• redribbons07
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : meaw459@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-07-23
  • จำนวนเรื่อง : 2510
  • จำนวนผู้ชม : 2461076
  • ส่ง msg :
  • โหวต 712 คน
Redribbons:Taloktoktak
Hello:Have a nice day.
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/redribbons07
วันศุกร์ ที่ 28 ธันวาคม 2561
Posted by redribbons07 , ผู้อ่าน : 591 , 15:13:11 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน นายยั้งคิด โหวตเรื่องนี้

 

4 พรรคว่าที่แกนนำรัฐบาลใหม่ สู้ไม่ถอยประชานิยม-สวัสดิการ-


นโยบายเลือกตั้งฉบับเปิดตัวพรรคใหญ่ ว่าที่แคนดิเดต-แกนนำจัดตั้งรัฐบาล ยังย่ำอยู่ในรอย “ประชานิยม” ต่อยอดด้วยความเป็น “รัฐสวัสดิการ”

4 พรรคใหญ่ที่มีแกนนำระดับอดีตนายกรัฐมนตรี และว่าที่นายกรัฐมนตรี ทั้งหัวลวง-หัวจริง อาทิ พรรคฝ่ายทักษิณ ชินวัตร พรรคที่คาดว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะร่วมวง พรรคที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ งำประกายไว้ชิงธง และพรรคสายแข็ง รัฐสวัสดิการในเงาของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

52 ล้านเสียง คือตัวประกันในนามผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 24 กุมภาพันธ์ 62

พปชร.พลิกประชานิยมเป็นรัฐสวัสดิการ

พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) พรรค “ตัวเต็ง” ที่จะสานนโยบายต่อจากรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จากพรรคเกิดใหม่สู่พรรคใหญ่ปักธง 150 ที่นั่งในสภา ส.ส.

“สุวิทย์ เมษินทรีย์” รองหัวหน้า พปชร. ตั้งโจทย์ของประเทศในศตวรรษที่ 21 ว่า

“ต้องมี big idea ให้ประชาชนซื้อให้ได้และมีเสียงที่เพียงพอ ไม่ได้ซื้อเพื่อระยะสั้น แต่ซื้อเพื่ออนาคตประเทศ”

ประชาชนยังมีหนี้สินอยู่ ให้ปลด ลดหนี้ และมีเงินออม การสร้างสังคมสวัสดิการ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เปรียบเสมือนเป็นแพลตฟอร์มขจัดความยากจน ลดความเหลื่อมล้ำ

“จะให้เป็นแต้มต่อของกับประชาชน สังคมที่เท่าเทียม เปลี่ยนสังคมให้เป็นรัฐสวัสดิการ ไม่ใช่ประชานิยมเหมือนในอดีต คนที่ขาดก็ต้องเติม คนที่เกินก็ต้องรู้จักปัน สร้างสังคมเกื้อกูลและแบ่งปัน”

“สุวิทย์” ยืนยันว่า “วันนี้ประชานิยมอย่างเดียวไม่พออีกแล้ว”

สร้าง-เสริม-ปรับ-เปลี่ยน

“สังคมประชารัฐ” คือ “สร้าง-เสริม-ปรับ-เปลี่ยน”

“สร้าง” หลักประกัน 3 เรื่อง ได้แก่ สวัสดิการแห่งรัฐ สุขภาพถ้วนหน้า หมดหนี้ มีเงินออม

“เสริม” ความเข้มแข็งของฐานราก-เกษตรยั่งยืน และชุมชนเข้มแข็ง การจ้างงานในชุมชน เกษตร กระจายอำนาจ กระจายโอกาส กระจายความเจริญในระดับภูมิภาค

“ปรับ” โครงสร้างเศรษฐกิจ 4 ระบบ ได้แก่ ระบบเศรษฐกิจยั่งยืน-เศรษฐกิจฐานนวัตกรรม-เศรษฐกิจแบ่งปัน-เศรษฐกิจฐานข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์

ปชป.อาสาแก้ปัญหา ศก.ปากท้อง

ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) พรรคเก่าแก่ที่สุด “ตัวแปรสำคัญ” ในการจัดตั้งรัฐบาล “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้า ปชป.โฟกัสปัญหา ปากท้องของเกษตรกร-ผู้ใช้แรงงาน

“เมื่อราคาสินค้าเกษตรไม่ดี ไม่ใช่แค่เกษตรกรเดือดร้อนแต่พ่อค้าแม่ขายทั่วประเทศขายของไม่ได้ ขณะที่ผู้ใช้แรงงานสะท้อนเรื่องรายได้ไม่พอรายจ่าย ควบคู่ไปกับปัญหาหนี้สิน”

“อภิสิทธิ์” อาสาแก้ปัญหาใหญ่เศรษฐกิจไทย 3 เรื่อง ได้แก่ 1.ปัญหาเฉพาะหน้า-เศรษฐกิจไม่ดีเพราะคนไม่มีกำลังซื้อ-รายได้ไม่พอ 2.ขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ และ 3.ความเหลื่อมล้ำ

“โฉนดสีฟ้า”-ส.ป.ก.แลกเงิน

2 กลุ่มสำคัญที่ถูก “ล็อกเป้า” ได้แก่ “กลุ่มเกษตรกร” และ “กลุ่มผู้ใช้แรงงาน” กลุ่มเกษตรกร คือ 1.ไม่มีที่ดินทำกิน ไม่มีความมั่นคงในหลักประกันที่อยู่อาศัย จำเป็นต้องยกระดับการถือครองที่ดินภายใต้ “โครงการโฉนดสีฟ้า”

“หลักการสำคัญมี 2 ข้อ ข้อที่ 1 คนที่ครอบครองที่อยู่อาศัยและที่ทำกินต้องมีความมั่นคง มีความมั่นใจว่าจะสามารถทำต่อไปได้ และข้อที่ 2 ต้องสามารถใช้ที่ดินในการสร้างโอกาสให้กับตัวเอง อาทิ หลักประกันในการกู้ยืม”

รวมถึงต่อยอดโฉนดชุมชน โดยออกเอกสารสิทธิให้กับชุมชนในพื้นที่ข้อพิพาทกับรัฐทั้งที่ค้างไว้และครอบคลุมอีกหลายพื้นที่

ยกระดับที่ดิน ส.ป.ก.ของเกษตรกรรายย่อยไม่เกิน 50 ไร่ ให้สามารถนำเอกสารเป็นหลักประกันเพื่อเข้าถึงแหล่งเงินทุน พัฒนาพื้นที่ใน ส.ป.ก.ให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น เร่งออกโฉนดให้ครอบคลุมทุกพื้นที่เพื่อสร้างหลักประกันความมั่นคง

ขณะที่ปัญหาเรื่องน้ำจะปลดล็อกการเข้าถึงน้ำทุกไร่นา หรือ “กองทุนน้ำชุมชน” สนับสนุนให้เกิดสระน้ำขนาดกลาง-เล็ก

ประกันรายได้เกษตร-ค่าแรงขั้นต่ำ

จะฟื้นโครงการประกันรายได้สินค้าเกษตร ข้าวต้องไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นบาทต่อเกวียน ปาล์ม 4 บาทต่อตัน ยางพาราไม่ต่ำกว่า 60 บาทต่อกิโลกรัม และนำนโยบายหลัก “ประกันรายได้ขั้นต่ำ-จ่ายส่วนต่าง” มาใช้สำหรับ “กลุ่มผู้ใช้แรงงาน” ต้องไม่ต่ำกว่า 120,000 บาทต่อปี

อุดหนุนกลุ่มผู้สูงอายุจะเพิ่ม “เบี้ยยังชีพ” ผู้สูงอายุเป็น 1,000 บาทต่อเดือน และปรับปรุงโครงการการออมเพื่อชราภาพทั้งหมด เช่น ประกันสังคม กองทุนเงินออม กองทุนสวัสดิการชุมชน

กลุ่มสุดท้าย “กลุ่มผู้ยากไร้” หรือผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 14.5 ล้านคน จะ “เติมเงินสด”-“โอนตรง” เข้าบัญชี ใส่บัตร 800 บาทต่อเดือน โดยไม่มีเงื่อนไขเพื่อให้เศรษฐกิจของชุมชนหมุนเวียนทั้งระบบ

และนโยบายหลักด้านการศึกษา คือ “เกิดปั๊บ รับสิทธิเงินแสน” เบี้ยเด็กเข้มแข็ง 0-8 ปี 1,000 บาทต่อเดือนแบบถ้วนหน้าตั้งแต่แรกเกิด

พท.สร้างรายได้-ขยายโอกาส

พรรคเพื่อไทย (พท.) “สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรค ออกจากกรอบพรรคเจ้าของ “ต้นฉบับประชานิยม”-ย้อนศรนโยบายประชารัฐของ “รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์”

ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อไทย พุ่งเป้าเปิดนโยบายกระทบรัฐบาลทหารที่ใช้งบประมาณหลายล้านล้านเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจว่า พรรคจะทำการ rematching resources ประเทศใหม่ จะใช้งบประมาณทุกบาททุกสตางค์อย่างชาญฉลาดเกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชน

“สร้างโอกาสให้คนไทยได้เป็นเจ้าของธุรกิจ สร้างรายได้ด้วยความรู้และเทคโนโลยีของโลกยุคใหม่ สินทรัพย์ของโลกยุคใหม่ คว้าโอกาสในการสร้างรายได้”

“แก้หนี้คนไทยด้วยรายได้ เพิ่มกำลังซื้อให้คนไทยทั้งประเทศ”

“ไม่พึ่งพาเศรษฐกิจโลกที่กำลังทรุดลง ทั้งเรื่องการส่งออก การท่องเที่ยว ต้องเพิ่มกำลังซื้อในประเทศ ต้องยืนแข็งแรงบนขาของตัวเอง จะใช้ความสามารถในเวทีโลกผลักดันราคาสินค้าเกษตรให้สูงขึ้น เช่น ยางพารา ข้าว”

ขณะที่ “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” คณะทำงานด้านเศรษฐกิจที่ถูก “เลื่อนชั้น” ขึ้นมาเป็นหัวหน้าเศรษฐกิจพรรค ขันอาสาพาคนไทยหลุดจากกับดักรายได้ปานกลาง-ไม่พึ่งพาการลงทุนจากต่างประเทศ เพราะเศรษฐกิจต้องเกิดขึ้นจากคนในประเทศ ต้องสร้างเกษตรกร SMEs สร้างอุตสาหกรรมในประเทศให้เข้มแข็ง

“คนจะหาความรู้ได้ต้องมีโอกาส มีความเท่าเทียม เอาประชาชนเป็นศูนย์กลาง สร้างโอกาสให้ประชาชนเข้มแข็งขึ้น แต่ไม่ใช่การแจกเงิน แจกเงินเป็นแค่ระยะสั้น ต้องสร้างโอกาส เช่น 30 บาท รักษาทุกโรค โอท็อป กองทุนหมู่บ้าน”

พรรค “คุณชายเต่า” หนุนลงทุนเมกะโปรเจ็กต์

ขณะที่พรรค (ว่าที่) พรรคร่วมรัฐบาล-พรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) ของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้ก่อตั้งพรรค ที่เปล่งรัศมีเมื่อได้ราชนิกุลในรัชกาลที่ 4 “คุณชายเต่า”-ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล อดีตเทคโน
แครตมาเป็นหัวหน้าพรรค

“คุณชายเต่า” เห็นด้วยว่าหากจะเขยื้อนเศรษฐกิจต้องมีการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานทั่วประเทศ และหากมีอำนาจสิ่งแรกที่จะทำในโลก คือ การศึกษา ค้นคว้า และวิจัย ในรูปแบบ apply research ให้เกิดขึ้นให้ได้

โดยเฉพาะ apply research เพราะเวลานี้ R & D ของประเทศไทยมีเพียง 0.5 เปอร์เซ็นต์ต่อจีดีพี แต่บางประเทศ เช่น สวีเดน 3.5-3.7 เปอร์เซ็นต์ต่อจีดีพี

“ประเทศไม่มีทางพัฒนาได้สำเร็จหากไม่มีการศึกษา ค้นคว้า วิจัย และพัฒนา 1-2 เปอร์เซ็นต์ต่อจีดีพีขึ้นไป ประเทศไทยไม่ได้ใกล้ตรงนั้นเลย ต้องแก้ให้ถูกจุด คนไทยไม่ได้ขี้เกียจ ไม่ได้เก่ง แต่คนไทยไม่มีความรู้สะสม ไม่มีการสะสมความรู้”

 ขอขอบคุณข่าวจากประชาชาติธุรกิจ 27/12/2561
https://www.prachachat.net/facebook-instant-article/news-271060?fbclid=IwAR0x0Vot0SbdlkqHJ5Xq_Mlq_zg05dCuZ5GSnk7bsTgfkNxl3r55otzcYls
 
 




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
redribbons07 วันที่ : 28/12/2018 เวลา : 15.21 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/redribbons07

พปชร.พลิกประชานิยมเป็นรัฐสวัสดิการ

พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) พรรค “ตัวเต็ง” ที่จะสานนโยบายต่อจากรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จากพรรคเกิดใหม่สู่พรรคใหญ่ปักธง 150 ที่นั่งในสภา ส.ส.

“สุวิทย์ เมษินทรีย์” รองหัวหน้า พปชร. ตั้งโจทย์ของประเทศในศตวรรษที่ 21 ว่า

“ต้องมี big idea ให้ประชาชนซื้อให้ได้และมีเสียงที่เพียงพอ ไม่ได้ซื้อเพื่อระยะสั้น แต่ซื้อเพื่ออนาคตประเทศ”

ประชาชนยังมีหนี้สินอยู่ ให้ปลด ลดหนี้ และมีเงินออม การสร้างสังคมสวัสดิการ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เปรียบเสมือนเป็นแพลตฟอร์มขจัดความยากจน ลดความเหลื่อมล้ำ

“จะให้เป็นแต้มต่อของกับประชาชน สังคมที่เท่าเทียม เปลี่ยนสังคมให้เป็นรัฐสวัสดิการ ไม่ใช่ประชานิยมเหมือนในอดีต คนที่ขาดก็ต้องเติม คนที่เกินก็ต้องรู้จักปัน สร้างสังคมเกื้อกูลและแบ่งปัน”

“สุวิทย์” ยืนยันว่า “วันนี้ประชานิยมอย่างเดียวไม่พออีกแล้ว”

สร้าง-เสริม-ปรับ-เปลี่ยน

“สังคมประชารัฐ” คือ “สร้าง-เสริม-ปรับ-เปลี่ยน”

“สร้าง” หลักประกัน 3 เรื่อง ได้แก่ สวัสดิการแห่งรัฐ สุขภาพถ้วนหน้า หมดหนี้ มีเงินออม

“เสริม” ความเข้มแข็งของฐานราก-เกษตรยั่งยืน และชุมชนเข้มแข็ง การจ้างงานในชุมชน เกษตร กระจายอำนาจ กระจายโอกาส กระจายความเจริญในระดับภูมิภาค

“ปรับ” โครงสร้างเศรษฐกิจ 4 ระบบ ได้แก่ ระบบเศรษฐกิจยั่งยืน-เศรษฐกิจฐานนวัตกรรม-เศรษฐกิจแบ่งปัน-เศรษฐกิจฐานข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์

https://www.prachachat.net/facebook-instant-article/news-271060?fbclid=IwAR2kVRZTrUaqj-pfOuDusVzURu_qVAAFvL0C_wn92hqZOhHsVpLLtKlzIiU

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
redribbons07 วันที่ : 28/12/2018 เวลา : 15.20 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/redribbons07

ด้านพรรคเพื่อไทยในยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เลือกใช้นโยบายจำนำข้าวเพราะเชื่อว่าไทยซึ่งเป็นผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ของโลกจะสามารถเป็น "ผู้กำหนดราคา" ข้าวได้เอง โดยภาครัฐกำหนดราคาจำนำข้าวเปลือกสูงกว่าราคาตลาดเป็นอย่างมาก หรือเท่ากับเป็นการดึงปริมาณข้าวในตลาดมาสู่ภาครัฐเกือบทั้งหมด และผลลัพธ์ก็ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงของโครงการทั้งในส่วนของความไม่สามารถ "ฝืน" กลไกตลาดระยะยาว และการมีปัญหาทุจริตในโครงการทั้งในส่วนของการเก็บรักษาและการระบายข้าว

จนเป็นเหตุให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต้องเป็นนักโทษหนีคดีทุจริตจำนำข้าว รวมไปถึงบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ และผู้ที่เกี่ยวข้องต้องติดคุกในคดีดังกล่าวเช่นกัน

อีกทั้งนโยบายจำนำข้าว เกษตรกรผู้ปลูกข้าวได้รับผลประโยชน์เฉพาะเกษตรกรรายใหญ่ที่มีผลผลิตมาก เช่น เกษตรกรในภาคกลางที่มีนาขนาดใหญ่ และเพาะปลูกได้หลายรอบจะเป็นผู้ได้ประโยชน์สูงสุด หรือนั่นก็คือเป็นการสร้าง "ความเหลื่อมล้ำในหมู่ชาวนา" ระหว่างชาวนารายใหญ่กับชาวนารายย่อย ทั้งยังส่งผลให้โรงสีและผู้ส่งออกที่ใกล้ชิดกับรัฐบาลได้รับผลประโยชน์อย่างมหาศาลจากการรับฝากและการระบายข้าว หรือเท่ากับเป็นการสร้าง "ความเหลื่อมล้ำระหว่างผู้ประกอบการที่ใกล้ชิดกับไม่ใกล้ชิดรัฐบาล" ได้เช่นกัน

ดังนั้นนโยบายข้าวของพรรคเพื่อไทย จะเป็นอย่างไรต่อไป จึงเป็นเรื่องที่ต้องติดตาม!

ขณะที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ใช้แผนข้าวครบวงจรเพื่อมุ่งแก้ปัญหาราคาข้าวโดยมุ่งสร้างความสมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทานข้าวในตลาด โดยหากประเทศไทยผลิตข้าวได้พอดีกับความต้องการใช้ก็จะได้ราคาข้าวที่ดีเอง แต่ผลที่เป็นจริงก็คือหลังจากใช้แผนข้าวครบวงจรแล้วสุดท้ายรัฐบาลก็ต้องจ่ายค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพให้กับเกษตรกรอยู่ดี แสดงให้เห็นถึงความไม่เข้าใจว่าแม้จะคุมผลผลิตให้เท่ากับความต้องการใช้แต่สุดท้ายไทยก็เป็นเพียงผู้รับราคาอยู่ดี ซึ่งในช่วงที่ผลผลิตออกมาก ราคาตลาดก็ลดลงเป็นปกติ

สำหรับแผนข้าวครบวงจร ท้ายที่สุดรัฐบาลจะจ่ายค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพข้าวให้กับเกษตรกรทุกราย แต่ในการดำเนินการให้เกิดสมดุลระหว่างผลผลิตกับความต้องการใช้ข้าวนั้นส่งผลให้เกษตรกรจำนวนหนึ่งต้องลดหรือเลิกการปลูกข้าวแม้ว่าจะด้วยความสมัครใจของตัวเกษตรกรเอง แต่ก็ผ่านโครงการแนะนำต่างๆ ของภาครัฐ เช่น โครงการปรับเปลี่ยนพื้นที่ไม่เหมาะสมไปปลูกพืชอื่น ซึ่งท้ายที่สุดก็จะชักจูงให้เกษตรกรเปลี่ยนวิถีชีวิตไปรับ "ความเสี่ยง" กับพืชชนิดใหม่ที่ตัวเกษตรกรเองไม่คุ้นเคย

อีกทั้งแผนข้าวครบวงจรยังพยายามแก้ไขปัญหาราคาข้าวในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดมากด้วยการใช้นโยบายจำนำ "ยุ้งฉาง" ซึ่งเกษตรกรที่เข้าร่วมได้คือกลุ่มที่มียุ้งฉางซึ่งถือเป็นส่วนน้อยเท่านั้น แม้ต่อมารัฐบาลจะมีโครงการให้กลุ่มเกษตรกรสร้างยุ้งฉางก็เป็นเพียงการสนับสนุนดอกเบี้ยให้แก่กลุ่มเกษตรกรที่ยินยอมไป "กู้เงิน" มาสร้างยุ้งฉาง

แผนข้าวครบวงจร จึงเป็นความพยายามที่จะเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตผ่านโครงการ "นาแปลงใหญ่" และ "นาอินทรีย์" ซึ่งเข้าถึงแค่เกษตรกรเพียง "บางกลุ่ม" ที่มีคุณสมบัติเพียงพอในการเข้าร่วมโครงการได้เท่านั้น

อย่างไรก็ดี เมื่อทุกพรรคมองเห็นปัญหาเศรษฐกิจที่คนไทยกำลังต้องเผชิญ โดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นพรรคคู่แข่งสำคัญในการเลือกตั้ง รวมไปถึงพรรคเกิดใหม่ในขั้วเพื่อไทย ไม่ว่าจะเป็นพรรคอนาคตใหม่ ไทยรักษาชาติ พรรคประชาชาติ และพรรคระดับกลาง ในการหาเสียงเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2562 ก็จะต้องงัดสารพัดรูปแบบออกมาโจมตีรัฐบาลบิ๊กตู่ และพรรคเหล่านี้ก็ต้องชูนโยบายเศรษฐกิจเป็นประเด็นหลัก แต่ก็ต้องไม่ลืมว่าสิ่งที่โจมตีนั้น ต้องมีทางออกและความหวังให้กับประชาชนได้ด้วย

ขณะเดียวกันประชาชนก็ต้องดูว่า นโยบายที่พรรคการเมืองต่างๆ นำมาเสนอนั้น จะสามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องได้อย่างไร แต่ถ้านโยบายดังกล่าวเป็นเพียงการขายฝันและไม่สามารถแก้ไขได้จริง คะแนนเสียงดังกล่าวจะถูกตีกลับไปยังพรรคพลังประชารัฐ ที่ชู พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีได้เช่นกัน!

http://news1live.com/detail.aspx?NewsID=9610000128737&fbclid=IwAR3ybt0hPw6f4sUDXW8vlU6CqJ2L3NmlWwP-Yc8xfmKpgpbZjWJzDvv2rPE

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
redribbons07 วันที่ : 28/12/2018 เวลา : 15.19 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/redribbons07

จับตานโยบายแก้ปัญหา 'คนกำลังจะอดตาย' “พปชร.-เพื่อไทย-ปชป.” ใครเหนือกว่า!

การเมืองปี 2562 เดือดแน่! จับตานโยบายหาเสียงจะพุ่งเป้าไปที่ปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง 'คนกำลังจะอดตาย' โดยเฉพาะตัวเลขต่างๆ จะบ่งชี้ถึงความล้มเหลวของรัฐบาลบิ๊กตู่ เทียบนโยบายแก้ปัญหาข้าวของ เพื่อไทย ประชาธิปัตย์ และรัฐบาลบิ๊กตู่ ที่กำลังจะส่งต่อพรรคพลังประชารัฐ ของใครสามารถช่วยเกษตกรได้จริง! อีกทั้งเลือกตั้งครั้งหน้า ประชาชนต้องตรวจสอบนโยบายที่บรรดาพรรคการเมืองประกาศออกมาแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้จริงหรือ? หากเป็นแค่การขายฝัน คะแนนเสียงจะเทให้พรรคพลังประชารัฐและบิ๊กตู่กลับมาเป็นนโยบายทันที!

การเมืองร้อนแล้วจ้า! ปรากฏให้เห็นชัดเจนในการเดินสาย (หาเสียง) พบปะประชาชนของนักการเมืองเกือบทุกพรรค มักจะหยิบยกประเด็นการบริหารงานที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นจุดอ่อนของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มาตอกย้ำและชี้ให้เห็นว่า 'บิ๊กตู่' บริหารงานล้มเหลว จึงไม่ควรเลือกพรรคที่สนับสนุนบิ๊กตู่เป็นนายกรัฐมนตรีกลับเข้ามาบริหารประเทศอีกต่อไป

ทั้งนี้เพราะปัญหาที่คนส่วนใหญ่ของประเทศกำลังเผชิญ กำลังถูกนำไปตอกย้ำความรู้สึกของประชาชนในระดับล่างโดยเฉพาะปัญหาเรื่องปากท้อง คนจนกำลังจะอดตาย มีการปลดพนักงานจำนวนมาก หนี้ครัวเรือนพุ่งขึ้นสูง หนี้เสียกลุ่มธุรกิจ SMEs เพิ่มสูงขึ้นจนถึงขั้นทยอยปิดกิจการตามๆ กัน ส่วนในภาคการเกษตร ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ เกษตรกรไม่มีเงินที่จะจับจ่ายใช้สอย กำลังซื้อหดหาย ส่งผลต่อภาคสินค้าอุปโภคบริโภคเช่นกัน แม้จะมีการจัดมหกรรมลดราคาตามสถานที่ต่างๆ ก็ยังไม่สามารถเรียกกำลังซื้อจากประชาชนได้

แม้รัฐบาลบิ๊กตู่จะออกนโยบายเพื่อช่วยคนจนที่มีสารพัดโครงการประชารัฐ, การแจกบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรคนจน) ซึ่งมีการใช้งบตั้งแต่ปี 2559 ต่อเนื่องมาจนล่าสุดด้วยการแจกโบนัสพิเศษคนละ 500 บาท ไว้จับจ่ายช่วงปีใหม่ ได้สร้างปรากฏการณ์คนแห่ต่อแถวยาวรอคิวกดเงินจากตู้เอทีเอ็มล้นหลาม รวมไปถึงมีการช่วยค่าน้ำประปาครัวเรือนละ 100 บาทต่อเดือน ค่าไฟครัวเรือนละ 230 บาทต่อเดือน เป็นเวลา 10 เดือน และยังใจป้ำให้ค่าเดินทางผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป 1,000 บาท ค่าเช่าบ้าน 400 บาทต่อคนต่อเดือน โดยเริ่มตั้งแต่ธันวาคม 2561 ถึงกันยายน2562

ไม่ใช่แค่นี้ รัฐบาลยังมีมาตรการช่วยเกษตรกรสวนยางอีกไร่ละ 1,500 บาท ไม่เกิน 15 ไร่ และมีการรับซื้อน้ำมันปาล์ม 1.6 แสนตัน ในราคากิโลกรัมละ 18 บาท เพื่อกระตุ้นราคาปาล์มน้ำมันในตลาดเช่นกัน

ตามด้วยมาตรการสินเชื่อด้านที่อยู่อาศัย ที่มอบหมายให้ธนาคารอาคารสงเคราะห์ไปดำเนินการวงเงิน 50,000 ล้านบาท เพื่อมุ่งหวังให้ประชาชนมีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเอง ซึ่งภายในวันเดียวมีประชาชนแห่ไปจองคิวสูงมีวงเงินถึง 127,000 ล้านบาท ทำให้ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ สั่งให้ ธอส.ไปพิจารณาจัดทำโครงการนี้ต่อเนื่องในเฟส 2

แต่ทุกๆ โครงการที่รัฐบาลบิ๊กตู่ดำเนินการนั้นกลับถูกกระแสโจมตีด้วยการเชื่อมโยงไปเพื่อการเมืองหรือเพื่อสืบทอดอำนาจทั้งสิ้น โดยเฉพาะโครงการ 'ประชารัฐ' ได้กลายเป็นแรงหนุนให้พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ที่มี นายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม ในฐานะหัวหน้า พปชร., นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ ในฐานะเลขาธิการ พปชร., นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.วิทยาศาสตร์ ในฐานะ รองหัวหน้า พปชร. และนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รมว.สำนักนายกรัฐมนตรีในฐานะโฆษก พปชร. มีแต้มต่อพรรคการเมืองอื่นๆ

“พลังประชารัฐได้เปรียบทุกประตู เพราะยังนั่งเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาล มีทั้งอำนาจ ข้าราชการในพื้นที่ยังเกรงใจต้องปฏิบัติตาม แถมยังใช้เงินหลวงหว่านลงพื้นที่ซึ่งจริงๆ ก็เป็นการใช้เงินหลวงหาเสียงให้กับพรรคตัวเอง ซึ่งข้าราชการบางคนถึงขนาดบอกให้ชาวบ้านอย่าลืมเลือกพรรคพลังประชารัฐ” อดีต ส.ส.อีสาน บอก

สิ่งที่นักการเมืองแต่ละพรรคออกมาพูดเวลานี้ แสดงให้เห็นว่าแต่ละพรรครู้ถึงปัญหาที่คนไทยกำลังเผชิญโดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ในขณะนี้ เช่น นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ คณะทำงานด้านเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย ก็ออกมาพูดถึงความล้มเหลวที่เกิดขึ้นหลังการยึดอำนาจ ซึ่งเป็นข้อมูลจากการไปทำโพลและตรงกับความเห็นของภาคธุรกิจซึ่งพบว่า หนี้ครัวเรือน4ปีที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นประมาณ 1.79 ล้านล้านบาท ที่สำคัญหนี้เพิ่มเร็วกว่ารายได้ ด้านธุรกิจSMEs หนี้เพิ่มขึ้น 9.1 หมื่นล้านบาท จากระดับ 1.38 แสนล้านบาทในปี 2557 สู่ระดับ 2.29 แสนล้านบาทในปัจจุบัน ขณะที่เกษตรกร 25 ล้านคนในประเทศยิ่งลำบาก หนี้เสียเพิ่มขึ้น 1.8หมื่นล้านบาท

นอกจากนี้ประมาณ 68% ของ GDP มาจากการส่งออกและการท่องเที่ยว ซึ่งเวลานี้ถูกควบคุมด้วยปัจจัยภายนอกค่อนข้างมาก ดังนั้นเมื่อมีปัญหาการท่องเที่ยวจึงกระทบทั้งประเทศอย่างรวดเร็ว อีกทั้งงบประมาณภาครัฐ 4 ปีที่ผ่านมาขาดดุลงบประมาณไป 2.2 ล้านล้านบาท ในความเป็นจริงเศรษฐกิจควรจะโตกว่านี้ แต่ก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้น และในช่วง 2 ปีหลัง กลับพบว่ามีเงินไหลออก 3.6 แสนล้านบาท ส่วนการลงทุนในประเทศก็ลดลงหากเทียบกับGDP ส่วนหนึ่งเป็นเพราะมีการออกฎหมายมากมาย

ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ บอกว่า ปัญหาเศรษฐกิจเกิดขึ้นทั่วโลก ประกอบกับไทยเจอกับความถดถอยทางการเมือง และการเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว ก่อให้เกิดปัญหาอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจต่ำกว่าที่ควรจะเป็น ทำให้ประชาชนอยู่ยากลำบากมากขึ้น รวมไปถึงความเหลื่อมล้ำที่สูงขึ้นในอันดับต้นๆ ของโลก

เมื่อเศรษฐกิจไม่เติบโตเท่าที่ควร รัฐบาลบิ๊กตู่ จึงต้องกระตุ้นเศรษฐกิจใช้เงินมากกว่าทุกรัฐบาลที่ผ่านมามากกว่าล้านล้านบาทแต่กลับไม่เป็นผล

พรรคประชาธิปัตย์ จึงมีนโยบายเศรษฐกิจ ด้วยการประกันรายได้คนไทย ทั้งในเรื่องของที่ดิน และการมีรายได้ของคนรากหญ้าซึ่งถือเป็นสวัสดิการของรัฐ เช่นในเรื่องของที่ดิน ประกอบด้วย

นโยบายโฉนดชุมชน เพื่อที่อยู่อาศัยและทำกิน ด้วยการออก พ.ร.บ.โฉนดชุมชน เพื่อให้สิทธิในการจัดการตนเอง ไปยังชุมชนอย่างแท้จริง

ยกระดับ ส.ป.ก. กู้ได้ เพื่อขยายโอกาสให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนของรัฐ เป็นการเพิ่มมูลค่าทางเกษตรกรรมและสามารถสืบทอดตกถึงลูกหลานได้

เดินหน้าธนาคารที่ดิน เป็นการเพิ่มที่ทำกินให้กับคนไทยซึ่งเป็นการกระจายตัวของที่ดินให้ครอบคลุมความต้องการของประชาชน

เร่งออกโฉนดที่ดินค้างท่อ ที่ตกค้างมานาน ทั้งที่ดินที่เป็นเอกสารสิทธิ ส.ค.1 น.ส.3 และเอกสารสิทธิต่างๆ ที่ชอบด้วยกฎหมายให้เสร็จโดยเร็ว

นอกจากนี้ยังมีโครงการประกันรายได้ขายข้าวเกวียนละ 10,000 บาท, การประกันค่าแรง 120,000 บาทต่อปี, เบี้ยผู้ยากไร้ 800 บาทต่อเดือน, เบี้ยผู้สูงอายุ 1,000 บาทต่อเดือน, เบี้ยเด็กอายุ 0-8 ขวบ เดือนละ 1,000 บาท เป็นต้น

พรรคพลังประชารัฐ มีนโยบายสานต่อโครงการต่างๆ ที่พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเป็นนโยบายที่ดี เป็นประโยชน์กับประชาชน ไม่ว่านโยบายนั้นจะเป็นของพรรคใดมาก่อน หรือเป็นของพรรคคู่แข่งก็ตาม เช่น นโยบาย30บาทรักษาทุกโรค ซึ่งรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ได้พิสูจน์มาแล้ว พรรคพลังประชารัฐก็จะทำต่อและบูรณาการให้พัฒนาขึ้นไปอีก

หากจะเปรียบเทียบนโยบายด้าน 'ข้าว' ของ 3 พรรค ซึ่งปัญหาหลักของข้าวคือไทยส่งออกข้าวสารเป็นจำนวนมากทำให้อยู่ในสถานะผู้รับราคา หรือ "Price Taker" และผลผลิตข้าวนาปีออกพร้อมกันทำให้ราคาลดลงชั่วคราวในช่วงผลผลิตออก ส่วนวิธีการของพรรคใดจะแก้ไขได้จริงจึงเป็นเรื่องที่ต้องติดตาม

โดยนโยบายประกันรายได้ของประชาธิปัตย์คือการดูแลให้ระดับรายได้ที่เกษตรกรจะได้รับจากการขายข้าวเปลือกไม่น้อยกว่ารายได้ขั้นต่ำที่ภาครัฐกำหนด เช่น หากราคาที่จะทำให้เกษตรกรมีรายได้จากการขายข้าวในระดับรายได้ที่รัฐบาลประกันอยู่ที่ 10,000 บาท แต่โรงสีรับซื้อจากเกษตรกร 8,000 บาท ส่วนอีก2,000 บาทที่ขาดไปนั้นรัฐบาลจะเป็นคนจ่ายให้เกษตรกรโดยตรง

พรรคประชาธิปัตย์เชื่อว่าเป็นการสะท้อนวิธีคิดที่เข้าใจถึงความเป็นจริงของข้าวที่ไทยเป็นผู้รับราคาได้เป็นอย่างดี โดยหากปีไหนที่ราคาข้าวเปลือกในตลาดต่ำจนทำให้รายได้เกษตรกรไม่ถึงระดับที่รัฐประกันก็จะได้รับการช่วยเหลือ แต่หากราคาในตลาดสูงทำให้รายได้จากการขายข้าวมากกว่าที่รัฐบาลประกันก็จะไม่ได้รับการช่วยเหลือ

วิธีการนี้ เกษตรกรผู้ปลูกข้าวทุกรายได้รับผลประโยชน์โดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อยเนื่องจากรัฐกำหนดพื้นที่สูงสุดที่เกษตรกรแต่ละรายจะเข้าร่วมโครงการได้

http://news1live.com/detail.aspx?NewsID=9610000128737&fbclid=IwAR3ybt0hPw6f4sUDXW8vlU6CqJ2L3NmlWwP-Yc8xfmKpgpbZjWJzDvv2rPE

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< ธันวาคม 2018 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30 31          



[ Add to my favorite ] [ X ]


คุณมาเยี่ยมบล็อก Redribbons07 จากสื่อใด
เป็นสมาชิกบล็อก oknation และอ่านประจำ
94 คน
จาก Icon comment ของ redribbons07
29 คน
จาก forward mail
8 คน
เพื่อนแนะนำ
9 คน
อื่น ๆ
68 คน

  โหวต 208 คน