*/
  • ravio
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2009-12-07
  • จำนวนเรื่อง : 1047
  • จำนวนผู้ชม : 2116458
  • จำนวนผู้โหวต : 480
  • ส่ง msg :
  • โหวต 480 คน
<< กันยายน 2019 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30          

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันเสาร์ ที่ 7 กันยายน 2562
Posted by ravio , ผู้อ่าน : 338 , 21:50:22 น.  
หมวด : ต่างประเทศ

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน อดุลย์ โหวตเรื่องนี้

 
Red-and-Green Macaw at a clay lick in the Peruvian Amazon Rainforest.
Photo credit: jorgeluizpsjr/Shutterstock.com
 
 
นกมาคอว์ และ นกแก้ว แถวป่าดงดิบอเมซอน
ต่างพัฒนาวิธีการเลียดินเหนียวที่ได้รสชาติเฉพาะ
พวกมันต่างรวมตัวกันเป็นจำนวนมากบนฝั่งแม่น้ำที่เปิดโล่ง
เพื่อเลียดินเหนียวกลายเป็นปรากฏการณ์เรื่องราวที่น่าสนใจ
และสร้างความบันเทิงให้กับผู้ชมนับพัน ๆ คน

ทำไมนกเหล่านี้จึงต้องเลียดิน

หนึ่งในทฤษฎีที่ได้รับการยอมรับมากที่สุด
คือ พวกนกขาดโซเดียมในอาหาร
โซเดียมเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการทำงานของร่างกายอย่างมากมาย
เช่น การสร้างแรงกระตุ้นเส้นประสาท
เพื่อรักษาสมดุลของอิเล็กโตรไลต์สำหรับกิจกรรมของหัวใจ
และองค์ประกอบในการเผาผลาญบางอย่าง

สัตว์กินพืชหลายชนิดที่กินพืชเป็นอาหาร
จำเป็นต้องใช้เกลือเสริมเพราะพืชมีเกลือไม่เพียงพอ
ดังนั้นพวกสัตว์มักจะได้รับโซเดียมจากเลียเกลือ
ดินเหนียวและดินทั่วไปจึงเป็นแหล่งโซเดียมที่ดี (ดินโป่ง)
รวมถึงสารอาหารอื่น ๆ เช่นโพแทสเซียมและแมกนีเซียม

อีกทฤษฎีหนึ่งคือ นกเลียดินเหนียวเพื่อกำจัดสารพิษในพืช
ที่พวกมันเลียดินเหนียว  เพื่อให้อนุภาคดินเหนียวจะจับกับ
สารพิษที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ เช่น ควินิน quinine และ กรดแทนนิก tannic acid
เพื่อป้องกันไม่ให้สารพิษเหล่านี้ถูกดูดซึม
ผ่านทางเดินอาหารส่วนกระเพาะลำไส้
ก่อนที่จะขับถ่ายออกมาในภายหลัง

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยดูเหมือนว่าจะสรุปว่า
ทฤษฎีโซเดียมมีความถูกต้องมากขึ้น
ศูนย์วิจัย Tambopata (TRC) ในเปรู
ได้ศึกษาพฤติกรรมการเลียดินของนกแก้วในเปรู
และพบว่าดินที่พวกนกแก้วเลือกบริโภค
ไม่มีระดับความสามารถในการแลกเปลี่ยนประจุบวกสูง
เช่น ความสามารถในการดูดซับสารพิษ
มากกว่าพื้นที่ที่นกไม่ได้เลียดิน

แต่พวกนกชอบเลียดินที่มีระดับโซเดียมสูงกว่า
ที่พื้นที่ที่พวกนกเลียดินเหนียวบนส่วนโค้งงอของแม่น้ำ Manu
นักวิจัยได้สังเกตพบว่า พวกนกแก้วเลียดินในแถวหนึ่ง
ซึ่งมีความยาวหลายร้อยเมตรไปตามแนวนอนตามแนวโค้งของแม่น้ำนั้น
พวกนกแก้วหลีกเลี่ยงไม่เลียในอีกชั้นแถบตอนเหนือและตอนใต้
และพบว่าชั้นดินที่พวกนกเลียดินเป็นประจำ
มีระดับโซเดียมสูงกว่าระดับด้านบนและด้านล่าง


Red-and-green macaws at a clay lick in Manu National Park. Photo credit: 
Dustin & Lori Slater/Flickr

 

Donald Brightsmith ผู้นำโครงการ Tambopata Macaw
ชี้ให้เห็นว่าพวกนกแก้วที่อยู่นอกภูมิภาคด้านตะวันตกของ Amazon
ยังกินอาหารที่มีสารพิษเช่น เมล็ดของ Hura crepitans หรือ Sandbox หรือ โพศรี หรือ ลิงไม่ปีน
ซึ่งมีแต่เฉพาะในลุ่มน้ำ Amazon ด้านตะวันตก
แหล่งดินได้แสดงให้เห็นว่า พวกนกแก้วสามารถดูดซับสารพิษ
ได้เพียงเล็กน้อยในท้องของพวกมัน โดยไม่ต้องเลียดินเพื่อล้างพิษในลำตัวเอง

Donald Brightsmith ได้ให้เหตุผลว่า มีความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการเลียดินเหนียว
และความจริงที่ว่า ลุ่มน้ำอเมซอนฝั่งตะวันตกขาดแคลนเกลือเป็นพิเศษ
งานวิจัยโดย Alan Lee และคณะ  ก็สนับสนุนการค้นพบนี้
Alan Lee ได้แสดงให้เห็นว่าการเลียดินเหนียวของพวกนกแก้ว
มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับระดับนัยสำคัญ โดยมีระยะทางห่างจากมหาสมุทร
ที่จะบอกได้ว่ามีการขาดสารอาหาร และไม่ใช่อาหารเป็นพิษ
ซึ่งเป็นแรงผลักดันทำสำคัญที่อยู่เบื้องหลังพฤติกรรมพวกนกเลียดิน

 



Distribution of known parrot claylicks in South America. Image courtesy: Alan Lee
 
 
มีพื้นที่หลายสิบแห่งมากที่จะดูพวกนกแก้วเลียดินในแถวป่าดงดิบอเมซอน
เช่นใน ปารากวัย เปรู โบลิเวีย บราซิลและเอกวาดอร์
แต่พื้นที่ยอดนิยมและสามารถเข้าถึงได้ง่าย
ตั้งอยู่ในเขตสงวนแห่งชาติ Tambopata ทางตะวันออกเฉียงใต้ของเปรู

อีกจุดที่ได้รับความนิยมในการมาเยี่ยมชม
การชุมนุมของนกแก้วที่มีสีสันคือ
Blickillo Clay Lick ในอุทยานแห่งชาติ Manu ในเปรูเช่นกัน
อุทยานแห่งชาติ Yasuni ในเอกวาดอร์ ก็เป็นอีกแห่ง
ที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมสำหรับคนชอบดูพวกนกแก้วเลียดิน

เรียบเรียง/ที่มา

http://bit.ly/2ZrjPHg
https://go.nature.com/2ZobrUW



Photo credit: Brian Ralphs/Flickr



Macaws and parrots at clay lick in Tambopata National Reserve, Peru.
Photo credit: Salparadis/Shutterstock.com



Photo credit: Aftab Uzzaman/Flickr



Macaw parrots on a clay lick. Photo credit: Sophie Karolczak/Shutterstock.com



Macaws in clay lick in the Peruvian Amazon jungle at Madre de Dios Peru.
Photo credit: OSTILL is Franck Camhi/Shutterstock.com



Blue-headed Parrots (Pionus menstruus) at a clay lick on the banks of the Napo River in Ecuador.
Photo credit: Andy Wilcock/Shutterstock.com



Macaws at claylick near Manu National Park Peru. Photo credit: Marieke Funke/Shutterstock.com
 

 
 
 
ทำไมนกแก้วถึงพูดได้
 
สิ่งที่อยู่ในลำคอของนกแก้ว
 
ถึงภาพลักษณ์ภายนอกจะดูเหมือนนกทั่วไป
แต่กล้ามเนื้อที่ควบคุมเสียงในลำคอของนกแก้ว มีพัฒนาการที่สูงกว่านกทั่วไป
โดยกล่องเสียงของนกแก้วนั้นเรียกว่า ทราคีโอบรอนเคียล เป็นสิ่งที่นกชนิดอื่นไม่มี
 
เสียงที่นกใช้เพื่อการสื่อสารนั้นเป็นเสียง
ที่สร้างจากอวัยวะควบคุมเสียงที่เรียกว่า Syrinx
ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับกล่องเสียงของมนุษย์
กล่องเสียง Syrinx ของนกจะเป็นท่อคู่ที่ตั้งอยู่ระหว่าง
ส่วนต่อของหลอดลมและถ่อลมที่ต่อไปยังปอดของนก
การเปล่งเสียงจะเป็นการกระพือของเยื่อบางที่เรียกว่า
Tympanic membrane ซึ่งเยื่อดังกล่าว
จะถูกควบคุมโดยกล้ามเนื้อที่หุ้มอยู่รอบๆกล่องเสียง Syrinx
 
 
ลิ้นของนกแก้ว
 
หากสังเกตให้ดี นกแก้วมีลิ้นขนาดใหญ่กว่านกทั่วไป
และมีขนาดที่ใหญ่พอพอกับมนุษย์ นั่นก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้นกแก้ว
สามารถเลียนแบบเสียงมนุษย์ได้เหมือนจริงเป็นอย่างมาก
 


Tongues are weird! And cool 👅 lol!
 
 
สมองของนกแก้ว
 
นกแก้วเป็นสัตว์ที่ความจำดีมาก ด้วยเหตุนี้
มันจึงสามารถจดจำคำพูดที่มนุษย์สอน
จนสามารถเปล่งเสียงออกมาได้
 
ได้ยินคำพูดนั้นเป็นประจำ
 
เชื่อว่าหลายคนที่เคยเลี้ยงนกแก้ว
ไม่เคยสอนให้นกแก้วพูดอย่างจริงจังมาก่อน
แต่มันสามารถพูดภาษามนุษย์ได้
สาเหตุเป็นเพราะ มันจดจำเสียงที่มันได้ยินเป็นประจำ
จนสามารถเลียนแบบได้ เช่น คำว่า สวัสดี เสียงเห่าของสุนัข
หรือแม้แต่เสียงร้องของนกอื่น
 
บรรยากาศบริเวณกรงเลี้ยง
 
อาจจะฟังดูไม่น่าเชื่อ แต่การที่บรรยากาศบริเวณนกแก้วอยู่นั้น
ไม่วุ่นวายเกินไป  แต่ก็ไม่ตึงเครียดเกินไป
ทำให้สมองของมันทำงานได้เป็นอย่างดี
เพราะถือว่า เป็นสถานที่ที่ทำให้นกแก้วมีสมาธิ
 
ธรรมชาติ สัญชาตญาณของนกแก้ว
 
อีกหนึ่งสาเหตุหลักที่ทำให้นกแก้วสามารถเลียนแบบเสียงได้
เป็นเพราะสัญชาตญาณการเอาชีวิตรอด การหลอกศัตรูของมัน
รวมถึงการที่ตามธรรมชาติแล้ว นกแก้วเป็นสัตว์สังคม
มีเสียงที่เป็นเอกลักษณ์ตามกลุ่มที่อยู่อาศัย
จึงทำให้มันมีความสามารถทำเสียงได้หลากหลาย
การที่มาอยู่กับมนุษย์ และเลียนเสียงมนุษย์ได้
ก็เพราะพวกมันคิดว่า มนุษย์เป็นพวกเดียวกับพวกมันนั่นเอง
 
Credit : 

 
 



ที่มา  http://bit.ly/2KQglGi



 
โป่ง ( Salt licks )


ดินโป่ง คือ ดินที่มีรสเค็มและละเอียดซึ่งเกิดจากแร่ธาตุบางชนิด
เป็นอาหารของสัตว์ป่าที่กินหญ้าบางชนิด หรือ
โป่งคือบริเวณพื้นที่ซึ่งมีแร่ธาตุต่าง ๆ  
มารวมกันเพราะสาเหตุจากฝนตกหนัก
และเกิดขบวนการชะล้างนำเอาแร่ธาตุที่จำเป็นของสัตว์ป่า
ออกจากดินทั่วไปรวมกันยังพื้นที่แห่งหนึ่ง  
แร่ธาตุเหล่านี้เป็นสิ่งซึ่งสัตว์สัตว์ป่าไม่สามารถหาทดแทนได้จากพืช
ซึ่งมีคาร์โบไฮเดรตเป็นส่วนประกอบใหญ่
ดังนั้นพื้นดินส่วนนี้จึงเป็นแหล่งแร่ธาตุ
สำหรับสัตว์ป่าซึ่งกินพืชเป็นอาหาร
เช่น กวาง เก้ง กระทิง วัวแดง และช้างป่า เป็นต้น
            
นอกจากนี้ โป่งยังเป็นแหล่งอาหารที่สัตว์ลงมากิน
เพื่อช่วยในกระบวนการย่อยอาหาร อาจจะเป็นดิน หินหรือน้ำเป็นประจำ
โดยที่บริเวณเหล่านี้จะมีแร่ธาตุและเกลือแร่ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต
ของสัตว์ป่าเป็นปริมาณมาก และแหล่งอื่น ๆ มีน้อยกว่าหรือไม่มีเลย

ลักษณะและชนิดของโป่งที่มีในธรรมชาติ

โป่งดิน  (Dry lick)

เป็นบริเวณที่สัตว์ลงไปใช้ประโยชน์ ซึ่งสัตว์มักจะใช้ปากขุดลงไป
ปกติจะลึกไม่เกิน 1 เมตร  เพื่อกินดินเหล่านั้น โดยเริ่มกินที่ผิวดินก่อน
แล้วค่อย ๆ กินลึกลงไปเป็นบริเวณกว้างไม่เกิน 10 เมตร
โป่งดินจะพบตามริมหรือในห้วยที่เป็นที่ราบ
ในฤดูฝนอาจมีน้ำท่วมขังอยู่ซึ่งสัตว์ป่าจะไม่เลียกินดิน
แต่จะเลียกินน้ำแทนหลังจากที่ธาตุและเกลือแร่ ในโป่งดินหมดไปหรือมีน้อย
สัตว์อาจทิ้งโป่งดินและไปกินโป่งใหม่ในแหล่งอื่น ๆ ต่อไปอีก
โป่งที่สัตว์ไม่กินและไม่มาใช้ประโยชน์อีก เรียกว่า โป่งร้าง

โป่งน้ำ  (Wet licks)

ปกติเป็นแหล่งที่เป็นต้นน้ำ โดยเฉพาะบริเวณที่เป้นน้ำซึมหรือน้ำซับ
หรือที่ไหลออกมาจากภูเขาหินปูน แอ่งหรือบ่อ
ที่เป็นโป่งดินมาก่อนโดยจะมีน้ำขังตลอดปี
มักพบโป่งน้ำตามภูเขาน้ำซึมหรือน้ำซับดังกล่าว
มีแร่ธาตุต่าง ๆ ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของสัตว์ละลายอยู่
            
ทั้งโป่งดินและโป่งน้ำพบเห็นได้ในป่าค่อนข้างราบ
ซึ่งเป็นบริเวณที่ได้รับแร่ธาตุจากการกัดเซาะ
พังทลายของดินจากที่สูงลงมาสะสมไว้
ส่วนใหญ่พบโป่งได้มากในป่าเบญจพรรณ
ป่าเต็งรังและป่าดงดิบมากน้อยตามลำดับ

ความสำคัญของแร่ธาตุต่อสัตว์

พืชอาหารสัตว์เป็นอาหารสัตว์เป็นอาหารที่จำเป็น
และสำคัญสำหรับสัตว์เคี้ยวเอื้องในประเทศเขตร้อน
เช่น พลังงาน วิตามิน และแร่ธาตุ
สำหรับแร่ธาตุแล้วเป็นองค์ประกอบ
ของน้ำหนักตัวของสัตว์ประมาณร้อยละ 5
แต่ก็เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ ความต้องการแร่ธาตุที่จำเป็น
สำหรับสัตว์ในอาหารสัตว์นั้นมีอย่างน้อยกว่า 15 ธาตุ คือ

          
1.  แร่ธาตุที่สัตว์ต้องการในปริมาณมาก
ได้แก่ แคลเซียม (Ca)  ฟอสฟอรัส (P)  โปแตสเซียม (K)
โซเดียม (CI)  แมกนีเซียม (Mg)  และกำมะถัน (S)

            
2.  แร่ธาตุที่สัตว์ต้องการในปริมาณน้อย
ได้แก่ โคบอลล์ (Co)   ทองแดง (Cu)  ไอโอดีน (I)
เหล็ก (Fe)  แมงกานีส (Mn)   โมลิปดินัม (Mo)
ซิลิเนียม (Se)    และสังกะสี (Zn)


ประเภทของสัตว์ที่ใช้ประโยชน์ในพื้นที่โป่ง
          
1.  สัตว์ปีกที่เข้ามาใช้ประโยชน์ในพื้นที่โป่ง
    
1.1   พวกที่เข้ามาใช้โป่งเพื่อประโยชน์โดยตรง
สัตว์ปีกกลุ่มนี้เข้ามากินน้ำซับในโป่งน้ำ
และเลือกกินเม็ดกรวด เม็ดทราย
ส่วนใหญ่เป็นพวกกินพืชเป็นอาหารหลัก เช่น
นกเขาเปล้าชนิดต่าง ๆ นกมูม นกแขกเต้า และนกเขาเขียว

1.2   พวกที่เข้ามาใช้พื้นที่โป่งเพื่อประโยชน์โดยอ้อม
สัตว์ปีกกลุ่มนี้ผ่านเข้ามาเพื่อคอยล่าเหยื่อ หรือจับแมลงกินเป็นอาหาร
ไม่มีวัตถุประสงค์ในการทำกิจกรรมเหมือนสัตว์ปีกพวกแรก
การเข้าใช้พื้นที่โป่งอาจเป็นเพราะโป่งตั้งอยู่ในเส้นทางที่ผ่าน
ในขณะกำลังหากินพอดี เช่น เหยี่ยวรุ้ง และพญาแร้ง

2.  สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่เข้ามาใช้ประโยชน์ในพื้นที่โป่ง

2.1  พวกที่เข้ามาใช้พื้นที่โป่งเพื่อประโยชน์โดยตรง
สัตว์พวกนี้กินดินจากโป่งดินปรือน้ำซับจากโป่งน้ำ
ส่วนใหญ่จะเป็นสัตว์ป่าที่กินพืชเป็นอาหารหลัก
เช่น ช้างป่า เก้ง กวางป่า วัวแดง กระทิง เลียงผา
หมูป่า สมเสร็จ ค่างแว่นถิ่นเหนือ และลิงกัง

2.2  พวกที่เข้ามาใช้พื้นที่โป่งเพื่อประโยชน์โดยอ้อม
สัตว์ป่าพวกนี้ใช้พื้นที่โป่งเช่นเดียวกับพวกแรก
แต่ไม่ได้มีวัตถุประสงค์หลักกินโป่งเพื่อต้องการแร่ธาตุ
ส่วนใหญ่จะไม่ใช่สัตว์กินพืชอย่างเดียวเป็นอาหาร
เช่น จระเข้สามารถกินน้ำในโป่ง หาอาหารหรือเข้ามาดัก
เพื่อล่าเหยื่อที่ใช้ประโยชน์จากโป่งเพื่อแหล่งอาหาร
เช่น หมาจิ้งจอก หมาใน เสือโคร่ง เสือดำ อีเห็น และชะมดชนิดต่าง ๆ




โดยส่วนมากแล้ว สัตว์ที่จะพบเห็นในโป่ง จะเป็นสัตว์ป่าที่กินพืชเป็นอาหาร
เพราะในพืชที่สัตว์กินประจำนั้นมีแร่ธาตุบางอย่างไม่เพียงพอ อาทิ โซเดียมและแคลเซียม
หรือบางช่วงเวลาสัตว์กินพืชเหล่านี้ก็ต้องการแร่ธาตุบางอย่างเพิ่มมากกว่าปกติอย่าง เช่น
เมื่อกวางตัวเมียที่ตั้งครรภ์ หรือกวางตัวผู้กำลังมีเขาอ่อน
สัตว์เหล่านี้จึงจำเป็นต้องหาแร่ธาตุจากแหล่งอื่นมาทดแทน โดยเฉพาะจากดิน
สภาพพื้นที่แต่ละแห่งนั้นมีองค์ประกอบแตกต่างกัน
สัตว์จะรู้เองว่าบริเวณใดมีแร่ที่มันต้องการ
ซึ่งแร่ธาตุเหล่านี้จะสะสมอยู่ในดิน
สัตว์ป่าจำเป็นต้องกินดินเหล่านั้นเข้าไปเพื่อเอาแร่ธาตุที่สะสมอยู่
ด้วยเหตุนี้ทำให้ทราบได้ว่าบริเวณใดที่มีแร่ธาตุที่สัตว์ต้องการสะสมอยู่
มีโอกาสที่จะเกิดเป็นโป่งได้ทุก ๆ ที่ แต่จะเรียกบริเวณนั้น ๆ ว่าโป่ง
ก็ต่อเมื่อมีสัตว์ป่าเข้ามาใช้ประโยชน์แล้วเท่านั้น

ตามปกติพื้นที่ที่สัตว์ขนาดเล็กไม่สามารถเอาแร่ธาตุในดินมากินได้ เพราะดินแข็งเกินไป
ช้างป่าจะเป็นตัวการสำคัญในการเปิดพื้นที่
โดยการใช้งาแทงหรือเท้าเตะให้ดินแตกแล้วจึงกินดินนั้น
สัตว์ที่เล็กกว่าก็จะค่อย ๆ ทะยอยเข้ามาใช้
จึงมักกล่าวถึงกันอยู่เสมอว่า  ช้างสร้างโป่ง

แต่โป่งจะใหญ่ขนาดไหนนั้นขึ้นอยู่กับว่า
มีแร่ธาตุที่สัตว์ต้องการมากเพียงใด และมีสัตว์ป่ามากแค่ไหน
สามารถแบ่งโป่งออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ โป่งดินและโป่งน้ำ
โดยสังเกตว่า โป่งนั้นมีน้ำหรือมีดินแห้ง ๆ
สำหรับโป่งน้ำแร่ธาตุจะละลายอยู่ในน้ำ
สัตว์จะรับแร่ธาตุนั้นพร้อมกับน้ำที่ดื่มเข้าไป
แต่ถ้าหากแบ่งตามลักษณะการเกิดแล้วสามารถแบ่งได้ 3 ประเภท
โดยมีลักษณะของภูมิประเทศเป็นตัวกำหนด

1. โป่งที่เกิดบริเวณพื้นที่ลาดชันไม่มากนัก (ประมาณ 15%)
แร่ธาตุต่าง ๆ ที่สัตว์ต้องการจะซึมผ่านดินลงมาสะสมอยู่ด้านล่างของพื้นที่
สัตว์ป่าที่จะเข้ามากินดินบริเวณนี้  โดยส่วนใหญ่แล้วโป่งที่เกิดในลักษณะนี้ มักจะเป็นโป่งดิน
เช่น โป่งหนองผักชี ที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่

2. บริเวณที่สภาพภูมิประเทศเป็นแอ่งหรือหุบเขา
แร่ธาตุต่าง ๆ จะมาสะสมอยู่ตามแอ่งหรือร่องเขา
ซึ่งเป็นที่ต่ำมักเกิดอยู่ตามริมลำห้วย
เพราะเป็นส่วนที่ต่ำสุดของบริเวณนั้น
แต่โป่งแบบนี้ก็เป็นได้ทั้งโป่งดินและโป่งน้ำ

3. โป่งแบบสุดท้ายจะเกิดบริเวณจุดหักของลำห้วย
ซึ่งเป็นที่ซึ่งกระแสน้ำพัดเอาดินตะกอน ที่มีแร่ธาตุมาสะสมเอาไว้
เป็นเวลานานและมากพอที่สัตว์ป่าจะใช้ประโยชน์ได้

นอกจากสัตว์กินพืชหลายชนิดอย่าง เช่น
ช้าง กระทิง วัวแดงสมเสร็จ กวาง เก้ง
จนกระทั่งนกหลายชนิดอย่างนกแก้ว นกเขาเปล้า
ยังมีสัตว์ที่ใช้ประโยชน์จากโป่งอีกรูปแบบหนึ่งคือ
สัตว์ผู้ล่า เช่น เสือและหมาไน พวกมันจะคอยล่าสัตว์ที่ลงมากินโปร่งอีกทีหนึ่ง
เพราะเป็นแหล่งที่ชุกชุมไปด้วยเหยื่อ
และพวกมันก็จะได้รับแร่ธาตุเหล่านั้น
ผ่านเนื้อของสัตว์กินพืชที่พวกมันกินเนื้อเป็นอาหาร
โดยที่มันไม่ต้องกินดินโป่ง นับว่าเป็นการถ่ายทอดพลังงาน
และแร่ธาตุตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ

แต่ทว่าบทบาทของสัตว์ผู้ล่าเหล่านี้
กลับถูกลอกเลียนแบบจากพรานนักล่าสัตว์
ที่มักจะดักรอยิงสัตว์ที่เข้ามาลงโป่ง
ทำให้สัตว์กินพืชและสัตว์เนื้อกลายเป็นผู้ถูกล่าไปเสียทั้งหมด
และร่องรอยของการขัดห้างดักยิงสัตว์นี้
จะพอ ๆ กับร่องรอยของสัตว์ป่าในบริเวณโป่ง
แม้โป่งนั้นจะอยู่ในเขตอนุรักษ์ก็ตาม
เชื่อว่าในอีกไม่ช้าโป่งหลาย ๆ แห่งจะกลายเป็น โป่งร้าง แน่นอน

Credit :  
http://bit.ly/30ujCQZ
http://bit.ly/30soy92


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน