• kancht958
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : trimoorati@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-11-07
  • จำนวนเรื่อง : 16
  • จำนวนผู้ชม : 56198
  • ส่ง msg :
  • โหวต 17 คน
นะ โม พุท ธา ยะ
สุขหรือทุกข์อยู่ที่ใจมิใช่หรือ ถ้าเราถือก็เป็นทุกข์ไม่สุขสันต์ หากปล่อยวางก็ว่างทุกข์สุขทุกวัน เพระาฉะนั้นจงเลือกทางห่างทุกข์เอ
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/real-ohm
วันศุกร์ ที่ 16 พฤศจิกายน 2550
Posted by kancht958 , ผู้อ่าน : 2318 , 12:31:12 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

    

  ทีนี้ตอนภาวนาตามหลักการปฏิบัติ  ถ้าภาวนาจนถึงหลับ  อย่าลืมว่าถ้าจิตยังไม่ถึงฌานมันไม่หลับ  จิตน่ะถ้าสงบไม่ถึงฌานมันไม่หลับ  จิตจะหลับได้ต่อเมื่อจิตเข้าถึงฌาน  จะเป็นฌานไหนก็ตาม  พอถึงฌานปั๊บมันจะตัดหลับ  เราหลับกี่ชั่วโมงก็ถือว่าเราทรงฌานอยู่  ได้กำไรตรงนี้นะ  แล้วก็เป็นที่สังเกตขั้นฌานนี่  ฌานอย่างหยาบ  อย่างกลาง  อย่างละเอียด  จะสังเกตว่าก่อนหลับเราเข้าฌานอย่างหยาบหรืออย่างกลาง อย่างละเอียด  เวลาตื่น ๆ ใหม่ ถ้าตื่นเต็มที่แล้ว  บังคับให้ภาวนาต่ออย่างนั้น  แสดงว่า  ก่อนที่เราจะหลับ  เราเข้าถึงฌานอย่างหยาบ  ถ้าหากว่าเราตื่นขึ้นมาใหม่ ๆ นะ  เราตื่นขึ้นมานั้นประเดี๋ยวหนึ่งมันภาวนาเองโดยไม่ต้องบังคับ  อย่างนี้เวลาหลับ เข้าถึงฌานอย่างกลาง  ถ้าเวลาครึ่งหลับครึ่งตื่นมันภาวนาเลย  อย่างนี้เข้าถึงฌานละเอียด  เวลาหลับได้กำไร ตัวนี้นะ

                                -พระที่เข้านิพพานแล้วอย่างพระอรหันต์หรือพระพุทธเจ้า  ท่านจะมาโปรดพวกที่ยังไม่บรรลุได้  เราจะได้ยินท่านได้  เมื่อจิตเข้าสู่อุปจารฌาน  ถ้าท่านต้องการให้ได้ยินเสียง  จะเห็นท่านได้เมื่อมีอารมณ์จิตอยู่ในอุปจารฌาน  แต่เห็นไม่ชัด  ถ้ามีอารมณ์ถึงจตุตถฌาน  และทรงฌานจนชำนาญแล้ว  จะเห็นชัดและได้ยินคำสอนเหมือนเห็นฉันนั่งอยู่  และพูดอยู่อย่างนี้  เรื่องการเห็นมีเป็นระดับอย่างนี้  อย่าเถียงกันเรื่องนิพพานเลย  ทำตัวให้ถึงเสียก่อนจะเห็นเอง

                                จุดแรกในการเจริญพระกรรมฐาน  ที่เราต้องการคือพระโสดาบัน  ฉะนั้น อารมณ์อย่างอื่นที่มันจะเกิดขึ้นจงปล่อยมันไป  เอากำลังใจของเราจับไว้ในจุดนี้  ฉะนั้น  จงจำไว้ว่า  การเจริญพระกรรมฐาน  เรามุ่งหมายอย่างเดียว  คือความเป็นพระอริยเจ้า  ไอ้เรื่องอารมณ์ต่าง ๆ  ที่มันผ่านเข้ามานี่อย่าไปยุ่งมันนัก  เอาจิตจับไว้แค่เพียงว่า  จิตของเราเวลานี้ ลืมความตายหรือเปล่า  มีความประมาทในชีวิตไหม  มีความเคารพในพระรัตนตรัยแน่นอนหรือเปล่า   มีศีล  5  บริสุทธิ์ไหม  มีอารมณ์รักพระนิพพานหรือเปล่า  ข้อสำคัญการเจริญสมถภาวนานี่เราต้องการให้จิตสงบจากอกุศล  และจิตน้อมอยู่ในส่วนของกุศลเป็นปกติ  ท่านจึงแนะนำให้นึกถึงความดีของพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์  โดยใช้คำภาวนาว่าพุทโธและกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออกกำกับคำภาวนาเพื่อลดความฟุ้งซ่านของจิต  เรียกว่า อานาปานุสสติกรรมฐาน  และเป็นกรรมฐานที่ระงับกายสังขาร  เวลาที่เราป่วยไข้ไม่สบายให้ใช้อานาปานุสสติกรรมฐานเข้าระงับ  ประการที่สาม  อานาปานุสสติกรรมฐานเป็นกรรมฐานระงับโมหจริตและวิตกจริต  รวมความว่า  ตัดความโง่ของจิตทำให้จิตฉลาดขึ้น

                                -คนที่หลับตาเก่ง  นาน ๆ จะนึกว่าได้กรรมฐานดีฉันไม่เชื่อ  เพราะถ้าดีจริง ๆ มันต้องดีทั้ลืมตาและหลับตา  ดีทั้งที่อยู่ในที่สงัด  ดีทั้งอยู่ในที่เกลือกกลั้วไปด้วยประชาชน ดีทั้งที่เวลาร่างกายปกติและไม่ปกติ  อารมณ์ต้องดีทั้งในขณะที่เราฟังคำสรรเสริญ  และก็ดีทั้งในขณะที่คนเขาด่าเรา  อารมณ์ของเราต้องสม่ำเสมอกัน  ไม่ขึ้นไม่ลง  ใครเขาสรรเสริญหรือนินทาก็เฉย  อารมณ์เงียบสงัด เสียงเงียบสงัด เสียงจอแจ โวยวาย  เราก็เฉย  ลงเฉยเสียหมดมันก็หมดเรื่อง  และคำว่าสถานที่สงัดคือเราใช้อารมณ์สงัด  จะไปนั่งคิดว่าที่นั้นต้องไม่มีเสียง ที่นี้ต้องไม่มีเสียง  เราคิดหรือว่าเวลาที่เราจะตายน่ะเราจะหาที่สงัดได้  เราต้องพร้อมใจไว้เสมอว่า  เวลาที่เราจะตายอาจจะมีเสียงเครื่องขยายเสียง  หรืออาจจะมีใครกำลังทะเลาะกัน  หรือมีใครมานั่งด่าเราอยู่ใกล้ ๆ ก็ได้  เราจึงต้องเตรียมใจไว้  ถ้าอาการอย่างนั้นมันปรากฎ  เราจะไม่เอาจิตของเราเข้าไปยุ่งกับเสียงกับอารมณ์ต่าง ๆ  ทำจิตของเราให้สงัด  คือใช้อารมณ์จิตสงัดจากนิวรณ์  5  ประการ  และก็สงัดจากกิเลสด้วย

                                -คนที่มีอารมณ์ไม่ฟุ้งซ่านจริงก็มีพระอรหันต์เท่านั้น  องค์สมเด็จพระทรงธรรม์ท่านจึงขึ้นอานาปานุสสติก่อน  อันดับแรกจึง ขอให้ทุกท่านทำอานาปานุสสติกรรมฐานให้เข้าถึงฌาน 4  เอากันจริงจัง  อย่าสักแต่ว่าทำ  ความกลุ้มมันจะเกิดขึ้นนิดหน่อย  เพราะว่าใหม่ ๆ เมื่อใจเรา  เราจะควบคุมกำลังใจให้มันแรงอยู่  ใจมันก็คงจะออกนอกลู่นอกทาง  คิดโน่นคิดนี่  อย่างนี้  เราต้องดึงอารมณ์เข้ามาจับ  อานาปานุสสติกรรมฐานให้เป็นปกติกับพุทธานุสสติกรรมฐานควบคู่กัน  ประเดี๋ยวหนึ่งมันก็ไป  มันไป  เรารู้ตัวเราก็จับมันมาใหม่  การทำอย่างนี้จงอย่าทำแต่เฉพาะเวลาที่ได้ยินคำสอน  จงใช้เวลาของท่านตลอดวันที่ทำงานอยู่  หรือทำกิจกรรมต่าง ๆ  ใช้เวลาเป็นปกติ

                                -ที่ให้ภาวนาว่าพุทโธ  และให้นึกถึงภาพพระ  นึกถึงภาพพระพุทธรูป  เป็นพุทธานุสสติกรรมฐาน  ถ้าหากว่าพระสีเหลืองเป็นทองคำเป็นปีตกสิณ  พระสีเขียวหรือสีดำเป็นนีลกสิณ  พระสีขาวเป็นโอทาตกสิณ  นี่เป็นได้ทั้งสองอย่าง และก็เป็นกสิณด้วย  ทั้งพยายามทำจิตจับภาพพระพุทธรูปไว้ในใจ  คือเห็นลอยอยู่ตรงหน้า  อยู่ตรงไหนก็ได้  ไม่ว่าอะไรใช้ได้หมด  อย่างนี้ไม่ช้าอารมณ์จิตก็จะเป็นฌานโดยง่าย  ทั้งเวลาจับภาพพระจิตก็นึกถึงลมหายใจเข้าออกไว้ด้วย    ลมหายใจเข้าออกนี่เราทิ้งไม่ได้  แต่ก่อนที่จะจับภาพพระเราก็นึกถึงลมหายใจเข้าออกเสียก่อน  ทำใจให้สบายแล้วค่อยจับภาพพระ  จนกระทั่งจิตนี่จะทรงตัว  จะทำอิริยาบทใด  ภาพนั้นปรากฎติดตาติดใจอยู่ตลอดเวลา  อย่างนี้ชื่อว่าได้ฌานในกสิณ  ทีนี้การที่เจริญพระกรรมฐานให้ดี  เขาจะไม่ยอมให้เวลาว่าง  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลานอน  ก่อนจะหลับให้จับอานาปานุสสติกรรมฐานให้ทรงตัว  ท่านจะหลับง่าย  และให้หลับไปกับอานาปานุสสติกรรมฐาน  เวลาหลับจะมีความสุข  ขณะที่หลับจะถือว่าเป็นผู้ทรงฌานอยู่  การกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออกจนหลับ  ขณะที่หลับ  จิตจะต้องเข้าถึงปฐมญาณหรือฌานสูงกว่านั้นจึงจะหลับ  และเมื่อขณะที่หลับอยู่ก็คือว่าหลับอยู่ในฌาน  ถ้าตายระหว่างนั้นท่านเป็นพรหม

                                เวลาที่ตื่นมาใหม่    ท่านจะลุกจากที่นอนก็ตาม  หรือไม่ลุกก็ได้  จะนอนอยู่อย่างนั้น  กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออกหรือว่าอยากจะนั่งก็ได้  แต่ระวังให้ดี  การลุกขึ้นมานั่งต้องคุมสติสัมปชัญญะให้ดี  เมื่อตื่นนอนเข้ามาแล้วต้องจับลมหายใจเข้าออกทันทีเพื่อทรงสมาธิจิตให้ทรงตัว  ตอนตื่นเช้ามืดพยายามทำให้สงบสงัดให้มากที่สุด  เป็นการรวบรวมกำลังใจสูงสุด

                                -สำหรับอานาปานุสสติกรรมฐาน  ผมขอแนะนำให้ทุกท่านใช้ทุกอิริยาบถที่ทรงอยู่  ถ้าทำได้แบบนี้  อารมณ์จิตมันจะเลี้ยวเข้าไปหาความเลวไม่ได้  จะมีเวลาว่างเพื่อสร้างความเลวตรงไหน  โปรดจำไว้ด้วยว่า  การกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออกจะทำเป็นปกติ  ไม่ได้บอกว่าให้เลือกเวลาทำ  ขณะใดที่ใจของท่านยังตื่นอยู่  แม้ตาจะหลับ  แต่ใจยังตื่นอยู่ให้เอาจิตรู้ลมหายใจเข้าออกไว้เสมอ  ด้านสมาธิก็ฝึกซ้อมเป็นปกติ  เวลาฝึกซ้อมไม่ต้องนั่งหลับตา  หลับตามันไม่เก่ง  ลืมตาอยู่อย่างนี้แหละให้จิตมันทรงสมาธิ  ลืมตาอยู่อย่างนี้แหละ  ให้จิตมันทรงตัว  ยอมรับนับถือกฎธรรมดาและความเป็นจริง  เห็นอะไรเข้าตายหมด  เห็นคนคนตาย  เห็นสัตว์สัตว์ตาย  เห็นวัตถุธาตุวัตถุธาตุพัง  แล้วก็นึกถึงว่าเราจะต้องตายเหมือนกัน  ท่านทั้งหลาย ที่ระงับความวุ่นวายของจิตไม่ได้  คนประเภทนี้กี่แสนกัปป์ก็ลงนรก  เพราะสักแต่ว่าปฏิบัติ  ไม่รู้จักพิจารณาจิตตัวเองว่าดีหรือชั่ว

                                -ถ้าใครเขาว่าสมถภาวนาไม่มีความสำคัญ  ไม่ใช่จุดหมายปลายทางของการบรรลุมรรคผลก็อย่าไปเชื่อเขา  เพราะถ้าสมถภาวนา  ถ้าไม่ดีจริง ๆ พระพุทธเจ้าก็ไม่ทรงสอนให้เราปฏิบัติ  และพระพุทธเจ้าก็จะไม่ยึดสมถภาวนาไว้เป็นอารมณ์  ทั้ง ๆ ที่พระองค์ทรงเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว  อย่าลืมว่าพระอรหันต์ทุกท่านแม้แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ดี  ใช้กรรมฐาน 40 กองควบกับวิปัสสนาญาณเพื่อความอยู่เป็นสุข  ไม่ใช่ว่าเป็นพระอรหันต์แล้วเลิกกัน  อย่างนั้นเข้าใจผิด  พระอรหันต์นี่ท่านกลับขยันกว่าเราทั้งหมด  เพราะท่านเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะที่สมบูรณ์  หมายถึงว่าการเห็นสภาวะตามความเป็นจริงของขันธ์ 5  ท่านเห็นเป็นปกติ  ท่านไม่ยอมปล่อย ไม่ยอมละ

                                -คำว่าจิตเป็นสมาธินั้น  หมายถึงจิตตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง  ไม่ใช่จิตหยุดโดยไม่รับอารมณ์ใดเลยทั้งสิ้น  นักปฏิบัติใหม่หรือท่านที่ไม่เคยปฏิบัติสมาธิเลยมักจะเข้าใจอย่างนั้น  ความจริงการเข้าใจอย่างนั้นเป็นการเข้าใจที่ไม่ตรงต่อความเป็นจริง  ธรรมดาของนักปฏิบัติใหม่  จิตที่ว่างจากอารมณ์โดยไม่รับรู้อารมณ์เลย  สำหรับการปฏิบัติเบื้องต้นนี้ไม่มีอาการอย่างนั้น  จิตที่ว่างจากอารมณ์เป็นอาการของสัญญาเวทยิตนิโรธ  พระอรหันต์ขั้นปฏิสัมภิทาญาณหรือพระอนาคามี ระดับปฏิสัมภิทาญาณเท่านั้นที่จะเข้าได้  พระอริยะนอกนั้นแม้จะเป็นพระอรหันต์ระดับเตวิชโช หรือฉฬภิญโญก็ไม่สามารถทำได้  ปกติของจิตเป็นอย่างนี้  เมื่อทราบแล้วว่าจิตไม่ว่างจากอารมณ์เพื่อฝึกฝนจิตให้มีกำลังที่ควรแก่การเจริญวิปัสสนาญาณในขั้นต่อไป  ท่านจึงสอนให้ภาวนาเพื่อโยงจิตให้อยู่ในอารมณ์ภาวนา  คือหาทางให้จิตนึกคิด  แต่นึกคิดในขอบเขตที่มอบหมายให้  ไม่ใช่จะนึกคิดเพ่นพ่าน  การภาวนาคาถาบทใดบทหนึ่งนี้เป็นการระงับการฟุ้งซ่านของจิต  ดังนั้น ไอ้ตัวสงบมันไม่ใช่ว่าง  จิตของคนนี่มันไม่ว่าง  มันต้องเกาะส่วนใดส่วนหนึ่ง  ถ้ามันละอกุศล มันก็ไปเกาะกุศล ไอ้จิตตัวที่เรียกว่าสงบ ก็เพราะว่า  สงบจากกรรมที่เป็นอกุศล  คืออารมณ์ที่เป็นอกุศล  อารมณ์ชั่ว  สงบจากความปรารถนาในการเกิด  อารมณ์สงบคือไม่คิดว่าเราต้องการความเกิดอีก  และจิตก็มีความสงบ  เห็นว่าสภาพร่างกายนี้ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา  เราไม่มีในร่างกาย  ร่างกายไม่มีในเรา  ไอ้ตัวคิดว่าเราว่าของเรานี่สงบไป  สงบตัวยึดถือวัตถุก็ตาม สิ่งมีชีวิตก็ตาม  ว่าเป็นเราเป็นของเรา  นี่สงบตัวนี้นะ  มีอารมณ์เป็นปกติอยู่เสมอ

                                -ถ้าหากว่าท่านไม่สามารถจะทรงอานาปานุสสติกรรมฐานได้ถึงปฐมญาณ ผลแห่งการเจริญวิปัสสนาญาณของท่านทั้งหลายจะไม่มีผลตามต้องการ  เพราะจิตมีกำลังไม่พอที่จะทำลายกิเลสให้เป็นสมุทเฉทปหานได้  จิตของญาณ 4  มีเอกัคคตากับอุเบกขาเป็นปกติ  จิตดวงนี้ต้องจำเอาไว้ว่าต้องให้มันทรงตัวอยู่ตลอดเวลาแล้ว  เรื่องทิพจักขุญาณมันง่ายเหลือเกิน  แต่ว่าถ้าจิตเข้าถึงจุดนี้แล้ว  ท่านที่มีความรู้ในขั้นนี้จริง    ท่านบอกว่าถ้ายังใช้อารมณ์จิตของตนรู้อยู่  ท่านบอกว่าใช้ไม่ได้  ต้องหาทางเข้าถามถึงพระโดยการจับภาพนิมิต  พระองค์ใดองค์หนึ่งขึ้นเป็นบรรทัดฐาน  เรียกว่า ภาพพระพุทธนิมิต  จับแล้วเวลาที่ต้องการอยากจะทราบอะไรก็ถามพระ  พระบัญชาการมาว่าอย่างไร  เป็นคำตอบที่เราได้รับปรากฎเอง  แล้วก็ถูกต้องตามความเป็นจริง  ต้องจำไว้เลยทีเดียวว่า  พระลักษณะนี้ที่เราเห็น เราถามแล้วทรงพยากรณ์ตรงตามความเป็นจริงทุกประการ  จำภาพพระไว้  ถ้าทำอย่างนี้จนชำนาญก็เลิกฝึกวิธีอื่น  ต้องการอะไรก็ถามพระ

                                -ทิพจักขุญาณ  ถ้าหากจะดูกันให้แจ่มใสจริง ๆ  รู้กันให้แจ่มใสจริง ๆ  ก็ต้องทำจิตของเราเข้าสู่อารมณ์วิปัสสนาญาณ  แล้วอารมณ์วิปัสสนาญาณนี้ต้องว่ากันให้ตรง ๆ จริงนะ  อย่าปัสฯส่งเดช  ถ้าปัสฯส่งเดชไม่มีผล  ถ้าเราได้ทิพจักขุญาณเสียแล้ว  การปัสฯส่งเดชย่อมไม่มี  นี่สำหรับคนดีนะ  แต่คนที่เหลิงแล้วก็ใช้อะไรไม่ได้เหมือนกัน  บางทีพอได้ทิพจักขุญาณแล้วก็เหลิง  นึกว่าตัวเป็นผู้วิเศษ  ความจริงยังไม่พ้นนรก  ถ้าเหลิงเสียหน่อยเดียว  ฌานโลกย์มันก็จะเสื่อม  ทิพจักขุญาณมันก็สูญ  ทีนี้ก็เหลือแต่อุปาทาน

                                -เจโตปริยญาณ  พระพุทธเจ้าสอนไว้  คือหนึ่ง  มีไว้ให้เปลื้องความสงสัยว่ากิเลสมีจริงไหม  สองรู้จิตของตนเองว่าเวลานี้กิเลสอะไรมันมาสิงอยู่  อะไรเข้ามาทับอยู่  แล้วเราจะแก้อารมณ์ของกิเลสนั้นด้วยประการใด  นี่ท่านมีไว้ให้ดูใจตนเอง  ใจของชาวบ้านจะเป็นอย่างไรช่างเขา  อย่าไปยุ่ง  ยกเว้นบุคคลนั้นเป็นบุคคลที่เราจะต้องสงเคราะห์

                                -การที่มีคนพูดว่า  ฌานสมาบัติหรือมรรคผลในสมัยนี้ไม่ควรหวัง  เพราะไม่มีใครจะบรรลุได้นั้นไม่เป็นความจริง  ขอให้ท่านดีเท่าดีถึงเถิด  ฌานและมรรคผลยังมีสนองความดีท่านอยู่เป็นปกติ  ที่ไม่ได้ไม่ถึงแม้แต่ฌานโลกีย์ก็เพราะแม้แต่ศีลที่เป็นความดีหยาบ ๆ ที่พระอริยะเจ้าเห็นว่าเป็นของเด็กเล่น  ก็ไม่สามารถรักษาให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ได้  จะเอาอะไรมาเห็นผี เห็นเทวดา  สวรรค์ นรก อันเป็นวิสัยของผู้ได้ฌาน  เพราะศีลซึ่งเป็นความดีในระยะต่ำก็ยังทรงไม่ได้  ความมุ่งหมายเอาพระนิพพานก็ยิ่งไกลเกินไปที่จะหวังได้

                                -การสำเร็จมรรคผลหรือได้ฌานสมาบัติไม่ใช่ได้มาจากป่า  ส่วนใหญ่จริง ๆ เขาได้ในที่มวลชนมาก ๆ  และการเจริญสมาธิจากป่าในแดนสงัด  ที่ว่าได้และดีน่ะไม่จริง  ถ้าหากว่าจิตยังไม่ถึงความเป็นพระอริยะเจ้าเพียงใด  ถ้ากลับมาหาหมู่ชนเมื่อไร  เมื่อนั้นมันเกิดอาการกลุ่มทันที  ต้องมาฝึกกันใหม่

                                -การพิจารณาอสุภกรรมฐาน  ถ้าจิตเข้าถึงจริง ๆ พิจารณาทีละเล็กละน้อย  ต่อไปเมื่อจิตเข้าถึงเอกัคคตารมณ์ มีอารมณ์เป็นหนึ่ง  เห็นอะไรก็ตามมันเป็นซากศพไปหมด  เราก็มีความรังเกียจในร่างกายของเรา  ในร่างกายของบุคคลอื่นและสัตว์อื่น  เมื่อมีความรังเกียจมีขึ้น  กามราคะ  คือความพอใจในผิวพรรณ  วรรณะ  หรือการสัมผัสก็ไม่มี  เพราะเห็นความอืดเห็นความสกปรกจับอยู่ที่ขั้วหัวใจ  การพิจารณาร่างกายในด้านอสุภกรรมฐาน  เป็นการตัดความกำหนัดยินดีในรูป  เสียง  กลิ่น  รส  และสัมผัส  จนกระทั่งความรู้สึกในเพศไม่มี  การยอมรับนับถือกฎธรรมดาของโลก  ใครเขาด่าก็ถือว่าเป็นธรรมดา  เขาเสียดสีก็เป็นเรื่องธรรมดา  ใจไม่มีความหวั่นไหวสะทกสะท้าน  ไม่มีความหนักใจหรือเจ็บใจ   ถือว่าธรรมดาของคนเกิดมาในโลกเป็นอย่างนี้  อย่างนี้ชื่อว่าตัดโทสะลงไปเสียได้  เมื่อเราตัดโทสะได้  ตัดกามราคะได้  ทังสองประการท่านเรียกว่า  “พระอนาคามี”  และถ้าท่านพุทธบริษัทมีจิตเป็นเอกัคคตารมณ์  เห็นว่าร่างกายเป็นแดนแห่งความทุกข์  ร่างกายเป็นอนิจจัง  ให้ใจเราคิดไว้เสมอว่า  ร่างกายของเรานี่สกปรก  หาความเที่ยงไม่ได้  ทุกขัง  เป็นทุกข์ อนัตตา  มันจะสลายตัวไปในที่สุด  เราอาศัยมันอยู่เราก็ปฏิบัติตามหน้าที่  ถ้ามันสลายตัวเมื่อไรเรากับมันเลิกกัน  เราไม่ต้องการร่างกายอีก  ทรงสติสัมปชัญญะให้ดี  ทรงอสุภสัญญาเป็นปกติ  มีจาคานุสสติกรรมฐาน  จิตใจให้ทานเป็นปกติ  มีสีลานุสสติกรรมฐาน  ทรงศีลเป็นปกติ  พรหมวิหาร 4 เป็นปกติ  เห็นว่าร่างกายไม่ใช่เรา  ไม่ใช่ของเรา  มันจะพังเมื่อไรก็ช่างมัน  ยอมรับนับถือกฎธรรมดาเป็นปกติ  อย่างนี้เราเข้าอริยมรรค  อริยผลได้ไม่ยากนัก  การเจริญกรรมฐานความมุ่งหมายมีเพียงเท่านี้

                                -ขอเตือนว่า  ท่านจะใช้กรรมฐานกองใดกองหนึ่งก็ตาม  จงใช้กองนั้นให้ถึงอรหัตผล  ในเมื่อเราเริ่มทำสมถะกองใด  จงใช้สมถะกองนั้นให้ถึงอรหัตผล  คือว่าไม่ต้องไปเที่ยววิ่งไปหาที่โน่นไปหาที่นี่  ไอ้ความดีหรือไม่ดีมันอยู่ที่จิตของเรา  ทราบไว้แต่เพียงเท่านี้  การพลั้งพลาดที่ผ่านมาแล้วจงถือว่าเป็นครู  คำว่าพลั้งพลาดในที่นี้เพราะเราใช้เวลามาก  แต่ทว่าผลแห่งการปฏิบัติมีผลน้อย  ที่เป็นอย่างนี้เพราะขาดความเข้มแข็งของจิตไม่เอาจริงเอาจัง  สักแต่ว่าทำ  แต่ไม่สามารถจะทำจิตใจให้เบาบางจากกิเลสได้  จรณะ 15  ฟังแล้วไม่ปฏิบัติ  บารมี 10 ฟังแล้วไม่สนใจ  อิทธิบาท 4  ฟังแล้วก็วางไว้  พรหมวิหาร 4  ฟังแล้วก็ทิ้งไป  ที่เราไม่สามารถจะก้าวเข้าไปสู่ระดับความดีได้  เพราะว่าขาดคุณธรรมประเภทนี้ และสำหรับคำภาวนา

                                -สิ่งสำคัญเวลาภาวนาจะภาวนาว่าอย่างไร  ภาวนาตามชอบใจ  ภาวนาว่าอย่างไรก็ได้ให้จิตสบาย  ถ้าภาวนาขั้นต้นตามที่เราต้องการแล้วจิตเริ่มสบาย  ให้ภาวนาต่อว่านิพพานสุขัง  เราเคยภาวนาพุทโธก็ดี  นะมะพะธะก็ดี  สัมมาสัมพุทโธก็ดี  ก็ให้ภาวนาขึ้นต้นไปก่อน  พอจิตสบายเริ่มเป็นสุขให้ต่อว่า นิพพานสุขัง  จิตจะรักพระนิพพาน ถ้าเป็นอย่างนี้ทุกคนทรงความเป็นพระได้  แล้วถ้าตายเมื่อไรก็อาศัยคำว่านิพพานสุขัง  จิตจะรักพระนิพพานเป็นอารมณ์  วันไหนจะตาย  ถ้าเป็นฆราวาส  วันนั้นจะเป็นพระอรหันต์แล้วก็นิพพานวันนั้น  ถ้าถึงนิพพานก็จบเรื่องกัน

                                -สมาธินี่มันจำเป็น  แต่คนถามไม่รู้จักสมาธิ  ไอ้ตัวนึกถึงนิพพานมันเป็นสมาธิอยู่แล้ว  สมาธิแปลว่าตามนึกถึง  ถ้านึกถึงนิพพานเขาเรีกอุปสมานุสสติกรรมฐาน  ทีนี้ถ้าการนึกถึงนิพพานอย่างเดียว  เรารักนิพพาน  ภาวนาว่า “นิพพานัง  ปรมัง  สุขัง” บ้าง  “นิพพานะ สุขัง”  บ้าง   “นิพพานัง”  บ้าง  แต่ว่าก็ต้องดูอารมณ์ใจฝึกไว้อีกส่วนหนึ่ง  คนที่ไปนิพพานได้ต้องไม่ห่วงร่างกาย  อันนี้ต้องฝึกไว้ด้วยนะ  ต้องฝึกไว้ว่าขึ้นชื่อว่าร่างกายมันเป็นทุกข์  สภาพของความทุกข์  ที่เรามีความทุกข์ เกิดขึ้นทุกอย่าง

                                1.  ความหิว  ถ้าเราไม่มีร่างกายมันก็ไม่หิว  มันหิวเพราะมีร่างกาย

                                2.  หนาวเกินไป ร้อนเกินไป  ก็เพราะร่างกาย

                                3.  ป่วยไข้ไม่สบายก็เพราะร่างกาย

                                4.  ต้องมีงานหนักก็เพราะร่างกาย

                                5.  การพลัดพรากจากของรักของชอบใจก็เพราะร่างกาย

                                6.  ความตายมาถึง เพราะร่างกาย

                                ก็ใช้ปัญญาทบทวนไปว่า  คนระดับชั้นไหนบ้างที่มีร่างกายไม่ทุกข์  ถ้าเราจะเกิดอีกกี่ชาติ  ถ้าเรามีร่างกายอย่างนี้มันก็ทุกข์อย่างนี้  แล้ขึ้นชื่อว่ามีร่างกาย  มีขันธ์ 5 แบบนี้  เราจะไม่มีกับมันอีก  เราต้องการจัดเดียวคือนิพพาน  ทำใจแน่นอนแล้วภาวนาว่า  “นิพพานัง  ปรมัง  สุขัง”  ก็ได้  “นิพพานัง”  ก็ได้  ต้องคิดอย่างนี้ก่อนแล้วก็ภาวนาต่อไป  อย่างนี้ใช้ได้  ถ้าเป็นอย่างนี้  เวลาใกล้จะตายจริง ๆ  อารมณ์จิตที่เราพิจารณามันจะรวมตัว  มันจะมีความรู้สึกเบื่อหน่ายในร่างกาย  และวางเฉยในร่างกาย  จะมีความรู้สึกว่าการตายมีความสุข มีความสุขกว่านี้ก็ไปนิพพาน




แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน