• arjarnRT
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : rt201dpu@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2009-05-14
  • จำนวนเรื่อง : 12
  • จำนวนผู้ชม : 310697
  • ส่ง msg :
  • โหวต 9 คน
ม.ธุรกิจบัณฑิตย์ RT201's Blog
Blog เพื่อการเรียนรู้วิชา RT201: วิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์เบื้องต้น ของคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/rt201dpu
วันอาทิตย์ ที่ 5 กรกฎาคม 2552
Posted by arjarnRT , ผู้อ่าน : 43827 , 14:44:53 น.  
หมวด : การศึกษา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

 

รู้จักความเป็นการของการพัฒนาเทคโนโลยีรับส่งวิทยุในต่างประเทศกันไปแล้ว คราวนี้มาดูกันว่า ในประเทศไทย รับเอาเทคโนโลยีวิทยุมาเมื่อไร อย่างไร และนำมาใช้ประโยชน์อย่างไร

ในการจะทำความเข้าใจวิวัฒนาการของกิจการวิทยุกระจายเสียงในประเทศไทยนั้น ควรเข้าใจถึง “บทบาท” ของวิทยุ และการใช้กิจการวิทยุในเรื่องที่แตกต่างกันในแต่ละยุค ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็น 6 ยุค ดังนี้

ยุควิทยุโทรเลข (พ.ศ. 2447-2469)
ยุคทดลองส่งกระจายเสียง (พ.ศ. 2470-2474)
ยุควิทยุกับการเปลี่ยนแปลงการปกครอง (พ.ศ. 2475-2480)
ยุควิทยุกับการโฆษณาชวนเชื่อของรัฐบาลทหาร (พ.ศ. 2483-2515)
ยุควิทยุกับการเรียกร้องประชาธิปไตย (พ.ศ. 2516-2525)
ยุคขยายตัวทางธุรกิจและเสรีภาพวิทยุ (พ.ศ. 2525-ปัจจุบัน)

นักศึกษาสามารถอ่านเรียงไปที่ละยุค หรือ จะเลือกยุคที่ต้องการอ่านด้านบนนี้ก็ได้คะ

ยุควิทยุโทรเลข (พ.ศ. 2447-2469)

ประเทศไทยเริ่มรับเทคโนโลยี “โทรเลข” เข้ามาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5

พ.ศ. 2447 บริษัทเทเลฟุงเก็น ขออนุญาตทดลองจัดตั้งสถานีวิทยุโทรเลขชั่วคราว ที่บริเวณภูเขาทอง และเกาะสีชัง แต่ยังไม่ได้ผลเท่าที่ควร

ในปีพ.ศ.2450 จอมพลเรือสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิต นำเครื่องรับส่งวิทยุโทรเลขแบบมาร์โคนีของอังกฤษมาใช้กรมทหารเรือ

พ.ศ. 2456 ร.6 ให้กระทรวงทหารเรือจัดตั้งสถานีวิทยุโทรเลขถาวร ที่ศาลาแดง กรุงเทพฯ และที่ จ.สงขลา

ปี พ.ศ. 2457 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงบัญญัติศัพท์คำว่า วิทยุ เพื่อใช้แทนคำว่า ราดิโอ ซึ่งใช้ทับศัพท์กันมาตลอด พร้อมทั้งประกาศใช้ พระราชบัญญัติวิทยุโทรเลขเป็นกฎหมายฉบับแรกเกี่ยวกับกิจการวิทยุกระจายเสียง โดยมีกรมไปรษณีย์โทรเลขเป็นผู้กำกับดูแลการนำเข้าเครื่องส่งและการใช้วิทยุโทรเลขในประเทศไทย

พ.ศ.2469 กรม ไปรษณีย์โทรเลข เข้ามาโอนกิจการสถานีวิทยุโทรเลขที่ศาลาแดงและสงขลามาจากกองทัพเรือ รวมไปถึงการโอนพนักงานวิทยุของทหารเรือเข้ามาเป็นข้าราชการพลเรือนสังกัดกรม ไปรษณีย์โทรเลขด้วย และยังมีการขยายงานวิทยุโทรเลขออกไปยังจังหวัดต่างๆ รวม50 สถานี แต่ในขณะนั้นวิทยุโทรเลขยังไม่เป็นที่นิยมของประชาชนมากนักเพราะประชาชนยัง ไม่เชื่อว่าการติดต่อทางวิทยุโทรเลขนั้นจะเป็นไปได้จริง

อ่านประวัติกิจการโทรเลขเพิ่มเติมได้ที่ http://www.sarakadee.com/web/modules.php?name=Sections&op=viewarticle&artid=514

back to top (เลือกยุคอื่น)

ยุคทดลองส่งกระจายเสียง (พ.ศ. 2470-2474)

เมื่อมีกิจการโทรเลขแล้ว ประกอบกับความก้าวหน้าของวิทยุในต่างประเทศ ทำให้มีเจ้าฟ้าพระองค์หนึ่งมีความสนพระทัยในการส่งกระจายเสียงวิทยุเป็นอย่างมาก นั่นคือ พลเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยากร กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน ซึ่งเรายกย่องให้พลเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยากร กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธินทรงเป็น “บิดาแห่งวงการวิทยุกระจายเสียงไทย”

พระองค์เริ่มทดลองวิทยุในวังก่อน จนกระทั่งวันที่ 31 พฤษภาคม 2471 จึงเริ่มทดลองส่งกระจายเสียงวิทยุเป็นครั้งแรกโดยใช้ชื่อว่า สถานี 4 PJ (PJ เป็นพระนามย่อของพระองค์) โดยทรงทำการทดลองการส่งกระจายเสียง ณ อาคาร “ไปราณียาคาร” ซึ่งใช้เป็นที่ทำการไปรษณีย์ แห่งแรก ตั้งอยู่บริเวณปากคลองโอ่งอ่าง นับเป็นการเริ่มกระจายเสียงวิทยุเป็นครั้งแรก ในการกระจายเสียงครั้งนั้น ทรงสั่งเครื่องวิทยุกระจายเสียงที่มีขนาดกำลังส่ง 200 วัตต์ ขนาดความยาวคลื่น 36.42 เมตร ซึ่งเป็นคลื่นสั้นเข้ามา 1 เครื่อง ซึ่งการทดลองกระจายเสียงก็ได้รับความสนใจจากประชาชนมาก

กองช่างวิทยุกรมไปรษณีย์โทรเลขได้ย้ายสถานีจากปากคลองโอ่งอ่างไปตั้งที่ศาลาแดง โดยสัญญาณที่เรียกว่า “2 พีเจ ” แต่ การกระจายเสียงโดยคลื่นสั้น ยังไม่ได้ผลที่ดีมากนัก เนื่องจากมีการจางหายของคลื่นไปมาก เจ้าหน้าที่วิทยุที่ศาลาแดง จึงได้ประกอบเครื่องส่งขึ้นเองอีกเครื่องหนึ่ง มีกำลังส่งออกอากาศสูงขึ้นเป็น 1 กิโลวัตต์ ขนาดคลื่น 320 เมตร ส่งกระจายเสียงโดยสัญญาณที่เรียกว่า “11 พีเจ ” (อ่าน หนึ่ง -หนึ่ง - พีเจ)

เมื่อประชาชนให้ความสนใจและนิยมซื้อเครื่องรับวิทยุที่เรียกว่าเครื่องแร่ในสมัยนั้นกันมากขึ้น สมเด็จกรมพระกำแพงเพ็ชรอัครโยธิน จึงได้ทรงสั่งเครื่องส่งที่มีกำลังสูง 2.5 กิโลวัตต์จากบริษัทฟิลลิปราดิโอ ประเทศฮอลันดา เข้ามาอีกเครื่องหนึ่ง โดยใช้ขนาดคลื่น 363 เมตร ติดตั้งสถานีส่งกระจายเสียงที่วังพญาไท และจัดตั้งเป็นสถานีวิทยุกระจายเสียงถาวรแห่งแรกของประเทศไทยขึ้น ชื่อว่า “สถานีวิทยุกรุงเทพฯ ที่พญาไท”

สาเหตุที่มีการย้ายจากศาลาแดงมาที่วังพญาไทเพราะ เดิมที่ศาลาแดงเป็นสถานีส่งสัญญาณวิทยุโทรเลขด้วย ซึ่งทำให้เกิดการรบกวนของคลื่น จึงต้องย้ายแยกออกมา และพญาไทในขณะนั้นก็ถือว่าเป็นส่วนนอกเมืองออกมา เสียงและสัญญาณรบกวนต่างๆ ก็ลดน้อยลง

การกระจายเสียงระยะแรกของสถานีวิทยุกรุงเทพฯ ที่พญาไท จัดว่าอยู่ในขั้นทดลองมิได้ออกอากาศประจำทุกวัน และจำนวนเครื่องรับก็มีอยู่น้อยมากราว 10 เครื่อง ความสนใจของกรมไปรษณีย์โทรเลขในช่วงนั้นอยู่ที่การค้นคว้าการส่งและรับ สัญญาณวิทยุกระจายเสียงให้มีคุณภาพเสียงที่ชัดเจน ไม่ขาดหายเป็นช่วงๆ ต้องติดตามผลว่าในสภาพอากาศและภูมิประเทศแบบใดจึงจะส่งคลื่นได้ดีและยังต้อง ประดิษฐ์เครื่องส่งขึ้นใช้เองด้วย

การตื่นตัวในการมีวิทยุของประชาชนไทยก็ขยายวงออกไปกว้างขวางขึ้นเมื่อมีการ ประกาศใช้พระราชบัญญัติวิทยุโทรเลข (แก้ไขเพิ่มเติม) พ.ศ. 2473 อนุญาตให้ประชาขนทั่วไปมีเครื่องรับวิทยุกระจายเสียงได้ ในปีต่อมาพบว่ามีเครื่องรับฟังกว่า 11,007 เครื่อง และสถานีวิทยุกรุงเทพฯ ที่พญาไท ก็สามารถออกอากาศเป็นประจำทุกคืน ตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ. 2475 (อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ 2544: 85-86)

ยุควิทยุกับการเปลี่ยนแปลงการปกครอง (พ.ศ. 2475-2480)

ในปี 2475 ประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชมาเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข โดยคณะราษฎ์ซึ่งนำโดยพันเอกพหลพลพยุหเสนา ในยุคนั้น คณะราษฎ์ได้ใช้วิทยุกระจายเสียงเป็นสื่อในการเผยแพร่ความรู้ในการปกครองระบอบประชาธิปไตย

สภาพของวิทยุกระจายเสียงภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อปี พ.ศ. 2475 ทาง ราชการต้องการสถานที่วังพญาไทเพื่อจัดสร้างเป็นโรงพยาบาล (โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าในปัจจุบัน) สถานีวิทยุพญาไทจึงย้ายไปอยู่ร่วมกับสถานีวิทยุที่ศาลาแดง ทำการส่งกระจายเสียงโดยใช้ชื่อสถานีใหม่ว่า “ สถานีวิทยุกรุงเทพฯที่ศาลาแดง 7 พีเจ ” ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ.2479

วันที่ 1 เมษายน 2482 รัฐบาลจัดตั้งกรมโฆษณาการขึ้นในสังกัดของสำนักนายกรัฐมนตรี โอนวิทยุจากกรมไปรษณีย์โทรเลขมาสังกัดไว้ที่นี้ และกรมโฆษณาการทำหน้าที่เป็นผู้เผยแพร่กิจกรรมของรัฐบาลและเพื่อเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการปกครองระบอบประชาธิปไตยแก่ประชาชน

ต่อมา สถานีวิทยุกรุงเทพที่ศาลาแดง 7 พีเจ เปลี่ยนชื่อเป็น สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย

back to top (เลือกยุคอื่น)

ยุควิทยุกับการโฆษณาชวนเชื่อของรัฐบาลทหาร (พ.ศ. 2483-2515)

การโฆษณาชวนเชื่อของรัฐบาลเห็นได้ชัดในยุคของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม โดยเมื่อเป็นนายกรัฐมนตรีมีนโนบายเรื่องชาตินิยม รัฐนิยม และการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมให้มีลักษณะสากลนิยม โดยใช้วิทยุเป็นสื่อในการปลุกเร้าความรู้สึก ความคิด และความเชื่อของประชาชนให้เป็นไปตามนโยบายของตัวเอง

ในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม มีรายการสนทนารายการหนึ่งชื่อว่า “รายการสนทนาของนายมั่น นายคง” ที่เริ่มกระจายเสียงตั้งแต่ปี 2482 เป็นรายการสนทนาด้วยภาษาง่ายๆ สลับด้วยเพลงปลุกใจ ความยาวประมาณ 30 นาที ออกกระจายเสียงเวลา 19.00 น.โดยจะคุยเรื่องราวที่เป็นหัวข้อกำหนดมาโดยจอมพล ป. เช่น จะให้ทุกบ้านติดธงชาติ ก็จะมีการนำมาพูดในรายการ

นอกจากนี้ ยังมีการเผยแพร่นโยบายที่รณงรงค์ให้ประชาชน สวมหมวก เลิกกินหมาก และแต่งกายแบบสากล เพื่อส่งเสริมศิลปะแบบใหม่แทนแบบจารีตของเจ้านายและขุนนางยุคเก่า เพลงรำวงได้รับความนิยมมาก และมีการนำเพลงปลุกใจมาทำเป็นเพลงรำวง สร้างความสนุกสนาน และปลุกเร้าความรู้สึกรักชาติ และความสามัคคีไปพร้อมกัน

 

ในปี 2488 คำ สั่งให้ทุกจังหวัดต้องมีวิทยุกระจายเสียงเปิดให้ประชาชนฟัง รัฐบาลพยายามชักชวนให้ประชาชนฟังวิทยุ ซึ่งเป็นปากเสียงสำคัญของรัฐบาล

ระหว่าง พ.ศ.2463 –2468 เป็นระยะเวลาที่ไทยต่อสู่กรณีเรียกร้องดินแดนคืนจากฝรั่งเศส สมัยนั้นรัฐบาลจอมพล ป. (หลวงพิบูลสงครามในสมัยนั้น) ตั้งสถานีวิทยุเคลื่อนที่ 12 สถานีตามแนวชายแดน เพื่อให้ประชาชนร่วมเรียกร้องดินแดนคืน

ในสมัยนั้น วิทยุสามารถสร้างกระแสชาตินิยมให้เกิดขึ้นได้อย่างกว้างขวางทั่วประเทศ โดย เฉพาะ นักเรียน นิสิต นักศึกษา ที่เป็นยุวชนและเป็นยุวชนทหาร ข้าราชการ มีการแต่งเพลงกราว เพลงปลุกใจจำนวนมาก เช่น เพลงตื่นเถิดชาวไทย ของหลวงวิจิตรวาทการ

ตื่นเถิดชาวไทย.mp3

 

2484-2488 มีสงครามโลกครั้งที่ 2 วิทยุกระจายเสียงมีบทบาทในการโฆษณาชวนเชื่อลิทธิการเมืองของประเทศสองฝ่ายที่ทำสงครามกัน

ช่วงสงคราม กิจการวิทยุกระจายเสียงประสบวิกฤตอย่างหนัก

• หาอุปกรณ์ ชิ้นส่วน อะไหล่ของเครื่องส่งวิทยุยาก

• สถานีวิทยุต้องย้ายไปต่างจังหวัดเพื่อหนีภัยสงคราม

  • การออกอากาศชะงักลงบ้าง

เมื่อ ประเทศไทยถูกโจมตีจากฝ่ายพันธมิตร โรงไฟฟ้าถูกทิ้งระเบิดเสียหาย ส่งผลให้การการส่งวิทยุกระจายเสียงหยุดชะงัก ประชาชนต้องอาศัยข่าวจากหนังสือพิมพ์เป็นส่วนใหญ่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมจึงได้สั่งให้กรมไปรษณีย์โทรเลขเตรียมรอง เครื่องส่งวิทยุกระจายเสียงไว้ จนในที่สุดได้พัฒนาจนสามารถอกอากาศส่งกระจายเสียงเป็นประจำได้ โดยใช้ชื่อ สถานีว่า  “สถานีวิทยุ 1 ปณ.”

จอมพล ป. พิบูลสงคราม ก่อตั้งสถานีวิทยุ ท.ท.ท. บริษัทไทยโทรทัศน์ จำกัด ตั้งที่สี่แยกคอกวัว วิทยุท.ท.ท. จดทะเบียนเป็นบริษัท เป็นสถานีวิทยุในรูปแบบบริษัทแห่งแรก เริ่มออกอากาศด้วย AM แต่ต่อมาพัฒนาเป็นออกอากาศด้วย FM แห่งแรกของประเทศ

พ.ศ.2495 เปลี่ยนชื่อกรมโฆษณาการ เป็นกรมประชาสัมพันธ์

พ.ศ. 2493 รัฐบาลประกาศ พระราชบัญญัติการโฆษณากระจายเสียง ซึ่งมีผล

• ยกเลิกการจดทะเบียนเครื่องรับ ทำให้คนมีวิทยุได้ไม่ต้องขออนุญาต

• หน่วยงานอื่นตั้งสถานีวิทยุขึ้นได้ ทำให้เกิดสถานีวิทยุเพิ่มขึ้นหลายแห่ง

วิทยุเพื่อต่อต้านคอมมิวนิสต์

หลังสงครามโลกครั้งที่สองจบลง โลกเข้าสู่ยุคของสงครามเย็น เป็นการต่อสู้ทางความคิดของระบบประชาธิปไตยและคอมมิวนิสต์ ซึ่งในไทย ก็เริ่มมีการแพร่อิทธิพลของคอมมิวนิสต์จากจีนเข้ามา รัฐบาลใช้วิทยุเป็นสื่อในการให้ข้อมูลแก่ประชาชนและต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์

จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ขยายกิจการวิทยุสองส่วนให้ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ มีการจัดตั้งสถานีวิทยุแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ และสถานีวิทยุ วปถ. เครือข่ายกองทัพบก

จอมพลถนอม กิตติขจร ให้สิทธิรัฐบาลสหรัฐอเมริกาในการก่อตั้งสถานีวิทยุเอเชียเสรีขึ้นเพื่อต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์

 

back to top (เลือกยุคอื่น)

ยุควิทยุกับการเรียกร้องประชาธิปไตย (พ.ศ. 2516-2525)

 

ในช่วงประมาณปี 2516 -2526 เป็นช่วงที่เหตุการณ์ในประเทศไทยไม่สงบ มีการปฏิวัติรัฐประหารและการเดินขบวนเรียกร้องของนักศึกษาและประชาชนอยู่บ่อยครั้งโดยเฉพาะเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516  และ 6 ตุลา 2519 วิทยุถูกใช้เพื่อเป็นกระบอกเสียงของรัฐบาลในการโฆษณาชวนเชื่อและบิดเบือนข่าวสารเกี่ยวกับการเดินขบวนเรียกร้องประชาธิปไตยของนิสิตนักศึกษา

รัฐบาลมีการประกาศใช้ระเบียบว่าด้วยวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ พ.ศ. 2518 และจัดตั้งหน่วยงานชื่อ กบว. (คณะกรรมการบริหารวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์) เพื่อคอยตรวจสอบและดูแลการนำเสนอรายการ

รัฐบาลใช้มาตรการ “ขวาพิฆาตซ้าย” โดยใช้วิทยุปลุกกระแสต่อต้านนักศึกษา โดยขวา เท่ากับ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ส่วนซ้าย เท่ากับ คอมมิวนิสต์ ปลุกระดมมวลชนจนคนให้เชื่อว่านักศึกษาจะต่อสู้กับรัฐเป็นฝ่ายซ้ายหรือคอมมิวนิสต์

รัฐบาลบังคับให้ทุกสถานีวิทยุถ่ายทอดรายการข่าว และรายการ “เพื่อแผ่นดินไทย” เพื่อเสนอข่าวสารของรัฐบาล ช่วงนี้เป็นจุดที่วิทยุถูกใช้เป็นกระบอกเสียงทางการเมืองอย่างชัดเจนมาก

ภายหลังรัฐบาลสลายกลุ่มผู้ชุมนุมเมื่อครั้งเหตุการณ์ 6 ตุลา นักศึกษาจำนวนหนึ่งหนีเข้าป่า และใช้สื่อวิทยุ “เสียงประชาชนแห่งประเทศไทย” ตอบโต้รัฐบาล โดยส่งสัญญาณผ่านวิทยุคลื่นสั้น จากสถานีที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศจีน รายงานข่าว วิเคราะห์วิจารณ์การเมืองและสังคม สมัยนี้มีเพลงเพื่อชีวิต เพลงวีรชนต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย อย่างเช่น บทเพลงของคาราวาน

สุรชัย จันทิมาธร -...

การส่งสัญญาณของสถานีเสียงประชาชนแห่งประเทศไทย ได้ยุติลงในปี พ.ศ. 2526

back to top (เลือกยุคอื่น)

ยุคขยายตัวทางธุรกิจและเสรีภาพวิทยุ (พ.ศ. 2525-ปัจจุบัน)

 

ความคิดของวิทยุในไทยเปลี่ยนไปสู่เรื่องของการค้า และ เครื่องมือในการทำกำไรทางธุรกิจ แต่จะว่าไปแล้ว การที่เมืองไทยมีโฆษณาระหว่างรายการในวิทยุนั้นก็มีมาตั้งนานแล้ว โดยเริ่มจากการขยายตัวของคลื่นวิทยุ ทำให้รัฐบาลไม่สามารถเป็นผู้สนับสนุนด้านการเงินเพียงรายเดียว จึงเกิดการเปิดช่องทางให้เอกชน บริษัท ห้างร้านมีการโฆษณาได้เพื่อสนับสนุนรายการ

ปลายปี พ.ศ.2482 การดำเนินงานเริ่มเปลี่ยนไปในแบบที่สอดแทรกโฆษณาเข้ามาในลักษณะของการให้ ความร่วมมือของบริษัทห้างร้านต่างๆ ที่จัดหาแผ่นเสียงมาให้ออกอากาศ หรือจัดทำรายการมาให้สถานี แล้วทางสถานีก็ตอบแทนบริษัทห้างร้านนั้น ด้วยการโฆษณากิจการให้ในตอนหัวหรือตอนท้ายของรายการ บางครั้งก็โฆษณาให้ทั้งหัวและท้ายรายการ

ต่อ มามีหน่วยงานของราชการก่อตั้งสถานีวิทยุทดลองเพิ่มขึ้น การโฆษณาก็เปลี่ยนรูปมาในแบบบริษัทห้างร้าน จัดหาการแสดงมาออกอากาศเพื่อแลกเปลี่ยนกับโฆษณากิจการของตน เมื่อการโฆษณาทางวิทยุให้ผลกับบริษัทห้างร้าน ก็เกิดมีการจัดทำสปอตโฆษณาเพื่อว่าจ้างให้สถานีนำออกอากาศ ในระยะนั้นประเทศไทยยังไม่มีสถานีวิทยุที่ดำเนินงานเพื่อการค้าโดยตรง แต่ก็มีสินค้าโฆษณาออกอากาศอย่างแพร่หลายจนทำให้มีกลุ่มบุคคลคิดก่อตั้ง สถานีวิทยุและโทรทัศน์เพื่อการค้าขึ้น (http://www.tpa.or.th/writer/read_this_book_topic.php?passTo=6b46c0ad44ce7b814b8f6e0c35b1ccb0&pageid=5&bookID=1027&read=true&count=true)

อย่างไรก็ตามในช่วยการขยายตัวทางธุรกิจของวิทยุตั้งแต่ปี 2525 เป็นต้นมานั้น บทบาทของวิทยุเพิ่มเป็นช่องทางในการประชาสัมพันธ์ศิลปินและเพลงของค่ายเพลงต่างๆ สถานีวิทยุเพิ่มอย่างรวดเร็วเป็นเท่าตัว ในช่วงปี 2525-2535 โดยส่วนมากเป็นสถานีวิทยุ FM เพื่อตอบสนองการเป็นเครื่องมือส่งเสริมการขายของค่ายเพลง โดยสถานีวิทยุที่เกิดขึ้นนั้น ดำเนินกิจการโดยรัฐเก็บค่าสัมปทาน และ ค่าเช่าเวลา …. ในยุคนี้การแข่งขันระหว่างสถานีต่างๆ มีความรุนแรงมากเพื่อนำมาซึ่งกำไรจากผลประกอบการ

หลังเกิดเหตุการณ์ พฤษภาทมิฬ สมัยนายกอานันท์ ปันยารชุน เริ่มมีความคิดของ “การเปิดเสรีสื่อ” เพื่อเป็นช่องทางให้สื่อสามารถนำเสนอข่าวสารในยามวิกฤตได้อย่างเต็มที่ตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูล จึงมีการออกระเบียบว่าด้วยวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ พ.ศ. 2535

มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ พ.ศ.2543 กำหนดให้มีคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์แห่งชาติ หรือ กสช. ทำหน้าที่กำหนดนโยบาย จัดทำแผนแม่บทกิจการวิทยุกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ สาระสำคัญคือ ให้มีการจัดสรรคลื่นความถี่ให้แก่ภาคประชาชน ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 20

กำเนิดวิทยุชุมชน

ช่วงพ.ศ. 2551 “วิทยุชุมชน” มีการผลักดันจนกฎหมายรองรับสิทธิของประชาชนในการใช้คลื่นความถี่เพื่อประโยชน์สาธารณะ จึงมีกลุ่มคนทำวิทยุชุมชน

วิทยุชุมชนต้อง

• ประชาชนในชุมชนมีส่วนร่วมในการผลิตชัดเจน

• ไม่แสวงหาผลกำไร

• นโยบายและผลการดำเนินงานกำหนดโดยชุมชน

ยังไม่มี กสช. กรมประชาสัมพันธ์กำกับดูแลไปก่อน

วิทยุชุมชนมี 2 ลักษณะ

• ตั้งโดยประชาชน ไม่หากำไร ทำเพื่อคนในชุมชน à สหพันธ์วิทยุชุมชนแห่งชาติ

• ตั้งโดยผู้ประกอบการวิทยุท้องถิ่น เน้นเพลงและโฆษณา à ผู้ประกอบวิชาชีพวิทยุท้องถิ่นไทย (วทท.)

นอกจากนี้ ปัจจุบันยังมี วิทยุผ่านระบบอินเตอร์เน็ต หรือ เว็บเรดิโอ จำนวนมาก ทำให้มีช่องทางในการรับฟังวิทยุมากขึ้น กิจการวิทยุก็มีแข่งขันกันสูงด้วย

back to top (เลือกยุคอื่น)


สามารถ download PowerPoint ประกอบการสอนได้ที่ http://www.mediafire.com/download.php?jqmoymjzj4y




แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน