*/
  • รุสสกี้
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : krailuk@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-02-14
  • จำนวนเรื่อง : 921
  • จำนวนผู้ชม : 1736533
  • จำนวนผู้โหวต : 745
  • ส่ง msg :
  • โหวต 745 คน
แอนิเมชั่น 103 ปี

แอนิเมชั่นเรื่องแรกของรัสเซีย อายุ 103 ปี เพิ่งค้นพบฟิล์มเมื่อไม่นานมานี้

View All
<< มีนาคม 2015 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30 31        

[ Add to my favorite ] [ X ]


ท่านชื่นชอบอวัยวะส่วนไหนของร่างกายมากที่สุด
ขนจมูก
9 คน
ข้อศอก
9 คน
รูหู
15 คน
ซอกเล็บ
8 คน
ตาตุ่ม
7 คน
ไส้อ่อน
10 คน
ม้าม
4 คน
ฟันน้ำนม
63 คน
ไซนัส
2 คน
ต่อมปิตูอิตารี
26 คน

  โหวต 153 คน
วันศุกร์ ที่ 20 มีนาคม 2558
Posted by รุสสกี้ , ผู้อ่าน : 2427 , 01:09:56 น.  
หมวด : ต่างประเทศ

พิมพ์หน้านี้
โหวต 2 คน BlueHill , สิงห์นอกระบบ โหวตเรื่องนี้

ในสงครามโลกครั้งที่ 1 เยอรมนีและรัสเซีย ต่างก็เป็นแกนนำในการทำสงคราม และส่งทหารเข้าห้ำหั่นกันอย่างเอาเป็นเอาตาย แต่สุดท้ายก็แพ้ทั้งคู่ คือตอนแรกรัสเซีย ภายใต้การนำของเลนิน ก็ขอยอมแพ้ต่อเยอรมนี เพราะเจอศึกหนักในประเทศ และเตรียมจะยอมเสียดินแดนทางตะวันตกของประเทศให้กับฝ่ายผู้ชนะ แต่ไปๆมาๆ เยอรมนีก็สงครามกับฝ่ายสัมพันธมิตร รัสเซียก็เลยรอดตัวไป ไม่ต้องเสียอะไรมากมาย 

แต่ทั้งสองประเทศก็ต้องตกอยู่ในสภาพเดียวกัน เพราะในส่วนของฝ่ายรัสเซีย ระหว่างสงคราม ได้เกิดการปฏิวัติภายในประเทศ เลนินหันประเทศมาสู่การปกครองแบบสังคมนิยมเป็นประเทศแรกของโลก และหันมาใช้ชื่อสหภาพโซเวียตในเวลาต่อมา ทำให้เกิดผิดใจกับฝั่งประเทศทุนนิยมทั่วโลก เนื่องจากผลประโยชน์ขัดกันแบบรอมชอมไม่ได้ โซเวียตก็เลยโดนประเทศพวกนี้รุม จึงตกอยู่ในสภาพหมาหัวเน่า ไม่ค่อยมีพรรคพวกเพื่อนฝูง

เยอรมนีก็อยู่ในสภาพไม่ต่างกันมากนัก เพราะในฐานะของต้นเหตุแห่งสงคราม แถมยังแพ้ ก็เลยโดนลงโทษต่างๆนาๆ เล่นเอาหน้าเขียวหน้าเหลือง ใครๆก็ไม่ค่อยอยากจะคบ

มาลาตอฟลงนาม ริบเบนทรอพ ยืนอยู่ข้างหนัง ( คนที่ 3 จากขวา )

เมื่อ 2 อริ ตกอยู่ในสภาพเดียวกัน ผีเน่ากับโลงผุ จึงต้องหาทางกลับมาเป็นพันธมิตรกันแบบเลี่ยงไม่ได้ และบางครั้งก็เป็นความสัมพันธ์อย่างลับๆ อย่างสนธิสัญญาที่กลุ่มประเทศสัมพันธมิตร ทำออกมาเพื่อลงโทษเยอรมนีจากการทำสงครามโลกครั้งที่ 1 บอกว่า ห้ามเยอรมันฝึกทหารโน่นนี่นั่น เยอรมันก็เลยตกลงกับโซเวียต จัดการแอบหาทางส่งทหารมาฝึกในโซเวียตเสียเลย

ความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศเริ่มมาตั้งแต่ปี 1922 คือหลังจากที่สงครามกลางเมืองระหว่างพวกแดงกับพวกขาวในรัสเซียสิ้นสุดลง โดยมีการทำสนธิสัญญาทั้งการทหาร การค้า แต่เมื่อพรรคนาซีเข้ามามีอำนาจในยุคทศวรรษที่ 1930 ด้วยปรัชญาการเมืองของฮิตเลอร์ ที่มองรัสเซียด้วยความเหยียดหยาม ทำให้เกิดความไม่ค่อยมั่นใจในความสัมพันธ์ ( ดังที่ได้พูดไปแล้วในตอนแรก - อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ กับรัสเซีย ) การค้าการขายระหว่าง 2 ประเทศก็ลดลงมาก เมื่อเยอรมนีฉีกสนธิสัญญาแวร์ซาย ที่ทำกับประเทศผู้ชนะสงคราม และหันมาพัฒนากองทัพ ทำให้ไม่ต้องพึ่งพาโซเวียตมากเท่ากับแต่ก่อน และเมื่อเกิดสงครามกลางเมืองในสเปน ทั้งสองฝ่ายก็หันมารบกันเองเสียด้วย แต่เป็นในรูปของสงครามตัวแทน

หลังฮิตเลอร์ ผนวกดินแดนบางส่วนของเชคโกสโลวาเกีย หลายฝ่ายมองว่า โซเวียตมีโอกาสที่จะเป็นเหยื่อรายต่อไปของเยอรมนี ฝ่ายโซเวียตก็มองว่าชาติตะวันตกยุยงให้เยอรมนีถล่มโซเวียต เพื่อว่าทั้งสองฝ่ายที่สู้รบกันเอง จะได้พังไปเสียทั้งคู่ แล้วชาติตะวันตกก็จะจัดการสองประเทศได้โดยง่าย ก็ทำให้ความสัมพันธ์ของทั้ง 3 ฝ่ายไม่ดีเอาเสียเลย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใด

แต่ในส่วนของฮิตเลอร์มองว่า ในช่วงนั้น การเป็นพันธมิตรทางการค้ากับอังกฤษเป็นไปไม่ได้แล้วหลังเกิดกรณีเชคโกสโลวาเกีย การคบกับโซเวียตน่าจะดีกว่าในแง่ของการเข้าถึงแหล่งทรัพยากรที่จำเป็น ขณะที่โซเวียตที่กำลังพัฒนาประเทศอย่างหนัก ก็ต้องการเทคโนโลยี และเครื่องไม้เครื่องมือทั้งหลายแหล่ ซึ่งเยอรมนีก็มีมากมาย

ขณะเดียวกัน ก็มีความพยายามที่จะควบคุมการขยายอำนาจไปยังประเทศอื่นของฮิตเลอร์ ซึ่งอังกฤษ ฝรั่งเศสและโซเวียตก็ได้หารือกันเรื่องนี้เช่นกัน แต่ด้วยมุมมองที่แตกต่างกัน ก็เลยตกลงกันไม่ได้ อย่างโซเวียตเองก็ไม่ไว้ใจประเทศทุนนิยมอังกฤษและฝรั่งเศส ที่ตามปกติก็ต่อต้านสังคมนิยม แต่ถ้าจะต้องจับมือเป็นพันธมิตรกัน ก็ขอให้เป็นพันธมิตรทางการทหารกันไปเลย หากจะต้องรบกับเยอรมนี แต่อังกฤษและฝรั่งเศสมองว่า สงครามยังน่าจะเลี่ยงได้ และโซเวียตไม่แกร่งพอที่จะมาช่วยอะไรพวกเขาได้ยามที่เกิดสงคราม ขณะที่โซเวียตก็บอกว่า อดีตดินแดนของรัสเซีย อย่าง 3 ประเทศแถบทะเลบอลติก คือเอสโตเนีย ลิธัวเนีย และลัตเวีย อาจจะหันไปสนับสนุนเยอรมัน ซึ่งอาจจะเป็นอันตรายทางอ้อมต่อโซเวียต ฝ่ายอังกฤษก็กลับมองว่า การที่พวกเขาจะหันไปสนับสนุนความคิดของรัสเซีย ก็อาจเท่ากับเป็นการสร้างความชอบธรรมให้กับโซเวียตในการยึดครองประเทศเหล่านี้กลับมาเป็นของโซเวียตอีกครั้ง หรืออาจทำให้ประเทศเหล่านี้หันไปถือหางเยอรมนีจริงๆเสียเลย ปัญหาเหล่านี้ ทำให้การเจรจาไม่คืบหน้า ขณะเดียว กันโซเวียต กับเยอรมัน ก็แอบเจรจากันแบบลับๆ เพราะเยอรมนีหวังจะได้วัตถุดิบจากรัสเซีย และหากปะเหมาะเคราะห์ดี ก็ยึดประเทศยักษ์นี้เสียเลย ส่วนโซเวียตนั้นก็อาจจะมองว่า ถ้าพึ่งชาติตะวันตกไม่ได้ งานนี้ก็ไปจับมือเป็นพันธมิตรกับศัตรูเสียเลย แถมงานนี้ยังได้รับบทเป็นตาอยู่ คว้าพุงเพียวๆไปกิน หากว่าเยอรมันจะไปรบกับอังกฤษ และฝรั่งเศส

งานนี้ โซเวียตถึงกับเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีต่างประเทศ จากคนที่มีเชื้อสายยิว และมีแนวคิดโปรตะวันออก ให้มาเป็นคนรัสเซีย เพื่อให้สามารถเจรจากับฝ่ายตะวันตกได้ และยังเจรจากับเยอรมนีได้ด้วย

สีแดงคือโซเวียต สีชมพูคือเขตอิทธิพลโซเวียยต สีน้ำเงินเยอรมนี สีฟ้าคือเขตอิทธิพลเยอรมนี

และเมื่อการเจรจากับประเทศตะวันตกหยุดชะงัก แบบไม่มีวี่แววกระเตื้อง หลังโซเวียตขอสิทธิในการเดินทัพผ่านโปแลนด์ เพื่อไปรบกับเยอรมนี หากถูกเยอรมันโจมตี แต่โปแลนด์ไม่ยอมท่าเดียว เพราะกลัวว่า เมื่อเข้ามาแล้วจะไม่ยอมออกไป วันที่ 19 สิงหาคม 1939 โซเวียตและเยอรมนี ที่มีปรัชญาการเมืองแบบต่อต้านทุนนิยมเหมือนกัน ก็ลงนามในข้อตกลงทางการค้า จากนั้นอีกไม่กี่วัน เยอรมนี ก็ตอบตกลงในเรื่องภาคผนวกลับ เรื่องการแบ่งเขตอิทธิพลระหว่าง 2 ประเทศ โดยครึ่งหนึ่งของโปแลนด์ รวมถึงลัตเวีย เอสโตเนีย ฟินแลนด์ และเบสซาราเบีย ( ปัจจุบันคือส่วนหนึ่งของมอลโดว่า ) อยู่ในเขตอิทธิพลของโซเวียต

ดังนั้น ในวันที่ 22 สิงหาคม 1939 ขณะที่โซเวียตกำลังเจรจากับชาติตะวันตกที่มอสโก แต่ไม่มีความคืบหน้าตามที่บอกไปแล้ว รัฐมนตรีต่างประเทศเยอรมนี โจอาคิม ฟอน ริบเบนทรอพ ก็เดินทางมากรุงมอสโกในวันถัดมา และ 24 สิงหาคม 1939 เขาก็ร่วมลงนามในสนธิสัญญาไม่รุกรานซึ่งกันและกัน พร้อมด้วยภาคผนวกพิเศษ กับรัฐมนตรีโซเวียต เวียเชสลาฟ มาลาตอฟ โดยมีสตาลินเป็นสักขีพยาน สนธิสัญญานี้เรียกกันว่า สนธิสัญญามาลาตอฟ – ริบเบนทรอพ

แต่แม้จะมีสนธิสัญญา ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะไว้วางใจซึ่งกันและกัน เช่นเยอรมนีเคยพยายามดึงโซเวียตไปร่วมกับกลุ่มอักษะ แต่โซเวียตก็ไม่ไป รวมถึงความเห็นไม่ลงรอยในประเด็นปัญหาในยุโรปตะวันออกอื่นๆ ทำให้หลายฝ่ายมองว่ากรณีพิพาทระหว่าง 2 ประเทศ ไม่น่าจะหลีกเลี่ยงได้

และก็เป็นจริงตามนั้น โดยไม่นานหลังเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อเยอรมนีแผ่อำนาจไปค่อนยุโรป พวกเขาก็หันมารบกับโซเวียต โดยไม่สนใจสนธิสัญญาที่ทำกันไว้

 



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน