• หญิงหลิง
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2011-06-02
  • จำนวนเรื่อง : 74
  • จำนวนผู้ชม : 56378
  • ส่ง msg :
  • โหวต 28 คน
เรื่องเล่า..วัยเยาว์
ความฝันสมัยเด็กคือเป็น "นักเขียน" จนกระทั่งเวลาล่วงเลยมาแสนนานก็ไม่ได้เริ่มเขียนสักที จนตอนนี้ว่างมากพอที่จะเริ่มทำความฝันให้เป็นจริงและมีน้องที่น่ารักคนหนึ่งแนะนำบล็อคนี้ให้ เอาละถึงเวลาแล้ว...เริ่
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/ruanglao
วันพุธ ที่ 10 สิงหาคม 2554
Posted by หญิงหลิง , ผู้อ่าน : 1183 , 13:49:49 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน

จำความรู้สึกในการทำอะไรครั้งแรกได้บ้าง  จำได้ว่าไม่มีอะไรที่ง่ายเลยสำหรับการทำครั้งแรก  ไม่ว่าจะเป็น เขียนหนังสือครั้งแรก  ไปโรงเรียนวันแรกสำหรับบางคน  ขึ้นเวทีครั้งแรก  พูดในที่ชุมนุมชนครั้งแรก หรือ ฯลฯ แล้วแต่บุคคล  แต่การทำสิ่งต่างๆเหล่านั้นมันไม่อันตรายถึงชีวิตและหรือไม่ทำให้เสียทรัพย์  แต่ถ้าสิ่งนั้นมีโอกาสทำให้เสียทรัพย์หรือถึงแก่ชีวิตได้ก็จะยิ่งรู้สึก"ตื่นเต้นเพิ่มขึ้นหลายเท่า"  สำหรับตัวเราแล้วจำความรู้สึกในการขับรถคนเดียวครั้งแรกได้ดี  เป็นเรื่องที่ยากจะลืมเลือนในชีวิต

พ่อพยายามหัดให้เราขับรถยนต์ตั้งแต่กฎหมายอนุญาตให้ขับรถได้  แต่เราก็ไม่ได้สนใจมากมายหัดขับไปเพื่อเอาใจพ่อ  แต่ตอนนั้นที่บ้านใช้รถยนต์เกียร์ธรรมดา  เราก็รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องยุ่งยากในการดึงคันเกียร์ให้ตรงกับเกียร์ที่ต้องการ  ดังนั้นเรามักออกรถด้วยเกียร์ ๓ เพราะมันดึงได้ง่ายสุดและทำให้รถกระตุกตอนออกตัวอยู่เสมอ  แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญนัก  เราหัดขับในสนามหญ้าประจำหมู่บ้านจนได้ตามประสาเราคือประคองรถออกไปได้ขับวนได้แม้จะออกตัวด้วยเกียร์สามก็ตาม  หลังจากที่พ่อเห็นสมควรว่าเราควรมีประสบการณ์มากกว่านั้นก็ตัดสินใจนำเราไปขับถนนเชื่อมระหว่างหมู่บ้านเป็นถนนรถเลนสวน ๒ เลนไม่ค่อยมีรถวิ่งผ่าน  เราก็ขับได้เป็นปกติตอนไม่มีรถสวนมา  แต่เมื่อเราเห็นรถสวนมาแต่ไกลเราก็รู้สึกกลัวเพราะมุมมองและความรู้สึกมันไม่เหมือนเดิมก็เลยตัดสินใจหยุดรถและบอกพ่อว่าเราไม่ขับรถเองเด็ดขาดมันน่ากลัว  แม้ว่าพ่อพยายามหว่านล้อมให้เราขับต่ออย่างไรก็ไม่สำเร็จ  ตอนนั้นเราตัดสินใจแล้วว่ารถไม่ใช่สิ่งจำเป็นในชิวิตเรา  แม้ว่ามันจะกลายเป็นปัจจัยที่๕ของใครส่วนใหญ่ก็ตาม

จนกระทั่งวันเวลาผ่านไปจนเราเรียนจบถึงวัยทำงาน  เราก็ยังคงมีความสุขกับการนั่งรถเมล์ไปทำงาน เพราะเรามีมิตรภาพที่ดีจากการนั่งรถเมล์  เรามีประสบการณ์ที่ดีจากคนนั่งรถเมล์ร่วมสาย  ขอเล่าเพื่อบันทึกมิตรภาพแสนดีจากรถเมล์  ตอนนั้นเราจะออกจากบ้านและขึ้นรถเมล์ไปทำงานในช่วงเวลาประมาณ ๖ โมงเช้าและไม่เกิน๖.๑๕นาที ดังนั้นเรามักจะได้ขึ้นรถเมล์คันเดิมๆ ประมาณ ๒ คันตลอด โดยที่รถเมล์สายที่เราขึ้นจะเป็นสาย ๒ แล้วป้ายรถเมล์ที่เราขึ้นจะมีคนตาบอดคนหนึ่งที่ขึ้นรถเมล์สาย ๒ เหมือนกันกับเรา ตอนแรกๆเราไม่ได้สังเกตผู้ชายตาบอดคนนั้นแต่กระเป๋ารถจะลงไปจูงมือมาขึ้นรถตลอด  เมื่อเราสังเกตเห็นเราจึงแย่งหน้าที่กระเป๋าด้วยการจูงผู้ชายตาบอดคนนนั้นไปขึ้นรถพร้อมกัน  จากนั้นเมื่อรถเมล์ออกไปได้อีก ๓ ป้ายก็จะมีผู้ชายขาเป๋ที่ขึ้นเป็นประจำและถ้าวันไหนผู้ชายคนนั้นกำลังเดินมาแต่ไม่ถึงป้้าย  คนขับรถเมล์ก็จะชะลอรถเพื่อรอให้ชายคนนั้นมาถึงป้ายพร้อมรถ  เราสังเกตเห็นคนขับรถจะทำเช่นนั้นตลอด  เมื่อเรานั่งรถหลายๆวันเข้ากระเป๋ารถและคนขับเริ่มจำได้  วันไปไหนที่ผู้โดยสารเต็มเราไม่ได้นั่ง  กระเป๋าก็จะจัดการให้ได้นั่งด้วยการตะโกนบอกให้เราขยับไปเรื่่อยๆ จนถึงตำแหน่งที่ผู้โดยสารนั่งอยู่ใกล้ลุกในป้ายถัดไป  เมื่อเรานั่งแล้วก็จะนั่งหลับไปในบางวัน  ถ้าถึงป้ายที่เราต้องลงแต่เรายังไม่ตื่นกระเป๋าก็จะตะโกนบอกชื่อสถานที่ขึ้นมา  ถ้าเรายังขี้เซาไม่ยอมตื่นมีบริการพิเศษคือเดินมาสะกิดบอก

อยู่มาวันหนึ่งเราต้องไปอบรมที่อื่น ไม่ต้องเข้าบริษัทก็เลยต้องเปลี่ยนไปขึ้นสายอื่น  เมื่อรถเมล์สาย๒มาเราก็ยืนเฉยเพราะตอนนนั้นไม่รู้ว่าคนขับจำได้  แต่คนขับบีบแตรเตือน เราก็เลยตะโกนบอกว่าวันนี้ไปที่อื่น  เขาจึงออกรถไป  วันถัดมาก็ทำแบบเดิมอีกคือบีบแตรเตือนเมื่อเราไม่ขึ้นรถ เราก็เลยตะโกนบอกว่าไปที่อื่นทั้งอาทิตย์ หลังจากนั้นเขาก็ไม่เตือนทั้งอาทิตย์  นอกจากนี้เรายังมีมิตรภาพแสนบริสุทธิ์สดใสบนรถเมล์กับสาวน้อยวัยอนุบาล ๓โดยที่วันนั้นรถแน่นมากน้องไม่มีที่นั่งเราก็เลยลุกให้นั่ง แล้วน้องเขาขออนุญาตแม่เขาคุยกับเราเพราะเขาเห็นเราผมหยิกเหมือนเขา เขาถามเราว่าทำไมเราผมหยิกแล้วน้องเขาพูดให้ฟังว่าเขาไม่ชอบผมหยิก  เราก็พูดให้ฟังว่าเรารู้สึกดีกับผมเราอย่างไร  ตอนหลังเมื่อเจอกันเราก็จะนั่งคุยกันตลอด  เราก็เลยมีความสุขในการนั่งรถเมล์มาก  จนไม่คิดที่จะซื้อรถยนต์เลย

แต่ต่อมาเราซื้อบ้านเองและย้ายจากที่เคยอยู่และต้องขึ้นรถสายอื่นไป  ตอนนี้เวลาไปทำงานเรายังคงมีความสุขเพราะเราออกจากบ้านในเวลาเดิม  แล้วเราขึ้นรถในช่วงต้นสายดังนั้นยังคงได้นั่งไปทำงานอย่างมีความสุข  แต่ตอนกลับบ้านสุดแสนทุกข์ทรมานเพราะต้องใช้เวลาประมาณ ๓ ชั่วโมงกว่าจะถึงบ้าน  ยิ่งวันไหนฝนตกรถติดบางครั้งใช้เวลามากกว่่านั้นอีก ยิ่งวันไหนต้องยืนตลอดทางยิ่งสุดแสนทรมานพร้อมกันนั้นตำแหน่งหน้าที่การงานก็ต้องรับผิดชอบมากขึ้น  บางครั้งถ้างานรีบต้องทำให้เสร็จตามกำหนดเวลาก็ต้องหอบเอกสารบ้างคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คบ้างกลับมาทำต่อที่บ้าน  แล้วตอนนั้นโน๊ตบุ๊คสุดแสนหนักขนาดดีๆแล้วประมาณ ๔ กิโลกรัม ถ้าต้องยืนแล้วหิ้วแขนแทบหลุดจากตัว  จะฝากคนอื่นถือก็ไม่มีความสุขในการยืนเพราะมัวพวงห่วงโน๊ตบุ๊ค ถ้าหายขึ้นมาต้องชดใช้บริษัทอีก  ตอนนั้นก็เลยต้องเริ่มคิดจะซื้อรถ  เมื่อถึงที่สุดแห่งความอดทน  ก็เลยไปเรียนขับรถ  พร้อมกับจองรถด้วย (กันตัวเิองเปลี่ยนใจ) ตอนเรียนก็รู้สึกว่าใช้รถเกียร์กระปุกมันยุ่งยาก  เลยเรียนขับรถเกียร์ออโต้ ตอนเรียนรู้สึกว่าง่ายเพราะเคยหัดมากับพ่อบ้างแล้ว และครูที่สอนก็พยายามสร้างความมั่นใจให้ด้วยการขับออกถนนใหญ่  เราก็เข้าใจว่าเราขับได้เพราะเวลาเบรคครูเขาช่วยเราเบรคด้วยแต่มันลงจังหวะกันจนเราไม่รู้สึกว่าครูช่วยเบรค  แล้วเราก็ไปสอบใบขับขี่ก็สอบผ่าน  ทำให้มั่นใจมากขึ้น  แต่ถึงวันรับรถ  เราก็รู้เลยว่ามันไม่ใช่อย่างที่เคยหัดขับกับครู  จังหวะการเบรค การเร่งเครื่อง ทุกอย่างไม่เหมือนกับตอนเรียนขับรถเลย  ตอนนั้นเราเริ่มรู้สึกขาดความมั่นใจอีกครั้ง

ดังนั้นเราต้องเริ่มหัดขับรถของตัวเองใหม่  โชคดีที่พี่ชายลูกพี่ลูกน้องกันช่วยหัดให้ขับต่อ  หัดกะระยะใหม่  ดูระยะการเร่ง  การแซง การแทรกใหม่หมด แล้วโชคดีอีกอย่างที่พี่เขายอมเสียสละความสุขส่วนตัวของเขาเพื่อเรา   โดยในตอนเช้าพี่เขาจะนั่งรถไปเป็นเพื่อนเราแต่เราต้่องออกจากบ้านประมาณตี ๕.๓๐น. เพราะในเวลานั้นรถยังไม่มาก  เมื่อเราขับรถไปถึงที่ทำงานแล้ว  พี่เขาจะนั่งรถเมล์ต่อไปทำงาน (โชคดีที่พี่กับเราต้องไปทางเดียวกัน  แต่เขาต้องตื่นแต่เช้านั่งรถเมล์มาบ้านเราแล้วนั่งรถไปทำงานเป็นเพื่อนเรา เมื่อถึงที่ทำงานของเรา  เราเสนอให้เขาขับรถเราไปที่ทำงานของพี่เขาต่อแต่เขาไม่เคยยอมรับ)  ตอนเย็นพี่เขาก็นั่งรถเมล์มาที่ทำงานเราแล้วนั่งรถเป็นเพื่อนเรากลับ  ทำแบบนี้มาประมาณ ๑ เดือนเราก็ยังไม่กล้าขับคนเดียว

จนมาวันหนึ่งผู้จัดการเดินมาหาที่โต๊ะทำงาน แล้วพูดว่า "คุณหญิงหลิง  วันนี้ประมาณ๔โมงเย็นจะประชุมแผนกหน่อย  ได้มั้ย"  เราก็ตอบทันทีว่าตอนนี้เลยไม่ได้หรือคะเพราะตอนเย็นไม่กล้าขับรถกลับคนเดียว (ผู้จัดการรู้ว่าเราซื้อรถใหม่ ) "ไม่ได้เพราะเดี๋ยวผมมีประชุม  จะรอพรุ่งนี้ก็ไม่ได้เพราะจะช้าไป  เดี๋ยวเสียเรื่อง" ผู้จัดการตอบ  "งั้นก็ได้ค่ะ  แต่ตอนกลับบ้านผู้จัดการต้องนั่งรถกลับเป็นเพื่อนหญิงนะคะ  แล้วผู้จัดการก็เอารถหญิงกลับบ้านไป  แล้วตอนเช้ามารับที่บ้านด้วย"  เราต่อรองกับผู้จัดการเพราะทำงานด้วยกันมานานประมาณ ๑๐ปีก็รู้ว่าอะไรที่ไม่เหลือบ่ากว่าแรงก็คุยกันได้  ผู้จัดการก็ตกลง  เราก็เลยโทรบอกพี่ชายแต่ตอนแรกก็บอกให้มาเอารถกลับไปให้  แต่พี่เขาบอกว่าไม่อยากทำแบบนั้น  ไม่สบายใจที่จะขับรถคนอื่นโดยที่ยังเป็นป้ายแดง แล้วเสนอว่าให้เราประชุมแต่พี่เขาจะรอ  แต่เราเกรงใจเพราะไม่รู้ว่าต้องประชุมนานแค่ไหน ก็เลยบอกทางเลือกที่สองที่คุยกับผู้จัดการไว้  พี่เขาก็บอกว่าแบบนั้นก็ดีเหมือนกัน

วันนั้นเราประชุมกันจนถึงเกือบสามทุ่ม  แล้วก็กลับบ้านผู้จัดการก็ทำตามสัญญาด้วยการนั่งรถเป็นเพื่อน  แต่เราก็บอกว่าเราไม่เคยขับลงจากลานจอดรถเองพี่ขับให้ตลอดแล้วจอดให้เราขับตอนถึงพื้นดินแล้ว  เราจะให้ผู้จัดการขับลงมาให้  "แล้วตอนขึ้นมาละ ขับเองหรือเปล่า"  ผู้จัดการถาม "ขับเองค่ะ" เราตอบ "ขับขึ้นมาได้ก็ขับลงได้  ขับเองเลย"  ผู้จัดการไม่ยอมขับ  เราก็คิดมันก็น่าจะเป็นแบบนั้น  ขับขึ้นได้ก็ต้องขับลงได้  ว่าแล้วก็ขับลงด้วยความเกร็งเพราะเราเป็นคนกลัวความสูงด้วย  ตอนลงมันน่าหวาดเสียว

พอขับมาถึงพื้นดินผู้จัดการก็พูดขึ้นมาว่า "คุณขับได้แล้วนี่  ไม่เห็นต้องกลัวเลย  จะให้ผมไปเป็นเพื่อนจริงๆหรือ" พอเราได้ยินผู้จัดการพูดแบบนั้นก็เกิดความมั่นใจขึ้นมาเล็กน้อย แต่ตอนที่ขับรถลงจากลานจอดรถนั้นเหงื่อเต็มมือด้วยความตื่นเต้น  แต่ก็รู้สึกเกรงใจผู้จัดการขึ้นมาเพราะบ้านเรากับบ้านผู้จัดการห่างกันประมาณ ๑๐ กว่ากิโลเมตร  ดังนั้นเราก็ตอบผู้จัดการว่า "ไม่เป็นไร  หญิงขับกลับเองก็แล้วกัน" พอบอกเสร็จผู้จัดการลงจากรถด้วยความเต็มใจยิ่ง  เราก็ขับต่อมาจนถึงบ้านโดยสวัสดิภาพ  แต่เหงื่อออกจนเปียกโชกทั้งตัวด้วยความตื่นเต้นทั้งๆที่เปิดแอร์จนเย็นสุดเท่าที่สามารถทำได้  พร้อมกันนั้นที่เป่าพัดลมทุกอันที่อยู่ในรถก็โดนปรับให้มาเป่าที่ตัวทั้งหมด  แต่เหงื่อก็ไหลพรากๆเหมือนกับอบซาวน่ามา  เหงื่อที่มือก็เปียกจนต้องคอยเช็ดกับขากางเกงตลอดทาง  พอไปถึงบ้านจึงได้รู้ข้อผิดพลาดอีกอย่างคือ  เราลืมเปิดไฟหน้ารถ  เพราะเป็นครั้งแรกที่ขับรถกลางคืน แล้วที่อาคารจอดรถก็เปิดไฟสว่างเราก็เลยมองเห็น  แล้วพอขับออกมาสายตาก็คุ้นกับความมืดมองเห็นทางแต่ไม่มีตัวเปรียบเทียบความสว่างเพราะเป็นการขับรถกลางคืนครั้งแรก และเป็นการขับรถคนเดียวครั้งแรกด้วย  

เมื่อถึงบ้านน้องสาวก็ถามว่าทำไมตัวเปียกแบบนั้น ก็เลยเล่าให้น้องฟังถึงสาเหตุ จากนั้นโทรไปหาพี่ชายเพราะพี่ชายสั่งไว้ว่าเมื่อถึงบ้านให้โทรหา  เราก็โทรหาพี่เขาก็เลยถามว่าตกลงผู้จัดการมาส่งเรียบร้อยดีใช่ไหม  เราก็บอกว่าถึงเรียบร้อยดีแต่ผู้จัดการไม่ได้มาส่งหรอก  เพราะเราเกรงใจ  พี่ชายเลยสรุปว่าเราขับคนเดียวได้แล้ว พรุ่งนี้ไม่มาละนะ  เรายังไม่มั่นใจแต่ก็เกรงใจที่พี่ชายต้องตื่นแต่เช้าแล้วต้องนั่งรถเมล์ทุกวันก็เลยตอบว่า "ค่ะ" ด้วยความจำใจ  แล้วบอกน้องสาวว่าพรุ่งนี้นั่งไปเป็นเพื่อนหน่อยแล้วค่อยต่อรถไฟฟ้าไปทำงาน  น้องไม่เอาด้วยเพราะไม่อยากตื่นเช้า แล้วก็ตัวเองขับรถไม่เป็นจะช่วยอะไรได้ จากนั้นก็แถมท้ายด้วยว่าขับมาจากที่ทำงานได้แล้วก็ขับไปก็เหมือนกันนั้นแหละ  ขับได้แล้วละ  เราก็รู้สึกไม่มั่นใจ  แต่รถซื้อมาแล้วไม่ใช้ก็ขาดทุนคิดแบบนั้นก็เลยตัดสินใจว่าจะต้องขับต่อ

เช้าขึ้นมาก็เลยตัดสินใจว่าจะต้องขับไปทำงานเหมือนเดิมแม้ไม่มีใครไปด้วย  ถึงเวลาก็ขับออกไปโดยปกติ แต่ขับๆไปไฟก็ดับทันทีในความรู้สึกตอนนั้นพร้อมกันไ้ด้ยินเสียงอะไรกระทบหลังคารถ  พยายามตั้งสติแล้วก็จอดรถแอบข้างทาง แล้วจ้องมองฝ่าความมืดออกไป พร้อมกันนั้นมีเสียงบีบแตรด้านหลังเพราะเราไม่ได้เปิดไฟกระพริบ  คันข้างหลังเลยไม่รู้ว่าจอด  เลยบีบแตรใส่  แต่แสงจากรถคันนั้นทำให้เราเห็นว่าฝนตก จึงเปิดไฟกระพริบแล้วก็เปิดที่ปัดน้ำฝน(โชคดีที่อ่านคู่มือประจำรถมาก่อน  เลยรู้ว่าใช้อย่างไร)จากนั้นก็ขับต่อไปจนถึงบริษัทอย่างปลอดภัยด้วยความตื่นเต้นที่ยังมีอยู่แต่ก็ลดลงอย่างเห็นได้ชัด  ตอนเย็นก็ขับกลับคนเดียว

ตอนนั้นเราจำได้ว่าความตื่นเต้นในการขับรถคนเดียวค่อยๆลดน้อยลง  แต่ไม่ได้สังเกตเลยว่าความตื่นเต้นนั้นหมดลงตั้งแต่เมื่อไหร่ 

ประสบการณ์ในครั้งนี้สอนอะไรมากมายแก่ชีวิตเรา  แล้วคุณล่ะมีประสบการณ์อะไรบ้างที่ประทับตราตรึงอยู่ในความคิดและความทรงจำ





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
KBD_1 วันที่ : 11/08/2011 เวลา : 15.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kbd
ความเพียรเป็นกิจที่ต้องทำวันนี้, ใครจะรู้ความตาย แม้พรุ่งนี้

ชอบทำสิ่งใหม่อยู่เสมอ จึงมีครั้งแรกบ่อยๆ ค่ะ
แต่จำไม่ค่อยได้ เพราะเป็นคนขี้ลืม

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
ว่าที่ร.ต.สมโชคเฉตระการ วันที่ : 11/08/2011 เวลา : 08.48 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/somchoke101

สวัสดีตอนเช้าครับน้องหญิงหลิง

เคยหัดขับรถยนต์ครั้งแรก ตื่นเต้นมาก ทั้งกล้าทั้งกลัว กลัวจะเสียเงิน ตอนหลัง ๆ มาเกิดความมันส์มากกว่า เลยขับรถเก่งครับ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
ชบาตานี วันที่ : 11/08/2011 เวลา : 07.10 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chabatani

อะไรที่เป็นครั้งแรก เรามักจะจำได้เสมอ แต่ขึ้นอยู่กับว่า เป็นครั้งแรกที่ประทับใจควรจดจำ หรือเป็นครั้งแรกที่ทำให้ปวดใจเท่านั้น
อย่างไรก็แล้วแต่ อยากให้ทุกคนเก็บความทรงจำครั้งแรกที่ประทับใจไว้มากกว่าค่ะ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
NawaratlaW วันที่ : 10/08/2011 เวลา : 16.04 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nawaratlaw

สวัสดีเช่นกันครับ อ่านแล้วอมยิ้มมีความสุขดีค้าบ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
เชษฐ วันที่ : 10/08/2011 เวลา : 14.04 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/KorachCity
Achita

คิดถึง จึงแวะมาเยี่ยม

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< สิงหาคม 2011 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30 31      

[ Add to my favorite ] [ X ]