• sainarong
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : linheping@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-08-28
  • จำนวนเรื่อง : 46
  • จำนวนผู้ชม : 219637
  • ส่ง msg :
  • โหวต 95 คน
สี่เหลี่ยมเศรษฐกิจ (ไทย จีนตอนใต้ พม่า ลาว)
Blog นี้เกี่ยวกับแผนเศรษฐกิจของพื้นที่สี่เหลี่ยมเศรษฐกิจ ซึ่งประกอบด้วยไทย ตอนเหนือ จีนตอนใต้ (ยูนนาน) พม่า และลาวตอนเหนือ Blog นี้ติดตามการดำเนินการตามแผนเศรษฐกิจนี้
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/sainarong
วันพฤหัสบดี ที่ 15 พฤศจิกายน 2550
Posted by sainarong , ผู้อ่าน : 2758 , 08:38:17 น.  
หมวด : เศรษฐกิจ

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

เพื่อนนักเศรษฐศาสตร์บางคนบอกว่า พวกที่ต่อต้านโครงการของธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (ADB) มีแต่พวก NGO ที่ต้านทุกเรื่องแบบหัวชนฝา มองการพัฒนาในแง่ร้ายไปหมด ไม่ยอมรับความจริงว่า ADB ช่วยให้คนหลายล้านคนหลุดพ้นจากความยากจน เขาบอกว่าพวกต่อต้านไม่สร้างสรรค์เลย มีแต่ถ่วงความเจริญ

            แต่ไม่ใช่เพียงแต่ NGO เท่านั้น แม้แต่หน่วยงานขององค์กรสหประชาชาติก็ตำหนิว่า ADB ไม่ได้ให้ความสนใจต่อความเสื่อมโทรมของสภาพแวดล้อมและการสูญเสียของทรัพยากรธรรมชาติอย่างเพียงพอ

            ผมขออนุญาตคัดลอกบางส่วนจากรายงาน “สถานการณ์สภาพแวดล้อมของลุ่มแม่น้ำโขง 2007” (Greater Mekong Environmental Outbook 2007) ของโครงการพิทักษ์สภาพแวดล้อมขององค์กรสหประชาชาติ (United Nations Environmental Programme) มาให้ท่านอ่านครับ

            รายงานนี้เขียนว่า “การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจไม่ได้เป็นประโยชน์มากต่อ 70 กว่าเปอร์เซ็นต์ของชาวชนบทที่อาศัยอยู่ในดินแดนเหล่านี้ ชาวชนบทหลายคนพึ่งทรัพยากรธรรมชาติสำหรับการดำรงชีวิตและรายได้”.... “การเติบโตทางเศรษฐกิจและจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นทำให้เกิดมลภาวะ ความเสื่อมโทรมของดิน  และการสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติ” .... “ถ้าไม่มีการป้องกันที่เพียงพอ การพัฒนาด้านเศรษฐกิจของอนุภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) อาจจะทำให้เกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวงด้านระบบนิเวศน์อย่างถาวร ซึ่งจะมีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อผู้คนชาวชนบทที่ต้องพึ่งพาอาศัยทรัพยากรธรรมชาติ” .... “โครงการ GMS ไม่มีหน่วยงานที่แข็งแกร่งพอที่จะช่วยป้องกันความเสื่อมเสียของสภาพแวดล้อม”

            แน่นอนที่สุด ADB ไม่เห็นด้วยกับความคิดเห็นนี้

            ขนาดองค์กรสหประชาชาติซึ่งไม่ใช่ NGO ยังเตือนธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (ADB) อย่างตรงไปตรงมา ซึ่งต้องถือว่าไม่ปกติ เพราะสหประชาชาติมักจะใช้ภาษาทูตที่นิ่มนวล

            อ่านดูแล้ว ผมเข้าใจว่า แทนที่จะช่วยขจัดความยากจนของคนส่วนมากในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ADB กลับทำให้คุณภาพชีวิตของคนพวกนี้แย่ลง ทำให้เขาลำบากยิ่งกว่าเก่า

            หลายคนให้ความเห็นว่า ในการพัฒนาอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) ADB ใช้หลักการด้านเศรษฐศาสตร์เป็นหลัก โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบด้านสภาพแวดล้อมอย่างเพียงพอ และไม่เข้าใจอย่างแท้จริงว่าการเปลี่ยนแปลงด้านหนึ่งในสภาพลุ่มแม่น้ำโขงอาจมีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อด้านอื่นๆ  ปัจจุบันนี้ความเสียหายอย่างมหาศาลด้านสภาพแวดล้อม และด้านความเป็นอยู่ของชาวชนบทได้เกิดขึ้นแล้ว แต่ ADB ยังเดินหน้าต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง

            ในความคิดของผม นักเศรษฐศาสตร์ที่รับผิดชอบโครงการ GMS เป็นนักเศรษฐศาสตร์ชั้นสวะ ผมเองก็จบเศรษฐศาสตร์ (จากมหาวิทยาลัยที่ศิษย์เก่าได้รับรางวัล Nobel มากที่สุดในโลก) ปรมาจารย์ของผมไม่เคยสอนให้นักศึกษาเพิกเฉยต่อผลกระทบด้านสังคม สภาพแวดล้อม และระบบนิเวศน์เลย

            ผมแปลไม่เก่งมาก อาจจะไม่ตรงเปี๊ยบกับความหมายในรายงานต้นฉบับที่เป็นภาษาอังกฤษ ผมจึงคัดลอกรายงานดั้งเดิมที่เป็นภาษาอังกฤษโดยปราศจากการต่อเติมมาให้ท่านอ่านครับ

 

 ''much of the growth has bypassed more than 70 percent of its rural population, many of whom are directly dependent on natural resources for livelihoods and incomes,'' …. ''Economic growth, coupled with growing population pressures, has also led to widespread pollution, land degradation and depletion of natural resources,''….  ''Unless addressed, these changes may cause irreversible ecosystem damage with far-reaching implications for economic activities that depend on natural resources.''…. ''the GMS still lacks a strong, credible body with the mandate to develop and coordinate its responses to environmental challenges. Establishing such a body is a key priority.''

แหล่งที่มา : http://ipsnews.net/news.asp?idnews=38568

สุดท้ายนี้ ผมขอแถมบทความจากอาจารย์สุรชาติ บำรุงสุข คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ที่ระบุปัญหาในการพัฒนาดินแดนแถวนี้ได้อย่างชัดเจนมาก (ผมชอบคำ “ถนนเศรษฐกิจ-สังคม” ของอาจารย์สุรชาติมากครับ) ที่มา http://www.soc.cmu.ac.th/~yunnan/doc/chinapro09.html

 

ไทยกับภูมิรัฐศาสตร์ใหม่ : ถนนเชื่อมไทย – จีน

สุรชาติ บำรุงสุข   ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ

“การไหลของความคิด ผู้คน การค้า ทุน การคมนาคม อาวุธ และยาเสพติด ล้วนแต่มีผลกระทบเชิงพื้นที่ต่อความเป็นไปของระบบโลก”
Saul B. Cohen

“The Geopolitics of an Evolving World System” (1999)

     การสิ้นสุดของสงครามเย็นอันเนื่องมาจากการพังทลายของอำนาจทางความคิด และอำนาจทางการเมือง – การทหารของลัทธิคอมมิวนิสต์ในปี 2532 / 33 ได้ส่งผลต่อความเปลี่ยนแปลงทางภูมิยุทธศาสตร์ของบรรดารัฐต่าง ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ผลประการสำคัญก็คือ กำแพงทางอุดมการณ์ที่เคยแบ่งภูมิภาคนี้ออกเป็นค่ายทางการเมืองได้สิ้นสุดตามไปด้วย ซึ่งทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในเรื่องของทัศนะต่อภัยคุกคาม (threat – perception) สำหรับชนชั้นนำและกับผู้คนโดยทั่วไปในหลาย ๆ เรื่อง หลายประเด็น
      ในช่วงยุคสงครามเย็น เส้นทางต่าง ๆ ที่ตัดไปยังจุดหมายที่มีความสำคัญในทางทหารตามแนวพรมแดนนั้น ในทางภูมิรัฐศาสตร์แล้วถือว่าเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ที่มีลักษณะเป็นรูปธรรมประการหนึ่งของภัยคุกคามที่แต่ละฝ่ายได้สร้างขึ้นในขณะนั้น และหนึ่งในเส้นทางเหล่านี้ได้แก่ ถนนที่ตัดจากยูนนานมุ่งตรงมาสู่พรมแดนทางตอนเหนือของไทย เส้นทางนี้ในอดีตรัฐบาลทุกรัฐบาลของไทยเห็นว่าเป็นเส้นทางที่แสดงถึงภัยคุกคามจากจีน เพราะเส้นทางดังกล่าวอำนวยประโยชน์โดยตรงต่อการส่งกำลังบำรุงจากยูนนานมายังพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย หรือสำหรับผู้ที่มีแนวความคิดสุดขั้ว ถนนสายนี้ถูกตีความว่าเป็นเส้นทางที่จีนอาจจะเตรียมการเพื่อส่งกำลังทหารจากทางภาคใต้เข้ามายึดประเทศไทย
    แต่เมื่อสงครามอุดมการณ์ทางการเมืองได้สิ้นสุดลง และโลกได้ก้าวเข้าสู่ยุคของการแข่งขันทางเศรษฐกิจที่มีผลประโยชน์แห่งชาติเป็นอุดมการณ์หลัก ถนนจากยูนนานในฐานะของการเป็นภัยคุกคามทางทหารจึงไม่ได้มีความสำคัญมากมายนัก เพราะไม่มีใครคิดถึงภัยคุกคามทางทหารแบบเก่าแต่อย่างใด นอกจากจีนเสนอที่จะมีเส้นทางเชื่อมกับภาคเหนือของไทยแล้ว ยังมีรายงานว่าจีนยังมีโครงการที่จะสร้างถนนเชื่อมกับภาคเหนือของพม่า, ลาว และเวียดนามอีกด้วย และเส้นทางเหล่านี้กำลังเป็นตัวแทนของสถานะ “สภาพแวดล้อมใหม่” ของภูมิรัฐศาสตร์ของภาคพื้นดิน (Mainland) ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในยุคโลกาภิวัฒน์นั้นเอง
     ดังนั้น หากพิจารณาในทางภูมิศาสตร์แล้ว สถานการณ์ยุคหลังสงครามเย็นทำให้เส้นทางยุทธศาสตร์ทั้งหลายนี้ (ที่แต่เดิมถูกสร้างขึ้นเพื่อจุดมุ่งหมายทางด้านการทหารเป็นสำคัญ กลายเป็น “ถนนเศรษฐกิจ – สังคม” ที่จะมีส่วนอย่างมากในการเชื่อมประเทศต่าง ๆ และผู้ในภูมิภาคนี้เข้าด้วยกัน (รวมถึงเส้นทางที่จะมีการสร้างขึ้นใหม่ด้วย) เช่น ถ้าสงครามและความขัดแย้งทางการเมืองในพื้นที่แถบนี้สงบลงและอยู่ในภาวะสันติแล้ว บางที่การเดินทางท่องเที่ยว และการติดต่อในเรื่องต่าง ๆ ก็สามารถกระทำได้ด้วยเส้นทางคมนาคมทางบกมากขึ้น
     ในทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เส้นทางเช่นนี้จะมีส่วนช่วยอย่างมากในการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างรัฐต่าง ๆ เพราะจะเกิดการไหลถ่ายเทของคน , สินค้า , การบริการ ตลอดจนวัฒนธรรมจากรัฐหนึ่งไปสู่อีกรัฐหนึ่ง ฉะนั้น ถ้าพิจารณาในแง่ดี อาจจะถือได้ว่าการตัดถนนเพื่อเชื่อมประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคนี้เข้ากับภาคใต้ของจีน จะทำให้เกิดการบูรณาการอันจะก่อให้เกิด “ความเป็นภูมิภาคเดียวกัน” มากขึ้น (ดังเช่นที่ถนนได้เชื่อมประเทศต่าง ๆ ในยุโรปจนเกิดความเป็นภูมิภาคเดียวกันขึ้นอย่างแท้จริง)
     แต่อย่างไรก็ตาม การพิจารณาเฉพาะผลได้ โดยไม่นำพาต่อผลกระทบที่จะเกิดขึ้นนั้น อาจจะก่อให้เกิดปัญหาขึ้นได้ในอนาคต ดังนั้นการมองปัญหาให้รอบด้านจึงเป็นหนทางเดียวที่จะช่วยป้องกันได้ เพราะสำหรับโลกในศตวรรษที่ 21 นั้น ปัจจัยที่จะต้องนำมาคิดคำนึงในกระบวนการทำนโยบายของรัฐ ย่อมมิใช่ปัจจัยหลักเฉพาะในเรื่องการเมือง – การทหารเท่านั้น ปัจจัยทางเศรษฐกิจเป็นสิ่งที่ละเลยไม่ได้ในสภาพของความเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ใหม่เช่นนี้ และการคำนึงถึงสิ่งเหล่านี้จะต้องพิจารณาควบคู่กันไปทั้งผลได้และผลเสีย เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศเป็นสำคัญ
     หากพิจารณาในแง่มุมของจีน อาจจะพบว่าปัจจุบัน จีนได้ประสบความสำเร็จในการพัฒนาเขตเศรษฐกิจเสรีซึ่งอยู่ทางตอนเหนืออย่างมาก แต่ในภาคใต้ยังคงมีฐานะเป็นเขตเศรษฐกิจที่ล้าหลังและยากจน โอกาสที่จะทำให้ภาคใต้ของจีนมีระดับการพัฒนาเศรษฐกิจที่สูงขึ้นจึงไม่ใช่เรื่องง่ายนัก เพราะอุตสาหกรรมและการลงทุนจากต่างประเทศกระจุกตัวอยู่ทางภาคเหนือ ทางออกที่จะเป็นไปได้จึงน่าจะได้แก่ การผลักดันให้ภาคใต้ของจีนถูกบูรณาการเข้ากับประเทศบนภาคพื้นทวีปของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยความคาดหวังว่าการสร้างทางเชื่อมเช่นนี้จะเป็นการเปิดประตูให้แก่ภาคใต้ของจีนออกสู่ทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และสู่ตลาดโลกในอนาคตได้มากขึ้น
     นอกจากนี้เส้นทางที่เชื่อมต่อกับภาคเหนือของทั้ง 4 ประเทศบนภาคพื้นทวีป ยังจะส่งผลในทางการเมืองให้เกิดความใกล้ชิดระหว่างจีนกับประเทศในภูมิภาคมากขึ้น ในทางภูมิศาสตร์การเมือง หากเส้นทางเหล่านี้สร้างสำเร็จและเปิดใช้ได้จริง ก็จะทำให้ภูมิภาคจีนใต้กับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ส่วนภาคพื้นทวีป) เกิดการบูรณาการอย่างแท้จริง ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเส้นทางเหล่านี้คือ “สะพานเชื่อม” ของภูมิภาคทั้งสองเข้าด้วยกันอย่างไม่เคยมีมาก่อน
     การสร้างถนนเชื่อมแดนเช่นนี้ อาจจะยังมีความกังวลของนักอนุรักษ์นิยมที่ยังคำนึงถึงเรื่องภัยคุกคามแบบเดิมเป็นหลัก โดยมองเห็นว่าถนนเช่นนี้คือภัยคุกคามจากจีนที่มาจ่อชายแดนไทย แต่ในสถานการณ์ปัจจุบัน เราอาจจะต้องยอมรับว่าภัยคุกคามทางทหารจากจีนไม่ใช่ประเด็นหลักในกรณีนี้ และที่สำคัญ คือ ภายใต้แนวโน้มและเงื่อนไขของสถานการณ์การเมืองระหว่างประเทศดังที่เป็นอยู่ จีนยังไม่น่าจะเป็นภัยคุกคามทางทหารต่อไทยแต่อย่างใด หากแต่ถนนดังกล่าวน่าจะเป็น “มาตรการรุกทางเศรษฐกิจ” ของจีนที่มุ่งเปิดภาคใต้ของตนเอง โดยการอาศัยประเทศบนภาคพื้นทวีปของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ “จุดเปิด” ออกสู่โลกภายนอก
     ดังนั้น สิ่งที่ไทยจะต้องพิจารณาคือ เราจะจัดวางบทบาทของตนเองอย่างไร ต่อการขยายตัวลงใต้ทางเศรษฐกิจของจีนเช่นนี้ เพราะในความเป็นจริง เราอาจจะไม่สามารถหยุดยั้งกระแสเศรษฐกิจแบบโลกาภิวัฒน์ของโลกในยุคหลังสงครามเย็นได้ ก็มิได้หมายความว่าเราไม่จำเป็นต้องเตรียมตัวรับกับความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจในระดับระหว่างประเทศ เพราะการไหลบ่าของกระแสเศรษฐกิจในยุคเช่นนี้ อาจจะมีความรุนแรงไม่แตกต่างจากกระแสอุดมการณ์เช่นในยุคสงครามเย็น อีกทั้งอาจมีความสลับซับซ้อนมากขึ้นด้วย ซึ่งย่อมหมายถึงว่าสำหรับสถานการณ์ในอนาคตแล้วเราต้องการทั้งนักคิด นักบริหารและนักจัดการที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพมากขึ้นในการดำเนินกิจการด้านต่าง ๆ ของประเทศนั่นเอง
    การไหลบ่าของกระแสเศรษฐกิจโลกาภิวัฒน์เห็นได้ชัดเจนมากขึ้น เมื่อทุกฝ่ายคิดถึงแต่การลงทุนหรือการดำเนินการทางเศรษฐกิจ เช่น การลงทุนของไทยในสิบสองปันนา การแข่งขันของสินค้าระหว่างไทยกับจีนในพม่า การส่งสินค้าอุปโภค – บริโภคของไทยไปยังจีนภาคใต้ เป็นต้น แต่ดูเหมือนเราจะละเลยที่จะคิดถึงผลกระทบในประเด็นอื่น ๆ ที่จะติดตามมาจากการเปิดเส้นทางดังกล่าว เช่น การเคลื่อนย้ายของแรงงานราคาถูกจากจีนภาคใต้มาสู่ไทย (เว้นแต่เราจะมองในแง่ดีว่าแรงงานส่วนนี้จะทดแทนต่อการขาดแคลนแรงงานขั้นต่ำในไทย) ปัญหาผู้หญิงโสเภณีจากภาคใต้ของจีน การส่งออกสินค้าเกษตรของจีนใต้ ซึ่งมีราคาต่ำกว่าสินค้าเกษตรของไทยในภาคเหนือ ตลอดจนปัญหายาเสพติดจากบริเวณดังกล่าว ประเด็นของเรื่องเหล่านี้เป็นเพียงตัวอย่างของปัญหาที่ไทยจะต้องเผชิญในอนาคต ซึ่งหากจัดวางแนวทางไว้ไม่ดีแล้ว ผลที่เกิดขึ้นก็อาจจะกลายเป็นปัญหาระหว่างไทยกับจีนได้ในอนาคตได้ไม่ยากนัก
     อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาในภาพรวมแล้ว เส้นทางจากจีนมาสู่ไทยนั้น น่าจะมุ่งสู่การออกทะเลเป็นสำคัญด้วย กล่าวคือ จะเป็นการเชื่อมจีนใต้เข้ากับเขตอุตสาหกรรมภาคตะวันออก (Eastern Seaboard) และเขตอุตสาหกรรมภาคใต้ (Southern Seaboard) ของไทย ตลอดรวมถึงการขยายท่าเรือในแม่น้ำโขง เพื่อเป็นจุดของการส่งสินค้าระหว่างจีนกับไทย และเพื่อเป็นจุดของการส่งสินค้าออกของจีนจากภาคใต้ ความเปลี่ยนแปลงของภูมิเศรษฐศาสตร์เช่นนี้ย่อมทำให้ฐานะของไทยกลายเป็น “ฮ่องกงที่สอง” ให้แก่จีน ซึ่งผู้กำหนดนโยบายไทยจะต้องตอบให้ได้ว่าแล้วเราจะได้อะไรจากฐานะดังกล่าว เพราะมิฉะนั้นแล้วไทยจะเป็นเพียงแค่ “ประตูทางใต้” ของจีนเท่านั้น
     แต่ก็จะต้องทำความเข้าใจร่วมกันว่า บทความนี้มิได้เขียนขึ้นเพื่อคัดค้านต่อการเปิดเส้นทางเชื่อมต่อระหว่างไทยกับจีน เพราะตระหนักดีว่าการเปิดเส้นทางดังกล่าวเป็นผลผลิตที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของโลกยุคโลกาภิวัฒน์ ได้รับการผลักดันมากทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชนของไทย ด้วยความคาดหวังที่จะได้รับประโยชน์ทางเศรษฐกิจในด้านต่าง ๆ จากเส้นทางนี้ หากแต่เป็นความพยายามที่ต้องการชี้ให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ใหม่ที่กำลังเกิดขึ้น และผู้กำหนดนโยบายของไทยจะกำหนดยุทธศาสตร์รองรับต่อความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอย่างไรเป็นสิ่งที่มีความสำคัญเป็นอย่างมาก และอาจจะสำคัญต่อสถานะและบทบาทของไทยในภูมิภาคนี้อย่างมากด้วย
     แม้ระยะเวลาจะผ่านมาจนการเมืองระหว่างประเทศ เข้าสู่กระแสโลกาภิวัฒน์ของโลกศตวรรษใหม่ แต่คำกล่าวของนโปเลียนที่ว่า “นโยบายของรัฐตั้งอยู่บนรากฐานของลักษณะทางภูมิศาสตร์ของตน” นั้นเตือนให้เรารำลึกถึงความสำคัญของปัญหาและผลกระทบของปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ทั้งในบริบทของภูมิยุทธศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์ที่จะมีมากขึ้นต่อการวางนโยบายของไทยในอนาคตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ …ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ล้วนแต่ท้าทายให้เราต้องคิดเกี่ยวกับผลกระทบของปัจจัยด้านภูมิศาสตร์ต่ออนาคตของประเทศไทยมากขึ้นนั่นเอง

ปลาโลมาอิรวดี หนึ่งในสัตว์ที่ ใกล้จะสูญพันธุ์ ในแม่น้ำโขง

แม่น้ำโขงแห้งเหือด อุปสรรคต่อการเดินเรือ

Keywords : GSM Agreement CBTA China ASEAN FTA ถนน R3E สี่เหลี่ยมเศรษฐกิจ Economic Quadrangle อนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง หกเหลี่ยมเศรษฐกิจ คุนมั่นกงลู่

Kunming Bangkok Highway
ทางด่วน คุนหมิง-กรุงเทพ




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
Globe วันที่ : 16/11/2007 เวลา : 13.14 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/goodjai
พอใจย่อมไร้ทุกข์ .. ทำดีย่อมมีสุข .... รวมโลก ย่อมได้ สันติภาพ เสรีภาพ และความรักสามัคคี  

โครงการพัฒนาใดๆ หากทำด้วยความรักโลกอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ส่วนตน ย่อมให้ผลดีแก่โลก และแก่ตนเองในที่สุด
มนุษย์อาจทำผิดพลาดได้ .. แต่ความรักที่มีต่อกันจะช่วยแก้ปัญหาหลายอย่างได้ครับ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
nathawat วันที่ : 15/11/2007 เวลา : 19.46 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/may

“การเปลี่ยนแปลงด้านหนึ่งในสภาพลุ่มแม่น้ำโขงอาจมีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อด้านอื่นๆ ปัจจุบันนี้ความเสียหายอย่างมหาศาลด้านสภาพแวดล้อม และด้านความเป็นอยู่ของชาวชนบทได้เกิดขึ้นแล้ว”
ผมเห็นด้วยกับประโยคนี้ครับ
...............
ถ้าถามคนชายขอบว่าพวกเขาต้องการความเจริญหรือธรรมชาติ
ผมเชื่อว่าทุกคนต่างก็รู้คำตอบ
เนื่องเพราะพวกเขายังมีวิถีการดำรงชีวิตที่พึ่งพาธรรมชาติอยู่มาก
ผิดกับคนในเมืองที่อาศัยสิ่งที่สร้างมาจากการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ
แต่การทำลายความสมดุลของธรรมชาติจาก “การค้าและการพัฒนา” จะก่อให้เกิดผลกระทบกับทุกผู้คนไม่ว่าชายขอบหรือในเมืองก็ตามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังที่เห็นและจะได้เห็นในปัจจุบันและในอนาคต
ผมเองกังวลเช่นเดียวกับอาจารย์ครับโดยเฉพาะเรื่องของการจัดการแม่น้ำโขง
การสร้างเขื่อนเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าของจีนที่ต้นน้ำ หลายฝ่ายกำลังวิตกว่าจะทำลายระบบนิเวศน์ของลุ่มน้ำนี้หรือไม่
อีกประการ ขนาดเร็วๆนี้ที่เป็นปัญหาการเข้มงวดตรวจสินค้าปนเปื้อนจากจีนของศุลกากรไทย ยังโดนตอบโต้ทันทีทันควันจากจีนด้วยการสั่งให้เข้มงวดกับสินค้าไทยเช่นกัน (ยกเว้นทาง Sea หรือ Marine Transport) ครับตราบเท่าที่สมประโยชน์ทั้งสองฝ่าย แต่เมื่อไรที่ผลประโยชน์ขัดกันแล้ว
ก็น่าคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้น
ด้วยความเคารพครับ
ขอขอบพระคุณท่านอาจารย์สำหรับพื้นที่แสดงความคิดเห็นนี้ครับ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
นายหมอดี(แท้) วันที่ : 15/11/2007 เวลา : 16.07 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/NARKA

มองด้านรัฐศาสตร์ ถ้าข้อมูลผิดขออภัย
ยูเอ็นก็แย่เรื่องเงิน ตัวสหรัฐฯก็ติดหนี้ไว้เยอะ
ไอเอ็มเอฟที่เป็นเครื่องมือไอ้กันก็เริ่มถูกจับได้
สหรัฐฯจึงใช้นามยูเอ็นมาตีญี่ปุ่น ที่ใช้เครื่องมือ เอดีบี มาทำด้านเศรษฐกิจของตนเอง บังหน้าคือการช่วยเหลือ
สรุปคือไอ้กันหมั่นไส้นั่นแหละ ฮา

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
Dr.Sixteen วันที่ : 15/11/2007 เวลา : 11.20 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Thaidialogue
KhunSlot

ผมก็รู้สึกว่ามันใช่ เพราะแนวทางการพัฒนาของ ADB/WB คือการทำให้ชาวบ้านตัวเล็กตัวน้อยที่ทำมาหินยังชีพด้วยทรัพยากรท้องถิ่น ให้กลายเป็น "ผู้บริโภค" ในระบบตลาดการค้าเสรี และในที่สุดก็ตกเป็นเหยื่อของ"ปลา"ตัวใหญ่กว่า เป็นเรื่องยากที่ชาวบ้านจะรู้ทันความซับซ้อนของระบบปลาใหญ่กินปลาเล็ก ยกเว้นปลาเหล่านั้นจะพอใจในสิ่งที่ตนเองมีอยู่ มีหลักยึด มีความมั่นคงและภูมิคุ้มกันตัวเองที่ดีพอ (แวะมา hello เจ้าของบ้าน พร้อมฝากเมนต์จากสามัญสำนึก)

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< พฤศจิกายน 2007 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30  



[ Add to my favorite ] [ X ]