• redribbons07
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : meaw459@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-07-23
  • จำนวนเรื่อง : 2515
  • จำนวนผู้ชม : 2511622
  • ส่ง msg :
  • โหวต 712 คน
Redribbons:Taloktoktak
Hello:Have a nice day.
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/redribbons07
วันพุธ ที่ 26 ธันวาคม 2561
Posted by redribbons07 , ผู้อ่าน : 710 , 07:48:55 น.  
หมวด : เศรษฐกิจ

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน redribbons07 โหวตเรื่องนี้

 ขึ้นดอกเบี้ยแล้วอย่างไร : ยุคดอกเบี้ยต่ำผ่านพ้นไปแล้ว เมื่อคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่มีผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นประธาน มีมติ 5 ต่อ 2 เสียงให้ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% จากเดิม 1.50% เป็น 1.75% ต่อปี 

.

.

(Dec 25) ขึ้นดอกเบี้ยแล้วอย่างไร : ยุคดอกเบี้ยต่ำผ่านพ้นไปแล้ว เมื่อคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่มีผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นประธาน มีมติ 5 ต่อ 2 เสียงให้ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% จากเดิม 1.50% เป็น 1.75% ต่อปี เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นการปรับครั้งแรกในรอบ 7 ปี

สิ่งที่ต้องจับตาต่อไป ก็คือ ธนาคารพาณิชย์จะส่งผ่านนโยบาย ดังกล่าว ด้วยการขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก กับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในอัตราเท่าใด และขึ้นกับกลุ่มไหน

เริ่มแรกการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายจะส่งผลกระทบต่อดอกเบี้ยในตลาดซื้อคืนพันธบัตร ระยะเวลา 1 วัน (1-Day Repurchase Rate) ที่เป็นตลาดที่คอยปรับสภาพคล่องให้กับธนาคารพาณิชย์ มีธนาคารชาติเป็นผู้ดูแล

เมื่ออัตราดอกเบี้ยในตลาดซื้อคืนพันธบัตรขยับ ก็จะทำให้ต้นทุนแบงก์ทางการเงินของแบงก์พาณิชย์เพิ่ม และต้องไปปรับอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก-เงินกู้ตามไปด้วย

แต่การปรับอัตราดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ อาจไม่ใช่สัดส่วนเดียวกันกับอัตราดอกเบี้ยนโยบายก็ได้ ขึ้นกับสภาพคล่อง ฐานลูกค้า ฯลฯ ของธนาคารแต่ละแห่ง

ทว่าสิ่งที่แน่ๆ ก็คือดอกเบี้ยในตลาดจะไม่สามารถยืนอยู่ในอัตรา โดยเฉพาะถ้าใครเป็นหนี้ก็ต้องเจอกับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่จะปรับขึ้นมา

เหตุผลที่แบงก์ชาติขึ้นดอกเบี้ยเพื่อลดปัญหาสินเชื่อในบางธุรกิจ อาทิ ภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ขยายตัวในอัตราสูง จนทำใหเกิดความเสี่ยงต่อภาวะฟองสบู่

ขณะเดียวกันภาวะอัตราดอกเบี้ยต่ำในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้เกิดปัญหาข้างเคียงคือหนี้ภาคครัวเรือนที่มีการกู้ยืมมากขึ้น อัตราหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้เริ่มขยับ ขณะที่อัตราการออมลดต่ำลงจากอัตราดอกเบี้ยที่ไม่จูงใจ

การขึ้นดอกเบี้ยก็เพื่อปรับสภาพที่เป็นอยู่ หวังลดการกู้ยืม เพิ่มการออม ป้องกันฟองสบู่

นอกจากนั้น การขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย ยังทำให้ธนาคารชาติมีเครื่องมือในการดำเนินนโยบายรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมากขึ้น

เศรษฐกิจโลกเริ่มเข้าสู่ภาวะชะลอตัว จากสารพัดปัจจัย และจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย แบงก์ชาติจึงมีความจำเป็นต้องมีกระสุนสำรอง ก็คือ ส่วนต่างของอัตรานโยบายดอกเบี้ยไว้รับมือ

ประเด็นสำคัญที่ยังต้องจับตา ก็คือ การขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย จะเป็นการขึ้นต่อเนื่อง หรือขึ้นแล้วหยุดพักไปก่อน เพื่อให้เกิดการปรับตัว

แม้ธนาคารชาติเองจะพูดทำนอง การขึ้นอัตราดอกเบี้ยของไทย จะไม่เหมือนกับการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ ที่ตั้งหน้าตั้งตาขึ้นมาตลอด แต่ทว่าจะขึ้นมาก-น้อย ก็ต้องดูปัจจัยทางเศรษฐกิจเป็นองค์ประกอบที่สำคัญ

หมายความว่า แม้จะมีโอกาสขึ้นแล้วหยุดสักพัก แต่ก็มีโอกาสจะขึ้นอีก โดยเฉพาะเมื่อไทยเป็นประเทศสุดท้ายในภูมิภาคนี้ที่ปรับขึ้นดอกเบี้ย

ทุกอย่างจึงไม่แน่ อะไรก็เกิดได้

ที่ทำได้ ก็คือ ต้องปรับตัว ลดหนี้สิน รับมือความเปลี่ยนแปลง

คอลัมน์ ณ มุมขวา โดย ณ กาฬ เลาหะวิไลย

Source: Posttoday
https://www.posttoday.com/columnist/nhakran/574944

 
 ขอขอบคุณบทความแชร์จาก Bank of Thailand Scholarship Students

 





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
redribbons07 วันที่ : 26/12/2018 เวลา : 07.49 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/redribbons07

(Dec 16) ปัจจัยเสี่ยงรุมเร้า ตลาดหมีลากยาวครึ่งปีหน้า: เหลืออีกเพียงไม่ถึง 1 สัปดาห์ ก็จะส่งท้ายปีเก่า 2018 เข้าสู่ปีใหม่ 2019 กันอย่างเป็นทางการกันแล้ว แต่ดูเหมือนบรรยากาศในตลาดทุนโลก เวลานี้จะไม่อยู่ในโหมดพร้อมรื่นเริงกัน เท่าไร เพราะกำลังเผชิญมรสุมข่าวร้ายที่ทำให้ดัชนีหุ้นหลายแห่งทั่วโลกเข้าสู่ "ตลาดหมี" หรือภาวะที่หุ้นดิ่งลงไป 20% จากราคาปิดสูงสุดครั้งก่อนไปเรียบร้อยแล้ว

ซีเอ็นเอ็นมันนี่ ระบุว่า ขณะนี้มีหุ้น 8 ตัวเด่นๆ ทั้งในตลาดเกิดใหม่และตลาดประเทศพัฒนาแล้วที่เข้าสู่ภาวะตลาดหมีในเชิงเทคนิคไปเรียบร้อย

ตั้งแต่เซี่ยงไฮ้ ไปจนถึงโตเกียว แฟรงก์เฟิร์ต และมิลาน ซึ่งอาจ เรียกได้ว่าเป็นภาวะตลาดหมีโลกได้แล้ว หลังจากที่ตลาดหุ้นอยู่ในภาวะขาขึ้นมาตลอดหลายปี โดยเฉพาะ ในปี 2017 ที่ผ่านมา

และที่สำคัญ ตลาดสหรัฐเอง ก็ยังร่วมเป็นส่วนสำคัญในศึกเดือนแดงเดือดนี้ด้วย นำโดยดัชนี แนสแด็ก คอมโพสิต (Nasdaq Composite) ซึ่งเป็น 1 ใน 3 ดัชนีตลาดหลักของสหรัฐที่เข้าสู่ภาวะตลาดหมีไปเรียบร้อยแล้ว หลังจากมีราคาดิ่งลงไปรวม 21.9% นับตั้งแต่ราคาปิดสูงสุด เมื่อวันที่ 29 ส.ค.ที่ผ่านมา และเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี หรือนับตั้งแต่วิกฤตการณ์ภาคการเงินเมื่อปี 2008 ที่ดัชนีแนสแด็กเข้าสู่ภาวะตลาดหมี

การดิ่งลงของดัชนีแนสแด็กเป็นตัวสะท้อนสำคัญว่าหุ้นกลุ่มอินเทอร์เน็ตและเทคโนโลยีหลัก 5 ตัวในกลุ่ม FAANG คือ Facebook Apple Amazon Netflix และ Google กำลังอ่อนแรงลง หลังจากที่เป็นหัวหอกนำการวิ่งขึ้นในสหรัฐมาหลายปี ซึ่งยิ่งตอกย้ำความกังวลว่า ภาวะตลาดกระทิงที่ราคาวิ่งขึ้นติดต่อกันมาหลายปีสูงสุดในหน้าประวัติศาสตร์ของสหรัฐอาจปิดฉากลงในเร็วๆ นี้

ส่วนอีก 2 ดัชนีตลาดหลักในสหรัฐก็ยังอยู่ในสถานการณ์ที่น่าจับตาไม่น้อยไปกว่ากัน โดยดัชนีอุตสาหกรรมเฉลี่ยดาวโจนส์ร่วงลงไปรวม 16.3% นับจากราคาปิดสูงสุดเมื่อวันที่ 3 ต.ค. ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 ร่วงไปรวม 17.5% จากราคาปิดวันที่ 20 ก.ย. ซึ่งดัชนีหลายตัวหรือคิดเป็นสัดส่วนมากถึงกว่า 60% ในกลุ่ม S&P 500 นั้นมีราคาดิ่งไปทะลุ 20% หรือเข้าสู่ Bear Markets ไปเรียบร้อยแล้ว

ปีเตอร์ แฮร์ริสสัน ประธาน เจ้าหน้าที่บริหารของบริษัทจัดการ หลักทรัพย์ชโรเดอร์ ให้เหตุผลว่า การ ที่ตลาดหุ้นและตลาดบอนด์ทั่วโลก ส่วนใหญ่ต่างดิ่งลงในปีนี้ เป็นเพราะกำลังเจอกับสถานการณ์ยำใหญ่ของปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ตั้งแต่การขึ้นดอกเบี้ยหลายระลอก ไปจนถึงปัจจัยการเมือง เช่น เบร็กซิต รวมถึงสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน และปัจจุบันยังมีความเสี่ยงเรื่องแนวโน้มเศรษฐกิจโลกอ่อนแรงลงมากดดันเพิ่มด้วย

เหล่านี้ยังไม่รวมปัจจัยการเมืองภายในอย่างภาวะชัตดาวน์ ที่รัฐบาลประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ขัดแย้งกับสภาคองเกรสในเรื่องงบประมาณสร้างกำแพงกั้นชายแดนสหรัฐ จนเรื่องไปค้างที่วุฒิสภา และยังไม่มีทีท่าว่า จะผ่านงบได้ภายในปีนี้ ทั้งที่พรรค รีพับลิกันครองเสียงส่วนใหญ่ทั้งในสภาสูงและสภาล่าง

นีล เชียร์ริง หัวหน้านักเศรษฐ ศาสตร์จากแคปิตัล อีโคโนมิกส์ มองว่า ทิศทางเศรษฐกิจปีหน้ามีแนวโน้มจะยิ่งท้าทายมากขึ้น ซึ่งอาจจะเป็นอีกเหตุผลที่มีน้ำหนักต่อตลาดทุนในเวลานี้ และยังคาดว่าสถานการณ์ตลาดหุ้นโลกในปีหน้าจะน่าเหนื่อยยิ่งกว่า

ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้จึงมีการคาดการณ์กันว่า เดือน ธ.ค. 2018 อาจทุบสถิติเป็นเดือนธันวาทมิฬ ที่ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์และดัชนี เอสแอนด์พี 500 ทำผลงานได้แย่ที่สุด นับตั้งแต่ช่วงวิกฤตการณ์เศรษฐกิจตกต่ำเมื่อปี 1931 เป็นต้นมา

นักวิเคราะห์หลายฝ่ายกำลังจับตาว่า ภาวะตลาดหมีที่ว่านี้อาจขยายวงลุกลามต่อไปอีกระยะ หรืออย่างน้อยที่สุดตลาดหุ้นสหรัฐก็มีสิทธิแย่ ต่อเนื่องไปอีกจนถึงครึ่งปีหน้า จนกว่าดอกเบี้ยขาขึ้นของสหรัฐจะไต่ไปถึงจุดพีก ก่อนที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะต้องชะลอการขึ้นดอกเบี้ยลงมาเพราะการอ่อนแรงของเศรษฐกิจโลก

ซีเอ็นบีซี อ้างมุมมองนักวิเคราะห์ของธนาคาร แบงก์ ออฟ อเมริกา เมอร์ริล ลินช์ (BofA) ว่า ภาวะตลาดหมีน่าจะต่อเนื่องไปถึงช่วงครึ่งปีหน้าตามทิศทางการขึ้นดอกเบี้ย แต่สถานการณ์ก็ไม่น่าจะเลวร้ายมากเกินไป เพราะเชื่อว่ายังมีปัจจัยบวก ที่ผลประกอบการบริษัทในกลุ่ม S&P 500 น่าจะสูงสุดทุบสถิติใหม่ และยังมีปัจจัยอัพไซด์อีกเยอะในปีหน้า

ด้านวาณิชธนกิจ โกลด์แมนแซคส์ มีความเห็นสอดคล้องกันว่า เศรษฐกิจสหรัฐปีหน้าจะยังขยายตัว ได้ดีอยู่ จากในปัจจุบันที่ยังโตมาได้เพียงครึ่งทางเท่านั้น เพราะแม้จะมีปัจจัยลบ โดยเฉพาะเรื่องการเมืองมาฉุดความเชื่อมั่นไปมาก แต่โดยพื้นฐานแล้วสหรัฐยังคงแข็งแกร่ง นำโดยการเติบโตในไตรมาสนี้ที่คาดว่าจะขยายตัว 2.7%

สำหรับตลาดเอเชียนั้น บริษัทจัดการหลักทรัพย์เจพีมอร์แกน มองว่า ตลาดหุ้นเอเชียจะเริ่มฟื้นตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับปีนี้ เพราะพื้นฐานยังแข็งแกร่ง และตลาดมีราคาถูกลงมามากแล้วในปีนี้

ขณะเดียวกัน ปัจจัยดึงดูดฝั่งเอเชียยังเป็นเพราะค่าเงินดอลลาร์ที่จะกลับมาอ่อนค่าลง หลังจากที่เฟดลดการขึ้นดอกเบี้ย และยังเป็นเพราะปัญหาการขาดดุลงบประมาณและ ดุลบัญชีเดินสะพัด ซึ่งการที่เงินดอลลาร์มีทิศทางอ่อนค่าลงจะช่วยให้ตลาดในฝั่งเอเชียมีแรงดึงดูดกลับไปลงทุนใหม่ในปีหน้า

ในช่วง 6 เดือนหลังจากนี้ ตลาดจึงยังเต็มไปด้วยความผันผวนจาก ทั้งสงครามการค้าและปัจจัยการเมืองโลก ซึ่งยังมีโอกาสที่จะดิ่งลงอีก แต่ภายใต้พื้นฐานที่ยังแกร่งในเศรษฐกิจมหภาคของสหรัฐ และโอกาสที่เอเชียจะยังดึงดูดเงินลงทุนได้ ตลาดหุ้น จึงไม่น่าจะกลับมาเลวร้ายเหมือนเมื่อ 10 ปีก่อนอีกครั้ง

โดย นันทิยา วรเพชรายุทธ

Source: Posttoday

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< ธันวาคม 2018 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30 31          



[ Add to my favorite ] [ X ]


คุณมาเยี่ยมบล็อก Redribbons07 จากสื่อใด
เป็นสมาชิกบล็อก oknation และอ่านประจำ
94 คน
จาก Icon comment ของ redribbons07
29 คน
จาก forward mail
8 คน
เพื่อนแนะนำ
9 คน
อื่น ๆ
68 คน

  โหวต 208 คน