*/
  • indexthai
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : indexthai2@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2008-04-28
  • จำนวนเรื่อง : 607
  • จำนวนผู้ชม : 643909
  • จำนวนผู้โหวต : 198
  • ส่ง msg :
  • โหวต 198 คน
<< กุมภาพันธ์ 2011 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28          

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันศุกร์ ที่ 25 กุมภาพันธ์ 2554
Posted by indexthai , ผู้อ่าน : 3525 , 23:18:45 น.  
หมวด : การศึกษา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

มหาวิทยาลัยรัฐกับการศึกษาสองระบบ : บริการสาธารณะ - รัฐวิสาหกิจ

 ครับ...ในที่สุดมหาวิทยาลัยรัฐของสังคมไทย  ก็ได้เปลี่ยนตัวเองเป็นนกมีหูหนูมีปีก มีทั้งการให้การศึกษาอย่างเป็นบริการสาธารณะ คือไม่คิดค่าเล่าเรียนโดยคำนวณต้นทุน  กับการให้การศึกษาโดยคิดกำไรเช่นมหาวิทยาลัยเอกชน   ปะปนกันอยู่ในมหาวิทยาลัยเดียว  เข้าทำนองเป็นหนึ่งมหาวิทยาลัย แต่สองระบบอย่างชัดเจนแล้ว

สภาพที่มีหนึ่งตัวตนหนึ่งทรัพยากรแต่  การศึกษาสองระบบเช่นนี้  ก็ คล้ายๆ กับโรงพยาบาลของรัฐที่ให้บริการฟรีหรือราคาถูกในเวลาราชการ   แต่พอตกเย็นค่ำก็แปลงร่างเป็นคลินิกเอกชน  ค้าขายบริการรักษาพยาบาล  คิดเงินทองเพื่อหากำไรนั่นเอง กล่าวคือ

๑. การศึกษาภาคบริการสาธารณะ

 ในภาคการศึกษาที่เป็นบริการสาธารณะนั้น   เป็นภาคการศึกษาที่รับเงินสนับสนุนจากรัฐมาให้บริการโดยไม่มุ่งค้าหากำไร   ซึ่งไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยรัฐที่ออกนอกระบบราชการแล้ว หรือที่ยังอยู่ในระบบราชการก็ตาม    ต่างก็ยังรับเงินหลวงและมีหน้าที่ให้บริการเช่นนี้อยู่  

อย่างไรก็ตามบริการสาธารณะจากมหาวิทยาลัยสองระบบนี้  ก็เริ่มแตกต่างออกจากกันบ้างแล้ว ตรงที่  ในกรณีที่เป็นมหาวิทยาลัยนอกระบบนั้นรัฐจะให้เงินอุดหนุนเป็นก้อนไปเลย  และไม่อยู่ในกำกับของรัฐบาลหรือมาตรฐานต่างๆอีกต่อไป     ดังนั้นแม้มหาวิทยาลัยเหล่านี้จะยังคงต้องระมัดระวังในการเพิ่มค่าเล่าเรียนอยู่ก็ตาม   แต่ก็เริ่มมีลูกเล่นหากินจากนิสิตนักศึกษาบ้างแล้ว    ที่ใช้กันมากก็คือการเพิ่มจำนวนที่รับเข้าศึกษา โดยไม่เพิ่มอาจารย์หรือเพิ่มจำนวนห้อง  จนเด็กล้นห้องโป่งออกมาเรียนตรงระเบียงก็มี      หรือที่หน้าด้านเปลี่ยนไปคิดค่าเล่าเรียนเหมาเป็นรายเทอม แทนการคิดตามจำนวนหน่วยกิตก็มีให้เห็นอีกเช่นกัน

 การศึกษาภาคบริการสาธารณะนี้  มีได้ทั้งปริญญาตรี  และหลังปริญญาตรี   การสอนก็มีได้ทั้งในวิทยาเขตหลัก หรือวิทยาเขตรอง  เช่นธรรมศาสตร์ก็มีที่ลำปาง  เกษตรก็มีที่กำแพงแสน หรือศรีราชา เป็นต้น

๒. การศึกษาภาควิสาหกิจ

 มหาวิทยาลัยแท้จริงต้องมีชีวิตทางวิชาการที่สมบูรณ์ครบถ้วน  คือเป็นแหล่งรวบรวมความรู้ที่มีอยู่ในโลกให้ทันกาลครบถ้วน  จากนั้นก็ต้องบ่มเพาะความรู้ให้งอกงามลึกซึ้งยิ่งขึ้นด้วยการศึกษาวิจัย    แล้วจึงมาถึงงานที่สามคือการให้บริการทางวิชาการแก่สังคมรอบตัว  

ชีวิตทางวิชาการทั้งสามด้านนี้   คือตัวตนของความเป็นมหาวิทยาลัย  ที่ต้องการการลงทุนสั่งสมในระยะยาว   และได้ผลงอกเงยในระยะยาวเช่นกัน   การคิดคำนวณเอาการลงทุนทั้งหมดมาเปรียบเทียบกับบัณฑิตที่ผลิตได้   แล้วชี้ว่ามีต้นทุนสูงอย่างนั้นอย่างนี้  จึงเป็นความคิดที่คับแคบ เห็นมหาวิทยาลัยเป็นแค่โรงเรียนเท่านั้น   ไม่เห็นประโยชน์ทางวิชาการด้านอื่น  ที่มหาวิทยาลัยได้ผลิตซ้ำให้แก่บ้านเมืองด้วย

มหาวิทยาลัยไทยก่อนปี ๒๕๔๐  ยังอยู่ในจุดที่พอจะตระหนักรู้ และรักษาหน้าที่ทั้งสามด้านนี้ไว้ได้บ้าง   แต่หลังจากวิกฤตฟองสบู่แตกและเริ่มมีการผลักดันให้มหาวิทยาลัยออกจากระบบราชการเป็นระลอกแล้ว    ผู้คนทั้งในและนอกมหาวิทยาลัยต่างก็เห็นมหาวิทยาลัยมีหน้าที่แค่ให้การศึกษา   และทุกฝ่ายต่างก็ช่วยกันปรับมหาวิทยาลัยให้ขยายการศึกษาภาควิสาหกิจ หรือภาคหากินกันอย่างขนานใหญ่    จนกลายเป็นธุรกิจขายปริญญาหรือ ประกาศนียบัตร ที่หลากหลายยิ่ง ดังนี้

หลักสูตรฝึกอบรมประกาศนียบัตร  เป็นสินค้าพวกอาหารจานเดียว อบรมความรู้เฉพาะทางต่างๆ   อาจเปิดเป็นการถาวรต่อเนื่องเป็นรุ่นๆไป  ความยาวมีตั้งแต่ ๓ เดือนถึง ๑ ปี เช่นการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์, กฎหมายมหาชน, เทคนิคการสอนภาษาอังกฤษ,วิธีการประเมินราคาที่ดินฯลฯ  หรืออาจปิดเป็นครั้งคราว เฉพาะเรื่องเฉพาะกลุ่มความต้องการก็ได้   ความยาวประมาณ ๑ - ๖ เดือน    

ทั้งหมดนี้จะวางขายกันมากทุกมหาวิทยาลัย    มีข้อน่าสนใจอยู่ตรงที่ว่า ตัวตนของสินค้านี้แท้ที่จริง  จะเป็นการนำความรู้ในตำรามาย่อขายเท่านั้น    หาใช่การนำความรู้จากการศึกษาวิจัยเฉพาะเรื่องใดๆ  มาขยายให้แก่สังคม ในเฉพาะเรื่อง เฉพาะกลุ่ม แต่อย่างใดไม่ 

ตัวอย่างเช่น  อาจารย์นิติศาสตร์คนหนึ่งได้ศึกษาวิจัยธุรกรรมทรัพย์สินทางปัญญา   ที่เอกชนไทยต้องซื้อลิขสิทธิ์ สิทธิบัตรจากต่างประเทศ  จนพบว่า มีประเด็นที่นักกฎหมายไทยต้องระมัดระวังในการเจรจาหรือทำสัญญาอย่างไรบ้าง    แล้วจึงนำมาสร้างเป็นหลักสูตรอบรมทนายของสำนักงานทนายความต่างๆ  เป็นต้น      ซึ่งจะพบว่าการอบรมต่างๆ ที่ทำกันอยู่นี้ก็หาได้เป็นการขยายผลงานศึกษาวิจัยเช่นที่ยกตัวอย่างไว้เลย   

ข้ออธิบายว่ากิจกรรมฝึกอบรมนี้เป็นงานให้บริการทางปัญญาสังคมจึงเป็นเรื่องตลก   เพราะแท้จริงเป็นการขายความรู้จุกๆจิกๆ หรือขายกระดาษประกาศนียบัตรหารายได้เข้าคณะเข้าภาควิชาเสียมากกว่า

หลักสูตรปริญญาพิเศษราคาแพง   สินค้าจานนี้เป็นอาหารฝรั่งราคาแพง   มีทั้งปริญญาหลักสูตรบริหารธุรกิจที่ฮิตกันมาเนิ่นนานสำหรับผู้ใหญ่มีตลาดลูกค้าหลายระดับ   แล้วก็เรื่อยเจื้อยมาสู่ลูกค้าเด็กๆในปริญญาหลักสูตรนานาชาติสอนเป็นภาษาอังกฤษ  มีทั้งวิศวกรรมศาสตร์,บริหารธุรกิจ,การตลาดเศรษฐศาสตร์,นิติศาสตร์  มีได้ทั้งนั้น  มีทั้งที่เปิดรับเอง หรือเปิดรับรวม   หลักสูตรอยู่เมืองไทยสอนคนไทย แต่สอนเป็นภาษอังกฤษนี้  การแข่งขันจะสูง ค่าเล่าเรียนจะสูง    จุดขายจะอยู่ที่การมีมหาวิทยาลัยต่างชาติมาเป็นพันธมิตรร่วมค้าด้วย  

หลักสูตรแบบนี้หลายมหาวิทยาลัยไม่มีจรรยาบรรณเปิดรับเอง   แล้วรับเด็กที่ไม่พร้อม   เช่นรับเด็กจบศิลปะคำนวณไปเรียนวิศวะโยธาภาษาอังกฤษ  จนต้องออกกลางคันเพราะไม่มีพื้นความรู้เพียงพอ  เสียเวลาเสียอนาคตไปเป็นอันมาก  จนทุกวันนี้ก็ยังหน้าด้านหากินทำลายเด็กกันต่อไปอีก  ข้างสภามหาวิทยาลัยก็ไม่สนใจรายงานประเมินผลการสอนที่เห็นอยู่ตำตา  สนใจแต่รายงานรายรับรายจ่ายของแต่ละหลักสูตรอยู่แค่นั้น

หลักสูตรโครงการ จ่ายครบจบแน่  หลักสูตรกลุ่มนี้เป็นการขายปริญญาให้แก่ผู้ใหญ่ทั่วไปที่ต้องการแค่ปริญญาเป็นใบเบิกทางหรือประดับตัวเท่านั้น   ไม่สนใจอยากได้ความรู้จริงๆข้างมหาวิทยาลัยก็กำลังต้องการการลงทุนน้อยๆ กำไรมากๆอยู่พอดี    พอความต้องการตรงกันอย่างนี้จึงได้เกิดการศึกษาคุณภาพต่ำระดับปริญญา สำหรับผู้ใหญ่ขึ้น  การเปิดรับนั้นมหาวิทยาลัยจะเปิดรับเอง มีทั้งเปิดรับทั่วไป หรือไปเจรจารับคนกลุ่มใดมาเรียนโดยเฉพาะเป็นโครงการเฉพาะก็ได้

ธุรกิจขายปริญญานี้ ในวิทยาเขตกลางจะมีทั้งปริญญาตรี  ปริญญาโท  และหลายมหาวิทยาลัย  จะมีคาราวานไปเปิดท้ายขายปริญญาในนามของศูนย์การศึกษาต่างๆ   ศูนย์นี้ไม่มีการลงทุนถาวร อาจเช่าโรงแรมก็ได้   ศูนย์ประชุม อบต.ข้างปั๊มน้ำมันก็ได้   พอกวาดลูกค้าผู้อยากได้ปริญญาในละแวกนั้นได้หมดแล้ว    ก็จะย้ายไปเปิดศูนย์ในจังหวัดอื่นต่อไป 

คาราวานปริญญาแบบนี้  มักจะสอนเสาร์อาทิตย์   มีอาจารย์ขึ้นเครื่องบินไปสอน ยัดวิชาเดียวลงไปในหัวสมองคน ๖ ชั่วโมงรวด   มึนกันไปหมดทั้งคนสอนคนเรียน  การวัดผลไม่ซีเรียส ขาดเรียนบ่อยก็ไม่ว่า   ถ้าจ่ายครบก็รับรองว่าจบแน่  คือได้กระดาษที่เรียกว่าปริญญาแน่ๆ เลยนั่นเอง

ตลาดปริญญาในต่างจังหวัดขณะนี้เริ่มอิ่มตัวแล้ว   เพราะมีคาราวานของมหาวิทยาลัยต่างๆวิ่งไปมาเต็มไปหมด     จนปัจจุบันจึงได้เริ่มปรับสินค้าท้ายรถสำหรับตลาดภูมิภาค  จากปริญญาตรีมาเป็นปริญญาโทกันแล้ว

๓. นกมีหู หนูมีปีก

 สภาพที่มหาวิทยาลัยของรัฐสามารถแปลงร่างกลับไปกลับมา  จนเอาดีไม่ได้ทั้งการสอนในภาคบริการสาธารณะ หรือการสอนในภาควิสากิจ   ทั้งในภาพรวมของผลงานคืองานสอน งานศึกษาวิจัย งานบริการสังคม  เช่นที่สังเขปมานี้   สาเหตุหนึ่งก็มาจากโครงสร้างของสังคมไทยเอง   ที่ไม่ได้รับคนเข้าทำงานและใช้งานโดยวัดกันตรงที่ความเข้มข้นของความรู้ความชำนาญเช่นอารยะประเทศเขา     กลับใช้กระดาษปริญญาเป็นแค่ตั๋วที่ต้องชูให้เห็นเท่านั้น

            ด้วยสภาพตลาดเช่นนี้  ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายจึงไม่สนใจเรื่องคุณภาพเลย   ครั้นเมื่อผนวกด้วยการปล่อยให้มหาวิทยาลัยกลายเป็นอิสระ ไม่ต้องรับผิดชอบต่อใครเลย  นอกจากสภามหาวิทยาลัยที่เกาหลังกันเอง ตั้งกันเองด้วยแล้ว    มหาวิทยาลัยไทยจึงกลายเป็นวิสาหกิจขายกระดาษปริญญา  อย่างเต็มตัว   ทำลายโอกาสเรียนรู้ของเด็กไทยและหลอกกินเงินผู้ปกครองไปทุกเมื่อเชื่อวัน เช่นทุกวันนี้

..............................

indexthai@yahoo.com
http://twitter.com/indexthai



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
Dr.Kaew วันที่ : 26/02/2011 เวลา : 09.43 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/learning

ด้วยจำนวนผู้เรียนที่แสวงหา "โอกาสในชีวิต"
มีปริมาณมากที่ต้องการมุ่งสู่รั้วมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง

หากคุณภาพการศึกษาเท่าเทียมกันในทุกมหาวิทยาลัย (เป็นไปได้ยาก)
และไม่ติดค่านิยมกับชื่อเสียงของมหาลัย
โดยระบบประกันคุณภาพการศึกษาต้องเข้มแข็ง

อาจช่วยการกระจุกตัวของนักศึกษาได้

เพราะตอนนี้สถานการณ์เป็นแบบ
"โง่กระจาย ฉลาดกระจุก"

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ยี่เป็งสัมทราย วันที่ : 26/02/2011 เวลา : 01.14 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/yeepengsansai
yeepeng sansai

ยอมรับว่าปัจจุบันการศึกษาเปิดกว้างให้ผู้คนได้มีโอกาสเรียนรู้สำหรับมหาวิทยาลัยของรัฐซึ่งต้องปรับตัวตามกระแสแต่ก็ยอมรับว่าการเรียนการสอนยังมีประสิทธิ์ภาพเนื่องจากข้อกำหนดของหลักสูตรยังบังคับอยู่ซึ่งผู้เรียนต้องเรียนตามเกณที่กำหนดการเรียนวิชาเดียว6ชั่วโมงคงไม่ใช่ประเด็นแต่สำหรับม เอกชนเหมาจ่ายตรงนี้ก็คงอยู่ในดุลย์พินิจของผู้เรียนว่าต้องการอะไรเอาแค่ใบหรือความรู้

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน