. The Lange Nelle Lighthouse, Ostend, Belgium



Image credits: Piet Flour


15. Sturgeon Bay, Wisconsin, USA



Image credits: Ratul Maiti


16. Santander, Cantabria, Spain



Image credits: Marina Cano


17. Stångholmen in Lysekil, Sweden



Image credits: Henrik Aleborg


18. St Mary’s Lighthouse, Bait Island, UK



Image credits: Steven Walden


19. Kermorvan Lighthouse, Bretagne, France



Image credits: Nicolas Rottiers


20. Newhaven Breakwater Lighthouse, East Sussex, England



Image credits: Peter


21. Portland Head Light, Maine, USA



Image credits: Yegor Malinovskii


22. Mouro Island Lighthouse (Built In 1860), Spain



Image credits: Jokin Romero


23. Brest, France



Image credits: Stefan Cruysberghs


24. Mouro Island Lighthouse (Built In 1860), Spain



Image credits: Juan Carlos Ruiz


25. Molnes Lighthouse, Norway



Image credits: freeezzzz


26. Old Scituate Lighthouse (Built In 1810), Massachusetts, USA



Image credits: Francisco Marty


27. Nazare, Portugal



Image credits: Veselin Malinov


28. Lighthouse And Aurora-Filled Sky, Iceland



Image credits: Gunnar Gestur




เรียบเรียง/ที่มา


http://goo.gl/II0nvh
 

 



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน