*/
  • ravio
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2009-12-07
  • จำนวนเรื่อง : 1047
  • จำนวนผู้ชม : 2115942
  • จำนวนผู้โหวต : 480
  • ส่ง msg :
  • โหวต 480 คน
<< พฤษภาคม 2019 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันจันทร์ ที่ 13 พฤษภาคม 2562
Posted by ravio , ผู้อ่าน : 304 , 17:22:10 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

 
 
พลขับรถถัง The 1st Baltic Front หยุดพักใกล้รถถัง Sherman
สนับสนุนภายใต้โครงการให้ยืม-เช่า จากสหรัฐอเมริกา
Sergey Baranov/RIA Novosti
 
 
เดือนนี้จะครบรอบ 75 ปี
ที่สหรัฐอเมริกาใช้นโยบายให้ยืม-เช่า Lend-Lease
เพื่อสนับสนุนพันธมิตรในการทำสงครามกับ Hitler
แม้ว่าสหภาพโซเวียตรัสเซียจะเคยแสแสร้งว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องสำคัญก็ตาม
แต่ในเวลาต่อมา จอมพล Georgy Konstantinovich Zhukov กลับยอมรับเรื่องนี้


วันที่ 11 มีนาคม 1941
Franklin D. Roosevelt ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา
ได้ลงนามกฎหมายให้ยืม-เช่า Lend-Lease Bill
ที่อนุญาตให้สหรัฐอเมริกาสนับสนุนวัสดุต่าง ๆ 
ให้กับพันธมิตรที่ร่วมมือในการทำสงครามกับ Hitler
 
แล้วพวกเขาให้เราแผ่นเหล็กจำนวนเท่าไหร่

“ ตอนนี้ใครบางคนบอกว่า
พันธมิตรไม่เคยช่วยเหลือเรา
แต่จริง ๆ แล้วเราไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า
อเมริกาได้ให้สิ่งของมากมายกับเรา
ถ้าเราไม่ได้สิ่งของเหล่านี้
เราคงสนับสนุนกองทัพไม่ได้
และคงจะทำสงครามต่อไปไม่ได้ด้วยเช่นกัน

เราไม่มีระเบิด ดินปืน
เราไม่มีทั้งกระสุนปืนไรเฟิลของเรา
ชาวอเมริกันช่วยเราด้วยดินปืนและวัตถุระเบิดจริง ๆ
และพวกเขาให้แผ่นเหล็กเราจำนวนเท่าไหร่
เราจะผลิตรถถังของเราได้อย่างไร
หากปราศจากแผ่นเหล็กของอเมริกา
แต่ตอนนี้ใครบางคนทำให้ดูเหมือนว่า
เรามีทุกสิ่งทุกอย่างมากมาย
แต่ถ้าปราศจากรถบรรทุกอเมริกัน
เราก็ไม่มีอะไรที่จะลากจูงปืนใหญ่ของเรา ”
จอมพล Georgy Zhukov กล่าว
หลังจากสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2

เงินกู้ที่กลายเป็นประวัติศาสตร์

ประวัติความเป็นมาของการให้ยืม - เช่า
เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 1940
เมื่อ Winston Churchill  นายกรัฐมนตรีของอังกฤษ
ได้ขอให้ Franklin D. Roosevelt ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา
มอบเรือพิฆาตที่ใช้งานแล้วราว 40-50 ลำ
ให้กับอังกฤษเป็นการชั่วคราว
โดยแลกเปลี่ยนกับฐานทัพเรือ/ฐานทัพอากาศ
ของอังกฤษในมหาสมุทรแอตแลนติก Atlantic Ocean

ชาวอเมริกันยังจำกฎหมายในปี 1892
ซึ่งสอดคล้องกับหลักการ/นโยบาย
ของรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม
ที่สามารถให้ใครก็ได้เช่าทรัพย์สินกองทัพได้สูงสุดถึง 5 ปี
ถ้าประเทศยังไม่จำเป็นต้องใช้งานทรัพย์สินเหล่านั้น
ตามกฎหมายดังกล่าวนี้
โครงการการสนับสนุนพันธมิตรด้วยการให้ยืม-เช่า
จึงมีการพัฒนาขึ้นมาเป็นกฎหมายครั้งสำคัญ
โดย Franklin D. Roosevelt ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา
ได้ลงนามในกฎหมายเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 1941

เงื่อนไขของโครงการให้ยืม-เช่า คือ
ถ้าทรัพย์สินของอเมริกาที่ให้ยืม-เช่า
ถ้าถูกทำลายสูญหายในช่วงสงคราม
ไม่จำเป็นต้องชำระเงินคืนแต่อย่างใด
แต่ต้องชำระเงินก็ต่อเมื่อ
ถ้าทรัพย์สินของอเมริกานั้น
ยังคงมีอยู่หลังจากสงครามสิ้นสุดลง
และได้ถูกนำไปใช้กิจการของพลเรือน

ศัตรูขาประจำ ลัทธิคลั่งฮิตเลอร์จอมกระหายเลือด

Joseph Stalin ผู้นำสหภาพโซเวียตรัสเซีย
ได้ตัดสินใจเข้าร่วมกับโครงการให้ยืม-เช่า
หลังจากนาซีเยอรมนีบุกสหภาพโซเวียตรัสเซียในเดือนมิถุนายน 1941

 
สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักรและแคนาดา กลายเป็นผู้จัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์
ที่มีมูลค่า 130 พันล้านเหรียญสหรัฐ ให้พันธมิตรในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 
ที่มา: Anatoly Garanin / RIA Novosti
 
" การตัดสินใจของท่านประธานาธิบดี
ที่ได้ให้เครดิตกับสหภาพโซเวียตโดยปลอดดอกเบี้ย
จำนวนเงิน 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ
ในรูปของวัสดุและวัตถุดิบให้กับสหภาพโซเวียต


ด้วยความขอบคุณอย่างจริงใจ
ในการให้ความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนกับสหภาพโซเวียต
ที่ต้องต่อสู้กับศัตรูที่ยากลำบาก 
ลัทธิคลั่งฮิตเลอร์จอมกระหายเลือด "
Joseph Stalin มีสาส์นถึง Franklin D. Roosevelt

ในเดือนสิงหาคม 1941
ขบวนเรือสินค้าอเมริกันลำแรก
ได้เดินทางส่งวัสดุและวัตถุดิบ
ไปยังสหภาพโซเวียต

หลังจากนั้นไม่นานนัก
นาซีเเยอรมันก็พบเส้นทางขบวนขนส่ง
จึงเริ่มทำการโจมตีทำลายขบวนขนส่ง
ทำให้ฝ่ายพันธมิตรประสบความสูญเสียครั้งใหญ่
เพราะในช่วงสงคราม
เรือดำน้ำและเรือตอร์ปิโดของนาซีเยอรมัน
ได้จมเรือสินค้ามากกว่า 80 ลำ
ที่เดินทางไปยังสหภาพโซเวียต

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2
สหรัฐอเมริกาให้สหภาพโซเวียต
ยืม-เช่าเครื่องบินมากกว่า 14,000 ลำ
จำนวน 8,000 ลำลำเลียงมาจาก Alaska
รถจี๊ปอเมริกัน 44,000 คัน
รถบรรทุกขนส่งสินค้า 375,883 คัน
รถแทรกเตอร์ 8,071 คัน และรถถัง 12,700 คัน
นอกจากนี้ยังมี ผ้าห่ม 1,541,590 ผืน
เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 331,066 ลิตร
รองเท้าบู๊ตทหาร 15,417,000 คู่
ฝ้ายจำนวน 106,893 ตัน
ผลิตภัณฑ์น้ำมันปิโตรเลียม 2,670,000 ตัน
และเสบียงอาหาร 4,478,000 ตัน

รัฐบาลรัสเซียต้องการปกปิดข้อเท็จจริงว่าได้รับความช่วยเหลือจากภายนอก

ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2
รัฐบาลสหภาพโซเวียตได้พยายามลดบทบาท/ปกปิด
การช่วยเหลือจากต่างประเทศ
(โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากสหรัฐอเมริกา)

เรื่องนี้ทำให้ William Standley
เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำรัสเซีย
ไม่พอใจ/ขุ่นเคืองอย่างแรงจนโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ

 
75 ปีที่แล้วสหรัฐอเมริกาได้ลงนามกฎหมาย
เพื่อจัดหาสินค้าสำคัญให้พันธมิตร ที่มา: RIA Novosti
 
 

" ดูเหมือนว่ารัฐบาลรัสเซียต้องการปิดบังข้อเท็จจริง
ที่ว่ารัสเซียได้รับความช่วยเหลือจากภายนอก
แน่นอนว่ารัฐบาลรัสเซียต้องการโฆษณาชวนเชื่อ
ให้ประชาชนของตนหลงเชื่อว่า
กองทัพแดงต่อสู้กับสงครามครั้งนี้เพียงลำพัง "
William Standley แถลงข่าวในเดือนมีนาคม 1943

" หลังจากการพูดคุยกันทางโทรศัพท์
แบบพายุโหมกระหน่ำ (โกรธอย่างแรง)
ราวห้าชั่วโมงกับหน่วยงานเซ็นเซอร์ข่าวของรัสเซีย
ทำให้ข้อความของ Standley ได้รับการตีพิมพ์

พนักงานในแผนกสื่อมวลชนโกรธอย่างแรง
Kozhemyako หัวหน้าหน่วยงานเซ็นเซอร์ข่าว 
โกรธจนตัวสั่นก่อนที่ประทับตราอนุมัติให้ตีพิมพ์ได้
บนข้อความที่จะส่งทางโทรเลขเพื่อไปตีพิมพ์
เพราะแม่ของเขาเสียชีวิตด้วยความหิวใน Leningrad ”
Alexander Werth ผู้สื่อข่าวBBC's Moscow เล่ารำลึกความหลัง
 

พวกยิวและหนี้

หลังจากสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2
สหรัฐอเมริกาได้ขอให้ประเทศต่าง ๆ
จ่ายค่าทรัพย์สินที่แต่ละประเทศได้รับ เช่น
เรือกลไฟ รถบรรทุก โรงไฟฟ้า
สหรัฐอเมริกาเชื่อว่าสหภาพโซเวียต
ต้องจ่ายเงิน 1.3 พันล้านเหรียญสหรัฐ
แต่เจ้าหน้าที่ของสหภาพโซเวียตกลับกล่าวว่า
พวกเขาจะจ่ายเงินให้เพียง 170 ล้านเหรียญสหรัฐเท่านั้น

แน่นอน  สหรัฐอเมริกาไม่ยอมรับเงื่อนไขนี้อยู่แล้ว
จึงนำไปสู่การเจรจาในปี 1972
ซึ่งทั้งสองประเทศได้ลงนามในข้อตกลงร่วมกันว่า
ภายในปี 2001
สหภาพโซเวียตต้องจ่ายเงิน
722 ล้านเหรียญสหรัฐให้สหรัฐอเมริกา

ในปีต่อมา
สหภาพโซเวียตได้จ่ายเงิน
จำนวน 48 ล้านเหรียญสหรัฐให้สหรัฐ

แต่พอมีเหตุการแก้ไขกฎหมาย
ของ Jackson-Vanik นักการเมืองอเมริกัน
ที่ระบุว่าสหรัฐอเมริกาต้องจำกัด
การค้ากับบรรดาประเทศ
ที่ขัดขวางการอพยพย้ายถิ่น
และละเมิดสิทธิมนุษยชน
ทำให้สหภาพโซเวียตยุติการจ่ายเงิน
หนึ่งในเหตุผลหลักที่รัสเซียไม่พอใจอย่างแรงก็คือ
สหรัฐอเมริกาต้องการให้รัสเซียแก้ไขกฎหมาย
ยินยอมให้ชาวยิวเดินทางออกจากสหภาพโซเวียตได้โดยง่าย

ในปี 1990
สหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียต
ได้กลับมาเจรจากันใหม่อีกครั้ง
มีข้อตกลงใหม่ว่าในปี 2030
สหรัฐอเมริกาจะได้รับเงินคืน  
674 ล้านเหรียญสหรัฐตามยอดคงเหลือ

แต่ในปีต่อมา
สหภาพโซเวียตล่มสลาย
แตกเป็นประเทศเล็กประเทศน้อย

ในปี 1993 รัฐบาลรัสเซียได้ประกาศว่า
จะชำระหนี้ค่าทรัพย์สินทั้งหมด
ที่สหภาพโซเวียตได้ยืม-เช่า
จากสหรัฐอเมริกาในไม่ช้านี้

เรียบเรียง/ที่มา

https://bit.ly/2E34PDv
https://bit.ly/2VxiKMN


 



 

  
 
เหตุการณ์ล่าสุดเมื่อ 12 สิงหาคม 2018
ได้มีผู้ลักลอบบุกเข้าไปที่
สุสาน Peter Ermakov
หนึ่งในมือสังหารราชวงศ์พระเจ้าซาร์ 
และมันเป็นผู้ที่แทงพระราชธิดา 4 พระองค์ด้วยมีด
อย่างโหดเหี้ยมและป่าเถื่อน
 

Ermakov ยืนด้านหน้าหลุมศพลับของ พระเจ้า Tsar กับพระราชวงศ์

 
ป้ายสุสานของมันในเมืองเอกาเตรินเบิร์ก
ถูกละเลงไปด้วยสีแดง เพื่อเป็นการแก้แค้นต่อสิ่งที่มันเคยทำไว้ 
ทางการรัสเซียก็ไม่สนใจจะสืบเสาะจับตัวผู้ต้องหาแต่อย่างใด
 
มันเคยพบกับจอมพล Georgy  Zhukov
แม่ทัพใหญ่และวีรบุรุษแห่งสหภาพโซเวียต
ท่านเคยเป็นนายทหารกองทัพพระเจ้าซาร์
และเคยได้รับเหรียญกล้าหาญในการรบจากพระเจ้าซาร์ด้วย
 
มันยื่นมือมาขอจับมือท่าน
ท่านมองหน้ามันและจ้องตามัน
พร้อมกับไม่ยอมจับมือกับมัน  
แล้วพูดขึ้นมาว่า
 
กูไม่จับมือกับไอ้ฆาตกร "
 
 
ที่มา Royal Russia




 


Henry M. "Scoop" Jackson
 of Washington in the Senate กับ
Charles A. Vanik of Ohio in the House of Representatives


 
ป้ายโฆษณาชวนเชื่อ/รณรงค์กฎหมายฉบับนี้




Oleg Budnitsky ศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์  
ให้สัมภาษณ์กับ RBTH เกี่ยวกับความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจ
ที่สหรัฐอเมริกามอบให้แก่สหภาพโซเวียตในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2


RBTH : ความสำคัญทางเศรษฐกิจของความร่วมมือทางการทหาร
ระหว่างสหภาพโซเวียตกับสหรัฐอเมริกาเป็นอย่างไร
อะไร คือ ความสำคัญของการให้ยืม - เช่า
เพื่อการสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศของเรา


Oleg Budnitsky : มันเป็นความช่วยเหลือ
ด้านเทคนิคทางทหารครั้งยิ่งใหญ่
จากพันธมิตรสหรัฐอเมริกาโดยเฉพาะ
แต่ยังรวมถึงสหราชอาณาจักรและแคนาดา 
ปริมาณของการสนับสนุนครั้งนี้
มีการประเมินแตกต่างกันมาก
ตามธรรมเนียมของสหภาพโซเวียต
สันนิษฐานว่าเพียงร้อยละ 4 
ของกำลังการผลิตรวมของสหภาพโซเวียต
แต่งานวิจัยล่าสุดแสดงให้เห็นว่า
ตามข้อเท็จจริงแล้วระดับปริมาณ
การสนับสนุนดังกล่าวสูงถึงร้อยละ 7
ของกำลังการผลิตรวมของสหภาพโซเวียต

ความสำคัญของความร่วมมือทางเศรษฐกิจ
กับสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักรและแคนาดา
ไม่สามารถประเมินว่าสูงเกินไป
ถ้าคิดตามอัตราค่าเงินเหรียญสหรัฐในช่วงปี 2003 
แต่ถ้าคิดตามมูลค่าปรับเงินเฟ้อแล้ว
(เงินในอดีตปรับค่าเป็นเงินในปัจจุบัน)
จะมีค่าเป็นเงินถึง 130 พันล้านเหรียญสหรัฐ
(แบบการซื้อทองคำบาทละ 2,000.- บาทในอดีต
กับการซื้อทองคำบาทละ 20,000.-บาทในปัจจุบัน)

วัสดุอุปกรณ์เหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง
โดยเฉพาะในบางประเด็นที่สำคัญ 
ตัวอย่างเช่นในช่วงต้นปี 1942 
รถถังตะวันตกได้เติมเต็ม
การขาดแคลนรถถังของสหภาพโซเวียต
และเพิ่มจำนวนรถถังจากเดิมถึง 3 เท่า

เครื่องบินที่กองทัพอากาศโซเวียตใช้ ร้อยละ 15 เป็นของพันธมิตร
รวมถึงเครื่องบินรบ Airacobra และเครื่องบินทิ้งระเบิด  Boston
พันธมิตรได้จัดหาเครื่องบินที่ล้ำสมัยจำนวน 15,000 เครื่องในเวลานั้น 
ตัวอย่าง Alexander Pokryshkin  นักบินรบ
ผู้โด่งดังของโซเวียตก็บิน Airacobra 
เช่นเดียวกับทหารอากาศรายอื่น ๆ ในฝูงบินของท่าน
ท่านยิงเครื่องบินข้าศึกตก 59 ลำ 
และอีก  48 ลำที่ตกโดยนักบินท่านอื่น ๆ
ก็ต้องขอบคุณอาวุธยุทโธปกรณ์ของสหรัฐอเมริกา



<iframe width="560" height="315" src="https://www.youtube.com/embed/D5DXMC1u9yU" frameborder="0" allow="accelerometer; autoplay; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture" allowfullscreen></iframe>
 

Alexander Pokryshkin - Most Decorated Servicemen of WWII





RBTH: ถ้าเราพูดไม่ถึงอาวุธยุทโธปกรณ์ทางการทหาร 
แต่พูดถึงเครื่องจักรกล/เครื่องใช้อุตสาหกรรม
และอุปกรณ์เสริมต่าง ๆ  ปริมาณของความร่วมมือมีอะไรบ้าง


O.B: หนึ่งในประเด็นหลักของความร่วมมือ คือ เชื้อเพลิงการบิน 
สหภาพโซเวียตไม่สามารถผลิตน้ำมันเบนซินที่มีค่าออกเทนสูงได้
ทำให้น้ำมันเชื้อเพลิงเหล่านี้ที่จัดหาโดยพันธมิตร

นอกจากนี้จุดอ่อนและจุดตายของกองทัพโซเวียต
คือ การสื่อสารและการขนส่ง

อุตสาหกรรมของโซเวียตไม่สามารถตอบสนอง
ความต้องการได้ทั้งในจำนวนและคุณภาพ
ตัวอย่างเช่น ในปี 1941 กองทัพสูญเสียรถยนต์ไปถึง 58%
เพื่อชดเชยความสูญเสียดังกล่าวนี้
ทางพันธมิตรได้ส่งมอบรถยนต์มากกว่า 400,000 คัน
ซึ่งส่วนใหญ่เป็นรถบรรทุกให้กับสหภาพโซเวียต 
ในระหว่างการยึดครองต่างชาติของเยอรมัน  
Daimler Benz  ก็ได้ตั้งโรงงานประกอบรถยนต์ที่ Minsk
(ปัจจุบันเป็นเมืองหลวงของ Belarus) 
แต่หลังจากการปลดปล่อยเมืองดังกล่าวแล้ว
มีการชุมนุมของรถอเมริกันจำนวนมาก
ภายใต้โครงการการให้ยืม - เช่า ที่นั่น

มันไม่ได้มีแค่เพียงผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป 
แต่ยังรวมถึงวัตถุดิบที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง 
เช่น โลหะ สารเคมีและผลิตภัณฑ์
ซึ่งผลิตไม่ได้เลยในสหภาพโซเวียต
เพราะถูกทำลายโดยศัตรู/ไม่มีวัตถุดิบ
ยกตัวอย่างเช่น เครื่องบินโซเวียตมากกว่าครึ่งหนึ่ง
ผลิตโดยใช้อลูมิเนียมที่จัดส่งให้โดยพันธมิตร




RBTH: เสบียงกรังส่วนใดที่ตอบสนองความต้องการทางทหารโดยตรง
และเราสามารถพูดคุยเกี่ยวกับการเป็นหุ้นส่วนที่สมบูรณ์แบบได้หรือไม่

O.B: ในพีธีสาร(ทางการทูต)ของ Lend-Lease (มีอยู่ 4 ฉบับ) 
มีการส่งมอบอุปกรณ์ทางทหารเพียง 20%
แต่ส่วนเกี่ยวข้องกับการผลิต
ภาคอุตสาหกรรมและอาหารมีถึง 80%
พันธมิตรส่งตู้รถไฟให้โซเวียตถึง 1,900 คัน
ในขณะที่มีตู้รถไฟเพียง 446 คันเท่านั้น
ที่ผลิตภายในโซเวียตในช่วงเวลาเดียวกัน 
ขณะที่รถบรรทุกจำนวน 11,000 คันเป็นของพันธมิตร
แต่เป็นของโซเวียตผลิตได้ไม่เกิน 1,000 คันเท่านั้น

มันเป็นเรื่องที่จินตนาการได้เลยว่า
เศรษฐกิจของสหภาพโซเวียต
จะทำหน้าที่ได้อย่างไร
หากปราศจากเสบียงกรังของพันธมิตร
ตัวอย่างเช่น สายโทรศัพท์ของโซเวียต
ความยาวสายโทรศัพท์ที่พันธมิตรส่งให้
สามารถพันรอบโลกตรงเส้นศูนย์สูตรได้เลย

ความช่วยเหลือของพันธมิตรมีความสำคัญมาก
ในการสร้างผลผลิตในภูมิภาคในชาติต่าง ๆ
หลักจากที่มีการปลดปล่อยประเทศจากนาซีเยอรมัน
รวมถึงบทบาทของเมล็ดพันธุ์
สำหรับการเริ่มต้นปลูกใหม่ของเกษตรกร
และการจัดหาผลิตภัณฑ์เฉพาะ
เช่น พันธมิตรส่งมอบน้ำตาล 610,000 ตันให้แก่สหภาพโซเวียต
ในขณะที่สหภาพโซเวียตเองผลิตน้ำตาลได้น้อยกว่า 1.46 ล้านตัน
(ซึ่งไม่เพียงพอต่อการบริโภคภายในประเทศอยู่แล้ว)




RBTH: ความร่วมมือที่ลดลงอย่างแรงหลังสงคราม มีความเป็นมาอย่างไร

O.B: การล่มสลายค่อนข้างรุนแรงในตอนแรก
เพราะการให้ยืม - เช่าสิ้นสุดลง 
อุปกรณ์ที่ถูกทำลายในระหว่างการทำสงครามจะถูกตัดออกไป
(ไม่นำมานับคิดคำนวณเป็นตัวเงินกัน)
แต่สิ่งที่เหลืออยู่ก็จะต้องส่งคืนให้กับสหรัฐอเมริกา
(ถ้าไม่ส่งคืนต้องจ่ายเป็นเงินตามราคาที่ตกลงกัน)

แต่ก่อนที่จะสงครามจะสิ้นสุดลง
สหภาพโซเวียตและสหรัฐอเมริกากำลังเจรจากัน
ในเรื่องเงินกู้เพื่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจของโซเวียต
โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐอเมริกาได้เสนอให้ผู้นำโซเวียต
กู้ยืมเงินจำนวนมากมีระยะเวลา 35 ปีอัตราดอกเบี้ย 2 % ต่อปี 

แต่มีการตอบโต้จากรัฐบาลโซเวียต
โดยเฉพาะยิ่ง Vyacheslav Molotov  
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ 
พยายามเจรจาต่อรองเป็น
ขอเงินกู้ 6 พันล้านเหรียญสหรัฐเป็นเวลา 30 ปี 

แต่แล้วความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ
ที่จะได้ร่วมมือกันพัฒนากลับล้มเหลว
เพราะสหภาพโซเวียตหวาดกลัวอย่างแรง
ที่จะต้องพึ่งพาเศรษฐกิจกับทางตะวันตก
เนื่องจากผู้นำโซเวียตไม่เชื่อใจ
ความช่วยเหลือจากพันธมิตร

(กลัวระบอบคอมมิวนิสต์จะล้มเหลวเป็นดาบฟาดฟันตนเอง
เพราะประชาชนจะไม่เชื่อถือศรัทธาการวางแผนจากส่วนกลาง
ซึ่งในที่สุดสหภาพโซเวียตก็ล่มสลายในที่สุด)


Oleg Budnitsky เป็นผู้อำนวยการและศาสตราจารย์
ศูนย์ประวัติศาสตร์และสังคมวิทยานานาชาติ ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2
International Center for the History and Sociology of World War II 
และศาตราจารย์โรงเรียนเศรษฐศาสตร์ชั้นสูง Higher School of Economics


เรียบเรียง/ที่มา


https://bit.ly/2x8aMMn


















บรรดานักเรียนสหราชอาณาจักรโบกไม้โบกมือให้กับช่างภาพ
เพราะได้รับอาหารประเภทเบคอนและไข่ไก่จากสหรัฐอเมริกา




รถถัง Valentine ผลิตมอบให้ Soviet Union ออกจากโรงงานใน Britain



รถถัง British Mk III Valentine  ถูกทำลายใน Soviet Union มกราคม 1944




Warsaw 1945: รถจิ๊ป Willys jeep ใช้โดย Polish First Army 
ตามส่วนหนึ่งของโครงการ U.S. Lend-Lease




Red Army ใน Bucharest ใกลักับ Boulevard of Carol I
โดยรถยานเกราะขนาดเล็ก Universal Carrier ที่สนับสนุนโดย  British




BM-13N Katyusha รถบรรทุก Studebaker US6 ตามโครงการ Lend-Lease
ที่พิพิธภัณฑ์ Museum of the Great Patriotic War ใน Moscow




The Lend-Lease Memorial ใน Fairbanks รัฐ Alaska 
รำลึกการลำเลียงเครื่องบิน U.S. aircraft ไปยัง Soviet Union
ตามเส้นทาง Northwest Staging Route

      


      

เรื่องเล่าไร้สาระ



ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว
มีนักเรียนนอกจบจากสหรัฐอเมริกา
มาขอปรับวุฒิเข้ารับราชการในสยาม
ปรากฏว่าในใบวุฒิที่สมัครขอรับราชการ
ในระดับวุฒิปริญญาตรี หรือ ปริญญาโท
ใบวุฒิเขียนว่า School of Economics
หรือ School of Laws
เจ้าหน้าของกรมระดับล่างเปิดพจนานุกรม สอ เสถบุตร
แล้วแปลว่า โรงเรียน เลยไม่ยอมรับสมัคร
บอกว่าจบแค่โรงเรียนมัธยมศึกษา

เลยมีการด่ากันว่า ฟาย
เพราะที่เมืองนอกคนสอนแต่ละ School
อาจารย์ระดับศาสตราจารย์
และบางคนได้รับรางวัลโนเบล
การศึกษาระดับนี้เทียบเท่า
หรือสูงกว่าปริญญาตรีอยู่แล้ว
กว่าจะทำความเข้าใจกับคนภายในกรมได้
ต้องส่งหนังสือชี้แจงกันหลายฉบับ
และเปลืองเทปสีแดง Red tape หลายม้วน 

จริง  ๆ ในสยามก็เคยใช้คำว่า โรงเรียน
หมายถึงการศึกษาเทียบเท่าระดับปริญญาตรี
ในยุคที่ตั้งโรงเรียนยังไม่แพร่หลายทั่วประเทศ
มีการเรียนการสอนเป็นลำดับชั้นจนถึงทุกวันนี้
เช่น โรงเรียนข้าราชการพลเรือน
(สมัยรัชกาลที่ 6 ก่อนเปลี่ยนเป็นคณะรัฐศาสตร์
จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย)
โรงเรียนกฎหมาย โรงเรียนแพทย์ 
โรงเรียนนายร้อยตำรวจ เป็นต้น

ของฝรั่งเศศก็มี โรงเรียนใหญ่ Grandes Ecoles
ตามคำแปล ปรีชา ทิวาหุต ที่เคยเขียนเรื่องนี้ว่า
เข้าเรียนยากมาก และรับเฉพาะคนสัญชาติฝรั่งเศสเท่านั้น
อาจารย์ที่สอนมีประสบการณ์ในวิชาชีพระดับชั้นนำ
คนจบจากที่นี่ก็พอ ๆ กับจบจากโรงเรียนดังของไทยในอดีต เช่น
โรงเรียนนายร้อย จปร. โรงเรียนนายเรือ โรงเรียนทหารปืนใหญ่(เดิม)
ที่เตรียมเป็นนายร้อย นายพัน นายพล นายกรัฐมนตรี วุฒิสมาชิก 
หรือ โรงเรียนนายอำเภอของไทย 
ที่เตรียมเป็นนายอำเภอ ผู้ว่าราชการจังหวัด อธิบดี ปลัดกระทรวง รัฐมนตรี 
รายละเอียด การศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาเฉพาะทางชั้นสูง Grandes Ecoles


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน