*/
  • รุสสกี้
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : krailuk@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-02-14
  • จำนวนเรื่อง : 921
  • จำนวนผู้ชม : 1598726
  • จำนวนผู้โหวต : 737
  • ส่ง msg :
  • โหวต 737 คน
แอนิเมชั่น 103 ปี

แอนิเมชั่นเรื่องแรกของรัสเซีย อายุ 103 ปี เพิ่งค้นพบฟิล์มเมื่อไม่นานมานี้

View All
<< สิงหาคม 2007 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  

[ Add to my favorite ] [ X ]


ท่านชื่นชอบอวัยวะส่วนไหนของร่างกายมากที่สุด
ขนจมูก
9 คน
ข้อศอก
9 คน
รูหู
15 คน
ซอกเล็บ
8 คน
ตาตุ่ม
7 คน
ไส้อ่อน
10 คน
ม้าม
4 คน
ฟันน้ำนม
63 คน
ไซนัส
2 คน
ต่อมปิตูอิตารี
26 คน

  โหวต 153 คน
วันศุกร์ ที่ 10 สิงหาคม 2550
Posted by รุสสกี้ , ผู้อ่าน : 2475 , 21:34:21 น.  
หมวด : ต่างประเทศ

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

เยอรมันโหดมา รัสเซียโหดไป

การเผาและการประหารเพื่อแก้แค้นไม่ได้ยุติลงหลังการตายของไรเชนาวและการมาถึงของเปาลุส อย่างเช่นวันที่ 29 มกราคม 1942 หรือราว 3 สัปดาห์หลังการขึ้นมาของผู้บัญชาการกองทัพที่ 6 คนใหม่ หมู่บ้าน คัมซาโมลสกาย่า ใกล้เมืองคาร์คอฟ ที่มีบ้าน เรือน 150 หลังถูกเผาราบ ระหว่างการเผา มีคนถูกยิง 8 คน และเด็ก 2 คนที่คาดว่าคงจะหวาดผวาอย่างหนัก และได้เข้าไปหลบซ่อนในบ้าน ก็จึงถูกเผาจนตาย

ทหารเยอรมันเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติอย่างผิดๆต่อพลเรือนหลังการโฆษณาชวนเชื่อของรัฐบาลเรื่องการต่อต้านชาวสลาฟและชาวยิวนานเกือบ 9 ปี แม้จะมีไม่กี่คนเท่านั้นที่ในช่วงนั้นจะทำลงไปด้วยสำนึกของค่านิยมแบบนาซี ธรรมชาติของสงครามก่อให้เกิดความรู้สึกที่ทั้งหยาบและซับซ้อน แม้จะมีกรณีที่ทหารลังเลที่จะประหารชีวิตตามที่ได้รับคำสั่ง ความสงสารตามธรรมชาติเกือบทั้งหมดที่มีต่อพลเรือนถูกเปลี่ยนรูปไปเป็นความโกรธแค้นเป็นช่วงๆ โดยมีพื้นฐานอยู่บนความรู้สึกที่ว่าผู้หญิงและเด็กไม่มีธุระอะไรที่จะต้องมาอยู่ในพื้นที่สู้รบ

ส่วนนายทหารก็เลือกที่จะเลี่ยงการไตร่ตรองเรื่องศีลธรรม พวกเขามุ่งมั่นอยู่กับความจำเป็นที่ต้องปฏิบัติตามคำสั่ง ส่วนผู้ที่ยังเชื่อในกฎของสงครามก็มักจะสยองไปกับการกระทำของทหารของพวกเขา แต่คำสั่งให้เคารพต่อกระบวนการต่างๆนั้นมีผลน้อยมาก “ การสอบปากคำควรจบลงด้วยการปล่อยตัวนักโทษ หรือไม่ก็ส่งนักโทษไปยังค่ายกักกัน “ คำสั่งจากกองพลทหารรายที่ 371 ได้ย้ำเอาไว้ “ ไม่ควรมีใครต้องถูกประหารโดยปราศจากคำสั่งของนายทหารที่รับผิดชอบ “ 

พวกเขายังหมดหวังกับเรื่องการปล้นสะดมด้วย มีทหารไม่กี่คนเท่านั้นที่เสนอจะจ่ายให้คนในท้องถิ่นแลกกับปศุสัตว์หรือผลผลิต ซึ่งโดยหลักก็เพราะรัฐบาลเยอรมันปฏิเสธที่จะจ่ายอาหารให้อย่างพอเพียง “ ทหารเดินเท้าเข้าไปยังสวนผักและกวาดเอาทุกอย่างไป “ผู้บังคับบัญชาระดับกองร้อยนายหนึ่งในกองพลทหารราบที่ 384 เขียนไว้ในไดอารี่ใน ช่วงฤดูร้อนปีนั้น ระหว่างการรุกไปที่สตาลินกราด “ พวกเขาเอาไปแม้กระทั่งข้าวของในครัวเรือน ทั้งเก้าอี้ และหม้อไห เป็นเรื่องน่าอายมาก มีคำสั่งห้ามอย่างเข้มงวดออกมาหลายฉบับ  แต่ทหารระดับล่างยับยั้งตัวเองไม่ได้  พวกเขาถูกความหิวผลักดันให้ต้องทำเช่นนี้ “ ผลกระทบของเรื่องนี้  ดูจะร้ายแรงอย่างมากในประเทศที่มีสภาพอากาศสุดขั้วเช่นรัสเซีย การปล้นเอาอาหารสำรองไปเป็นต้นเหตุให้พลเรือนตายไปมากมายจากความหิวโหยเมื่อฤดูหนาวมาถึง แม้กระทั่งการทำน้ำผึ้งก็ยังทำไม่ได้ เพราะน้ำตาลที่จำเป็นสำหรับทำให้ผึ้งมีชีวิตอยู่ได้ในช่วงฤดูหนาว ก็ยังถูกยึดเอาไป

ความจริงที่น่าสยดสยอง ที่มีนายทหารไม่กี่คนเท่านั้นที่จะกล้ายอมรับก็คือการที่กองทัพใจกว้าง หรือไม่ก็สนับสนุนต่อหลักคำสอนของนาซีเรื่องสงครามเชื้อชาติในแนวรบตะวันออก ละเลยจากกฎหมายสากลและกฎของกองทัพปกติ จึงกลายเป็นการทำให้กองทัพเป็นองค์กรกึ่งอาชญากรรม ความล้มเหลวของบรรดานายพลในการประท้วง แสดงให้เห็นถึงการขาดแคลนซึ่งความรู้สึกที่อ่อนไหวหรือความกล้าหาญในทางศีลธรรม ขณะที่ความกล้าหาญทางด้านการใช้กำลังนั้นไม่มีความจำเป็นแต่อย่างใด เพราะในขั้นต้นของการรบในรัสเซีย พวกนาซีไม่กล้าทำอะไรรุนแรงกับนายทหารอาวุโสที่คัดค้านพวกเขามากไปกว่าคำสั่งย้าย

สเตร็คเกอร์

ความสามารถของฮิตเลอร์ในการใช้งานนายพลของเขานั้นประหลาดมาก แม้นายพลส่วนใหญ่ในกองทัพที่ 6 จะไม่เชื่อในพวกนาซี แต่พวกเขาก็ภักดีต่อฮิตเลอร์มาก หรือทำเป็นว่าภักดี  ตัวอย่างเช่นจดหมายที่เขียนในวันที่ 20 เมษายน ก็จะเขียนแทนวันที่ด้วยคำว่า “ วันเกิด Fuhrer “ และจะลงท้ายด้วยคำว่า “Fuhrer จงเจริญ “ แต่ก็มีความเป็นไปได้อย่างยิ่งที่บรรดานายพลจะรักษาความเป็นเอกเทศของพวกเขาไว้ โดยที่หน้าที่การงานของพวกเขาไม่ได้รับกระทบโดยใช้เรื่องของการทหารมากกว่าเรื่องการเมือง นายพล คาร์ล สเตร็คเกอร์ ( Karl Strecker ) ผู้บัญชาการเหล่าที่ 11 ทหารรุ่นเก่าที่ประกาศว่าไม่ยอมรับรัฐบาลนาซี เขาต่อต้านเป็นการส่วนตัวต่อคำสั่งที่ไม่ถูกกฎหมายจากเบื้องบน  ครั้งหนึ่งเขาเคยขับรถไปตามหน่วยต่างๆเพื่อให้แน่ใจว่านายทหารเข้าใจคำสั่งของเขาอย่างถูกต้อง เขาเลือกเอากรอสเคิร์ธ มาเป็นหัวหน้าฝ่ายเสนาธิการ และทั้งสองก็ร่วมกันปกป้องที่มั่นสุดท้ายในสตาลินกราด โดยภักดีต่อสำนึกในหน้าที่ของตัวเอง ไม่ใช่ต่อฮิตเลอร์

และที่ขัดแย้งกับกฎสงครามทั้งหมดคือการยอมแพ้ไม่ได้เป็นเครื่องรับประกันชีวิตของทหารกองทัพแดง ในวันที่ 3 ของการบุกอูเครน จากรถลาดตระเวนของเขา ออกัส ฟอน คาเกเน็ค ( August von Kageneck) ผู้บังคับบัญชากองทหารลาดตระเวนของกองพลรถถังที่ 9  มองเห็น “ ศพคนตายนอนเรียงรายเบียดเสียดกันเป็นแถวใต้ต้นไม้ตามแนวถนนในเขตชนบท ทั้งหมดอยู่ในท่าเดียวกันคือนอนคว่ำหน้า “ ชัดเจนว่าพวกเขาไม่ได้ตายในการสู้รบ การโฆษณาชวนเชื่อของนาซี ที่ทั้งสร้างความเกลียดชังและความกลัวในเวลาเดียวกัน ได้ส่งเสริมทหารสังหารฝ่ายศัตรูให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ขณะเดียวกัน มันก็ยังเป็นเครื่องเตือนใจว่าพวกเขาเป็นทหารเยอรมันที่กล้าหาญ เรื่องนี้ก่อให้เกิดการผสมผสานของการทำลายล้างที่มีพลัง ในความพยายามที่จะควบคุมสัญญาณของความขลาดในตัว ความกลัวจากการโฆษณาชวนเชื่อของนาซีที่ทหารพูดถึงกันมากที่สุดก็คือกลัวการถูกจับ “ เรากลัว “ คาเกเน็คยอมรับ “ กลัวว่าจะตกไปอยู่ในมือของพวกรัส เซีย ที่ไม่ต้องสงสัยเลยว่ากระหายต่อการแก้แค้นหลังจากการโจมตีแบบที่สร้างความประหลาดใจของเรา “

นายทหารที่ยึดถือค่านิยมตามประเพณียิ่งรู้สึกขนลุกเมื่อได้ยินเรื่องที่ทหารยิงทิ้งทหารเชลยศึกโซเวียตที่เดินล้าหลัง แถวของทหารผู้พ่ายแพ้ที่ดูเหมือนจะยืดยาวแบบไม่มีที่สิ้นสุดเหล่านี้ต่างก็หิวโหย และเหนือสิ่งอื่นใด พวกเขากระหายน้ำอย่างมากท่ามกลางความร้อนของฤดูร้อน เครื่องแบบสีน้ำตาล และหมวกที่เรียกกันว่าปิล็อตก้าของพวกเขาเต็มไปด้วยฝุ่น พวกเขาถูกมองว่าอยู่ในสภาพที่ดีกว่าฝูงสัตว์เพียงเล็กน้อย  นักข่าวอิตาลีคนหนึ่งซึ่งได้เห็นแถวทหารเหล่านี้มามากมายเขียนว่า “  พวกเขาส่วนมากบาดเจ็บ ไม่มีผ้าพันแผล หน้าของพวกเขาเกรอะไปด้วยเลือดและฝุ่น เครื่องแบบของพวกเขาขาดวิ่น  มือไม้ก็ดำ พวกเขาเดินกันอย่างช้าๆ คอยช่วยเหลือซึ่งกันและกัน “ โดยหลักแล้วบาดแผลไม่ได้รับการเยียวยาทางการแพทย์  และคนที่เดินไม่ได้  หรือคนที่ล้มลงเพราะความอ่อนล้าจะถูกยิง ไม่ยอมให้มีการใช้ยานพาหนะทางการทหารของเยอรมันสำหรับการขนส่งทหารโซเวียต เพราะกลัวเรื่องการติดเหาและหมัด และไม่ควรลืมว่าเชลยศึกโซเวียต 600 นายถูกนำไปรมแก็สที่ค่ายกักกันเอ๊าช์วิตซ์ เมื่อ 3 กันยายน 1941 นั่นคือการทดลองครั้งแรกของที่นี่กับแก็ส ไซโคลน บี ( Zyklon B )

Zyklon B

สำหรับผู้ที่มีชีวิตรอดจนถึงค่ายกักกันเชลยศึก โอกาสของการมีชีวิตรอดก็กลายเป็นว่ามีไม่มากไปกว่า 1 ใน 3  รวมแล้วทหารกองทัพแดงกว่า 3 ล้านจากทั้งหมด 5 .7 ล้านตายในค่ายเยอรมันจากโรคภัยไข้เจ็บ การตากแดดตากลม ความอดอยาก และการถูกปฏิบัติที่ไม่ดี  และเป็นกองทัพเยอรมัน ไม่ใช่หน่วย SS  หรือองค์การนาซีใดๆที่รับผิดชอบต่อเชลยศึก ท่าทีของพวกเขาทำให้ย้อนนึกไปถึงดำรัสของไกเซอร์ วิลเฮล์ม ที่ 2 เมื่อปี 1914 ที่บอกว่า เชลยศึกรัสเซีย 90,000 นายที่ถูกจับที่ แทนเนนเบิร์ก สมควรถูกปล่อยให้อดตาย

หลังยอมจำนน

ในแนวรบทางใต้ ค่ายของเยอรมันที่ลาซาวาย่า ( Lozovaya ) ซึ่งถูกตีแตกโดยทหารของติมาเชนโก้ในการรุกเดือนมกราคม เผยให้เห็นสภาพที่น่าขนลุกขนพอง เชลยศึกกองทัพแดงกำลังตายจากความหนาวเย็น ความหิวโหย การปฏิบัติที่โหดร้าย สิ่งที่เรียกว่าค่ายนั้นไม่มีที่พักใดๆ มันเป็นแค่พื้นที่เปิดโล่งที่มีรั้วลวดหนามกั้น ชาวค่าย 18,000 นายกินอาหารจากกะทะ 12 ใบที่มีเนื้อม้าก้อนโตๆต้ม เมื่อทหารยามสั่งให้เชลยศึกมารับอาหาร ใครก็ตามที่วิ่ง จะถูกยิงทิ้ง ศพของพวกเขาจะถูกทิ้งไว้ตรงนั้น 3 วันเพื่อเป็นการเตือน

นายทหารเยอรมันในแนวหน้าที่ต้องการให้เชลยศึกๆได้รับการปฏิบัติที่ดีกว่าเดิมนั้นมีเหตุผลในทางปฏิบัติ  “ ข้อมูลของพวกเขาเรื่องจำนวนของข้าศึก การจัดองค์กร และเป้าหมาย อาจจะให้เราได้มากกว่าที่ฝ่ายข่าวกรองของเราเองหามาได้  “ เรื่องนี้เขียนเอาไว้ในคำแนะนำของหัวหน้าฝ่ายข่าวกรองกองพลทหารราบที่ 96 เขาเสริมว่า “ ทหารรัสเซียตอบสนองการสอบปากคำแบบที่ไม่มีมารยา “ ขณะเดียวกัน ฝ่ายการโฆษณาชวนเชื่อของ OKW ก็ออกคำสั่งว่าควรต้องกระตุ้นเรื่องการหนีทัพของฝ่ายรัสเซีย เพื่อเป็นการรักษาชีวิตทหารเยอรมัน แต่เจ้าหน้าที่ข่าวกรองในแนวหน้ารู้ดีว่า เรื่องนี้จะ “ ได้ผลหากมีการรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับพวกหนีทัพ “ ปัญหาก็คือ ตามปกติแล้วพวกเขาจะได้รับการปฏิบัติอย่างเลวร้ายเช่นเดียวกับเชลยศึกคนอื่นๆ

ค่ายกักกันเชลยศึกทหารโซเวียต

การไม่ชอบกฎหมายสากลของสตาลินนั้น สอดคล้องกับแผนของฮิตเลอร์สำหรับสงครามการกวาดล้าง ดังนั้นเมื่อสหภาพโซเวียตเสนอให้ทั้งสองฝ่ายยึดมั่นในอนุสัญญากรุงเฮกไม่ถึงเดือนหลังการบุก พวกเขาจึงไม่ได้รับคำตอบ ตามปกติ สตาลินไม่ค่อยสนใจในเรื่องที่มองว่าเล็กๆน้อยๆเหล่านี้ แต่ความโหดร้ายในการรุกไล่ของเยอรมัน ทำให้เขาต้องผวา

อย่างเป็นทางการแล้ว ในกองทัพแดง ไม่มีอะไรที่จะมาเทียบเคียงได้กับคำสั่งแบบผิดกฎหมายที่ออกมาโดย Wehrmacht wfh แต่สมาชิกหน่วย SS และต่อมาก็รวมถึงเจ้าหน้าที่ประเภทอื่นเช่นยามประจำค่าย และสมาชิกของตำรวจลับภาคสนาม การถูกยิงทิ้งหลังจากที่ถูกจับได้ แทบจะกลายเป็นของตาย นักบินและทหารรถถังก็เสี่ยงที่จะเจอกับศาลเตี้ย แต่โดยรวมแล้ว การยิงเชลยศึกเป็นเรื่องของการยิงแบบไม่ไตร่ตรอง มาก กว่าที่จะเป็นการคิดคำนวณเอาไว้ล่วงหน้า ความโหดร้ายป่าเถื่อนเหล่านี้ อยู่เป็นจุดๆ และไม่มีรูปแบบ ทางการโซเวียตต้องการเชลยศึกอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดานายทหาร เพื่อเอาไว้รีดข้อมูล

แต่สำหรับพวกใต้ดิน รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวโยงกับกองทัพแดง โรงพยาบาลรถไฟ ถือว่าเป็นเป้าหมายที่ถูกกฎหมาย และมีนักบินและพลปืนไม่กี่คนที่จะละเว้นรถพยาบาลหรือโรงพยาบาลสนาม นายแพทย์ประจำกองพลรถถังที่ 22 บอกว่าว่าบนรถพยาบาลของเขามีปืนกลตั้งอยู่ด้านบน มีเครื่องหมายกากบาทอยู่ด้านข้าง สัญลักษณ์กากบาทเป็นเรื่องขบขันสำหรับรัสเซีย  มันเป็นสัญลักษณ์สำหรับคนเยอรมันเท่านั้น “ กรณีร้ายแรงที่สุดเกิดขึ้นเมื่อ 29 ธันวาคม 1941 เมื่อโรงพยาบาลสนามของเยอรมันที่ฟีโอโดเซีย ริมชายฝั่งไครเมียถูกบุก นาวิกโยธินโซเวียต ที่หลายคนอยู่ในอาการเมามาย ได้สังหารเยอรมันบาดเจ็บไปราว 160 นาย หลายนายถูกโยนออกไปนอกหน้าต่าง หลายคนถูกนำออกมาข้างนอก ถูกสาดน้ำเข้าใส่ และปล่อยให้แข็งตาย



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
ครูไอที วันที่ : 14/03/2009 เวลา : 00.01 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nongkanak

ผมอ่านไม่เข้าใจครับไม่ทราบว่าเขียนยังไงวนไปมาครับไม่เข้าใจ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ผ่านมาระบาย วันที่ : 10/08/2007 เวลา : 21.43 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Sodoyouthinkyoucanblog
Keep reading and tell me what i am   

สมัยสงคราม
เค้าทำกันทุกวิถีทาง เพื่อให้เห็นความโหดร้ายของตัวเอง
และเห็นความเจ็บปวดของศัตรู
เรื่องศีลธรรม ของ ต๊ะ กันไว้กัน มั้ง
อ่านแล้วน่ากลัวค่ะ
ดีว่า สมัยนี้ เค้ารบกันด้วยเทคโนโลยี
เอาคนเข้าไปเสี่ยงน้อย
คนตายก้อน้อยลง
แต่ ขึ้นชื่อว่า สงคราม
คำตอบ คือ การ ทำลาย

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน