• sainarong
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : linheping@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-08-28
  • จำนวนเรื่อง : 46
  • จำนวนผู้ชม : 219637
  • ส่ง msg :
  • โหวต 95 คน
สี่เหลี่ยมเศรษฐกิจ (ไทย จีนตอนใต้ พม่า ลาว)
Blog นี้เกี่ยวกับแผนเศรษฐกิจของพื้นที่สี่เหลี่ยมเศรษฐกิจ ซึ่งประกอบด้วยไทย ตอนเหนือ จีนตอนใต้ (ยูนนาน) พม่า และลาวตอนเหนือ Blog นี้ติดตามการดำเนินการตามแผนเศรษฐกิจนี้
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/sainarong
วันจันทร์ ที่ 5 พฤศจิกายน 2550
Posted by , ผู้อ่าน : 15799 , 09:37:35 น.  
หมวด : เศรษฐกิจ

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

            มีหลายกลุ่มที่ต่อต้าน ADB ทั้งในไทยและต่างประเทศ ถึงแม้ว่ากลุ่มเหล่านี้ต่อต้าน ADB แต่แต่ละกลุ่มอาจมีความคิดเห็นที่ต่างกันเกี่ยวกับ ADB

            กลุ่มหนึ่งเห็นว่าโครงการของ ADB นั้น บางโครงการไม่ได้คำนึงถึงความเสียหายด้านสังคมและสภาพแวดล้อมอย่างเพียงพอ เน้นเพียงแต่รายได้ที่เป็นตัวเงิน หรือให้ประโยชน์ต่อคนรวยเป็นส่วนมาก

            บางกลุ่มในไทยคิดว่า นโยบายการให้เงินกู้ของ ADB เป็นรูปแบบหนึ่งของทุนต่างชาติที่คืบคลานเข้ามายึดเศรษฐกิจและทรัพยากรของไทย โดยมีเป้าหมายสูงสุดอยู่ที่การสร้างความมั่งคั่งและผลกำไรให้กับประเทศของตนเอง

            ท่านสามารถหาข้อมูลเหล่านี้ได้ที่ http://www.forum-adb.org/about.html หรือ http://www.thaico.net/w_adbinthai/

            ผมได้คัดลอกส่วนหนึ่ง (ยาวถึง 22 หน้า) จากเว็บไซต์ของกลุ่มต่อต้าน ADB ที่เป็นภาษาไทยมาให้ท่านอ่านครับ แต่ยังไม่ขอออกความเห็น

รู้จัก เอดีบี (ถาม-ตอบ)

1.       เอดีบี คือ ? 

2.       เอดีบี ทำอะไร? 

3.       ใครเป็นผู้จ่ายเงินสำหรับการดำเนินงานของเอดีบี?

4.       ใครบ้างที่เป็นประเทศสมาชิก? 

5.       ใครเป็นผู้บริจาคทุนรายใหญ่ของเอดีบี?

6.       ใครเป็นผู้กู้รายใหญ่ของเอดีบี?

7.       โครงสร้างการตัดสินใจของเอดีบีเป็นอย่างไร?

8.       เอดีบีวางหลักการการดำเนินงานอย่างไร?

9.       อะไรที่เอดีบีบอกว่าเป็นเป้าหมายในทางยุทธศาสตร์ของเอดีบี?

10.   เอดีบีอนุมัติวงเงินเพื่อโครงการพัฒนาทางด้านใดบ้าง? 

11.   บทบาทของเอดีบีในขณะนี้เป็นอย่างไร?

1.เอดีบี คือ ?

ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย หรือ เอดีบี คือสถาบันทางการเงินที่มุ่งเน้นการพัฒนาในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก เอดีบีมีอิทธิพลต่อการพัฒนาในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก เป็นคู่แข่งแม้กระทั่งธนาคารโลก และองค์กรการเงินระหว่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟ โดยเอดีบีมีพื้นที่เป้าหมายอยู่ที่ภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิค 

ก่อตั้งเมื่อปี 1966 (พ.ศ. 2509) ตั้งแต่นั้นมาสถาบันทางการเงินแห่งนี้ก็ทำหน้าที่เป็นช่องทางสำคัญสำหรับอิทธิพลทางธุรกิจของญี่ปุ่นต่อภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก โดยธรรมเนียมแล้ว ตำแหน่งประธานของเอดีบี และผู้บริหารระดับสูงจะเป็นคนญี่ปุ่น เหมือนกับที่สหรัฐอมริกาครองตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงในธนาคารโลก

ย้อนกลับ 

2.เอดีบี ทำอะไร?

เอดีบีให้เงินกู้, ลงทุน, และให้ความช่วยเหลือทางเทคนิคแก่รัฐบาล และบริษัทเอกชนต่างๆในประเทศสมาชิก สำหรับการเตรียมการและการดำเนินการโครงการพัฒนาต่างๆจนเสร็จสิ้น และยังทำหน้าที่เป็นตัวกระตุ้นส่งเสริมให้เกิดการลงทุนจากการระดมเงินทุนจากทั้งภาคเอกชนและภาคสาธารณะเพื่อการพัฒนา

ย้อนกลับ 

3.ใครเป็นผู้จ่ายเงินสำหรับการดำเนินงานของเอดีบี?

เอดีบีตั้งขึ้นมาด้วยเงินจากการบริจาค และเงินจากการเป็นสมาชิกของประเทศต่างๆ และจากการกู้ยืมจากตลาดเงินระหว่างประเทศด้วย 

ย้อนกลับ 

4.ใครบ้างที่เป็นประเทศสมาชิก?

เอดีบีมีสมาชิกผู้ถือหุ้นทั้งหมด 57 ประเทศ โดย ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2540 ผู้ถือหุ้นใหญ่ที่สุดคือ ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา คือประเทศละ 16 เปอร์เซ็นต์ ส่วนประเทศสมาชิกในภูมิภาคเอเฃียและแปซิฟิคจำนวน 41 ประเทศ ถือหุ้นอยู่รวมกัน 47 เปอร์เซ็นต์ (ไม่รวมญี่ปุ่น) และสมาชิกอีก 16 ประเทศที่มาจากประเทศอุตสาหกรรมในยุโรปตะวันตก, อเมริกาเหนือ ถือหุ้นอยู่ 21 เปอร์เซ็นต์ (ไม่รวมสหรัฐอเมริกา) ผู้ถือหุ้นสิบอันดับต้นๆ (เรียงตามลำดับผู้ถือหุ้นรายใหญ่ไปเล็ก) คือ ญี่ปุ่นและอเมริกา, จีน, อินเดีย, ออสเตรเลีย, อินโดนีเซีย, แคนาดา, เกาหลี, เยอรมัน, และมาเลเซีย โดยเอดีบีมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์

ย้อนกลับ 

5.ใครเป็นผู้บริจาคทุนรายใหญ่ของเอดีบี?

ผู้บริจาครายใหญ่ คือ ญี่ปุ่น, อเมริกา, เยอรมัน, ออสเตรเลีย และแคนาดา

ย้อนกลับ 

6.ใครเป็นผู้กู้รายใหญ่ของเอดีบี?

ในปี 2539 ผู้กู้รายใหญ่ (เรียงตามลำดับ) คือ จีน, อินโดนีเซีย, อินเดีย, ปากีสถาน, เวียดนาม, ประเทศไทย, ฟิลิปปินส์, เนปาล, บังคลาเทศ และกัมพูชา

ย้อนกลับ 

7.โครงสร้างการตัดสินใจของเอดีบีเป็นอย่างไร?

โดยทางปฏิบัติ ประเทศผู้บริจาครายใหญ่จะมีอำนาจในการตัดสินใจมากที่สุด ซึ่งก็คือ ญี่ปุ่น และอเมริกา รองลงมาคือ ออสเตรเลีย ที่ผ่านมาประธานของเอดีบีทั้ง 6 คนเป็นชาวญี่ปุ่น ผลก็คือ โครงการต่างๆที่เอดีบีให้กู้ก็จะเป็นโครงการที่ญี่ปุ่นเข้ามาเกี่ยวข้องในเรื่องผลประโยชน์ด้วยเสมอ

ย้อนกลับ 

8.เอดีบีวางหลักการการดำเนินงานอย่างไร?

เอดีบีระบุหลักการการดำเนินงานของตัวเองว่า 

  1. เพื่อขยายเงินกู้ และสร้างความทัดเทียมในการลงทุนสำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแก่ประเทศกำลังพัฒนาที่เป็นสมาชิก

  2. เพื่อให้ความช่วยเหลือทางด้านเทคนิคสำหรับการเตรียมการและการดำเนินการโครงการพัฒนาต่างๆ รวมทั้งบริการให้คำปรึกษาแนะนำด้วย

  3. เพื่อส่งเสริมและอำนวยความสะดวกในการลงทุนของทั้งภาคเอกชนและภาคสาธารณะต่อโครงการการพัฒนาต่างๆ

  4. เพื่อตอบสนองต่อข้อเรียกร้องสำหรับการให้ความช่วยเหลือกับประเทศสมาชิกทางด้านการวางแผนหรือด้านการวางนโยบายการพัฒนาร่วมกัน

ย้อนกลับ 

9.อะไรที่เอดีบีบอกว่าเป็นเป้าหมายในทางยุทธศาสตร์ของเอดีบี?

เอดีบีอธิบายบทบาทของตัวเองในภูมิภาคนี้ว่า “เพื่อที่จะเข้ามามีส่วนในระดับกว้างๆ ของกิจกรรมการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจและสังคม โดยมีเป้าหมายที่จะยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในภูมิภาคนี้” โดยเอดีบีมองว่าจะต้องสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจและกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจให้เกิดขึ้นในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิค โดยวางเป้ายุทธศาสตร์ของธนาคารว่า “จะต้องสร้างความเติบโตทางเศรษฐกิจ, ลดทอนความยากจน, ส่งเสริมการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์, ยกระดับสถานะของผู้หญิง และปกป้องสิ่งแวดล้อม” อย่างไรก็ตาม เป้าหมายทางด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมนั้นถูกระบุไว้ปะปนกับเป้าหมายทางด้านเศรษฐกิจ ซึ่งมันเด่นชัดว่านโยบายที่ส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจ และลดทอนความยากจนนั้นยังคงเป็นเป้าหมายใจความใหญ่ หรือถือเป็นปรัชญาการดำเนินงานของธนาคาร

ย้อนกลับ 

10.เอดีบีอนุมัติวงเงินเพื่อโครงการพัฒนาทางด้านใดบ้าง?

เมื่อเริ่มก่อตั้ง เอดีบีอนุมัติวงเงินมากกว่า 50,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อการให้กู้ยืมสำหรับ 1,300 โครงการ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโครงการเพื่อการพัฒนาโครงสร้างขนาดใหญ่ โดยมุ่งเป้าที่ด้านพลังงาน (โครงการท่อแก๊สยาดานา) การโทรคมนาคม การขนส่ง และการท่องเที่ยว (การสร้างสนามบินงูเห่า และการตัดถนนเชื่อม 6 ประเทศในภูมิภาคแม่น้ำโขง) และแบ่งสรรเพียง 2% (ซึ่งถือว่าเป็นสัดส่วนที่น้อยที่สุด) ให้กับด้านการศึกษา ส่วนโครงการพัฒนาในภาคเกษตร เงินกู้ของเอดีบีจะพ่วงมากับเงินกู้อื่นๆของญี่ปุ่น เช่น กองทุนเพื่อการพัฒนาโพ้นทะเล และธนาคารเพื่อการส่งออกของญี่ปุ่น เป็นต้น

ย้อนกลับ 

11.บทบาทของเอดีบีในขณะนี้เป็นอย่างไร?

บทบาทแต่ก่อนธนาคารเป็นผู้ให้กู้เงินแก่ประเทศสมาชิกโดยตรง แต่ในปัจจุบัน ธนาคารได้เปลี่ยนบทบาทใหม่มาเป็นตัวเร่งให้เกิดการพัฒนา โดยใช้การลงทุนในโครงการต่างๆ มาโน้มน้าวภาคเอกชนให้เข้ามาร่วมลงทุนและจัดการทางด้านการเงินร่วมกัน โดยเอดีบีจะเป็นผู้วางกรอบและผลักดันให้มีการปรับโครงสร้างของสถาบันต่างๆ โดยการแปรรูป และปรับกฎหมาย เพื่อปูทางให้ภาคเอกชนเข้ามา การดึงภาคเอกชนเข้ามาร่วมลงทุนเช่นนี้ เอดีบีอ้างว่าทำให้เงินทุนมหาศาลหลั่งไหลเข้ามาเสริมวิสัยทัศน์ทางด้านการพัฒนาของเอดีบีในภูมิภาคให้ขยายออกไปอย่างมากมาย 

เอดีบี กับประเทศไทย

ความจริงเอดีบีได้ให้เงินกู้ประเทศไทยมานาน ตั้งแต่ปี 2516 ในยุคที่คอมมิวนิสต์แพร่ระบาดในไทย สหรัฐอเมริกาเห็นสมควรที่จะสนับสนุนประเทศไทย โดยในช่วงแรก ๆ การให้เงินกู้ของเอดีบีเป็นเรื่องของโครงสร้างพื้นฐาน เช่นการก่อสร้างถนน และสาธารณูปโภคพื้นฐาน

จนกระทั่งเกิดภาวะวิกฤติเศรษฐกิจในประเทศไทยระหว่างปี 2540-2541 ภายหลังจากที่ประเทศไทยได้กู้เงินจากไอเอ็มเอฟ ไปแล้วจำนวน 17,200 ล้านเหรียญสหรัฐ ในเวลาไม่นาน ประเทศไทยก็ต้องกู้เงินจากเอดีบีอีกระลอกหนึ่ง เอดีบีได้อนุมัติวงเงินกู้แก่ประเทศไทยภายใต้โปรแกรมเงินกู้ของไอเอ็มเอฟ เป็นจำนวนเงิน 1,200 พันล้านเหรียญสหรัฐ

ในปี 2541 เอดีบีได้อนุมัติเงินกู้ไปแล้วในด้านการปรับโครงสร้างภาคการเงิน 300 ล้านเหรียญสหรัฐ ปรับโครงสร้างภาคสังคม 500 ล้านเหรียญสหรัฐ และระดมทุนร่วมกับสถาบันการเงินต่างประเทศให้กับธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทยเป็นเงิน 1 พันล้านเหรียญสหรัฐเพื่อปล่อยกู้ต่อแก่ภาคเอกชน และในปี 2542 รัฐบาลได้เจรจาขอกู้เพิ่มเติม เพื่อปรับโครงสร้างภาคเกษตรเป็นจำนวนเงิน 300 ล้านเหรียญสหรัฐ และสมทบจาก OECF อีก 300 ล้านเหรียญสหรัฐ รวมเป็นเงิน 600 ล้านเหรียญสหรัฐ

ขณะที่รัฐบาลไทยมองเอดีบีไม่ต่างจากไอเอ็มเอฟ และธนาคารโลก ว่าคืออัศวินขี่ม้าขาว ที่เข้ามาช่วยอุ้มชูประเทศไทยให้รอดพ้นจาก "วิกฤติเศรษฐกิจ" แต่ในความเป็นจริงภายใต้เงื่อนไขเงินกู้ ไม่ว่าธนาคารไหน ๆ ในโลกก็ไม่ต่างกัน เมื่อให้ ก็ย่อมหมายถึง ต้องได้ "กำไร" คือทำอย่างไรก็ได้ที่จะทำให้ประเทศนั้น ๆ คืนเงินมาพร้อมกับดอกเบี้ย ที่สำคัญคือ เงินกู้เอดีบีอัตราดอกเบี้ยสูงถึงร้อยละ 8 สูงที่สุดในบรรดาเงินกู้ที่ประเทศไทยเคยกู้มา

การให้เงินกู้ของเอดีบีจึงแถมพกมาด้วย "เงื่อนไข" ที่ประเทศไทยต้องปฏิบัติตาม ภายใต้ชื่อโครงการที่ดูดีว่า "แผนความช่วยเหลือประเทศ" หรือ CAP

แผนความช่วยเหลือได้กำหนดเงื่อนไขสำคัญ ๆ ที่ทำให้ประเทศไทยต้องปฏิบัติตามดังนี้

  • ปรับโครงสร้างภาคการเงิน และพัฒนาตลาดทุน

รัฐบาลจะต้องมีแผนการปรับภาคเศรษฐกิจ โดยการปรับโครงสร้างภาคการเงิน ใช้นโยบายการคลังที่เข้มงวด และลดการขาดดุลทางการค้า โดยการเสนอให้เพิ่มทุนให้กับสถาบันการเงินทั้งของรัฐและเอกชน 

การปฏิรูปสถาบันการเงินนี้ เอดีบีจะทำงานร่วมกับไอเอ็มเอฟ และธนาคารโลก ไอเอ็มเอฟมีหน้าที่ปฏิรูปและสร้างความแข็งแกร่งให้กับธนาคารแห่งประเทศไทย ธนาคารโลกทำหน้าที่ปฏิรูปกฎระเบียบและปรับปรุงสถาบันการเงินอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ธนาคาร

ส่วนเอดีบีทำหน้าที่ในการพัฒนาตลาดทุน เพิ่มช่องทางการระดมทุน เช่น ตลาดหุ้น ตลาดพันธบัตร

  • แปรรูประบบการศึกษา

ที่ผ่านมารัฐบาลใช้ค่าใช้จ่ายสำหรับด้านการศึกษาสูงมาก และเป็นการใช้งบประมาณที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ เอดีบีจึงได้เสนอการแปรรรูประบบการศึกษาโดยให้ภาคเอกชนเข้ามาดำเนินการ โดยให้เหตุผลอย่างสวยหรูคือ "เพื่อปรับปรุงคุณภาพการศึกษา" แต่โดยเนื้อแท้การแปรรูปนี้จะส่งผลกระทบต่อลูกคนยากคนจนที่ไม่มีทุนรอน ก็จะไม่สามารถศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยได้ 

ยิ่งไปกว่านี้ระบบการศึกษาของประเทศจะถูกควบคุมด้วยเอดีบี โดยเอดีบีได้กำหนดให้คณะกรรมการศึกษาแห่งชาติ เป็นผู้วางนโยบายหลัก และวางการศึกษาให้กับประเทศไทยทุกระดับ การศึกษาทางเลือก ที่เน้นวัฒนธรรมภูมิปัญญาของชุมชนก็จะถูกกีดกันออกไปจากระบบในที่สุด

  • แปรรูประบบสาธารณสุข

เอดีบีมองว่าภาระค่าใช้จ่ายของรัฐอีกด้านหนึ่งที่มีการใช้ไปเป็นจำนวนมาก คือค่าใช้จ่ายทางด้านสาธารณสุข ซึ่งมีทั้งค่ายา และเวชภัณฑ์ เช่นเดียวกับระบบการศึกษา ฉะนั้นจึงมีการเสนอให้แปรรูประบบสาธารณสุข โดยในขณะนี้มีการทำโครงการนำร่องโรงพยาบาลระดับศูนย์ของรัฐให้ออกนอกระบบราชการ 7 แห่ง คือที่ภาคใต้มี หาดใหญ่ ยะลา สตูล ภาคเหนือมี รพ.นครพิงค์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีขอนแก่น ภาคกลางมีสระบุรี และบ้านแพ้ว สมุทรสาคร

ประเด็นนี้เจ้าหน้าที่ระดับสูงในกระทรวงสาธารณสุขยืนยันว่าเป็นแนวคิดที่มีมานาน มีวัตถุประสงค์เพื่อการพัฒนาปรับปรุงประสิทธิภาพในการบริการของรัฐ เดิมไม่คำนึงถึงว่าต้นทุนจะสูงขึ้นหรือจะลดลง เมื่อมาถึงยุคเงินกู้เอดีบี รัฐมีเจตนาแน่วแน่ที่จะลดต้นทุนด้านการสาธารณสุข ขณะนี้ต้นทุนของการบริการสาธารณสุขประเทศไทย ประมาณ 4 %ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ ซึ่งก็ต่ำอยู่แล้ว ขณะที่ประเทศมาเลเซีย 7% การให้บริการสาธารณสุขซึ่งเป็นหน้าที่โดยตรงของรัฐ อาจจะถูกจัดการในรูปของกิจการเชิงพานิชย์มากขึ้น แต่ละโรงพยาบาลต้องดิ้นรนหางบประมาณมาเลี้ยงให้ตัวเองอยู่รอดได้ แน่นอนว่าคนยากคนจนซึ่งก็ได้รับการบริการจากรัฐน้อยอยู่แล้วต้องได้รับผลกระทบอย่างมาก หลักประกันที่ว่าคนรวย กับคนจนต้องได้รับการดูแลด้านสุขภาพอย่างเท่าเทียมก็คงยิ่งห่างไกลออกไปอีก

  • ปรับโครงสร้างภาคเกษตรกรรม

"การปรับโครงสร้างการเกษตร" เป็นคำที่ถูกใช้กันหลากหลาย โดยส่วนมากใช้ในระดับนโยบาย เช่น ข้อตกลงว่าด้วยการเกษตร ในเวทีข้อตกลงการค้าและศุลกากร (แกตต์) หรือนโยบายระดับประเทศเพื่อเร่งรัดพัฒนาเกษตรส่งออก กรอบนโยบายของเอดีบีต่อเรื่องการปรับโครงสร้างการเกษตรก็เช่นเดียวกัน คือ ปรับระบบการจัดการทรัพยากรทั้งหมด ตั้งแต่การจัดการน้ำ ต้นน้ำ ที่ดิน ระบบกรรมสิทธิ์ต่อทรัพยากร ระบบสินเชื่อ การตลาด การวิจัย การจัดองค์กรของรัฐเพื่อขจัดอุปสรรค หรือเพิ่มขีดความสามารถการพัฒนาเกษตรพานิชย์ส่งออกให้มีประสิทธิภาพสูง โดยใช้กลไกตลาดเป็นกระบวนการขับเคลื่อนทั้งระบบ ซึ่งรัฐเองจะต้องไม่มีนโยบายและอุปสรรคในการขัดขวางกลไกตลาด

มาตรการปฏิรูปในด้านต่าง ๆ ตามกรอบนโยบายปรับโครงสร้างการเกษตรมีดังนี้ 

1.การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

o        การสร้างพื้นฐานทางกฎหมายเกี่ยวกับทรัพยากรน้ำ และหน่วยงานนโยบายระดับสูง (พรบ.ทรัพยากรน้ำแห่งชาติ, นโยบายทรัพยากรน้ำแห่งชาติ, และคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ) โดยกำหนดกรอบทางกฎหมายเกี่ยวกับสิทธิการใช้น้ำ การจัดสรรน้ำ การบังคับใช้ บทลงโทษสำหรับผู้ฝ่าฝืนข้อปฏิบัติในการใช้น้ำ รวมทั้งการป้องกันและบรรเทาภาวะน้ำท่วม

o        การจัดการทรัพยากรน้ำ โดยจัดตั้งคณะกรรมการและแผนปฏิบัติการลุ่มน้ำปิง ป่าสัก ในขั้นแรกและตามด้วยลุ่มน้ำมูล คลองท่าตะเภา และบางปะกง 

o        การให้บริการจัดส่งน้ำให้ชุมชนมีส่วนร่วม และโอนงานบางส่วนให้เอกชนจัดการระบบชลประทานขนาดใหญ่และกลาง 3 แห่ง อีกทั้งให้เริ่มกระบวนการคิดเงินคืนทุนของการก่อสร้างระบบชลประทาน

o        การคุ้มครองพื้นที่ต้นน้ำและการอนุรักษ์ดิน 

o        การปฏิรูปการถือครองที่ดินและการจัดการ ให้สปก.เร่งรัดออกสปก.4-01 จากเดิมเฉลี่ยปีละ 273,000 เฮกเตอร์ (1,706,250 ไร่) เป็น 400,000 เฮกเตอร์ (2,500,000 ไร่) ในปี 2543

o        การยับยั้งการทำลายทรัพยากรชายฝั่ง และส่งเสริมการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ การท่องเที่ยวชายฝั่ง 

o        การปรับปรุงการให้สินเชื่อ 

o        การปรับโครงสร้างการออม และการให้สินเชื่อ ใช้อัตราดอกเบี้ย ธกส.คืนร้อยละ 9 เฉพาะเงินกู้เอดีบี

2.การเพิ่มขีดความสามารถด้านการส่งออก

o        เพิ่มขีดความสามารถด้านงานวิจัยและเทคโนโลยี จัดตั้งสภาวิจัยการเกษตรแห่งชาติ 

o        ปรับโครงสร้างระบบส่งเสริมการเกษตรและให้ความรู้แก่เกษตรกร โดยตั้งคณะทำงานศึกษาการบริการด้านการตลาดและอื่น ๆ ที่เป็นระบบครบวงจร 

o        การปรับปรุงการรับรองคุณภาพ จัดตั้งสถาบันมาตรฐานสินค้าเกษตรแห่งชาติ และสถาบันทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ 

o        ส่งเสริมการส่งออก จัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ ส่งเสริมการผลิต แปรรูป ส่งออก 

ลดบทบาทของรัฐในการแทรกแซงตลาดและราคา ให้รัฐยกเลิกการจัดหาแจกจ่ายปุ๋ย ยาปราบศัตรูพืช ทบทวนการแทรกแซงตลาดปัจจัยการผลิตการเกษตร โดยไม่แข่งขันกับภาคเอกชน

3.การปรับโครงสร้าง การจัดการ การปรับปรุงระบบบริหาร

o        ปรับปรุงโครงสร้างและการจัดการองค์กรของกระทรวงเกษตรฯ จัดตั้งสภาที่ปรึกษาภาคเอกชนในกระทรวงเกษตร 

o        สร้างความเข้มแข็งของชุมชนในการมีส่วนร่วมวางแผนทางด้านการเกษตร 

เงินกู้เอดีบี : ผลกระทบต่อเกษตรกรรายย่อย และคนจน

มาตรการสำคัญที่คาดว่าจะสร้างผลกระทบต่อเกษตรกรรายย่อยและโครงสร้างการจัดการทรัพยากรของประเทศอย่างรุนแรง ได้แก่

1.       มาตรการเก็บค่าน้ำเกษตรกร จากแนวทางกฎหมายทรัพยากรน้ำ และการจัดการน้ำ

2.       มาตรการด้านการปฏิรูปการถือครองที่ดิน และการจัดการ

3.       มาตรการสนับสนุนเกษตรพาณิชย์เพื่อการส่งออก และปรับปรุงความสามารถในการแข่งขันทางการค้าด้านการเกษตร

ย้อนกลับ

  • มาตรการเก็บค่าน้ำเกษตรกร จากแนวทางกฎหมายทรัพยากรน้ำ และการจัดการน้ำ

เงินกู้จากเอดีบี และกองทุนความร่วมมือทางเศรษฐกิจโพ้นทะเล (Overseas Economic Cooperatipn Fund -OECF) จำนวน 600 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อปรับโครงสร้างภาคเกษตรกรรม โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือจะมีการออก พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ หรือ "การเก็บค่าน้ำเกษตรกร"

จากร่าง พรบ.น้ำ ที่อาศัยการจัดการแนวทางเดียวกับป่า และที่ดิน ซึ่งให้อำนาจรัฐควบคุมน้ำอย่างเบ็ดเสร็จ และสนับสนุนสิทธิปัจเจกในการจัดการน้ำ โดยยกระดับให้น้ำมีสถานะเป็นสินค้ามากขึ้น น้ำกลายเป็น "ทรัพยากร" หรือปัจจัยการผลิตเชิงการค้าและอุตสาหกรรมในสายตาของรัฐและธุรกิจเอกชน ซึ่งเป็นการขัดแย้งกับวัฒนธรรมในสังคมไทย ที่น้ำเป็นของสาธารณะ เป็นทรัพยากรร่วม 

ที่ผ่านมาความต้องการใช้น้ำของเมือง ธุรกิจ อุตสาหกรรม และเกษตรพาณิชย์ในภาคกลางที่ขยายตัวมากเกินกว่าปริมาณน้ำที่มีอยู่ ได้ก่อให้เกิดวิกฤตแย่งชิงน้ำรุนแรงมาก ยิ่งเมื่อรัฐใช้ระบบรวมศูนย์อำนาจจากกรรมสิทธิ์ของรัฐ และให้สิทธิปัจเจกเพื่อการพาณิชย์ การแย่งชิงน้ำระหว่างประชาชน รัฐ และเอกชนจะชัดเจน และรุนแรงขึ้น กฎหมายถูกที่ใช้เป็นเครื่องมือในการเพิ่มอำนาจรัฐให้ประชาชนมีหน้าที่ ขณะที่ภาคเอกชนได้อาศัยการสนับสนุนจากรัฐในฐานะ "ผู้จ่ายค่าน้ำ" เข้าแย่งชิงเบียดบังทรัพยากรน้ำจากชุมชนได้มากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันเกษตรกรรายย่อยที่ต้องแบกรับภาระต้นทุนการผลิตที่สูงอยู่แล้ว ก็ต้องประสบภาวะยากลำบากหนักขึ้นไปอีกจากต้นทุนค่าน้ำที่เพิ่มเข้ามา 

ย้อนกลับ

  • มาตรการด้านการปฏิรูปการถือครองที่ดิน และการจัดการ

มาตรการการเร่งรัดออก สปก. โดยละเลยการให้มีนโยบายการกระจายการถือครองที่ดิน การปฏิรูปการใช้ที่ดิน การออก พรบ.ป่าชุมชน และการใช้มาตรการทางภาษีอื่น ๆ ก็จะนำไปสู่ปัญหาเกษตรกรไม่สามารถรักษาที่ดินไว้ได้ มาตรการสปก.ประการเดียวจึงเป็นการเร่งให้ที่ดินหลุดจากมือเกษตรกรมากขึ้น

ย้อนกลับ

  • มาตรการสนับสนุนเกษตรพาณิชย์เพื่อการส่งออก และปรับปรุงความสามารถในการแข่งขันทางการค้าด้านการเกษตร

มาตราการของเอดีบี นี้ เมื่อรวมกับข้อตกลงทางการเกษตร และเงื่อนไขของธนาคารโลกแล้ว เกษตรกรรายย่อยจะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง คือ

o        การเปิดตลาดให้สินค้าเกษตรจากต่างประเทศเข้ามาอย่างเต็มที่ จะสร้างความเสียหายต่อเกษตรกรรายย่อยของไทย เพราะสินค้าเกษตรหลายประเภท เช่น ถั่วเหลือง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มะพร้าว กาแฟ และอื่น ๆ จากประเทศผู้ส่งออกสำคัญ หรือแม้แต่ประเทศอื่น ๆ ที่มีราคาถูกกว่าจะเข้ามาตีตลาด หรือแม้แต่ข้าวก็จะถูกตีตลาด เพราะต้นทุนการผลิตข้าวในประเทศอื่นที่ต่ำกว่า ด้วยเทคโนโลยีเหนือกว่า จะเข้ามาแทน นอกจากนี้ผลิตผลทางการเกษตรอื่น ๆ แม้จะผลิตเพื่อขายภายในประเทศก็อาจได้รับผลกระทบจากการที่สินค้าเกษตรราคาถูกจากต่างประเทศมาตีตลาด ทำให้ราคาต่ำลง ดังนั้นการเปิดเสรีทำให้เกษตรกรรายย่อยประสบปัญหาไม่สามารถแข่งขันได้จนต้องล้มละลายสูญพันธุ์ไปในที่สุด 

o        การส่งเสริมการผลิตพืชเพื่อส่งออก โดยการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ ส่งเสริมการผลิต แปรรูป ส่งออก เกษตรกรจะถูกผลักดันเข้าสู่ระบบเกษตรพันธสัญญา ขึ้นต่อบริษัทเกษตรอุตสาหกรรม ต้องขึ้นทะเบียนเกษตรกรปลูกพืชตามโควต้า ขณะที่เกษตรกรที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน ไม่ได้ปลูกตามโควต้าจะถูกบังคับให้ขายผลผลิตแบบคละเกรดในราคาต่ำ หรือไม่ได้รับการสนับสนุน แม้การเปิดเสรีสินค้าเกษตรจะดูสร้างโอกาสให้ประเทศไทยขยายตลาดด้านการเกษตรมากขึ้น แต่ผลประโยชน์ส่วนใหญ่จะตกแก่บริษัทอุตสาหกรรมเกษตร ผู้ประกอบการ พ่อค้าส่งออก มิได้ตกถึงเกษตรกรรายย่อย 

o        เกษตรกรต้องพึ่งพาปัจจัยการผลิต ปุ๋ย ยาและเมล็ดพันธุ์จากต่างประเทศมากขึ้น เพราะเป็นทำการเกษตรขนาดใหญ่ ผลประโยชน์จะตกอยู่กับบรรษัทข้ามชาติ 

o        เกษตรกรมีหนี้สินเพิ่มขึ้น เพราะไม่อาจพึ่งตนเองได้ในการผลิต ต้องลงทุนสูงขึ้น เพราะต้องจ่ายแม้กระทั่งค่าน้ำ ราคาสินค้าพืชผลต้องผูกกับราคาตลาดโลก อีกทั้งรัฐบาลก็ลดการช่วยเหลือลงด้วย ตามเงื่อนไขการค้าเสรี 

o        มีแนวโน้มสูญเสียที่ดินทำกินมากขึ้น เนื่องจากการเร่งออกกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ที่มิได้มีมาตรการสนับสนุนใด ๆ รองรับ เมื่อชาวบ้านเป็นหนี้สิน ที่ดินก็หลุดมือง่ายมากขึ้น 

o        ที่ดินเสื่อมโทรม เพราะการทำการเกษตรแผนใหม่ จะต้องมีการใช้ปุ๋ย ยาเป็นปริมาณมาก จะทำให้ดินเสื่อมสภาพ เมื่อต้องเร่งปลูกพืชเพื่อขายอีกโดยไม่มีการฟื้นฟูสภาพ ดินก็ยิ่งมีสภาพแย่ลงเรื่อย ๆ 

o        พึ่งตัวเองไม่ได้ในด้านอาหาร เพราะระบบการเกษตรเพื่อการค้า จะทำให้ทรัพยากรดิน น้ำ ป่าวิกฤติมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่ออาหารจากธรรมชาติที่เกษตรกรเคยเก็บหามาได้ ขณะเดียวกันพืชเศรษฐกิจก็จะทำลายเมล็ดพันธุ์ข้าวและอาหารหลากหลายชนิดในไร่นาไปอีก 

o        มีแนวโน้มว่าชาวนาชาวไร่ในประเทศไทยอีกเป็นจำนวนมากที่ยังมีระบบการผลิตแบบพออยู่พอกิน และยังไม่เข้าสู่ระบบ "ตลาด" เฉพาะอย่างยิ่งคนป่าคนดอยเขตเกษตรที่สูง จนถึงชาวประมงพื้นบ้านขนาดเล็ก จำเป็นจะต้องปรับเปลี่ยนระบบการผลิตไปเป็นการทำการเกษตรขนาดใหญ่ เป้าหมายคือการผลิตเพื่อการค้าและการส่งออก 

เป้าหมายของเอดีบีที่บอกว่าจะลดทอนความยากจนในภาคเกษตรกรรม ก็ยิ่งทำให้คนจนยิ่งจนลง คนรวยยิ่งรวยขึ้น และยังเป็นการเหยียบย่ำภาคเกษตรกรรม ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศให้หมดหนทางยิ่งขึ้นไปอีกด้วย

  • ความยากจน เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนา

นอกจากโครงการ และมาตรการต่าง ๆ ภายใต้ โครงการช่วยเหลือประเทศ หรือ CAP เอดีบียังได้ดำเนินโครงการลดทอนความยากจน และการจัดการทางด้านสิ่งแวดล้อมในเขตต้นน้ำไกลปืนเที่ยง โครงการได้รับการสนับสนุนในปี 2541 โครงการดำเนินการในประเทศพม่า จีน ลาว กัมพูชา เวียดนาม และประเทศไทยในเขตดอยวาวี ลุ่มน้ำกกด้วย ได้มีการวิเคราะห์สาเหตุปัญหามีพื้นฐานความเชื่อว่า "ความยากจนของชุมชนในชนบท เป็นสาเหตุหลักของการทำลายสิ่งแวดล้อมในเขตต้นน้ำของภูมิภาคน้ำโขง" โดยมองว่าวิถีชีวิต การทำการเกษตรของชาวบ้านที่ทำมาแต่เดิม ที่ทำพออยู่พอกิน เก็บหาอาหารจากป่า พึ่งพิงทรัพยากรรอบ ๆ ตัวเป็นตัวการสำคัญของการทำลายพืนที่ต้นน้ำ

วิธีการแก้ไขปัญหาก็คือ การให้ชาวบ้านเข้าไปทำงานในเมือง เข้าสู่ระบบอุตสาหกรรม หรือการทำการเกษตรแบบถาวรและเข้มข้นขึ้น ทำการปลูกป่า และควบคุมการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากร

โครงการนี้ไม่เพียงแต่โยนข้อหา "ทำลายสิ่งแวดล้อม" ให้แก่คนจนเท่านั้น แต่ยังเป็นการผลักดันชาวนาชาวไร่ให้ออกจากถิ่นฐานบ้านเกิดมากขึ้นไปอีกด้วย โดยใช้คำกล่าวอ้างในนาม "ผู้พัฒนา" ว่าเพื่อขจัดความยากจนให้ออกไปจากภูมิภาคนี้ และในอนาคตโครงการนี้อาจกลายเป็นต้นแบบจัดการทรัพยากรในเขตต้นน้ำที่น่าเป็นห่วงยิ่ง 

ในพื้นที่ภาคเหนือ มีชุมชนที่อาศัยอยู่ในเขตป่าเป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่เป็นคนยากจนต้องพึ่งพิงปา เก็บหาของป่าเพื่อยังชีพ ปลูกข้าว ทำไร่ ที่ผ่านมาชุมชนต้องสู้กับแนวความคิดการจัดการป่าของกรมป่าไม้อย่างหนักอยู่แล้วในการดำรงวิถีชีวิตอยู่บนพื้นที่สูง กรมป่าไม้ใช้กฎหมายเข้าไปจัดการกับชุมชน โดยการประกาศเขตป่าอนุรักษ์ทับที่อยู่อาศัย ที่ทำกินของชุมชน ขณะนี้การสนับสนุนของเอดีบีจะยิ่งทำให้ความขัดแย้งมีมากขึ้น และจะเป็นตัวเร่งให้เกิดความเปลี่ยนแปลงพื้นที่ในเขตต้นน้ำมากยิ่งขึ้นด้วย

ระบบเกษตรกรรมแบบดั้งเดิมจะถูกแทนที่ด้วยระบบเกษตรถาวรเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ ปุ๋ยและยาจะไหลลงสู่แม่น้ำ ชาวบ้านจะถูกไล่ออกจากบ้านของตนเองมากขึ้นเ การแย่งชิงทรัพยากรจากคนจนจะรุนแรงขึ้น การเข้ามาจัดการพื้นที่ต้นน้ำของเอดีบี จึงเท่ากับเป็นการปล่อยให้ทุนข้ามชาติเข้ามาทำลายพื้นที่ต้นน้ำ และแย่งชิงทรัพยากรไปจากคนท้องถิ่นได้อย่างชอบธรรมมากยิ่งขึ้นนั่นเอง

เงินกู้ที่ประเทศไทยได้มา จึงไม่ใช่ความสำเร็จของรัฐบาลที่ไปเจรจาขอกู้มาได้ แต่เงินกู้ดังกล่าวจะสร้างผลกระทบระยะยาวต่อสังคมไทย เฉพาะอย่างยิ่งคนจน จากที่เคยทุกข์ยากอยู่แล้วก็ยิ่งทุกข์หนักขึ้นไปอีก และยิ่งไม่มีหลักประกันใด ๆ ในชีวิตมากขึ้น เพราะรัฐบาลเองก็ไม่สามารถช่วยเหลืออะไรได้ แถมยังตกเป็นเครื่องมือของกลุ่มทุนผลประโยชน์ข้ามชาติไปเสียอีก ที่ร้ายไปกว่านี้ลูกหลานของคนจน ยังต้องชดใช้หนี้ที่เกิดขึ้น พร้อมอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นไปเรื่อย ๆ เฉพาะของเอดีบีอัตราดอกเบี้ยสูงที่สุดเท่าที่เคยกู้มาคือสูงถึงร้อยละ 8 แล้ว จะเอาที่ไหนมาชดใช้ในเมื่อฐานชีวิตก็ถูกทำลายไปจนหมดสิ้นแล้ว

เอดีบี : วิกฤตสังคมไทย

รู้จักเอดีบี

ธนาคารเพื่อพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank ) หรือ เอดีบี จัดตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2509 เพื่อส่งเสริมความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ และความร่วมมือในภูมิภาคเอเซียและตะวันออกไกล เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดกระบวนการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาที่เป็นสมาชิก ( Developing Member Countries : DMCs) สำนักงานใหญ่ของเอดีบีตั้งอยู่ที่กรุงมนิลา ประเทศฟิลิปปินส์

ปัจจุบันเอดีบีมีประเทศสมาชิกอยู่ 58 ประเทศ เป็นประเทศในภูมิภาคเอเซียแปซิฟิค 42 ประเทศ และสมาชิกนอกภูมิภาคอีก 16 ประเทศ ในจำนวนสมาชิกทั้งหมดเป็นประเทศกำลังพัฒนา 37 ประเทศ บทบาทของเอดีบีได้แก่ เงินกู้ เงินลงทุน และความช่วยเหลือด้านวิชาการ แก่รัฐบาลและบริษัทเอกชนในประเทศกำลังพัฒนา เพื่อการเตรียมและลงมือทำโครงการพัฒนาต่าง ๆ รวมทั้งให้การส่งเสริมการลงทุนจากเงินทุนสาธารณะ และของเอกชนเพื่อใช้ในงานพัฒนา

เอดีบีจัดแบ่งกองทุนเป็น 3 ประเภทได้แก่

  1. แหล่งเงินกู้สามัญ (Ordinary Capital Resources: OCR) ซึ่งถือว่าเป็นกองทุนก้อนใหญ่ของเอดีบี ได้มาจากเงินทุนและเงินสำรองของสมาชิก และเงินยืมจากแหล่งทุนต่าง ๆ

  2. กองทุนเพื่อการพัฒนาเอเซีย ( Asian Development Fund: ADF) สำหรับให้ประเทศยากจนสุด ๆ กู้ยืมแบบไม่มีดอกเบี้ยในระยะปลอดหนี้ 10 ปี และสามารถใช้คืนได้ใน 40 ปี

  3. กองทุนพิเศษเพื่อช่วยเหลือด้านวิชาการ (Technical Assistance Special Fund: TASF) ให้ความช่วยเหลือด้านวิชาการ และกองทุนพิเศษจากญี่ปุ่น (Japan Special Fund :JSF) ที่ให้เงินช่วยเหลือเพื่อการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ แก่โครงการพัฒนาของภาคเอกชนเพิ่มเติมจากเงินช่วยเหลือด้านวิชาการ

เงินทุนของเอดีบีได้มาจากเงินสมทบ และค่าสมาชิกจากประเทศสมาชิก รวมทั้งเงินยืมจากตลาดทุนระหว่างประเทศ ประเทศที่ให้การสนับสนุนกองทุนพัฒนาเอเซียได้แก่ ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา เยอรมัน ออสเตรเลีย และแคนาดา

ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ตามลำดับได้แก่ ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา สาธารณรัฐประชาชนจีน อินเดีย ออสเตรเลีย อินโดนีเซีย แคนาดา สาธารณรัฐเกาหลี เยอรมัน และมาเลเซีย ในขณะที่ผู้กู้รายใหญ่ ณ ปี 2542 ได้แก่ อินโดนีเซีย สาธารณรัฐประชาชนจีน ฟิลิปปินส์ ไทย อินเดีย บังคลาเทศ ศรีลังกา เวียตนาม อุเบกิชสถาน และเนปาล

โครงสร้างเอดีบี และบทบาทหน้าที่

อำนาจสูงสุดอยู่ที่สภาผู้ว่าการ (Board of Governors) ซึ่งประกอบด้วยผู้ว่าการ 1 คน และตัวแทนผู้ว่าการ 1 คน ซึ่งประเทศสมาชิกเป็นผู้เลือกส่งมา กำหนดประชุมกันเป็นทางการปีละ 1 ครั้ง สภาผู้ว่าการจะเลือกคน 12 คน มาทำหน้าที่สภาผู้อำนวยการ (Board of Directors) ภายใต้การกำกับของประธานเอดีบี ซึ่งมีรองประธานช่วยงานอีก 3 คนได้แก่ ฝ่ายจัดการ หัวหน้าฝ่าย (Principle Officers) และเจ้าหน้าที่อาวุโส ( Senior Staffs)

ในสภาผู้อำนวยการ 12 คน เลือกจากประเทศสมาชิกในภูมิภาค 8 คน อีก 4 คนมาจากประเทศสมาชิกนอกภูมิภาค การเป็นสมาชิกสภาชุดนี้ใช้ระบบโควต้า ซึ่งจัดสรรโดยดูจากจำนวนหุ้นที่มีในธนาคาร บางประเทศลงหุ้นมากพอก็สามารถมีกรรมการของตนเองได้หลายคน แต่บางประเทศมีหุ้นน้อย ก็ต้องเอาสิทธิในการมีกรรมการของตน และประเทศหุ้นน้อยอื่นมารวมกันเพื่อให้ได้กรรมการ 1 คน สมาชิกสภาชุดนี้ประชุมกันทุกอาทิตย์เพื่อตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ ของธนาคาร รวมทั้งเรื่องอนุมัติโครงการและนโยบายพิเศษที่มีการเสนอให้พิจารณา น้ำหนักการออกเสียงของกรรมการจะดูกันที่ปริมาณที่ประเทศนั้น ๆ ลงขันให้ธนาคารเป็นสำคัญ แต่การตัดสินใจส่วนใหญ่ใช้ฉันทามติ ไม่ค่อยได้มีการออกเสียงกันเท่าใดนัก แต่เนื่องจากรัฐบาลญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา ลงขันให้เอดีบีมากกว่าประเทศอื่น จึงทำให้ทั้งสองประเทศคุมเสียงกว่า 26.4 % ในการลงมติเรื่องต่าง ๆ ของธนาคาร

ในระยะกว่า 30 ปีของการก่อตั้ง เอดีบีให้เงินกู้แก่ประเทศต่าง ๆ ไปแล้วกว่า 56,700 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อทำโครงการต่าง ๆ ไปแล้วกว่า 1,300 โครงการ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นงานด้านโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ด้านพลังงาน การเกษตร และการขนส่งและการคมนาคม ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้เป็นโครงการที่เอดีบียังคงมุ่งมั่นจะส่งเสริมแนวทางการพัฒนาซึ่งเน้นความเจริญเติบโตที่อิงการส่งออกอยู่เช่นเดิม

เอดีบีกับสังคมไทย

ประเทศไทยกู้เงินจากเอดีบีครั้งแรกในปี 2511 เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของ “บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย” ในวงเงิน 5 ล้านเหรียญสหรัฐ ก่อนปี 2538 เงินกู้ของเอดีบีจะเกี่ยวข้องกับภาคพลังงาน ขนส่งและโทรคมนาคม คิดเป็น 44% และ 32% ของเงินกู้ตามลำดับ นับจากปี 2539 เป็นต้นมาเงินกู้ของเอดีบีเปลี่ยนมาเน้นด้านโครงสร้างพื้นฐานทางสังคม (51%)

นับจากอดีตถึงปัจจุบัน (ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2542) ประเทศไทยกู้เงินจากเอดีบีมาแล้วทั้งสิ้น 80 โครงการ คิดเป็นวงเงินรวม 5,312.11 ล้านเหรียญสหรัฐ แบ่งเป็นโครงการทางด้านต่างๆ ดังนี้ พลังงาน (32%), สื่อสารและคมนาคม (22%), สังคม (14%), การเกษตร (13%), การเงิน (9%), อุตสาหกรรมและเหมืองแร่ (1%) และอื่นๆ (9%) โครงการเงินกู้จากเอดีบีที่ยังดำเนินการอยู่ในปัจจุบันมี 18 โครงการ (ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2542) คิดเป็นวงเงิน 2,550.894 ล้านเหรียญสหรัฐ แบ่งเป็นโครงการทางด้านเกษตรและทรัพยากรธรรมชาติ 19%, คมนาคม 18%, สังคม 18%, การเงิน 14%, พลังงาน 11%, และอื่นๆ 20% 

เอดีบีให้ความช่วยเหลือด้านวิชาการแก่ไทยจำนวน 122 โครงการมูลค่า 41.98 ล้านเหรียญสหรัฐ (ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2542) ในจำนวนนี้แยกเป็นโครงการเตรียมการ 45 โครงการ มูลค่า 13.78 ล้านเหรียญสหรัฐ และโครงการให้คำปรึกษาในการดำเนินงาน 79 โครงการ มูลค่า 28.20 ล้านเหรียญสหรัฐ

เฉพาะในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ ภายใต้กรอบความช่วยเหลือประเทศไทยของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) (rescue package) ซึ่งมีวงเงิน 17,200 ล้านเหรียญสหรัฐ เอดีบีได้เข้าร่วมสมทบในวงเงิน 1,200 ล้านเหรียญสหรัฐ ในการปรับโครงการต่าง ๆ เช่น โครงการปรับโครงสร้างสถาบันการเงิน 300 ล้านเหรียญสหรัฐ โครงการปรับโครงสร้างทางสังคม 500 ล้านเหรียญสหรัฐ โครงการปรับโครงสร้างภาคเกษตร 300 ล้านเหรียญสหรัฐ โครงการปรับโครงสร้างธนาคารกรุงไทย 20 ล้านเหรียญสหรัฐ และโครงการเพื่อสนับสนุนการส่งออก 50 ล้านเหรียญสหรัฐ (โดยผ่านทางธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้า) เป็นต้น

แผนความช่วยเหลือประเทศไทยของเอดีบี

แผนความช่วยเหลือประเทศไทย (2542-2544) ซึ่งจัดทำขึ้นในเดือนพฤศจิกายน 2541 ระบุว่าวัตถุประสงค์ของยุทธศาสตร์ในการปฏิบัติงานในประเทศไทยของเอดีบีมี 3 ประการคือ

  1. สร้างเสถียรภาพ และปรับโครงสร้างเพื่อฟื้นฟูกระบวนการในการเจริญเติบโต

  2. เพิ่มความสามารถในการแข่งขันเพื่อส่งเสริมประสิทธิภาพ ความสมดุลย์ระหว่างภูมิภาค และการเจริญเติบโตที่ยั่งยืน

  3. พัฒนาคุณภาพชีวิต

แนวการดำเนินงานและยุทธศาสตร์ของเอดีบี

  • ทำโครงการเงินกู้แบบเร่งด่วนและกำหนดแนวทางการให้สินเชื่อ ซึ่งเชื่อว่าจะสนับสนุนเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค โดยเฉพาะภาคการเงิน และจะเป็นการปูพื้นฐานให้เกิดการปรับโครงสร้างได้สำเร็จ

  • โครงการเงินกู้สำหรับภาคการเงิน โครงการเงินกู้ภาคสังคม และภาคเกษตร

  • โครงการทั้งหมดยกเว้นที่เกี่ยวกับระบบโดยรวมของประเทศจะเน้นไปที่ภาคเหนือ ภาคตะวันเฉียงเหนือ และภาคใต้ ซึ่งเป็นภาคที่มีการพัฒนาต่ำ แต่เป็นที่อาศัยของประชากรส่วนใหญ่ โดยเฉพาะผู้มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน เพื่อจำกัดการขยายตัวของความเหลื่อมล้ำระหว่างภูมิภาค

  • ยุทธศาสตร์เหล่านี้พยายามให้ความสำคัญแก่การลดความยากจน การสนับสนุนบทบาทของผู้หญิงในงานพัฒนา และการปกป้องสิ่งแวดล้อม

  • โครงการที่เป็นความร่วมมือทางการเงิน (Co-financing) เพื่อจะใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าต่อวงเงินที่เอดีบีลงไป และโครงการที่จะพัฒนาคุณภาพการปกครอง เพื่อสร้างบรรยากาศที่เอื้ออำนวยต่อภาคเอกชน และลดความแตกต่างระหว่างหญิง-ชาย ในการจ้างงาน

เอดีบี :วิกฤตสังคมไทย

เอดีบีให้ความสำคัญในเรื่องการปฏิรูปสถาบันการเงินเพื่อเพิ่มความมั่นใจให้กับนักลงทุน และฟื้นฟูการเติบโตทางเศรษฐกิจ เอดีบีทำงานร่วมกับธนาคารโลก และไอเอ็มเอฟ ในการปฏิรูปการเงินในไทย ไอเอ็มเอฟมีหน้าที่ปฏิรูปและเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ธนาคารโลกมีหน้าที่ทำการปฏิรูปและปรับปรุงสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร และช่วยรัฐบาลในการปฏิรูปกฎระเบียบสำหรับธนาคาร และบริษัทด้านการเงินอื่น ๆ เอดีบีช่วยรัฐบาลในการปฏิรูป และพัฒนาตลาดทุน เพื่อเพิ่มช่องทางในการระดมทุน เช่นโครงการเงินกู้เพื่อปฏิรูปตลาดการเงิน การแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วนของการขาดสภาพคล่องของผู้ส่งออก การจัดสรรเงินกู้จำนวน 6 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยรวมจาก 69 ธนาคารพานิชย์บนฐานเงินกู้ 50 ล้านเหรียญสหรัฐ และการประกันเครดิตของเอดีบี จะเห็นได้ว่าองค์กรธนาคารโลก เอดีบี และไอเอ็มเอฟ ซึ่งเป็นองค์กรเหนือโลกเหล่านี้แบ่งงานกันอย่างลงตัวโดยสหรัฐอเมริกามีอิทธิพลในธนาคารโลกทำหน้าที่วางแผนพัฒนาเศรษฐกิจระดับโลก ในภูมิภาคเอเซียมีการจัดสรรให้ญี่ปุ่นซึ่งมีผลประโยชน์ร่วมทางเศรษฐกิจกับอเมริกาเป็นหัวหอกในการจัดระเบียบเศรษฐกิจเอเซีย เอดีบีจึงเป็นภาพสะท้อนการจัดสรรอำนาจของประเทศยักษ์ใหญ่ ในการควบคุมทิศทางการพัฒนา เห็นได้จากการแต่งตั้งตำแหน่งประธานเอดีบี ทุกคนล้วนเป็นคนญี่ปุ่นทั้งสิ้น และในขณะนี้จะเห็นว่าในองค์กรเอดีบีเอง มีคนญี่ปุ่นทำงานในระดับสูงอยู่หลายสิบคน

การกู้เงินของประเทศไทยจากเอดีบี มีการรับรู้ และการตัดสินใจการใช้เงินกู้จากเอดีบีเพียงกลุ่มคนบางกลุ่มในคณะรัฐบาล และหน่วยงานของรัฐเพียงบางหน่วยงาน การดำเนินงานกู้เงินจากเอดีบีในประเทศไทยไม่มีความโปร่งใส และละเลยกับการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน เป็นที่น่าสังเกตว่าในขณะที่เอดีบีประกาศนโยบายสนับสนุนกึ่งบังคับให้ประเทศลูกหนี้โปร่งใสเป็นธรรมรัฐ แต่ตัวเอดีบีมีการบริหารงานอย่างไม่โปร่งใส และไม่ได้ให้ความเป็นธรรม รวมทั้งไม่มีความเป็นธรรมในการมีส่วนร่วมอย่างทัดเทียมของประเทศผู้ถือหุ้น อำนาจการตัดสินใจขึ้นอยู่กับสัดส่วนของงบประมาณที่สนับสนุน ประเทศญี่ปุ่นและสหรัฐ ฯ มีอำนาจในการออกคะแนนเสียงตามสัดส่วนหุ้นที่มีประเทศละ 16.05 % คิดเป็นคะแนนเสียงสูงสุดถึงร้อยละ 13.2 เท่ากัน สองประเทศรวมกันเป็นคะแนนเสียงร้อยละ 26.4 จากสมาชิกทั้งหมด ประเทศไทยมีคะแนนเสียงเพียง 1.4 จากเงินสนับสนุนร้อยละ 1.4 ที่มีในกองทุนเท่านั้น การกำหนดนโยบาย การอนุมัติเงินกู้ จึงมักจะเป็นไปตามผลประโยชน์ของญี่ปุ่นและอเมริกาเป็นส่วนใหญ่ มากกว่าจะรับผิดชอบต่อประเทศสมาชิกตามที่ควรจะเป็น กระบวนการตัดสินใจดังกล่าวทำให้พบว่า เอดีบีมีบทบาทเป็นสถาบันการเงินที่รับใช้ผลประโยชน์ของประเทศแหล่งทุนเสียงข้างมาก

รูปธรรมของการเป็นเครื่องมือของแหล่งทุนของเอดีบี เห็นได้ชัดเจนจากเงื่อนไขเงินกู้เพื่อปรับโครงสร้างภาคเกษตรกรรมจำนวน 300 ล้านเหรียญที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติเมื่อเดือนกรกฎาคม 2542 มีเงื่อนไขผูกพันให้รัฐบาลไทยดำเนินการเพื่อปฏิรูปโครงสร้างภาคเกษตรกรรมของไทยทั้งระบบ ทั้งด้านการจัดการทรัพยากรน้ำ ที่ดิน พื้นที่ต้นน้ำ ระบบสินเชื่อ การตลาด การวิจัย และปรับบทบาทขององค์กรภาครัฐ เพื่อนำไปสู่การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เพิ่มขีดความสามารถด้านการส่งออก และขยายการเติบโตให้กับภาคเกษตรกรรมไทย โดยเอดีบีกำหนดให้รัฐบาลต้องลดการอุดหนุนภาคเกษตรกรรม ไม่ว่าจะเป็นการให้เลิกประกันราคาพืชผล แทรกแซงปัจจัยการผลิต มิหนำซ้ำยังให้รัฐให้สินเชื่อแก่เกษตรกรในอัตราตลาดแต่ขณะที่ประเทศญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นแหล่งทุนที่ใหญ่ที่สุดของเอดีบีกลับได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่อุดหนุนภาคเกษตรกรรมสูงที่สุดในโลก เอดีบีก็หาได้ใช้เงื่อนไขดังกล่าวไปบังคับประเทศแหล่งทุนไม่ บทบาทของเอดีบีในฐานะ “นายหน้า” ของประเทศมหาอำนาจและกลุ่มทุนข้ามชาติยิ่งแจ่มชัดยิ่งขึ้นดังเช่น การสนับสนุนโครงการความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (ไทย, กัมพูชา, ลาว, พม่า, ยูนนาน) โดยเอดีบีได้ศึกษาแนวทางการพัฒนาและกำหนดว่าจะต้องใช้เงินทุนถึง 40,000 ล้านเหรียญ โดยจะมีโครงการขนาดใหญ่กว่า 100 โครงการ ทั้งด้านพลังงาน การสื่อสาร เขื่อน ถนน รถไฟ การท่องเที่ยว การลงทุน และการค้า ฟังดูผิวเผินก็เหมือนว่า เอดีบีจะลงทุนครั้งใหญ่ทำให้เงินทุนสะพัด เศรษฐกิจเติบโต แต่ในความเป็นจริง เอดีบีได้เป็นนายหน้าเชื้อเชิญให้กลุ่มทุนจากญี่ปุ่น และประเทศอุตสาหกรรมทั้งที่อยู่ในภูมิภาคหรือที่อื่น ๆ เช่น แถบสแกนดิเนเวีย เข้ามารับเหมาประโยชน์จากการลงทุนเหล่านี้ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นบริษัทที่ปรึกษา บริษัทร่วมลงทุนรับเหมาก่อสร้าง นอกจากโครงการในลุ่มน้ำโขงแล้วเอดีบี ยังร่วมทุนเอกชนลงทุนในโครงการในไทย เช่น สนามบินหนองงูเห่า โครงการท่อก๊าซไทย-พม่า โครงการบำบัดน้ำเสียคลองด่าน สมุทรปราการ เม็ดเงินส่วนใหญ่จากการลงทุนจึงถูกสูบกลับไปประเทศอุตสาหกรรม มากกว่าที่จะตกสู่ประเทศที่เป็นลูกหนี้อย่างแท้จริง แต่สิ่งที่เหลือไว้ให้แก่ประเทศที่เป็นเป้าหมายงานพัฒนาหาใช่การถ่ายทอดเทคโนโลยี่ เพราะล้วนมีสิทธิบัตรกำกับ หรือการสร้างงานป้อนตลอดเสรี แต่เป็นความเสื่อมโทรมของทรัพยากร ความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโครงการโดยตรง ภาระหนี้สินที่ทับโถมจนจากจะไถ่ถอน และความขัดแย้งระหว่างรัฐ-ทุน กับประชาชนที่รุนแรงยิ่งขึ้น และที่สำคัญที่สุดคือ การถูกทุนต่างชาติเข้าครอบครอง ควบคุมโครงสร้างเศรษฐกิจ สังคม เพื่อให้ทุนเหล่านี้ได้ตักตวงผลประโยชน์อย่างเสรี ในขณะที่ประชาชนของประเทศลูกหนี้ ฐานทรัพยากรที่เป็นที่พึ่งพิงในการใช้ชีวิต และทำมาหากินเสื่อมโทรมลง ประชาชนยากจนเพิ่มขึ้น ณ เวลานี้ประเทศไทยกำลังโดนปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ สังคม การเกษตร และทรัพยากรให้เข้าสู่การบริหารจัดการโดยกลุ่มทุนอย่างเสรี ภาคสังคมเอง มหาวิทยาลัยนอกระบบ โรงพยาบาลในกำกับของรัฐกำลังจะเกิดขึ้น โดยที่คนยากจนถูกกีดกันจากการเข้าถึงบริการที่ราคาแพง ขณะที่ภาคเกษตรถูกเร่งรัดส่งออก โดยกำหนดให้ลดการสนับสนุนเกษตรกรรายย่อย แต่ให้ทุ่มกำลังหนุนเกษตรกรรายใหญ่ หรือภาคทรัพยากรเอง เช่น น้ำ ที่ดิน ก็ถูกแปรรูปให้เป็นกรรมสิทธิ์เอกชนมากขึ้น เพื่อที่ทุนชาติ และต่างชาติจะได้บริโภคเสรี ดูเหมือนรัฐบาลกำลังเชื่อฟัง และร่วมประโยชน์กับนายหน้าเอดีบีเสียยิ่งกว่าจะใส่ใจกับคนยากคนจน

นโยบายการให้กู้เงินของธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย และเงื่อนไขที่มาพร้อมกับเงินกู้ หรืออีกหนึ่งรูปแบบของทุนต่างชาติที่กำลังคืบคลานเข้ามายึดกุมระบบเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และทรัพยากรของประเทศไทย โดยมีเป้าหมายสูงสุดอยู่การสร้างความมั่งคั่งและผลกำไรให้กับประเทศของตนเอง

ประชาชนไทยผู้เป็นเจ้าของประเทศ และต้องการรักษาอำนาจแห่งการเป็นเจ้าของประเทศไว้ จึงต้องร่วมกันเคลื่อนไหว ผนึกกำลัง สานเครือข่าย เพื่อปฏิเสธแผนงานและโครงการความช่วยเหลือที่เคลือบแฝงของทุนข้ามชาติ รวมทั้งรณรงค์เพื่อปฏิเสธการกู้ยืมเงินในทุกรูปแบบจากองค์กรข้ามชาติเหล่านี้

ในปี พ.ศ. 2543 ด้วยเจตนารมย์เพื่อสร้างความเคลื่อนไหวภาคประชาชน ให้รับรู้เท่าทันแผนการขององค์กรข้ามชาติ ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการความช่วยเหลือและการพัฒนาจากองค์กรข้ามชาติเหล่านี้จึงได้พร้อมใจกันจัดทำแผนภาคประชาชน ร่วมกับพันธมิตรนักวิชาการเพื่อประชาชน องค์กรเอกชน กลุ่มผู้บริโภค ผู้ใช้แรงงาน และสาธารณชน

แผนภาคประชาชนคือแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของชาติที่ภาคประชาชนจะร่วมกันดำเนินตามแนวนโยบายที่ประชาชนเห็นว่าเหมาะสม เพื่อให้ภาคประชาชนได้กำหนดอนาคตของตนเองและอนาคตของประเทศชาติอย่างแท้จริง

เอดีบี กลไกทุนข้ามชาติในเงามืด

ก่อนจะมีเอดีบี

จากสงครามยึดดินแดนสู่องค์กรครอบโลก

ในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศมหาอำนาจเข้าแสวงหาผลประโยชน์ แย่งชิงทรัพยากรจากเหล่าประเทศเอเชียโดยการทำสงครามยึดดินแดน และเข้าตักตวงทรัพยากร เช่น สัมปทานไม้ บังคับให้ปลูกพืชเศรษฐกิจราคาถูกส่งออกไปป้อนประเทศมหาอำนาจ แต่หลังสงครามโลก พวกเขาไม่สามารถยึดดินแดนใครได้ตามอำเภอใจแล้ว แต่พวกเขาก็มีวิธีใหม่โดยการ สร้างองค์กรระดับโลกเพื่อปรับเปลี่ยนเศรษฐกิจโลกให้สามารถตอบสนองผลประโยชน์แก่ตนได้โดยไม่ต้องใช้กำลัง

เอดีบีเป็นใคร

ธนาคารของนายทุนหรือองค์กรพัฒนา

ธนาคารพัฒนาแห่งเอเชีย หรือ เอดีบี ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2509 เป็นหนึ่งในองค์กรครอบโลกหลายองค์กร เช่น ธนาคารโลก กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ข้อตกลงว่าด้วยพิกัดอัตราภาษีศุลกากรและการค้า (แกตต์-ต่อมาตั้งเป็นองค์กรการค้าโลก)ที่ก่อตั้งภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยประเทศมหาอำนาจ เช่น สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และอื่น ๆ เพื่อทำหน้าที่ให้เงินกู้พร้อมเงื่อนไข แก่รัฐบาลและเอกชนของประเทศในแถบเอเชียเพื่อพัฒนาระบบเศรษฐกิจให้เป็นระบบทุนนิยมเสรี อันจะเป็นการสร้างผลประโยชน์ให้แก่ประเทศมหาอำนาจ และการเติบโตของกลุ่มทุนในแต่ละประเทศ ดังนั้นเอดีบีจึงเปรียบเสมือน “เจ้าหนี้” ที่ปล่อยกู้พร้อมกำหนดเงื่อนไขให้ “ลูกหนี้” ต้องปฏิบัติผลประโยชน์ของเจ้าหนี้อย่างเคร่งครัด

เงินทุนของเอดีบีมาจากไหน

ใครจ่ายมาก เสียงดังมาก

เงินทุนของเอดีบีได้มาจากการบริจาคของประเทศสมาชิก ซึ่งปัจจุบันมีทั้งหมด 57 ประเทศ โดยมีหลักการว่าใครบริจาคมาก ผู้นั้นมีอำนาจในการกำหนดนโยบาย หรือตัดสินใจมากตามปริมาณเงิน ผู้ถือหุ้นใหญ่ที่สุดคือ ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา ที่มีหุ้นเท่ากันคือร้อยละ 16 ของวงเงินที่เอดีบีมีอยู่ ดังนั้นญี่ปุ่นและอเมริกาจึงมีอิทธิพลสูงสุดในการกำหนดว่า เอดีบีควรจะปล่อยกู้ให้ใคร จะวางยุทธศาสตร์เอดีบีอย่างไร จะกำหนดเงื่อนไขแก่ประเทศลูกหนี้มากน้อยแค่ไหน ส่วนประเทศไทยลงหุ้นน้อยก็ไม่มีสิทธิตัดสินใจเท่าใดนัก ที่เห็นได้ชัดก็คือ ประธานเอดีบีทุกรุ่นเป็นคนญี่ปุ่นทั้งหมด กล่าวโดยสรุป เอดีบีก็เป็นเครื่องมือให้แก่ประเทศมหาอำนาจที่เข้าแสวงประโยชน์จากประเทศเอเชียนี่เอง

ผลกระทบต่อไทยจากเงื่อนไขเอดีบี

ถนน ท่อก๊าซ ความขัดแย้งกับประชาชน

ความจริงเอดีบีได้ให้เงินกู้ประเทศไทยมานาน ตั้งแต่ปี 2516 โดยมากจะเป็นเรื่องการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน เช่น สร้างถนน และสาธารณูปโภคพื้นฐาน

มีโครงการที่เอดีบสนับสนุนและสร้างผลกระทบต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อมจำนวนมาก เช่น โครงการท่อก๊าซไทย-พม่า ที่นอกจากจะทำลายป่า และสร้างผลกระทบต่อชาวบ้านแล้ว ยังทำให้ประเทศไทยต้องสูญเสียเงินมหาศาลจากการถูกรัฐบาลพม่าปรับเมื่อสร้างท่อเสร็จแล้วแต่โรงไฟฟ้าที่จะใช้ก๊าซยังทำไม่เสร็จ หรือล่าสุดกรณีโรงบำบัดนำเสียที่ต.ท่าด่าน จ.สมุทรปราการ ก็สร้างความหวาดหวั่นให้แก่ประชาชนในพื้นที่ต่อการทำลายระบบนิเวศทางทะเล จนเกิดการต่อต้านอย่างหนัก 

วิกฤติเศรษฐกิจไทย คือโอกาสใหม่ของเอดีบี

ภาวะวิกฤติเศรษฐกิจในประเทศไทยระหว่างปี 2540-2541 ที่เป็นผลสืบเนื่องจากการเน้นการค้าเสรีมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลเปรม วิกฤติเศรษฐกิจคราวนี้ได้ซ้ำเติมปัญหาแก่คนยากจนยิ่งขึ้น รัฐบาลไทยได้ตัสินใจแก้ปัญหาโดยกู้เงินจากไอเอ็มเอฟ ไปแล้วจำนวน 636,400 ล้านบาท ในเวลาไม่นาน ประเทศไทยก็ต้องกู้เงินจากเอดีบีอีกระลอกหนึ่ง เอดีบีได้อนุมัติวงเงินกู้แก่ประเทศไทยภายใต้แผนเงินกู้ของไอเอ็มเอฟ เป็นจำนวนเงิน 44,400 ล้านบาท

ขณะที่รัฐบาลไทยมองเอดีบีไม่ต่างจากไอเอ็มเอฟ และธนาคารโลก ว่าคืออัศวินขี่ม้าขาว ที่เข้ามาช่วยอุ้มชูประเทศไทยให้รอดพ้นจาก “วิกฤติเศรษฐกิจ” แต่ในความเป็นจริงภายใต้เงื่อนไขเงินกู้ ไม่ว่าธนาคารไหน ๆ ในโลกก็ไม่ต่างกัน เมื่อเขาให้ ก็ย่อมหมายถึงว่าเขาก็ต้องได้ “กำไร” คือทำอย่างไรก็ได้ที่จะทำให้ประเทศนั้น ๆ คืนเงินมาพร้อมกับดอกเบี้ย ที่สำคัญคือ เงินกู้เอดีบีอัตราดอกเบี้ยสูงถึงร้อยละ 8 สูงที่สุดในบรรดาเงินกู้ที่ประเทศไทยเคยกู้มา

การให้เงินกู้ของเอดีบีจึงแถมพกมาด้วย “เงื่อนไข” ที่ประเทศไทยต้องปฏิบัติตาม ภายใต้ชื่อโครงการที่ดูดีว่า “แผนความช่วยเหลือประเทศ” มีหลักการคือ

  1. รัฐจะต้องมุ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเสรี โดยพึ่งพาเงินทุนต่างประเทศ และถูกควบคุมโดยกลไกตลาดระดับโลก

  2. รัฐจะต้องลดการสนับสนุนสวัสดิการทางสังคมแก่ประชาชนลง โดยให้เอกชนเข้ามาดำเนินการแสวงหากำไรมากขึ้น

  3. รัฐจะต้องเร่งแปรรูปกิจการสาธารณะต่าง ๆ เช่น ระบบการศึกษา สาธารณสุข และให้เอกชน ทุนต่างชาติเข้าครอบครองทรัพยากรธรรมชาติ

เงื่อนไขภายใต้หลักการดังกล่าวมีดังต่อไปนี้

1. ปรับโครงสร้างภาคการเงิน เร่งจ่ายเงินคืนเจ้าหนี้

รัฐบาลจะต้องมีแผนการปรับภาคเศรษฐกิจ โดยการปรับโครงสร้างภาคการเงิน ใช้นโยบายการคลังที่เข้มงวด และลดการขาดดุลทางการค้า โดยการเสนอให้เพิ่มทุนให้กับสถาบันการเงินทั้งของรัฐและเอกชน 

การปฏิรูปสถาบันการเงินนี้ เอดีบีจะทำงานร่วมกับไอเอ็มเอฟ และธนาคารโลก ไอเอ็มเอฟมีหน้าที่ปฏิรูปและสร้างความแข็งแกร่งให้กับธนาคารแห่งประเทศไทย ธนาคารโลกทำหน้าที่ปฏิรูปกฎระเบียบและปรับปรุงสถาบันการเงินอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ธนาคาร ส่วนเอดีบีทำหน้าที่ในการพัฒนาตลาดทุน เพิ่มช่องทางการระดมทุน เช่น ตลาดหุ้น ตลาดพันธบัตร 

ความไม่เป็นธรรมได้เกิดจากเงื่อนไของค์กรเหล่านี้ คือ เป็นการกำหนดเงื่อนไขให้รัฐบาลเข้ามาแบกรับหนี้ของภาคเอกชนที่ก่อไว้ ซึ่งการที่รัฐบาลเข้าไปรับหมายถึง เอาภาษีของประชาชนไปชดใช้ให้กับพวกนายทุนที่สร้างหนี้ไว้ ทั้งที่ประชาชนไม่ได้เป็นคนก่อหนี้แต่อย่างใด จึงเหมือนกับเอาคนจน ประชาชนทั้งชาติไปอุ้มคนรวยไว้ เพื่อให้มีหลักประกันว่าลูกหนี้ไทยจะไม่บิดพลิ้วในการจ่ายหนี้ 

ผลกระทบเกิดขึ้นอย่างรุนแรงก็คือ

  1. แทนที่รัฐจะเอาภาษีประชาชนมาพัฒนาประเทศ แต่ต้องเอามาใช้หนี้ให้นายทุน

  2. เปิดทางให้ต่างชาติเข้ามาซื้อธนาคาร สถาบันการเงิน และควบคุมระบบการเงินของประเทศ มีผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ

  3. การยุบสถาบันการเงิน ปลดพนักงานเกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง

  4. รัฐบาลต้องดำเนินนโยบายรัดเข็มขัด ทำให้ภาคเศรษฐกิจไทยตกต่ำ ค่าครองชีพสูงขึ้นกว่าร้อยละ 10 บริษัทล้มละลาย คนตกงาน กลับบ้าน คนยากจนลำบากไม่มีทางไป

  5. ประเทศไทยมีหนี้สินมหาศาล เฉลี่ยแล้วคนละ 50,000 บาท

 

2. แปรรูประบบการศึกษา

ที่ผ่านมารัฐบาลใช้ค่าใช้จ่ายสำหรับด้านการศึกษาสูงมาก และเป็นการใช้งบประมาณที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ เอดีบีจึงได้เสนอการแปรรรูประบบการศึกษาโดยให้ภาคเอกชนเข้ามาดำเนินการ เช่น การให้มหาวิทยาลัยออกนอกระบบ โดยให้เหตุผลอย่างสวยหรูคือ "เพื่อปรับปรุงคุณภาพการศึกษา" แต่โดยเนื้อแท้การแปรรูปนี้จะส่งผลกระทบประชาชนในหลายด้าน คือ

  1.  

    1. ค่าเล่าเรียนในมหาวิทยาลัยที่ออกนอกระบบจะแพงขึ้น มหาวิทยาลัยจะต้องบริหารแบบเอกชน มีเป้าหมายเพื่อสร้างกำไรเป็นหลัก เพราะงบประมาณสนับสนุนจากรัฐจะน้อยลง ลูกคนยากคนจนที่ไม่มีทุนรอน ก็จะไม่สามารถศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยได้

    2. การสนับสนุนการศึกษา วิจัยเพื่อสังคมหรือคนจนจะลดน้อยลง เพราะไม่ทำกำไร แต่จะเน้นไปศึกษาเรื่องธุรกิจ การตลาด วิศวะ หรืออื่น ๆ ที่สร้างรายได้มากขึ้น การศึกษาทางเลือก ที่เน้นวัฒนธรรมภูมิปัญญาของชุมชนก็จะถูกกีดกันออกไปจากระบบในที่สุด

    3. ความสัมพันธ์ระหว่างครูกับลูกศิษย์ อาจกลายเป็นบริษัทกับลูกค้า ซึ่งลูกค้าที่มีตังค์จ่ายก็จะสัมพันธ์ดีกว่าลูกค้าจน ๆ อันเป็นการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมการเรียนรู้ของไทยอย่างสิ้นเชิง

3. แปรรูประบบสาธารณสุข

เอดีบีมองว่าภาระค่าใช้จ่ายของรัฐอีกด้านหนึ่งที่มีการใช้ไปเป็นจำนวนมาก คือค่าใช้จ่ายทางด้านสาธารณสุข ซึ่งมีทั้งค่ายา และเวชภัณฑ์ เช่นเดียวกับระบบการศึกษา ฉะนั้นจึงมีการเสนอให้แปรรูประบบสาธารณสุข โดยในขณะนี้มีการทำโครงการนำร่องโรงพยาบาลระดับศูนย์ของรัฐให้ออกนอกระบบราชการ 7 แห่ง คือ หาดใหญ่ ยะลา สตูล รพ.นครพิงค์ ขอนแก่น สระบุรี และบ้านแพ้ว สมุทรสาคร

รัฐมีเจตนาแน่วแน่ที่จะลดต้นทุนด้านการสาธารณสุข ขณะนี้ต้นทุนของการบริการสาธารณสุขประเทศไทยซึ่งก็ต่ำอยู่แล้ว การให้บริการสาธารณสุขอาจจะถูกจัดการในรูปของกิจการเชิงพาณิชย์มากขึ้น แต่ละโรงพยาบาลต้องดิ้นรนหางบประมาณมาเลี้ยงให้ตัวเองอยู่รอดได้ ผลกระทบที่เกิดขึ้นคือ

  • ค่ารักษาพยาบาลแพงขึ้น คนยากจนจะได้รับการดูแลน้อยลง เพราะโรงพยาบาลจะต้องบริหารแบบธุรกิจที่คิดกำไรหรือคิดแบบ “พ่อค้า” เป็นหลัก (แม้เอดีบีจะให้เงินกู้ที่ไปสนับสนุนบัตรประกันสุขภาพ และบัตรสงเคราะห์คนยากจน หรือมีโครงการนำร่องบางแห่งที่ให้ชุมชนมีส่วนร่วมบริหารจัดการและกำหนดค่ารักษาพยาบาล แต่ก็เป็นเพียงส่วนเสี้ยวหากเปรียบเทียบกับทิศทางแปรรูปไปสู่การบริหารเอกชนที่จะทำหน้าสวัสดิการสังคมน้อยลง)

4. เอดีบี กับแรงงานเสรี

จากเงื่อนไขเงินกู้เพื่อปรับโครงสร้างทางสังคมของเอดีบี รัฐบาลต้องเร่งส่งเสริมให้มีการแข่งขันในตลาดแรงงาน และต้องทบทวนนโยบายด้านแรงงานและนโยบายค่าจ้างขั้นต่ำ โดยต้องกระจายอำนาจไปสู่ภูมิภาค เพื่อที่จะดึงดูดนักลงทุนต่างชาติให้เข้ามา โดยชูเรื่องค่าจ้างต่ำเป็นจุดขาย ซึ่งขณะนี้ได้มีการปรับปรุงวิธีการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็นแบบรายจังหวัด ทั้งหมดนี้จะทำให้ลูกจ้างเสียเปรียบ แม้จะอ้างการกระจายอำนาจ แต่เป้าหมายโดยรวมต้องให้ค่าจ้างต่ำ ดึงดูดการลงทุนต่างชาติ ซึ่งในระดับจังหวัดแล้ว กลไกรัฐและนายจ้างก็จะเข้ามามีบทบาทสูงในการกำหนดอัตราค่าจ้าง ขณะที่รัฐบาลก็ปฏิเสธความรับผิดชอบต่อผลกระทบต่อแรงงาน เพราะอ้างได้ว่าให้ภูมิภาค จังหวัดตัดสิน และเป็นไปตามกลไกตลาดแล้ว 

5. ปรับโครงสร้างภาคเกษตรกรรม

กรอบนโยบายของเอดีบีต่อเรื่องการปรับโครงสร้างการเกษตร มุ่งเน้นการพัฒนาอุตสาหกรรมการเกษตรส่งออก เกษตรพาณิชย์เป็นหลัก โดยกำหนดเงื่อนไขสำคัญได้แก่

5.1. มาตรการเก็บค่าน้ำเกษตรกร จากแนวทางกฎหมายทรัพยากรน้ำ และการจัดการน้ำ

เอดีบีบอกรัฐบาลไทยว่า “รัฐบาลไทยได้ลงทุนสร้างเขื่อน ทำคลองชลประทาน ให้เกษตรกรใช้น้ำฟรี แต่เกษตรกรใช้น้ำเปลือง ไม่รู้จักประหยัดน้ำในการทำเกษตร ดังนั้นต่อไปรัฐบาลต้องเลิกอุดหนุนเกษตรกร ต้องเก็บค่าน้ำเพื่อเกษตรกรจะได้มีจิตสำนึกใช้น้ำประหยัด เมื่อน้ำมีราคา เกษตรกรก็จะใช้น้ำปลูกพืชที่คุ้มค่ามากกว่าเดิม” เอดีบีจึงผลักดันให้รัฐบาลออกกฎหมาย พรบ.ทรัพยากรน้ำ ซึ่งให้อำนาจรัฐควบคุมน้ำอย่างเบ็ดเสร็จ และให้กรรมสิทธิ์เอกชนในการเป็นเจ้าของน้ำ เช่นเดียวกับโฉนดที่ดินที่สามารถซื้อขายได้ และให้เอกชนเข้ามาจัดการน้ำแทนกรมชลประทานในบางส่วน น้ำที่เป็นเคยเป็นฐานชีวิตจะถูกแปรรูปเป็น “สินค้า” ที่มีราคาแพง ผลกระทบที่เกิดขึ้นคือ

  1. เกษตรกรต้องจ่ายค่าน้ำเพื่อทำนา ทำสวน ทำไร่อันเป็นการซ้ำเติมเกษตรกรที่ประสบภาวะขาดทุน เป็นหนี้สินอยู่แล้ว

  2. น้ำจะถูกจัดสรรให้แก่กลุ่มทุน การเกษตรขนาดใหญ่ที่มีเงินจะจ่ายค่าน้ำ ในเมื่อน้ำมีจำกัด เกษตรกรรายย่อยที่มีสตางค์น้อย ย่อมไม่สามารถจ่ายได้ กลุ่มุทนที่มีเงินจ่ายได้ก็จะได้น้ำ

  3. เกษตรกรอาจจะต้องลด เลิกปลูกพืชหลายชนิดที่แม้จำเป็นต่อชีวิต เช่น ข้าว แต่ไม่มีราคาดีในท้องตลาด เพราะเมื่อบวกต้นทุนค่าน้ำแล้วจะไม่คุ้ม

5.2. มาตรการแจกเอกสารสิทธิ์ที่ดินโดยไม่ปฏิรูป

เอดีบีเร่งรัดให้รัฐบาลออก สปก. จากปีละ 1,700,000 ไร่ เป็น 2,500,000 ไร่เพื่อให้กลุ่มทุนในชาติและต่างชาติได้ครอบครองที่ดิน เพราะรู้อยู่ว่าการแจกเอกสารสิทธิ์แก่เกษตรกรโดยไม่มีนโยบายปฏิรูปที่ดิน หรือกระจายการถือครองทีดิน อย่างไรเสียเกษตรกรก็จะรักษาที่ดินไว้ไม่ได้ ต้องขายให้นายทุน เมื่อผนวกกับการมีสิทธิต่อน้ำแล้ว ที่กลุ่มทุนสามารถซื้อได้จากแนวทางของร่างพรบ.ทรัพยากรน้ำ กลุ่มทุนก็จะสามารถผูกขาดทรัพยากรทั้งหมด เพื่อใช้พัฒนาธุรกิจการเกษตร และหรืออุตสาหกรรมได้สะดวก ขณะที่เกษตรกรรายย่อยก็จะสูญเสียที่ดิน สูญเสียความสามารถในการทำเกษตรในรูปแบบของตนเองอีกต่อไป

5.3. มาตรการสนับสนุนเกษตรพานิชย์เพื่อการส่งออก และปรับปรุงความสามารถในการแข่งขันทางการค้าด้านการเกษตร

มาตราการของเอดีบี เมื่อรวมกับข้อตกลงทางการเกษตร และเงื่อนไขของธนาคารโลกแล้ว เกษตรกรรายย่อยจะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง คือ

  • การส่งเสริมการผลิตพืชเพื่อส่งออก โดยการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ ส่งเสริมการผลิต แปรรูป ส่งออก เกษตรกรจะถูกผลักดันเข้าสู่ระบบเกษตรพันธสัญญา ขึ้นต่อบริษัทเกษตรอุตสาหกรรม ต้องขึ้นทะเบียนเกษตรกรปลูกพืชตามโควต้า ขณะที่เกษตรกรที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน ไม่ได้ปลูกตามโควต้าจะถูกบังคับให้ขายผลผลิตแบบคละเกรดในราคาต่ำ หรือไม่ได้รับการสนับสนุน แม้การเปิดเสรีสินค้าเกษตรจะดูสร้างโอกาสให้ประเทศไทยขยายตลาดด้านการเกษตรมากขึ้น แต่ผลประโยชน์ส่วนใหญ่จะตกแก่บริษัทอุตสาหกรรมเกษตร ผู้ประกอบการ พ่อค้าส่งออก มิได้ตกถึงเกษตรกรรายย่อย

  • เกษตรกรต้องพึ่งพาปัจจัยการผลิต ปุ๋ย ยาและเมล็ดพันธุ์จากต่างประเทศมากขึ้น เพราะเป็นทำการเกษตรขนาดใหญ่ ผลประโยชน์จะตกอยู่กับบรรษัทข้ามชาติ

  • เกษตรกรมีหนี้สินเพิ่มขึ้น เพราะไม่อาจพึ่งตนเองได้ในการผลิต ต้องลงทุนสูงขึ้น เพราะต้องจ่ายแม้กระทั่งค่าน้ำ ราคาสินค้าพืชผลต้องผูกกับราคาตลาดโลก อีกทั้งรัฐบาลก็ลดการช่วยเหลือลงด้วย ตามเงื่อนไขการค้าเสรี

  • มีแนวโน้มสูญเสียที่ดินทำกินมากขึ้น เนื่องจากการเร่งออกกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ที่มิได้มีมาตรการสนับสนุนใด ๆ รองรับ เมื่อชาวบ้านเป็นหนี้สิน ที่ดินก็หลุดมือง่ายมากขึ้น ที่ดินเสื่อมโทรม เพราะการทำการเกษตรแผนใหม่ จะต้องมีการใช้ปุ๋ย ยาเป็นปริมาณมาก จะทำให้ดินเสื่อมสภาพ เมื่อต้องเร่งปลูกพืชเพื่อขายอีกโดยไม่มีการฟื้นฟูสภาพ ดินก็ยิ่งมีสภาพแย่ลงเรื่อย ๆ

  • พึ่งตัวเองไม่ได้ในด้านอาหาร เพราะระบบการเกษตรเพื่อการค้า จะทำให้ทรัพยากรดิน น้ำ ป่าวิกฤติมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่ออาหารจากธรรมชาติที่เกษตรกรเคยเก็บหามาได้ ขณะเดียวกันพืชเศรษฐกิจก็จะทำลายเมล็ดพันธุ์ข้าวและอาหารหลากหลายชนิดในไร่นาไปอีก

  • มีแนวโน้มว่าชาวนาชาวไร่ในประเทศไทยอีกเป็นจำนวนมากที่ยังมีระบบการผลิตแบบพออยู่พอกิน และยังไม่เข้าสู่ระบบ "ตลาด" เฉพาะอย่างยิ่งคนป่าคนดอยเขตเกษตรที่สูง จนถึงชาวประมงพื้นบ้านขนาดเล็ก จำเป็นจะต้องปรับเปลี่ยนระบบการผลิตไปเป็นการทำการเกษตรขนาดใหญ่ เป้าหมายคือการผลิตเพื่อการค้าและการส่งออก

เป้าหมายของเอดีบีที่บอกว่าจะลดทอนความยากจนในภาคเกษตรกรรม ก็ยิ่งทำให้คนจนยิ่งจนลง คนรวยยิ่งรวยขึ้น และยังเป็นการเหยียบย่ำภาคเกษตรกรรม ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศให้หมดหนทางยิ่งขึ้นไปอีกด้วย

6. โครงการลดทอนความยากจน ในลุ่มน้ำโขง

นอกจากโครงการ และมาตรการต่าง ๆ ภายใต้ โครงการช่วยเหลือประเทศ หรือ CAP เอดีบียังได้ดำเนินโครงการลดทอนความยากจน และการจัดการทางด้านสิ่งแวดล้อมในเขตต้นน้ำไกลปืนเที่ยง โครงการได้รับการสนับสนุนในปี 2541 โครงการดำเนินการในประเทศพม่า จีน ลาว กัมพูชา เวียดนาม และประเทศไทยในเขตดอยวาวี ลุ่มน้ำกกด้วย ได้มีการวิเคราะห์สาเหตุปัญหามีพื้นฐานความเชื่อว่า "ความยากจนของชุมชนในชนบท เป็นสาเหตุหลักของการทำลายสิ่งแวดล้อมในเขตต้นน้ำของภูมิภาคน้ำโขง" โดยมองว่าวิถีชีวิต การทำการเกษตรของชาวบ้านที่ทำมาแต่เดิม ที่ทำพออยู่พอกิน เก็บหาอาหารจากป่า พึ่งพิงทรัพยากรรอบ ๆ ตัวเป็นตัวการสำคัญของการทำลายพืนที่ต้นน้ำ

วิธีการแก้ไขปัญหาก็คือ การให้ชาวบ้านเข้าไปทำงานในเมือง เข้าสู่ระบบอุตสาหกรรม หรือการทำการเกษตรแบบถาวรและเข้มข้นขึ้น ทำการปลูกป่า และควบคุมการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากร

โครงการนี้ไม่เพียงแต่โยนข้อหา "ทำลายสิ่งแวดล้อม" ให้แก่คนจนเท่านั้น แต่ยังเป็นการผลักดันชาวนาชาวไร่ให้ออกจากถิ่นฐานบ้านเกิดมากขึ้นไปอีกด้วย โดยใช้คำกล่าวอ้างในนาม "ผู้พัฒนา" ว่าเพื่อขจัดความยากจนให้ออกไปจากภูมิภาคนี้ และในอนาคตโครงการนี้อาจกลายเป็นต้นแบบจัดการทรัพยากรในเขตต้นน้ำที่น่าเป็นห่วงยิ่ง 

ในพื้นที่ภาคเหนือ มีชุมชนที่อาศัยอยู่ในเขตป่าเป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่เป็นคนยากจนต้องพึ่งพิงปา เก็บหาของป่าเพื่อยังชีพ ปลูกข้าว ทำไร่ ที่ผ่านมาชุมชนต้องสู้กับแนวความคิดการจัดการป่าของกรมป่าไม้อย่างหนักอยู่แล้วในการดำรงวิถีชีวิตอยู่บนพื้นที่สูง กรมป่าไม้ใช้กฎหมายเข้าไปจัดการกับชุมชน โดยการประกาศเขตป่าอนุรักษ์ทับที่อยู่อาศัย ที่ทำกินของชุมชน ขณะนี้การสนับสนุนของเอดีบีจะยิ่งทำให้ความขัดแย้งมีมากขึ้น และจะเป็นตัวเร่งการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ต้นน้ำมากยิ่งขึ้น

ระบบเกษตรกรรมแบบดั้งเดิมจะถูกแทนที่ด้วยระบบเกษตรถาวรเชิงพานิชย์ขนาดใหญ่ ปุ๋ยและยาจะไหลลงสู่แม่น้ำ ชาวบ้านจะถูกไล่ออกจากบ้านของตนเองมากขึ้น การแย่งชิงทรัพยากรจากคนจนจะรุนแรงขึ้น การเข้ามาจัดการพื้นที่ต้นน้ำของเอดีบี จึงเท่ากับเป็นการปล่อยให้ทุนข้ามชาติเข้ามาทำลายพื้นที่ต้นน้ำ และแย่งชิงทรัพยากรไปจากคนท้องถิ่นได้อย่างชอบธรรมมากยิ่งขึ้นนั่นเอง

เงินกู้ที่ประเทศไทยได้มา จึงไม่ใช่ความสำเร็จของรัฐบาลที่ไปเจรจาขอกู้มาได้ แต่เงินกู้ดังกล่าวจะสร้างผลกระทบระยะยาวต่อสังคมไทย เฉพาะอย่างยิ่งคนจน จากที่เคยทุกข์ยากอยู่แล้วก็ยิ่งทุกข์หนักขึ้นไปอีก และยิ่งไม่มีหลักประกันใด ๆ ในชีวิตมากขึ้น เพราะรัฐบาลเองก็ไม่สามารถช่วยเหลืออะไรได้ แถมยังตกเป็นเครื่องมือของกลุ่มทุนผลประโยชน์ข้ามชาติไปเสียอีก ที่ร้ายไปกว่านี้ลูกหลานของคนจน ยังต้องชดใช้หนี้ที่เกิดขึ้น พร้อมอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นไปเรื่อย ๆ เฉพาะของเอดีบีอัตราดอกเบี้ยสูงที่สุดเท่าที่เคยกู้มาคือสูงถึงร้อยละ 8 แล้ว จะเอาที่ไหนมาชดใช้ในเมื่อฐานชีวิตถูกทำลายสิ้น

จากแผนงาน โครงการ ที่เป็นเงื่อนไขเงินกู้เอดีบีทั้งหมดนี้ เห็นได้ชัดเจนว่า เอดีบีคือ นายหน้า ของประเทศมหาอำนาจ ทุนข้ามชาติ ที่จะเข้ามาขูดรีดทรัพยากรของประชาชนไทยและในภูมิภาคอาเซียนอย่างรุนแรงที่สุด โดยการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ภาคเกษตรกรรม ทรัพยากร เพื่อให้ทุนข้ามชาติเข้ามาตักตวงอย่างเสรี และจำกัดบทบาทรัฐที่จะปกป้องประชาชน ซึ่งเป็นตามหลักการ “ตลาดเสรี” โดยที่ประชาชนคนยากจน ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกรรายย่อย แรงงาน เด็ก คนในเมือง ต้องเผชิญหน้ากับหายนะอย่างถ้วนหน้า แล้วประชาชนไทยจะปล่อยให้เอดีบีกับรัฐดำเนินการไปตามอำเภอใจเช่นนั้นหรือ

เงินกู้เอดีบี หนี้และน้ำตา

ภาคแรก

รู้จักธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย

ธนาคารสัญชาติลูกครึ่ง

ญี่ปุ่นผสมอเมริกา

ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank : ADB) เรียกกันสั้นๆ ว่าเอดีบี ก่อตั้งในปี พ.ศ. 2509 ชื่อบอกไว้ชัดเจนว่าเป็นธนาคาร เอดีบีจึงมีหน้าที่สำคัญในการหาผลกำไรจากการดำเนินธุรกิจด้านธนาคาร ให้เงินกู้ยืมกับรัฐบาลประเทศยากจนในแถบเอเชียและแปซิฟิก ( อาทิเช่น จีน พม่า ไทย ลาว กัมพูชา และเวียดนาม )

พร้อมกับเงินกู้ยืม เอดีบีบริการให้คำปรึกษาสำหรับรัฐบาลผู้ขอกู้เงิน โดยเฉพาะการให้คำปรึกษาแนะนำการใช้เงินกู้เพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการพลังงานเพื่อรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจ เช่น การพัฒนาโครงสร้างขนาดใหญ่ ทางรถไฟ ท่าเรือ สนามบิน การสื่อสารโทรคมนาคม และการลงทุนด้านด้านพลังงานระหว่างภูมิภาค เป็นต้น

เงินของเอดีบีมาจากสมาชิกผู้ลงหุ้น 58 ประเทศ เงินบริจาคจากประเทศมหาอำนาจและการกู้ยืมเงินอีกทอดจากตลาดเงินระหว่างประเทศ ปัจจุบันสมาชิกผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุด และมีอำนาจการตัดสินใจสูงสุดในเอดีบีคือญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา

ผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้น

ลงทุนแล้วต้องมีกำไร

การบริหารของเอดีบีใช้ระบบโหวตเสียงตามจำนวนหุ้นที่ลง ซึ่งมีญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกาถือหุ้นรวมกัน 32% รองลงมาเป็นประเทศมหาอำนาจในยุโรป 16 ประเทศถือหุ้นรวมกัน 21% ที่เหลือเป็นประเทศยากจนแถบเอเชีย 42 ประเทศถือหุ้นรวมกัน 47%

สัดส่วนการถือหุ้นในเอดีบีที่แตกต่างระหว่างประเทศมหาอำนาจกับประเทศยากจน (53% กับ 47%) ส่งผลอย่างยิ่งต่อการกำหนดนโยบายและทิศทางของเอดีบีต่อการให้กู้ยืมเงินกับประเทศยากจน เงินกู้ยืมของเอดีบีส่วนใหญ่จึงต้องเป็นไปตามเงื่อนไขความต้องการของประเทศมหาอำนาจ ซึ่งมักมีธุรกิจผลประโยชน์จากการค้าและการลงทุนในประเทศยากจนเหล่านี้

ผลประโยชน์ที่ชัดเจนที่ประเทศมหาอำนาจผู้ลงหุ้นรายใหญ่ได้รับคือ สามารถประมูลงานการก่อสร้างหรืองานด้านอื่นในโครงการที่ขอกู้เงินจากเอดีบี (โดยมากเอดีบีมักให้กู้เงินในการพัฒนาโครงสร้างขนาดใหญ่) นอกจากนี้ประเทศผู้ลงหุ้นยังสามารถขายวัตถุดิบและสินค้าให้กับโครงการที่ขอกู้เงิน และสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการกำกับให้คำปรึกษากับการใช้เงินกู้

ภาคสอง

เอดีบีกับประเทศไทย

อดีตจนปัจจุบัน

สัมพันธ์แค่เงินกู้

ประเทศไทยกู้เงินจากเอดีบีครั้งแรกในปี พ.ศ.2511 ในโครงการความร่วมมือทางด้านการเงินเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมประเทศไทยเป็นจำนวนเงิน 185 ล้านบาท จนถึงปีปัจจุบัน (ธันวาคม 2542) ประเทศไทยเป็นหนี้เอดีบีอยู่ทั้งสิ้น 196,548 ล้านบาทจากโครงการขอเงินกู้ทั้งสิ้น 80 โครงการ โครงการที่อยู่ในช่วงการดำเนินการปัจจุบันและกำลังจะเกิดขึ้น เช่น โครงการท่อก๊าซยาดานาที่จังหวัดกาญจนบุรี สนามบินงูเห่า โครงการตัดถนนเชื่อม 6 ประเทศในแถบลุ่มน้ำโขง เป็นต้น

ภาพรวมสัดส่วนของการใช้เงินกู้เพื่อการพัฒนาประเทศไทยเน้นหนักไปที่ด้านพลังงาน 32 % การขนส่งและโทรคมนาคม 22% สวัสดิการสังคม 14% และการพัฒนาการเกษตร 13%

วิกฤตประเทศไทย…คือ

กำไรของนายธนาคาร

ภายใต้สถานการณ์วิกฤตเศรษฐกิจระหว่างปี พ.ศ.2540-2541 กองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือไอเอ็มเอฟได้ระดมเงินกู้จากธนาคารโลก ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย และธนาคารกลางจากอีกหลายประเทศให้ประเทศไทยกู้เพื่อใช้เป็นทุนสำรองในกองกลางที่เรียกกันว่า ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศและปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ โดยรวม 17,200 ล้านเหรียญสหรัฐ (636,400 ล้านบาท) ในจำนวนนี้เป็นเงินของเอดีบี 1,200 ล้านเหรียญสหรัฐ (44,400 ล้านบาท)

ปี พ.ศ.2542 เอดีบีให้เงินกู้ยืมกับประเทศไทยอีกครั้ง พร้อมกับการยื่นเงื่อนไขให้รัฐบาลไทยปรับปรุงขีดความสามารถการส่งออกภาคเกษตร หรือเรียกกันว่าแผนปรับโครงสร้างการผลิตจำนวน 600 ล้านเหรียญสหรัฐหรือ 22,200 ล้านบาท ปัจจุบันอยู่ระหว่างการดำเนินการโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

เงินกู้เหล่านี้ไม่ใช่เงินกู้ที่ให้เปล่า ธนาคารโลกคิดอัตราดอกเบี้ยกับรัฐบาลไทยร้อยละ 6-7 ต่อปี โดยมีระยะเวลากู้เงิน 15 ปี ในขณะที่เอดีบีคิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 8 ต่อปี

มีการประมาณการว่า ณ ปีปัจจุบัน (กุมภาพันธ์ 2543) ประเทศไทยเป็นหนี้ธนาคารต่างประเทศและในประเทศรวมกันอยู่ทั้งสิ้น 3.2 ล้านล้านบาท ทุกปีรัฐบาลไทยจะต้องจ่ายดอกเบี้ยสูงถึง 240,000 ล้านบาท

เล่ห์เหลี่ยมนักลงทุนต่างชาติ

ยิงนกทีเดียว…..

การร่วมกันลงขันของธนาคารระหว่างประเทศเพื่อเสนอเงินกู้ให้กับรัฐบาลไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจของประเทศ นับว่าได้สร้างผลกำไรและเงื่อนไขที่เอื้อต่อการลงทุนของนักธุรกิจ นายธนาคาร และบริษัทต่างชาติอย่างมหาศาล

นักลงทุนต่างชาติจากประเทศมหาอำนาจ นอกจากจะได้รับผลกำไรจากดอกเบี้ยเงินกู้ที่รัฐบาลไทยต้องจ่ายปีละหลายแสนล้านบาทแล้ว ยังสามารถให้คำปรึกษากดดันให้รัฐบาลไทยนำเงินไปใช้ในโครงการพัฒนาที่เอื้อและเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินธุรกิจของนักลงทุนในประเทศตนเองด้วย ดังเช่นการใช้เงินกู้เพื่อการพัฒนาโครงสร้างขนาดใหญ่ โทรคมนาคม การขนส่ง และการพลังงานระหว่างประเทศ ล้วนต้องมีการสั่งซื้อวัสดุอุปกรณ์ เทคโนโลยีทันสมัย ว่าจ้างบริษัทผู้รับเหมาก่อสร้างและผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกามาให้คำปรึกษาแทบทั้งสิ้น เงินกู้จำนวนหนึ่งจึงถูกส่งกลับไปสร้างความเติบโตให้กับบริษัทธุรกิจประเทศผู้ให้กู้ 

โครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่เหล่านี้ มองอีกแง่มุมหนึ่งคือต้นทุนที่นักลงทุนต่างชาติไม่ต้องจ่ายในการเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ จากการลงทุนด้านอุตสาหกรรมและการเกษตรในพื้นที่ชนบทที่ห่างไกลความเจริญ หากกดดันให้ประเทศผู้ขอกู้เงินเป็นผู้จ่ายแทน

การเติบโตทางเศรษฐกิจ

เพื่อประโยชน์…นายทุนมือยาว

เงื่อนไขโครงการที่มาพร้อมกับเงินกู้ในระยะยาว จะสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจและผลกำไรให้กับประเทศมหาอำนาจ ด้วยความสามารถในการควบคุมกลไกการค้าในตลาดโลก รวมทั้งการควบคุมปัจจัยการผลิตทั้งด้านการเกษตร เคมีภัณฑ์ เทคโนโลยี และพลังงาน ทำให้ประเทศมหาอำนาจทั้งหลายเป็นผู้ที่ได้รับผลกำไรสูงสุดจากการเติบโตของระบบเศรษฐกิจโลกและการแข่งขัน โดยมีเดิมพันเป็นระบบเศรษฐกิจประเทศต่างๆ 

จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า การช่วยเหลือสนับสนุนด้านการเงินของนักลงทุนต่างชาติที่แฝงตัวมาในนามธนาคารและองค์กรระหว่างประเทศ รวมทั้งธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชียหรือเอดีบี จะยอมทุ่มทุนเพื่อให้ประเทศไทยขยายการเติบโตทางเศรษฐกิจให้มากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่อย่างไม่อั้น 

ภาคสาม

แผนความช่วยเหลือประเทศไทยของเอดีบี

เบนเป้าจากพัฒนาโครงสร้างขนาดใหญ่

สู่…การยึดกุมภาคการเงิน สวัสดิการสังคม และภาคเกษตรกรรม

แผนความช่วยเหลือประเทศ (Country Assistance Plan: CAP) หรือเรียกกันสั้นๆ ว่า “แคป” คือแผนความช่วยเหลือประเทศไทยโดยธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย ครอบคลุมระยะเวลาดำเนินการ 3 ปี จากปี 2542 ถึงปี 2544 แผนความช่วยเหลือนี้ประกอบด้วยเงินกู้ยืม 600 ล้านเหรียญสหรัฐ พร้อมกับเงื่อนไขให้รัฐบาลไทยปรับโครงสร้างภาคการเงินให้มีการลงทุนจากต่างชาติมากขึ้น ปรับโครงสร้างภาคเกษตรเพื่อการส่งออก แปรรูประบบการศึกษาและระบบสาธารณสุขให้คุ้มกับการลงทุนค่าใช้จ่าย

เป้าหมายสวยหรูที่ระบุไว้ในแคป คือ 1)สร้างเสถียรภาพและปรับปรุงเพื่อทำให้เศรษฐกิจกลับมาสู่ภาวะเติบโต 2)เพิ่มความสามารถในการแข่งขันเพื่อส่งเสริมประสิทธิภาพ ความสมดุลย์ระหว่างภูมิภาคและการเจริญเติบโตที่ยั่งยืน 3)การพัฒนาคุณภาพชีวิต

ปรับโครงสร้างภาคการเงิน

ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ

เอดีบีทำงานอย่างใกล้ชิดร่วมกับ ไอเอ็มเอฟ และธนาคารโลก ในการปฏิรูปภาคการเงินในไทย โดยมีเป้าหมายเพื่อเพื่อความมั่นใจกับนักลงทุนต่างชาติและฟื้นฟูการเติบโตทางเศรษฐกิจ ไอเอ็มเอฟทำหน้าที่หลักกำกับควบคุมนโยบายการเงินการคลังของธนาคารแห่งประเทศไทย ธนาคารโลกกำกับดูแลสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร 

ส่วนเอดีบีทำหน้าที่เปิดช่องทางระดมทุนจากต่างประเทศเพื่อเพิ่มทุนให้กับสถาบันการเงิน และธนาคารพาณิชย์ เนื่องด้วยสถาบันเหล่านี้คือกลไกที่สำคัญยิ่ง ต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจและธุรกิจการส่งออกที่เอื้อผลประโยชน์ต่อบริษัทต่างชาตินั่นเอง

ปัจจุบันธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินในประเทศไทยหลายแห่ง จึงถูกถือหุ้นส่วนใหญ่โดยนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาซื้อกิจการสถาบันการเงินในช่วงที่ประเทศไทยเกิดวิกฤต สิ่งที่เอดีบีต้องการและกดดันให้รัฐบาลไทยทำคือการปรับปรุงกฎหมาย นโยบายที่เอื้ออำนวยและสร้างความมั่นใจในการลงทุนให้กับนักลงทุนต่างชาติ

แปรรูปการศึกษาไทย

บริหารใหม่โดย….ภาคเอกชน

เอดีบีพิจารณาว่าที่ผ่านมารัฐบาลไทยใช้งบประมาณสนับสนุนการศึกษาสูงเกินจำเป็น เป็นงบประมาณรายจ่ายทีไม่ก่อให้เกิดรายได้ จึงเสนอให้รัฐบาลไทยแปรรูประบบการศึกษาโดยให้ภาคเอกชนเข้ามารับช่วงดำเนินธุรกิจด้านการศึกษาแทนรัฐบาล 

โดยทิศทางการศึกษาไทยต่อไปจะถูกกำกับควบคุมโดยภาคธุรกิจเอกชน ซึ่งจะเข้ามาจัดการควบคุมให้ระบบการศึกษาผลิตแรงงานที่เอื้อต่อการลงทุนทางธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมถึงการเพิ่มสัดส่วนของแรงงานในระดับพื้นฐาน (การศึกษาในระดับมัธยมต้น) การขยายการศึกษาด้านอาชีพเพื่อพัฒนาฝีมือแรงงานที่ตอบสนองตลาด และการพัฒนาฝีมือแรงงานหญิง เป็นต้น

ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการปล่อยให้ภาคธุรกิจเอกชนเข้ามากำกับดูแลระบบการศึกษาคือ ต่อไประบบการศึกษาจะถูกบริหารในเชิงธุรกิจ ค่าใช้จ่ายการศึกษาและค่าเล่าเรียนจะสูง รัฐจะไม่อุดหนุนภาคการศึกษาให้กับลูกคนยากจนอีกต่อไป ลูกหลานคนจนที่ไม่มีทุน จะไม่สามารถศึกษาต่อในระดับสูงหรือในระกับมหาวิทยาลัยได้ แต่จะต้องเป็นแรงงานที่มีประสิทธิภาพให้กับภาคอุตสาหกรรมและธุรกิจเอกชน

แปรรูปโรงพยาบาล

หาผลประโยชน์จากสวัสดิการคนจน

ปัจจุบันรัฐบาลไทยใช้งบประมาณอุดหนุนการสาธารณสุข ซึ่งถือเป็นกิจการด้านสวัสดิการสังคม มีเป้าหมายเพื่อช่วยเหลือประชาชนไม่ว่าจะเป็นคนรวยหรือคนจนให้มีสุขภาพดี และเข้าถึงบริการสาธารณสุขของรัฐโดยทั่วถึง ดังเช่นนโยบายสุขภาพดีถ้วนหน้าปี 2543

หากเอดีบีมองว่ารํฐบาลไทยมีภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุข ทั้งค่ายา และเวชภัณฑ์ ที่สูงเกินไปและไม่มีประสิทธิภาพในการบริหารด้านการลงทุน จึงเสนอให้รัฐลดต้นทุนด้านสาธารณสุข โดยแปรรูประบบสาธารณสุขให้เป็นธุรกิจของเอกชนที่จะต้องพึ่งตนเองให้ได้ โดยปราศจากการอุดหนุนจากภาครัฐ 

ภายใต้เงื่อนไขของเอดีบี ปัจจุบันได้มีโรงพยาบาลนำร่องเข้าสู่การแปรรูป 7 แห่ง คือ โรงพยาบาลหาดใหญ่ ยะลา สตูล โรงพยาบาลนครพิงค์ โรงพยาบาลขอนแก่น โรงพยาบาลสระบุรี บ้านแพ้ว และสมุทรสาคร

การแปรรูปโรงยาบาลที่กำลังเกิดขึ้นนี้ จะทำให้โรงพยาบาลดำเนินนโยบายเพื่อการค้า และหาเงินเข้าโรงพยาบาลให้มากที่สุด คนยากจนคือผู้ได้รับผลกระทบสูงสุด เนื่องจากไม่สามารถจ่ายค่ารักษาพยาบาลได้ในอัตราเท่ากับคนทั่วไป การเข้าถึงบริการด้านสาธารณสุข สวัสดิการและสวัสดิภาพของคนจนจึงถูกริดรอนมากขึ้น

ปรับโครงสร้างภาคเกษตร

ควบคุมทรัพยากรแหล่งสุดท้ายของเกษตรกร

แผนปรับโครงสร้างภาคเกษตร คือเงื่อนไขเงินกู้ที่เอดีบีเสนอให้รัฐบาลไทยดำเนินการเพื่อปฎิรูปภาคเกษตรกรรมของไทยทั้งระบบ ทั้งด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ที่ดิน พื้นที่ต้นน้ำ ระบบสินเชื่อ การตลาด การวิจัย และการปรับบทบาทขององค์กรภาครัฐ เพื่อนำไปสู่เป้าหมายการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การเพิ่มขีดความสามารถด้านการส่งออก และขยายการเติบโตให้กับภาคเกษตรไทย

น้ำ คือหัวใจสำคัญของแผนปรับโครงสร้างภาคเกษตรฉบับนี้ โดยที่เอดีบีต้องการให้รัฐออกฎหมายเพื่อควบคุมกำกับการใช้ทรัพยากร “น้ำ” ให้เกิดคุณค่าและมีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้น ที่สำคัญคือต้องเอื้อต่อการลงทุนทางการเกษตรของบริษัทขนาดใหญ่ ที่มีแนวโน้มต้องการน้ำเพื่อการผลิตมากขึ้น หากได้เกิดกรณีขัดแยังกับเกษตกรรายย่อยซึ่งมีความต้องการใช้น้ำเพื่อการผลิตของครอบครัวเช่นกัน

หาก น้ำ ถูกบริหารจัดการในรูปแบบปัจจัยการผลิตที่เป็นไปเพื่อการค้าและการลงทุน ผู้ต้องการใช้น้ำ ต้องจ่ายค่าต้นทุนเหล่านี้ให้กับภาครัฐ เกษตรกรรายย่อยที่ไม่มีความสามารถในการแข่งขันจะมีค่าใช้จ่ายการผลิตที่สูงขึ้น นำไปสู่การไม่คุ้มทุนทางการผลิต และเลิกล้มการผลิตไปในที่สุด น้ำ ในอนาคตจึงจะอยู่ภายใต้การใช้ประโยชน์เพื่อการค้าอย่างเต็มรูปแบบโดยบริษัทธุรกิจการเกษตรขนาดใหญ่เท่านั้นเอง

พระราชบัญญัติน้ำ

ละเมิดสิทธิเกษตรกร

พ.ร.บ. น้ำ ถูกร่างขึ้นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2536 และถุกนำกลับมาพิจารณาอีกครั้งในปี พ.ศ. 2541 ภายใต้เงื่อนไขเงินกู้ของเอดีบี โดยมีเป้าหมายเพื่อประกาศสิทธิของรัฐ เหนือทรัพยากรน้ำ และควบคุมการใช้ทรัพยากรน้ำจากทุกระบบทั่วประเทศ ดังเห็นได้จากการให้นิยาม น้ำ ที่ถือเป็นสมบัติของรัฐ ว่าหมายถึง 1)น้ำในบรรยากาศ 2) น้ำบนผิวดินที่ไหลตามธรรมชาติ 3) น้ำใต้ดิน 4) แหล่งน้ำระหว่างประเทศที่ประเทศไทยนำมาใช้ได้ เช่น แม่น้ำโขง และ 5) สิ่งมีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิตที่อยู่ในแหล่งต้นน้ำลำธาร

ร่างพ.ร.บ. น้ำ ฉบับนี้ไม่ได้ให้ความใส่ใจต่อสิทธิการใช้น้ำของคนในท้องถิ่น ที่มีการจัดการดูแลรักษาทรัพยากรน้ำมานาน หลากหลายรูปแบบตามวิถีการผลิตและวัฒนธรรม เมื่อ พ.ร.บ. น้ำมีผลบังคับใช้ รัฐมีอำนาจประกาศแหล่งน้ำแหล่งใดก็ได้ให้เป็นกรรมสิทธิ์ของรัฐ สามารถห้ามไม่ให้ประชาชนเข้าไปใช้ประโยชน์อีกต่อไป โดยอำนาจเบ็ดเสร็จทั้งหมดนี้จะขึ้นอยู่กับคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ โดยการแต่งตั้งจากทางราชการ

การค้าเสรี สร้างเงื่อนไข

บริษัทขนาดใหญ่อยู่รอด

การเพิ่มขีดความสามารถในการส่งออก และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ด้วยการนำเกษตรกรรายย่อยเข้าสู่การแข่งขันในตลาดโลก ที่มีการนำเข้าและส่งออกสินค้าเกษตรอย่างเสรีโดยไม่มีการควบคุม จะสร้างความเสียหายให้กับเกษตรกรรายย่อยของไทย เนื่องจากสินค้าเกษตรหลายชนิด เช่น ถั่วเหลือง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มะพร้าว กาแฟ หรือแม้กระทั่งข้าว จากประเทศผู้ส่งออกที่มีต้นทุนและราคาต่ำกว่าจะเข้ามาตีตลาด ภายใต้นโยบายยกเลิกการอุดหนุนจากรัฐ เกษตรกรรายย่อยจะประสบปัญหาไม่สามารถแข่งขันได้ และเลิกล้มการผลิตไปในที่สุด

นอกจากนี้การที่เอดีบีสนับสนุนให้รัฐบาลไทยปฏิรูปการถือครองที่ดิน โดยให้ สปก. เร่งรัดออกเอกสารสิทธิ์ สปก. 4-01 จากเดิมเฉลี่ยปีละ 1,706,250 ไร่ เป็น 2,500,000 ไร่ ในปี พ.ศ. 2543 โดยไม่ได้มีมาตรการใดรองรับหรือช่วยเหลือ จะยิ่งทำให้เกษตรกรที่ประสบปัญหาขาดทุนในการผลิต ขายที่ดินให้กับนักลงทุนเก็งกำไรที่ดิน หรือบริษัทธุรกิจการเกษตรขนาดใหญ่

ในระบบการแข่งขันเพื่อการค้าเสรี ท้ายที่สุดเกษตรกรรายย่อยมีแนวโน้มประสบปัญหาต้นทุนการผลิตสูง ไม่คุ้มทุนการผลิต สูญเสียทีดิน ผู้ที่สามารถอยู่รอดได้ในระบบการผลิตเช่นนี้จึงจะมีเพียงบริษัทธุรกิจเกษตรขนาดใหญ่ภายใต้ร่มเงาการกำกับของนักลงทุนต่างชาติเท่านั้น 

บทส่งท้าย

นิยายฝรั่งหัวแดงยึดชาติมีจริง

ทางเลือกฝ่ายประชาชน

ปฏิเสธการกู้ยืมเงินทุกรูปแบบ

นโยบายการให้กู้เงินของธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย และเงื่อนไขที่มาพร้อมกับเงินกู้ หรืออีกหนึ่งรูปแบบของทุนต่างชาติที่กำลังคืบคลานเข้ามายึดกุมระบบเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และทรัพยากรของประเทศไทย โดยมีเป้าหมายสูงสุดอยู่การสร้างความมั่งคั่งและผลกำไรให้กับประเทศของตนเอง

ประชาชนไทยผู้เป็นเจ้าของประเทศ และต้องการรักษาอำนาจแห่งการเป็นเจ้าของประเทศไว้ จึงต้องร่วมกันเคลื่อนไหว ผนึกกำลัง สานเครือข่าย เพื่อปฏิเสธแผนงานและโครงการความช่วยเหลือที่เคลือบแฝงของทุนข้ามชาติ รวมทั้งรณรงค์เพื่อปฏิเสธการกู้ยืมเงินในทุกรูปแบบจากองค์กรข้ามชาติเหล่านี้

แผนภาคประชาชน

คนจนกำหนดอนาคตตนเอง

ในปี พ.ศ. 2543 ด้วยเจตนารมย์เพื่อสร้างความเคลื่อนไหวภาคประชาชน ให้รับรู้เท่าทันแผนการขององค์กรข้ามชาติ ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการความช่วยเหลือและการพัฒนาจากองค์กรข้ามชาติเหล่านี้จึงได้พร้อมใจกันจัดทำแผนภาคประชาชน ร่วมกับพันธมิตรนักวิชาการเพื่อประชาชน องค์กรเอกชน กลุ่มผู้บริโภค ผู้ใช้แรงงาน และสาธารณชน แผนภาคประชาชนคือแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของชาติที่ภาคประชาชนจะร่วมกันดำเนินตามแนวนโยบายที่ประชาชนเห็นว่าเหมาะสม เพื่อให้ภาคประชาชนได้กำหนดอนาคตของตนเองและอนาคตของประเทศชาติอย่างแท้จริง

 

ADB ให้เงินกู้สร้างเขื่อนเทินหินบูนในลาว ซึ่งสร้างปัญหาให้สังคมและสภาพแวดล้อม

Keywords : GSM Agreement CBTA China ASEAN FTA ถนน R3E สี่เหลี่ยมเศรษฐกิจ Economic Quadrangle อนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง หกเหลี่ยมเศรษฐกิจ คุนมั่นกงลู่ Kunming Bangkok Highway

ทางด่วน คุนหมิง-กรุงเทพ

  




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
sainarong วันที่ : 07/11/2007 เวลา : 17.08 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sainarong

หากสนใจเรื่องการจัดการน้ำในไทยในปัจจุบันและอนาคต ผมขอแนะนำให้ติดต่อท่านผู้เขียน Blog นี้ครับhttp://www.oknation.net/blog/thejui ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าในอนาคตท่านผู้นี้จะเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องการจัดการน้ำอันดับหนึ่งของไทย
พูดจริงๆ ครับไม่ได้พูดเล่น

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
coolwater วันที่ : 06/11/2007 เวลา : 21.29 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/cool
enough  is  enough   ความเพียงพอคือความพอเพียง

น่ากลัวจังเลยค่ะ
ถ้าวันหนึ่งเราต้องถึงขนาดจ่ายค่าน้ำเพื่อทำนา
ทรัพยากรของไทยเป็นของใครกันแน่นะ

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
nathawat วันที่ : 06/11/2007 เวลา : 16.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/may

ขอบคุณอาจารย์สายณรงค์อย่างยิ่งครับ
ที่แถลง"เงื่อนไข" ของธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย กระจ่างครับ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
nathawat วันที่ : 06/11/2007 เวลา : 16.24 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/may

"น้ำ คือหัวใจสำคัญของแผนปรับโครงสร้างภาคเกษตรฉบับนี้ โดยที่เอดีบีต้องการให้รัฐออกฎหมายเพื่อควบคุมกำกับการใช้ทรัพยากร “น้ำ” ให้เกิดคุณค่าและมีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้น ที่สำคัญคือต้องเอื้อต่อการลงทุนทางการเกษตรของบริษัทขนาดใหญ่ ที่มีแนวโน้มต้องการน้ำเพื่อการผลิตมากขึ้น หากได้เกิดกรณีขัดแยังกับเกษตกรรายย่อยซึ่งมีความต้องการใช้น้ำเพื่อการผลิตของครอบครัวเช่นกัน


หาก น้ำ ถูกบริหารจัดการในรูปแบบปัจจัยการผลิตที่เป็นไปเพื่อการค้าและการลงทุน ผู้ต้องการใช้น้ำ ต้องจ่ายค่าต้นทุนเหล่านี้ให้กับภาครัฐ เกษตรกรรายย่อยที่ไม่มีความสามารถในการแข่งขันจะมีค่าใช้จ่ายการผลิตที่สูงขึ้น นำไปสู่การไม่คุ้มทุนทางการผลิต และเลิกล้มการผลิตไปในที่สุด น้ำ ในอนาคตจึงจะอยู่ภายใต้การใช้ประโยชน์เพื่อการค้าอย่างเต็มรูปแบบโดยบริษัทธุรกิจการเกษตรขนาดใหญ่เท่านั้นเอง"


ขอบคุณครับอาจารย์
โดยส่วนตัวผมไม่ได้ปฏิเสธการพัฒนา
หรือการกู้เงินดอกเบี้ยต่ำ
แต่เห็นควรอย่างยิ่งให้พิจารณาอย่างรอบคอบโดยเฉพาะเงินกู้ที่มีเงื่อนไขผูกพัน
ตามที่ผมลอกของอาจารย์ข้างต้นนี้
ขอขอบคุณครับ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
นายหมอดี(แท้) วันที่ : 05/11/2007 เวลา : 15.28 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/NARKA

ถ้ามองเรื่องการพัฒนาทางการค้าเสรี ทุนนิยมนี้ ดี
ถ้ามองว่าเศรษฐฐีมาครอบงำเอเชียแปซิฟิกแล้ว ก็คุณไม่มีทุนแล้วจะพัฒนาประเทศได้อย่างไร
คุณต้องกูแบงค์โลก หรือกู้ไอเอ็มเอฟ หรือกู้เเจบิค ทำนองนี้
ให้มองว่ามันเป็นตัวเลือกทางการเงินตัวหนึ่ง ที่เราอาจกู้ได้
หรือเราจะไปกู้จีน ก็เลือกเอา
แต่ตอนนี้ ดีไม่ดีไปกู้พม่าเขมรลาวญวณละก็ ตัวใครตัวมัน
เพราะจีดีพีเราต่ำสุดในเอเชียแล้วและต่ำสุดในอาเซียนด้วย
หน้ามืดขึ้นมาพี่ไปกู้ทั้งนั้น ฮา

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
Supawan วันที่ : 05/11/2007 เวลา : 10.01 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/supawan

ขอบคุณค่ะ ... สำหรับบทความ

มีความสุขในวันแรกของการทำงานในสัปดาห์นี้นะคะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< พฤศจิกายน 2007 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30  



[ Add to my favorite ] [ X ]