• arjarnRT
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : rt201dpu@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2009-05-14
  • จำนวนเรื่อง : 12
  • จำนวนผู้ชม : 311387
  • ส่ง msg :
  • โหวต 9 คน
ม.ธุรกิจบัณฑิตย์ RT201's Blog
Blog เพื่อการเรียนรู้วิชา RT201: วิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์เบื้องต้น ของคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/rt201dpu
วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน 2552
Posted by arjarnRT , ผู้อ่าน : 9698 , 22:50:01 น.  
หมวด : การศึกษา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

วิทยุเป็นสื่อหนึ่งที่สำคัญ และ มีวิวัฒนาการมาอย่างต่อเนื่อง วิทยุเป็นสื่อที่ “เชื่อมโลก” ให้เล็กลง ด้วยการส่งกระจายเสียงไปได้หลายที่ หลายแห่ง ทำให้คนสามารถรับรู้ข่าวสาร ติดตามเหตุการณ์และเรื่องราวที่เกิดขึ้นในพื้นที่หนึ่งๆ ได้แม้จะอยู่ห่างไกลก็ตาม

การคิดค้นของนักวิทยาศาสตร์ และ นักประดิษฐ์ในหลายๆ ประเทศเป็นไปในเชิงความร่วมมือที่อยากจะพัฒนาการสื่อสารให้ดีขึ้น เริ่มแรกก่อนจะมีวิทยุ มนุษย์ก็มีการใช้โทรเลขในการสื่อสาร แต่การสื่อสารด้วยโทรเลขนั้น ต้องทำด้วยสาย และอาศํยรหัสมอส ซึ่งเมื่อส่งสัญญาณไปก็ต้องมีการแปลงสัญญาณอีกครั้ง นักวิทยาศาสตร์จึงตั้งคำถามว่า

จะทำอย่างไรให้ส่งสัญญาณได้เร็ว และ ไม่ต้องมีการแปลงรหัสเป็นภาษาอีกครั้ง

สิ่งแรกที่ได้รับการค้นคว้าและหาคำตอบได้คือ "การส่งสัญญาณไปในอากาศ" ทำให้รวดเร็วและไม่ต้องใช้สาย

คนสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการคิดค้นและพัฒนาวิทยุ ได้แก่

James Clerk Maxwell เจมส์ แม็กซ์เวลล์ นักคณิตศาสตร์และฟิสิกส์ชาวสก็อต พ.ศ. 2416 (ค.ศ. 1873) คิดว่าคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเคลื่อนที่ได้เร็วเท่าคลื่นแสง และสามารถส่งสัญญาณในอากาศได้โดยไม่ต้องใช้สาย เขาเขียนหนังสือเกี่ยวกับทฤษฎีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าไว้

Heinrich Rudolf Hertz (ไฮน์ริค เฮิร์ตซ์) นักฟิสิกส์ชาวเยอรมัน พ.ศ. 2430 (ค.ศ. 1887) พิสูจน์ทฤษฎีของ Maxwell และทดลองการส่งและรับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเป็นคนแรกของโลก ด้วยเครื่อง ออสซิเลเตอร์ เฮิรตซ์ทดลองส่งกระแสไฟฟ้าผ่านลูกกลมโลหะลูกหนึ่งให้ไปยังอีกลูกหนึ่งในห้องเดียวกัน โดยใช้อากาศเป็นตัวกลางเพราะในอากาศมีอีเธอร์ ซึ่งสามารถเป็นสื่อให้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าผ่านได้ สามารถนำคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ามาใช้ประโยชน์ในการสื่อสารได้ ดังนั้นเราจึงเรียกคลื่นวิทยุว่า เฮิร์ตเซียน (Hertzian Wave เรียกง่ายๆว่า คลื่น Hertz หรือย่อว่า Hz)

Guglielmo Marconi (กูกลิเอลโม มาร์โคนี) นักฟิสิกส์ชาวอิตาลี พ.ศ. 2439 (ค.ศ. 1896) เขาคิดค้น “โทรเลขแบบไร้สาย” (แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณรหัสมอสอยู่)พัฒนาการส่งสัญญาณได้ไกลถึง 9 ไมล์ มีการทดลองติดเสาอากาศแล้วสัญญาณชัดขึ้น และถ้าส่งจากที่สูงก็จะยิ่งไปได้ไกล เขาได้รับยกย่องเป็น  “บิดาแห่งวงการวิทยุ” ซึ่งโทรเลขไร้สายของเขาขายดีและคนใช้อย่างกว้างขวาง ต่อมาจัดตั้งบริษัทที่มีการพัฒนาเครื่องรับวิทยุจำนวนมาก

ลี เดอ เฟอเรส คิดหลอดสุญญากาศ เรียก หลอดโอดิออน ใช้ขยายคลื่นสัญญาณเสียง ซึ่งก็คือ หลอดวิทยุนั่นเอง

เรจินัลด์ เฟสเสนเดน พ.ศ. 2449 (ศ.ศ. 1906) แปลงสัญญาณเป็นความเร็วสูง สามารถส่งเสียงพูดและเสียงเพลงออกอากาศได้เป็นครั้งแรกของโลก โดยออกอากาศไปยังผู้ฟังในเรือที่อ่าวนิวยอร์กในวันคริสต์มาส นับว่า “การกระจายเสียงครั้งแรกของโลก”

เอ็ดวิน ฮาวาร์ด อาร์มสตรอง พ.ศ. 2473-2483 ศึกษาการทำงานของหลอดโอดิออนที่คิดโดย ลี เดอ ฟอเรส ซึ่งเป็นหลอดที่เพิ่มกำลัง และคิดค้นเครื่อง ซูเปอร์เฮนโทรไดร์ การขยายสัญญาณ จากช่องความถี่กว้างให้แคบขึ้น ทำให้รับได้ชัดขึ้น และ ลดปัญหาไฟฟ้าสถิต เป็นจุดเริ่มต้นการใช้คลื่น FM ซึ่งมีสัญญาณชัดกว่า AM (ศึกษาความต่างของ AM และ FM ได้ http://www.pbs.org/wgbh/aso/tryit/radio/radiorelayer.html)

David Sarnoff เดวิด ซานอฟ (พ.ศ. 2473-2483) บุกเบิกกิจการวิทยุในอเมริกาโดยทำงานให้ บริษัท RCA พัฒนากิจการเครื่องรับส่งวิทยุ ให้ความสำคัญกับวิทยุในฐานะให้ความบันเทิง เพราะจะทำเงินได้มาก

เหตุการณ์สำคัญในวงการวิทยุ

เหตุการณ์สำคัญที่ทำให้ผู้คนตระหนักถึงความสำคัญของวิทยุ คือ การล่มของไททานิกวันที่ 14 เม.ย. พ.ศ. 2455 ในเหตุการณ์นี้

• มีการส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือไปที่เรือคาเพเธีย ด้วยโทรเลขไร้สาย

• คนจำนวนมาก ทำให้ตระหนักถึงความสำคัญของวิทยุโทรเลข (Radiotelegraph)

เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้คนเห็นประสิทธิภาพของการเป็น MASS MEDIA ของสื่อวิทยุในการสื่อสารทางไกลไปถึงคนส่วนมาก

อีกเหตุการณ์ที่ทำให้รู้ว่า วิทยุมีอิทธิพลต่อคนฟัง คือ การออกอากาศละครวิทยุ “War of the Worlds” เป็นละครที่ดังมาก ทำให้คนเชื่อนึกว่าเป็นเหตุการณ์จริง พากันออกมาขุดหลุมหลบภัยจากมนุษย์ต่างดาว

ลองฟังตัวอย่างได้ http://www.archive.org/details/WAROFTHEWORLDS2

วิทยุกระจายเสียงในอเมริกา

อเมริกากว้าง ยากที่จะตั้งสถานีวิทยุแห่งชาติ จึงเป็นสถานีประจำรัฐ และ เป็นวิทยุเชิงพาณิชย์ คือโฆษณาได้เพื่อกำไรสูงสุด

KDKA สถานีวิทยุฯ แห่งแรกของสหรัฐ ออกอากาศครั้งแรกเมื่อ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2463 (ค.ศ. 1920) โดย Westing House ตอนนั้นธุรกิจวิทยุเริ่มเติบโตมาก มีสถานีเพิ่มอีกหลากหลาย ยอดขายเครื่องรับวิทยุเพิ่มขึ้น

ต่อมามีการพัฒนาเป็น Network Radio พัฒนารูปแบบเครือข่าย ได้แก่

ในอเมริกามีการจัดตั้งองค์กรในการดูแลการดำเนินกิจการวิทยุในประเทศ คือ

Federal Communications Commission (FCC) พ.ศ. 2470 (ค.ศ. 1927) : สภาคองเกรสของสหรัฐ จัดตั้งสมาพันธ์กรรมาธิการวิทยุ (Federal Radio Commission หรือ FRC) ต่อมาใน    พ.ศ. 2477 (ศ.ศ. 1934): FRC เป็นชื่อเป็น สมาพันธ์กรรมาธิการการสื่อสาร (Federal Communications Commission หรือ FCC) ดูแลจัดสรรคลื่นความถี่และดูแลกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียงของประเทศ

วิทยุกระจายเสียงในอังกฤษ

อังกฤษมีแนวคิดที่แตกต่างจากอเมริกาในการกระจายเสียงวิทยุโดย รูปแบบวิทยุในอังกฤษเรียกว่า กิจการวิทยุกระจายเสียงสาธารณะ (Public Service Broadcasting) หรือ BBC ก่อตั้งโดย จอห์น รีธ เป็นผู้ดำรงตำแหน่งผู้จัดการใหญ่คนแรก มีหน้าที่: แจ้งข่าวสาร / ให้การศึกษา / ให้ความบันเทิง ออกอากาศโดยไม่มีโฆษณา ได้เงินจากค่าภาษีเครื่องรับ มีบอร์ดบริหาร เป็นอิสระจากรัฐ และ เอกชน (ศึกษาประวัติเพิ่มเติมเกี่ยวกับ BBC เพื่อเข้าใจวิวัฒนาการของวิทยุในอังกฤษ ได้ที่ http://www.bbc.co.uk/heritage/story/index.shtml)

อังกฤษเป็นประเทศที่ไม่กว้างขวางเหมือนอเมริกา จึงสามารถจัดตั้ง วิทยุกระจายเสียงแห่งชาติได้ ซึ่งก็คือ BBC ในช่วงแรกออกอากาศของคลื่นคือ Radio One, Radio Two ปัจจุบัน BBC มีคลื่นวิทยุจำนวนมาก และตอบสนองความต้องการของกลุ่มผู้ฟังที่หลากหลาย (รวม website สถานีวิทยุของ BBC) รวมถึงมีการกระจายเสียงเป็นภาษาต่างประเทศถึง 31 ภาษาภายใต้ BBC World Service ซึ่งภาษาไทยก็เคยเป็นหนึ่งภาษาที่ BBC ให้ความสำคัญโดยมีการออกอากาศ วิทยุบีบีซี ภาคภาษาไทยจากลอนดอนส่งตรงสู่เมืองไทย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2484 – 2549 เป็นเวลากว่า 65 ปี (ศึกษาประวัติ และ ฟังรายการเด่นของบีบีซีไทย ย้อนหลังได้ที่นี่ http://www.bbc.co.uk/thai/)

1.ชีทบทเรียน บทที่ 1 ประวัติและวิวัฒนาการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ได้ที่

http://www.mediafire.com/?sharekey=698437694f76d54a00d27174b47c6657e04e75f6e8ebb871

2. powerpoint ประกอบการสอนข้างต้น ได้ที่ http://www.mediafire.com/?sharekey=698437694f76d54a00d27174b47c6657e04e75f6e8ebb871

3. สามารถดู vdo ประวัติวิทยุในต่างประเทศได้ ที่ หน้า Video Clips (มี 7 ตอน)





แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน