• ต่ายกับต้อม
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2009-09-13
  • จำนวนเรื่อง : 10
  • จำนวนผู้ชม : 147423
  • ส่ง msg :
  • โหวต 17 คน
ศึกษา เรียนรู้ ผ่านบล็อกครูสลิด ชูชื่น
แลกเปลี่ยนและเผยแพร่ผลงาน
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/salid
วันพุธ ที่ 23 กันยายน 2552
Posted by ต่ายกับต้อม , ผู้อ่าน : 11395 , 21:16:05 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

กลุ่มรักษ์ท้องถิ่นบ่อนอกกับโรงไฟฟ้าบ่อนอก อำเภอเมืองฯ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

1. สภาพทั่วไปของกรณีศึกษา

                บ่อนอกเป็นตำบลหนึ่งในเขตอำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์  จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ อยู่ห่างจากตัวอำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์  ประมาณ 24 กิโลเมตร มีอาณาเขตติดต่อกับพื้นที่อื่นๆ ดังนี้

                - ทิศเหนือ                           ติดต่อกับ ตำบลกุยเหนือ,กุยบุรี และตำบลหาดขาด อำเภอกุยบุรี
              
 - ทิศใต้                               ติดต่อกับ ตำบลอ่าวน้อย อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ 
               
- ทิศตะวันออก                    ติดต่อกับ อ่าวไทย
               
 - ทิศตะวันตก                      ติดต่อกับ ประเทศสหภาพเมียนมาร์

                ตำบลบ่อนอกมีพื้นที่ประมาณ 189 ตารางกิโลเมตร หรือ 141,980 ไร่ สภาพพื้นที่มีลักษณะลาดเอียงจากทิศตะวันตกไปสู่อ่าวไทยทางทิศตะวันออก มีถนนเพชรเกษมตัดผ่านระหว่างพื้นที่ตะวันตกกับทิศตะวันออกของตำบล พื้นที่ทางทิศตะวันตกมีคุณภาพของดินเหมาะแก่การเพราะปลูก ส่วนพื้นที่ฝั่งตะวันออกมีสภาพเป็นดินร่วนปนทราย ประชาชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพประมงชายฝั่ง การเพาะเลี้ยงกุ้ง และการปศุสัตว์

                1.1 ลักษณะการปกครอง

                ลักษณะการปกครอง ตำบลบ่อนอก อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ แบ่งการปกครองเป็น 14  หมู่บ้าน มีจำนวนครัวเรือน 1,883 ครอบครัว จำนวนประชากร ชาย 3,443 คน หญิง 3,609 คน รวมประชากรทั้งตำบล 7,052 คน

                1.2 สภาพทางเศรษฐกิจ

                สภาพทางเศรษฐกิจประชาชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ได้แก่ ทำนา ปลูกพืชไร่ เช่น สับปะรด ว่านหางจระเข้ ปลูกพืชสวน เช่น มะพร้าว มะม่วง ขนุน การประมงชายฝั่ง การปศุสัตว์ เช่นการเลี้ยงโคขุน โคนม สุกร เป็ด ไก่ ปลา กุ้งกุลาดำ เพาะเลี้ยงลูกกุ้ง ดังนั้นสภาพเศรษฐกิจขึ้นอยู่กับภาคเกษตรกรรม

                1.3 ศักยภาพของชุมชน

                ศักยภาพของชุมชนในพื้นที่ก่อนที่จะมีโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าบ่อนอก มีการรวมกลุ่มกันของประชาชนในพื้นที่เพื่อร่วมกันพัฒนาอาชีพ ช่วยเหลือสังคมดังนี้ กลุ่มอาชีพปลูกสับปะรด  กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต  กลุ่มสตรีบ่อนอก และกลุ่มแม่บ้านเกษตรกร

                จุดเด่นของพื้นที่ตำบลบ่อนอก  ด้านทิศตะวันออกติดชายทะเลตลอดแนว เหมาะแก่การส่งเสริมการท่องเที่ยว การทำประมงชายฝั่ง และการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ  ด้านทิศตะวันตกเป็นพื้นที่การเกษตรซึ่งมีศักยภาพที่ควรแก่การพัฒนาด้านเกษตรแผนใหม่ ที่สอดคล้องกับเศรษฐกิจชุมชนพึ่งพาตนเอง

 แนวนโยบายของรัฐบาลกับการก่อสร้างโรงไฟฟ้าบ่อนอก
              โรงไฟฟ้าบ่อนอก เกิดจากนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการจะให้ภาคเอกชนเป็นผู้ลงทุนก่อสร้างโรงไฟฟ้าและจำหน่ายกระแสไฟฟ้าให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) เพื่อลดภาระในการลงทุนและการกู้ยืมเงินของรัฐบาล โดยจะนำเงินดังกล่าวไปพัฒนา ชนบทแทน โรงไฟฟ้าบ่อนอกดำเนินการโดยบริษัทกัลฟ์ เพาเวอร์ เจเนอเรชั่น จำกัด ตั้งอยู่ที่ตำบลบ่อนอก อำเภอเมือง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์  โรงไฟฟ้าบ่อนอก มีความสามารถที่จะผลิตไฟฟ้าได้ถึง
734 เมกะวัตต์ และ ครอบคุลมพื้นที่ตลอดแนวชายฝั่งยาวถึง 162 เฮคตาร์ โรงไฟฟ้าแห่งนี้ถูกเสนอขึ้นโดยการร่วมทุนของหลายบริษัทซึ่งรวมไปถึงบริษัท Edison Mission Energy จากแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ผ่านมาโครงการสร้างโรงไฟฟ้าแห่งนี้ ไม่เคยผ่านการทำกระ บวนการประชาพิจารณ์ที่ถูกต้อง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการคอรัปชั่นตลอดระยะเวลาของนำเสนอโครงการจนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้รัฐบาลสหรัฐอเมริกายังได้พยายามกดดันรัฐบาลไทยให้อนุมัติโครงการโดยเพิกเฉยต่อความต้องการที่แท้จริงของชาวบ้านด้วย    
               เหตุที่ต้องเลือกสร้างโรงไฟฟ้าที่บ่อนอกเพราะว่าตำบลบ่อนอกมีความเหมะสมในการสร้างโรงไฟฟ้า ในหลายๆกรณี เช่น สามารถส่งจ่ายกระแสไฟฟ้าไปใช้ที่ภาคกลาง ซึ่งมีการใช้ไฟฟ้าสูง และใช้ในจังหวัด ประจวบคีรีขันธ์ หรือส่งลงภาคใต้ได้ มีชายฝั่งทะเลที่เหมาะกับการสร้างท่าเรือน้ำลึก ที่นำเข้าถ่านหินชั้นดีจากต่างประเทศ
               คณะรัฐมนตรี ได้มีมติเมื่อวันที่
12 กันยายน 2535 เห็นชอบตามข้อเสนอของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ เรื่องแนวทางในการดำเนินงานในอนาคตของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) โดยกำหนดขั้นตอนและแนวทางให้เอกชนเข้ามามีบทบาทเพิ่มขึ้นในกิจการไฟฟ้าในประเทศ ภายใต้โครงการผู้ผลิตไฟฟ้าอิสระ (Independent Power Producer, IPP) และโครงการผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายย่อย (Small Power Producer, SPP)

                ต่อมาคณะรัฐมนตรี ได้มีมติเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2537 ให้ กฟผ. และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (สพช.) ร่วมกันร่างประกาศรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าอิสระ ตามนโยบายของรัฐบาล ซึ่ง กฟผ. ได้ออกประกาศรับซื้อไฟฟ้าจาก IPP เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2537 มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการประเมินและคัดเลือกข้อเสนอการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนเมื่อ 23 มกราคม 2538 โดยมีผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยเป็นประธาน ผู้แทน สพช. ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และผู้แทนสำนักงานเศรษฐกิจการคลังเป็นกรรมการ และเมื่อปิดรับข้อเสนอเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2538 มีผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนยื่นข้อเสนอทั้งสิ้น 32 ราย รวม 50 โครงการ
               คณะอนุกรรมการฯ ได้พิจารณาคัดเลือกบริษัทผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนที่มีข้อเสนอดีที่สุด
7 ราย เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2539 เป็นโครงการที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง 4 ราย และใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิง 3 ราย โครงการโรงไฟฟ้าที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ของบริษัท กัลฟ์ เพาเวอร์เจเนอเรชั่น (โรงไฟฟ้าบ่อนอก) และบริษัทยูเนี่ยน เพาเวอร์ ดิเวลลอปเมนท์ (โรงไฟฟ้าหินกรูด) เป็น 2 ใน 7
โครงการที่ได้รับการ คัดเลือก
                เนื่องจากประชาชนบางส่วนในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ไม่เห็นด้วยกับโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้า ทั้ง
2 แห่งที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จึงได้รวมตัวกันคัดค้านและนำไปสู่การชุมนุมประท้วงและปิดกั้นการจราจรบนถนนเพชรเกษมในระหว่างวันที่ 8-10 ธันวาคม 2541 คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2541 ให้จัดทำประชาพิจารณ์เพื่อรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในฐานะผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการดำเนินโครงการก่อสร้างที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ทั้ง 2 แห่งดังกล่าว โดยแต่งตั้งคณะกรรมการประชาพิจารณ์ เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2542

                  คณะกรรมการประชาพิจารณ์โครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งมี     นายสิปปนนท์ เกตุทัต เป็นประธานกรรมการ ได้จัดให้มีการทำประชาพิจารณ์โครงการโรงไฟฟ้า      บ่อนอกของบริษัท กัลฟ์ เพาเวอร์ เจเนอเรชั่น จำกัด เมื่อวันที่
10-11 กันยายน 2542 ณ ห้องประชุมองค์การบริหารส่วนจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และจัดทำประชาพิจารณ์โครงการโรงไฟฟ้าหินกรูด ของบริษัทยูเนี่ยน เพาเวอร์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด เมื่อวันที่ 24-25 กุมภาพันธ์ 2543 ณ ห้องประชุมองค์การบริหารส่วนจังหวัดประจวบคีรีขันธ์
                 คณะกรรมการประชาพิจารณ์ได้รายงานและวิเคราะห์ผลกระทบในแต่ละประเด็น พร้อมทั้ง สรุปความเห็น และมีข้อสังเกต
3 กรณี ดังนี้
                 1)  กรณีที่รัฐบาลจะตัดสินใจให้ดำเนินโครงการต่อไป รัฐบาลจะต้องแก้ไขปัญหาข้อขัดแย้งระหว่างฝ่ายเห็นด้วยกับฝ่ายคัดค้าน โดยใช้กระบวนการไกล่เกลี่ยและประนีประนอม และจะต้องมีมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อมอย่างใกล้ชิด และควรจัดให้มี “คณะกรรมการร่วมไตรภาคี” เพื่อทำหน้าที่ดังกล่าว
                 2)  กรณีที่รัฐบาลระงับการดำเนินโครงการ หน่วยงานของรัฐบาลต้องศึกษาผลกระทบที่จะเกิดขึ้นภายหลังตามสัญญาที่ได้กระทำไว้กับบริษัทผู้ผลิตไฟฟ้า เพื่อกำหนดแนวทางการเจรจาเรื่องค่าเสียหายกับบริษัท และรักษาภาพลักษณ์ของรัฐบาลเกี่ยวกับการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ
                 3
)  กรณีที่รัฐบาลพิจารณาชะลอหรือเลื่อนเวลาดำเนินโครงการ รัฐบาลจะต้องสร้างความเข้าใจกับประชาชน องค์กรปกครองท้องถิ่นทั้งในพื้นที่โครงการและพื้นที่ใกล้เคียงอย่างต่อเนื่อง ภายใต้เงื่อนไขการป้องกันและแก้ไขผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และการจัดสรรงบประมาณค่าใช้จ่ายในการดำเนินการตามมาตรการต่างๆ รวมทั้งผลประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับ และหน่วยงานของรัฐต้องศึกษาผลกระทบเกี่ยวกับสัญญาที่ได้กระทำไว้กับบริษัทผู้ผลิตไฟฟ้า
                   คณะรัฐมนตรีรับทราบรายงานผลการจัดทำประชาพิจารณ์ของทั้ง
2 โครงการ เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2543
และมีมติให้คงนโยบายการรับซื้อไฟฟ้าจากเอกชนตามข้อผูกพันเดิม รวมทั้งให้รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แต่งตั้งคณะกรรมการเสริมสร้างความเข้าใจกับประชาชนในโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์                 
                  ประชาชนบางส่วนในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ยังคงต่อต้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าทั้งสองแห่งต่อไป โดยเมื่อวันที่
1 มีนาคม 2544 ตัวแทนกลุ่มผู้คัดค้านได้เข้าพบรัฐบาล ณ ทำเนียบรัฐบาล โดยมีรองนายกรัฐมนตรี (นายพิทักษ์ อินทรวิทยนันท์) และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี           (นายจาตุรนต์ ฉายแสง) เป็นตัวแทนฝ่ายรัฐบาลรับฟังปัญหาของตัวแทนกลุ่มผู้คัดค้าน

จุดเริ่มแห่งการคัดค้านของชุมชนท้องถิ่น

                ปี 2535 หลังการยึดอำนาจของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติหรือ รสช. ขณะนั้นมี        นายอานันท์  ปันยารชุน ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รัฐบาลขณะนั้นเป็นรัฐบาลที่ไม่มีฝ่ายค้านได้ทำให้เกิดนโยบายการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน (Independent Power Producers:IPP) จึงกลายมาเป็นที่มาของโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าเอกชนจำนวน 2 แห่งในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ในเวลาต่อมา นั่นคือ  โครงการไฟฟ้าถ่านหิน บ่อนอก ของบริษัทกัลป์ เพาเวอร์ เจเนอเรชั่น จำกัด กำลังผลิต 700 เมกะวัตต์ ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 800 ไร่ ตั้งอยู่ที่หมู่ 7 ตำบลบ่อนอก อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยใช้เงินลงทุนประมาณ 800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 30,000 ล้านบาท)  และโครงการไฟฟ้าถ่านหิน หินกรูดของบริษัทยูเนี่ยน เพาเวอร์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด กำลังผลิต 1,400 เมกะวัตต์ ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 1,200 ไร่ ตั้งอยู่ที่ บ้านโคกตาหอม หมู่ 9 ตำบลธงชัย อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยใช้เงินลงทุนประมาณ 1,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 50,000 ล้านบาท)     

                การเคลื่อนไหวของชาวประจวบคีรีขันธ์ เพื่อคัดค้านโครงการก่อสร้างไฟฟ้าถ่านหิน บ่อนอก- หินกรูด ซึ่งเริ่มต้นจากความหวั่นวิตกในมลพิษที่จะมาพร้อมกับโรงไฟฟ้าถ่านหินของผู้คนในชุมชนขนาดเล็กริมชายทะเลบ่อนอกและบ้านกรูด  โดยได้รวมตัวกันต่อต้านโครงการนี้เพราะตระหนักได้ว่า มันจะก่อให้เกิด:
             - การขุดรากถอนโคนชุมชน และวิถีชาวบ้าน เช่น การทำสวนขนาดเล็ก และการประมงพื้นบ้าน
             - ก่อให้เกิดมลภาวะ ซึ่งจะไปทำลายระบบนิเวศ และอุทยานแห่งชาติ ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับบ่อนอก
             - มีส่วนก่อให้เกิดภาวะโลกร้อน ซึ่งจะส่งผลกระทบในแง่ลบต่อประเทศไทย
             - ทำให้ประเทศไทย ไม่สามารถนำพลังงานหมุนเวียนกลับมาใช้ได้ใหม่

             การเคลื่อนไหวที่เริ่มขึ้นจากชาวบ้านนี้ได้นำไปสู่การเรียนรู้ร่วมกันครั้งสำคัญของผู้คนในสังคมไทย โดยเฉพาะอย่างย่างยิ่งในประเด็นสำคัญที่ว่าด้วยเรื่องการก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ที่ปราศจากการรับรู้หรือการมีส่วนร่วมจากชุมชนในพื้นที่ เป็นเรื่องที่สังคมไม่ยอมรับอีกต่อไป

                การรณรงค์ต่อต้านโรงไฟฟ้าถือเป็นตัวอย่างการจัดการปัญหาระดับรากหญ้า เป็นการกระตุ้นให้ชุมชนทั้งหมดต่อต้านการคุกคามจากภัยภายนอก ความสำเร็จครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2541 เมื่อชาวบ้านกว่า 2 หมื่นคนรวมตัวกันปิดกั้นทางหลวงสายใต้ และ ต่อสู้กับตำรวจติดอาวุธ 300-400 นาย และ ทำให้ชาวไทยหันมามองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างจริงจังเป็นครั้งแรก
              หลังจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รัฐบาลได้เสนอให้มีกระบวนการให้คำปรึกษาเกี่ยวกับข้อข้องใจของโรงไฟฟ้าบ่อนอก และ บ้านกรูด แต่ชาวบ้านจากทั้งสองหมู่บ้านได้บอยคอต กระบวนการดังกล่าวเพราะไม่ต้องการนำเสนอความคิดเห็น ที่ท้ายสุดจะต้องลงเอยด้วยการอนุมัติโครงการอยู่นั่นเอง ดังนั้นในวันที่ 10 มกราคม 2545 ชาวบ้านหลายพันคนได้เดินเท้าไปยังกรุงเทพ เพื่อยื่นหนังสือประท้วงการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินต่อนายกรัฐ มนตรีญี่ปุ่น ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนการเงินแก่โครงการบ้านกรูด แต่ชาวบ้านถูกขัดขวางจากตำรวจ ทำให้ทั้งหมดต้องลงเดินเท้าเป็นระยะทาง 2 กิโลเมตร ผ่านเครื่องกีดขวางของตำรวจ

                ขบวนการประชาชนที่เกิดขึ้นอย่างเข้มแข็งที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ได้รับการเล่าขานที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างน่าสนใจ และน่าเรียนรู้ ซึ่งจะได้นำเสนอเป็นลำดับแต่ละประเด็นต่อไป  

2. ปัญหาของกรณีศึกษา

                2.1 สาเหตุของปัญหา

จากที่ได้กล่าวมาเบื้องต้นแล้วว่าขบวนการประชาชนภายใต้ชื่อ “กลุ่มรักษ์ท้องถิ่นบ่อนอก” ได้รวมตัวกันคัดค้านต่อต้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าบ่อนอกที่มีโครงการจะสร้างที่ หมู่ 7 ตำบลบ่อนอก อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ โดยที่ชาวบ้านในท้องถิ่นไม่ได้รับทราบข้อมูลมาก่อน

                ปี 2540 ถือเป็นเรื่องที่ช็อกและคาดไม่ถึง ที่จู่ๆ การรวบรวมที่ดินของบรรดานายหน้าค้าที่ดินซึ่งเป็นชาวบ้านและผู้นำชาวบ้านในท้องถิ่นบ่อนอกทราบในเบื้องต้นแต่เพียงว่าการกว้านซื้อที่ดินดังกล่าวเพื่อสร้างโรงงานและสนามกอล์ฟ ภายหลังชาวบ้านมาทราบว่าจะมีการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์จำนวน 3 แห่ง ไล่เรียงไปตามริมชายหาดที่ทอดยาวของพื้นที่บ่อนอก – ทับสะแก – บ้านกรูด เพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่จะเพิ่มขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจของประเทศที่คาดว่าจะเติบโตมากขึ้นเรื่อยๆ จนไฟฟ้าขาดแคลน ที่สำคัญคือ โครงการนี้เป็นนโยบายของรัฐบาล

                สำหรับชาวบ้านร่วมจังหวัดอย่างชาวอำเภอทับสะแก ซึ่งจะมีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในพื้นที่ด้วยนั้นรอดพ้นจากการเข้ามาเยือนของนักสร้างโรงงานไฟฟ้า ด้วยเหตุว่าเป็นโครงการของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ซึ่งห้วงเวลานั้นประสบปัญหาทางการเงินจนไม่สามารถก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ทับสะแกได้ จึงต้องปิดฉากชั่วคราวไว้ที่การกว้านซื้อที่ดินริมชายทะเลแหลมกุ่ม ตำบลนาหูกวาง อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

                ขณะที่ชาวบ่อนอก – บ้านกรูด ต่างพากันตื่นตระหนกกับข่าวการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินใกล้บ้าน ซึ่งห้วงเวลานั้นโรงไฟฟ้าถ่านหินที่มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักโดยทั่วกันก็คือ โรงไฟฟ้าถ่านหินแม่เมาะ ความระส่ำระสายจึงเกิดขึ้นพร้อมกับความอยากรู้ข้อเท็จจริงว่าจะมีโครงการอะไรเกิดอะไรขึ้นกันแน่  ในขณะที่ทางฝ่ายเจ้าของโครงการได้จัดให้ศูนย์ฝึกสมานมิตร ของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ซึ่งตั้งอยู่ริมทะเลประจวบคีรีขันธ์ เป็นสถานที่แจ้งข่าวอย่างเป็นทางการต่อชาวบ้านและข้าราชการให้สลับกันเดินทางเข้ามารับฟังเรื่องราวของความเจริญที่จะมาพร้อมกับการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินของบริษัทเอกชนที่บ่อนอก – บ้านกรูด โดยมีแบบสอบถามถึงความวิตกกังวลว่าเป็นห่วงเรื่องอะไร หากมีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ รวมทั้งต้องการให้โรงไฟฟ้าช่วยเหลือในเรื่องชีวิตความเป็นอยู่อย่างไรบ้าง โดยไม่ปรากฏช่องคำถามถึงความต้องการของชาวบ้านว่า ต้องการให้มีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในพื้นที่ของตนเองหรือไม่

                หลังจากจากข้อเท็จจริงแห่งความหวาดกลัวได้ปรากฏชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ว่านโยบายรัฐบาลอนุมัติให้มีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ทั้งที่บ่อนอก – บ้านกูด ไปก่อนหน้านี้แล้วก่อนที่จะมาชี้แจง  ทำให้ระยะทางกว่า 80 กิโลเมตรระหว่าง บ่อนอก – บ้านกรูด ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันอีกต่อไป จดหมายฉบับแรกว่าด้วยการคัดค้านการก่อสร้างโครงการไฟฟ้าถ่านหินที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์จึงเริ่มต้นขึ้นโดยมีจุดหมายปลายทางในเบื้องต้นอยู่ที่ศาลากลางจังหวัดประจวบคีรีขันธ์

                แต่ด้วยลักษณะเฉพาะของท้องถิ่นที่ไม่เคยมีการเคลื่อนไหวใดๆ นอกจากการเรียกร้องเรื่องพืชผลการเกษตรตกต่ำซึ่งมักจบลงได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว จึงทำให้การนัดรวมพลังเพื่อคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์เกิดขึ้นและจบลงอย่างรวดเร็วในระยะเริ่มแรก เพียงแค่คำตอบจากระดับจังหวัดที่รับปากว่า “จะรับเรื่องไว้”  อย่างไรก็ตามความตื่นตัวของชาวบ้านในการค้นหาความจริงของการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินได้พัฒนาการไปอย่างรวดเร็ว บวกเข้ากับการประเมินพลังชาวบ้านผู้ไร้ประสบการณ์ไว้ต่ำกว่าความเป็นจริงของฝ่ายปกครองระดับจังหวัด ทำให้การแก้ปัญหาของภาครัฐก้าวไม่ทันข้อมูลที่มีอยู่ในมือชาวบ้าน

                การไหลบ่าของข้อมูลที่ว่าด้วยโรงไฟฟ้าถ่านหินซึ่งเป็นผลพวงของการรวมตัวกันของชาวบ้านเช่ารถตู้ไปดูสถานที่จริงอย่างโรงไฟฟ้าถ่านหินแม่เมาะ จังหวัดลำปาง เกิดขึ้นพร้อมๆ กับการเดินทางสู่กรุงเทพมหานครของตัวแทนชาวบ้านเพื่อขอความช่วยเหลือจากองค์กรพัฒนาเอกชนที่มีความรู้ด้านพลังงาน โดยเฉพาะกลุ่มศึกษาพลังงานทางเลือกเพื่ออนาคต ที่กลายมาเป็นที่ปรึกษาด้านวิชาการ ทำหน้าที่หาข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับพลังงานถ่านหินทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมทั้งข้อมูลสำคัญที่ชื่อว่า “รายงานการวิเคราะห์ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม” หรือ อีไอเอ (EIA : Environmental Impact Assessment) ว่ามีความสำคัญอย่างไร มีกระบวนการที่มาอย่างไร รวมทั้งช่องทางในการยื่นหนังสือถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแสดงความไม่เห็นด้วยกับการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์  

                หลายครั้งหลายหนที่ศาลาวัดกลายเป็นห้องเรียนสำหรับการทำความเข้าใจในเรื่องต่างๆ โดยมีผู้รู้จากองค์กรต่างๆ เดินทางลงมาทำหน้าที่วิทยากรให้กับชาวบ้าน เช่น สภาทนายความ องค์กรเกี่ยวกับการต่อสู้อย่างสันติวิธี หรือนักวิชาการด้านพลังงาน

                จากการเรียนรู้และเรียนลัดอย่างไม่ยอมหยุดนิ่งอยู่กับที่ของชาวบ้านที่คัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน ทำให้การชี้แจงของเจ้าหน้าที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ของโรงไฟฟ้าบ่อนอก ต้องทำงานอย่างหนักและบานปลายเป็นความแตกต่างที่นำไปสู่ความแตกแยกในท้องถิ่นอย่างบอบช้ำชนิดไม่เคยปรากฏมาก่อน

                8 ธันวาคม 2541 จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของกระบวนการเคลื่อนไหวของชาวบ้านเกิดขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อการเข้ายื่นข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลที่ศาลากลางจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ว่า ให้คณะรัฐมนตรีทบทวนและยกเลิกโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินทั้งที่บ่อนอกและบ้านกรูด  และให้นายกรัฐมนตรี (นายชวน  หลีกภัย) หรือผู้มีอำนาจเต็มใจในการตัดสินใจ ทบทวนยกเลิกโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน และมาเจรจากับประชาชนที่มาชุมนุมที่หน้าศาลากลางจังหวัดประจวบคีรีขันธ์

                การชุมนุมที่หน้าศาลากลางจังหวัดประจวบคีรีขันธ์อย่างสงบของชาวบ้านได้รับการเมินชาจากฝ่ายปกครองระดับจังหวัดที่ไม่สามารถดำเนินการใดๆ ได้ด้วยเหตุว่าโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเป็นนโยบายรัฐบาล  การเคลื่อนขบวนของผู้ชุมนุมได้เคลื่อนออกจากศาลากลางจังหวัดในตอนบ่ายของวันที่ 9 ธันวาคม 2541 และนำไปสู่การปิดถนนเพชรเกษมเพื่อให้สาธารณะรับรู้ว่าชาวบ้านที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ไม่ต้องการให้มีการก่อสร้างโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน ก่อนจบลงด้วยความรุนแรงเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจตัดสินใจสลายกลุ่มผู้ชุมนุมจำนวยหลายพันคน

                ผลพวงที่ตามมาหลังเหตุการณ์ปิดถนนในครั้งนั้นนั่นคือ ผู้นำชาวบ้านบางคนได้ประกาศตัวอย่างเปิดเผยในการสนับสนุนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งหากจะว่าไปแล้วการกลับลำดังกล่าวส่งผลสะเทือนในทางบวกต่อกลุ่มชาวบ้านที่ยังคงมุ่งมั่นคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินให้กลับทวีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น

                จากเหตุการณ์การปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจและกลุ่มผู้ประท้วงเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2541 ทำให้การรวมตัวของประชาชนในท้องถิ่นเริ่มมีความเข้มแข็งและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันยิ่งขึ้นอันเป็นที่มาของกลุ่มรักษ์ท้องถิ่นบ่อนอก ที่มีอุดมการณ์เดียวกันนั่นคือไม่ต้องการให้มีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์  กลุ่มรักษ์ท้องถิ่นบ่อนอกได้จัดเวทีชุมนุมปราศรัยคัดค้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้า  ตลอดจนทำหนังสือถึงรัฐบาลเพื่อให้ทบทวนและให้ยกเลิกการก่อสร้างโรงไฟฟ้าที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ความเข้มแข็งของกลุ่มได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ประธานกลุ่มรักษ์ท้องถิ่นบ่อนอกคนแรกคือนายสุชิน  ช่อระหงษ์  และในปี 2542 นายเจริญ  วัดอักษร ได้เป็นประธานกลุ่มและเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการเป็นแกนนำจนกระทั่งได้ถูกลอบยิงเสียชีวิตเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน   2547

                2.2 ผลกระทบของปัญหา

                "บ้านบ่อนอก" เป็นหมู่บ้านชายทะเลอันเงียบสงบ อุดมด้วยกุ้งหอย ปู ปลาในทะเล ซึ่งเป็นแหล่งอาหารของชาวบ้าน รวมทั้งเคย (กุ้งตัวเล็กสำหรับทำกะปิ) คุณภาพดีเหมาะในการทำกะปิ วันดีคืนดีชาวบ้านจะเห็นวาฬบรูด้ามาอวดโฉม ให้ชมในทะเลบริเวณหาดบ้านบ่อนอก ต.บ่อนอก อ.เมืองฯ      จ.ประจวบคีรีขันธ์  และเลยลงใต้ไปอีกที่บ้านกรูด    ต.ธงชัย อ.บางสะพาน จ.ประจวบฯ จะพบหาดทรายขาว น้ำทะเลใส เป็นทางยาวสุดลูกหูลูกตา แหล่งปะการัง อันสวยงาม เป็นที่ชื่นชอบของผู้ที่มาเยี่ยมเยียนบ้านกรูด หมู่บ้านเล็กท่ามกลางธรรมชาติ อันสวยงาม ทั้งสองหมู่บ้านมีชีวิตอันเรียบง่ายพออยู่พอกินกับ การประกอบอาชีพประมงชายฝั่งอยู่ในทะเล ทำสวนมะพร้าว สับปะรด ไร่ว่านหางจระเข้
แต่แล้วปี 2538 รัฐบาลกลับผลักดันให้มีโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินขึ้น ที่ชายทะเลทั้งสองแห่ง ความขัดแย้งทางความคิดของชาวบ้านจึงเกิดขึ้น กลุ่มหนึ่งต้องการโรงไฟฟ้า เพราะจะนำความเจริญมาสู่ท้องถิ่น ผู้คนมีงานทำ การทำมาค้าขายจะดีขึ้น คนจะเข้ามาจับจ่ายใช้สอยในหมู่บ้านมากขึ้น ทำให้เศรษฐกิจของหมู่บ้านจะดี ขณะที่อีกกลุ่มไม่ต้องการให้สร้างโรงไฟฟ้า เพราะเห็นว่าชีวิตอันสงบสุขของชาวบ้านจะหายไป ธรรมชาติสิ่งแวดล้อมจะเปลี่ยนไป และชั่วชีวิตที่ชาวบ้านต้องอยู่กับหมอกควันของโรงไฟฟ้า แหล่งปะการังจะถูกทำลาย กุ้ง หอย ปู ปลา ที่เคยอุดมสมบูรณ์ก็จะหมดไปด้วย แม้กระทั่งสวนมะพร้าว สับปะรด เมื่อนานวันไปมะพร้าวเหลือแต่ต้นสับปะรดก็จะหมดไป ความขัดแย้งดังกล่าวทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เมื่อแรกกลุ่มผู้นำชุมชนต่อต้านโรงไฟฟ้า กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และอบต. ต่างชักชวนชาวบ้านมาเรียกร้องสิทธิของชุมชน แต่นานวันเข้าผู้นำหลายคนล่าถอยไป ชาวบ้านได้เรียนรู้เรื่องสิทธิชุมชน การปกป้องสิทธิของตนเองมาแล้วระยะหนึ่ง
             แม้วันหนึ่งที่ไม่มีผู้นำชาวบ้านรวมตัวกันปกป้องสิทธิต่อไป โดยการจัดตั้ง "กลุ่มรักษ์ท้องถิ่นบ่อนอก" และ"กลุ่มอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมบ้านกรูด" ขึ้นเมื่อปี 2541 เพื่อสร้างความร่วมมือของชุมชนในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรในท้องถิ่น และส่งเสริมการเรียนรู้ของประชาชนในเรื่องสิทธิมนุษยชนตามรัฐธรรมนูญ
             โดยกลุ่มรักษ์ท้องถิ่นบ่อนอก มีนายเจริญ วัดอักษร นายฉอย ตันติวรธรรม นายสุชิน ช่อระหงษ์ นายอนันต์ พงษ์พัฒนสกุล นายชัยณรงค์ วงศ์ศศิธร ฯลฯ เป็นแกนนำ กระทั่งเจริญ วัดอักษร ถูกคนร้ายยิงเสียชีวิตเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2547  ชาวบ้านจึงให้นางกรณ์อุมา พงษ์น้อย ภรรยาของเจริญ เป็นประธานกลุ่มแทน ส่วนกลุ่มอนุรักษ์ฯ บ้านกรูดมีนางจินตนา แก้วขาว เป็นประธานกลุ่ม โดยทั้งสองชุมชนต่างร่วมมือร่วมใจปกป้องธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยมีชุมชนเพื่อนบ้านและเครือข่ายด้านสิ่งแวดล้อมหลายๆ องค์กร ที่คอยให้ความช่วยเหลือสนับสนุน
               จิตสำนึกคำว่ากลุ่มของชาวบ้านบ่อนอก-บ้านกรูด มีความองค์กรเข้มแข็งมากองค์กรหนึ่ง ร่วมกันทำกิจกรรมมีทั้งประสบผลสำเร็จและยังไม่สำเร็จ ซึ่งตลอดระยะเวลายาวนาน ตั้งแต่ปี 2540-2548 ชาวบ้านมีทั้งความผิดหวัง สมหวัง เจ็บปวด เจ็บแค้น ถูกหลอก ถูกปฏิเสธ ถูกดูถูกเหยียดหยามจากผู้ไม่เข้าใจการต่อสู้ ถูกสาปแช่งจากฝ่ายตรงข้าม ได้ความรักความสามัคคีในกลุ่มชาวบ้าน ความร่วมมือจากชุมชน ความเสียสละกล้าหาญในกลุ่มชาวบ้านด้วยกัน ได้รู้จักคนระดับต่างๆ จนถึงผู้บริหารประเทศ
               จากประสบการณ์ต่างๆ ได้แปรเปลี่ยนไปเป็นบทเรียนอันมีค่า ก่อให้เกิดการเรียนรู้ขึ้นในกลุ่มประชาชนเป็นการเรียนรู้จากการปฏิบัติจริงของกลุ่มเปรียบเสมือน ห้องเรียนในชุมชน ทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย ได้เรียนรู้ร่วมกัน ทั้งเรื่องสิทธิชุมชน วัฒนธรรมการอยู่ร่วมกัน ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ วิธีการแสวงหาองค์ความรู้ ฯลฯ และการสร้างความรู้ใหม่ โดยไม่ต้องไปเข้าห้องเรียนที่โรงเรียนใดเลย
และจากการต่อสู้ร่วมกันกว่า 10 ปี ปรากฏว่ารัฐบาลได้ย้ายโครงการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ออกไปจากจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เมื่อปี พ.ศ.2547 ขณะที่ผู้นำชาวบ้านคนหนึ่งถูกลอบยิงเสียชีวิต
             วันนี้ชาวบ้านทั้งสองชุมชนยังต้องเผชิญกับการต่อสู้ในรูปแบบอื่น จากกลุ่มผู้เสียผลประโยชน์จากการสร้างโรงไฟฟ้า การบุกรุกที่ดินสาธารณะ และคดีเกี่ยวกับการปกป้องสิทธิ ทั้งที่คดีถึงที่สุดแล้วและยังไม่ตัดสินอีกนับสิบคดี

                ชาวบ้านตำบลบ่อนอกตระหนักดีและรับทราบข้อมูลในเชิงวิชาการจากนักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมอย่างสม่ำเสมอ  ตลอดจนกลุ่มเอ็นจีโอต่างๆ ก็ช่วยประสานงานให้ข้อมูลถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับเขาถ้าโรงไฟฟ้าถูกสร้างขึ้นโดยชาวบ้านมองว่าผลกระทลที่จะเกิดขึ้นกับเขาตามหลักวิชาการจะเป็นดังนี้
             
1) มลพิษที่เกิดขึ้นจากการผลิตกระแสไฟฟ้า เช่น ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ กลิ่นกำมะถัน ฝุ่นจากถ่านหินและขี้เถ้า จะส่งผลกระทบต่อคุณภาพอากาศ และน้ำอย่างรุนแรง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการดำรงชีพของคน พืชและสัตว์ และที่สำคัญชาวบ้านในพื้นที่เป็นส่วนใหญ่ ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ตลอดจนการเลี้ยงสัตว์ของชาวบ้าน เจ็บ 
ป่วยล้มตาย สร้างความเสียหายให้กับชาวบ้าน ซึ่งเป็นการทำลายอาชีพเกษตรกรรม
              
2
) ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ เป็นสาเหตุให้เกิดภาวะฝนกรด ส่งผลต่อการเกษตร การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ รวมทั้งน้ำดื่ม น้ำใช้ เพราะชาวบ้านเกือบทุกพื้นที่ จะรองน้ำฝนไว้ดื่ม
              
3) การก่อสร้างสะพานและท่าเทียบเรือ เพื่อขนถ่ายถ่านหิน เป็นการทำลายระบบนิเวศวิทยาของทะเล เป็นการทำลายแหล่งประมงของชาวบ้าน ซึ่งถือว่าเป็นการทำลายอาชีพของชาวบ้านเพราะเป็นบริเวณที่มีปลาชุกชุม ชาวบ้านตามแนวชายฝั่งได้อาศัยทำมาหากินมาหลายชั่วคน

               4) น้ำหล่อเย็นและน้ำเสีย ที่ทางโรงงานปล่อยสู่ทะเล ทำให้อุณหภูมิของน้ำเปลี่ยนแปลง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการดำรงชีพของสัตว์น้ำ และสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ทำให้ปริมาณของสัตว์น้ำลดลงเนื่องจากการอพยพย้ายถิ่น และการเสียชีวิต สิ่งเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อรายได้และอาชีพ
               
5) บริเวณที่ทำการก่อสร้างเป็นบริเวณที่อยู่ใกล้ทะเล ชุมชน มีโรงเรียนประถมศึกษา 4 แห่ง มัธยม 1 แห่งนอกจากนี้ยังมีวัดและสำนักสงฆ์จำนวน 8 แห่ง ในจำนวนนี้มี 4 แห่งที่อยู่ใกล้โครงการ    

                6) จังหวัดประจวบคีรีขันธ์มีชายหาดที่สวยงาม และมีแหล่งท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก เหมาะสมที่จะส่งเสริมการท่องเที่ยว ไม่เหมาะที่จะสร้างโรงไฟฟ้าถึง 3 แห่ง คือที่ ต.บ่อนอก อ. เมืองประจวบคีรีขันธ์ที่ อ.ทับสะแก และที่ อ. บางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
              
7) เนื่องจากพื้นที่โครงการของบริษัทมีพื้นที่สาธารณประโยชน์ประมาณ 980 ไร่
กั้นหน้าตลอดชายฝั่ง ซึ่งหากบริษัทดำเนินการก่อสร้าง ต้องใช้พื้นที่สาธารณประโยชน์เหล่านี้ แทนที่ชาวบ้านจะได้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน
               
8) ชาวบ้านในพื้นที่ ไม่ต้องการให้ทีการก่อสร้างโรงไฟฟ้า เพราะอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ คือต้นเหตุแห่งการทำลายสิ่งแวดล้อม ทำลายวิถีชีวิตของชาวบ้าน และสังคมเกษตรกรรม ซึ่งชาวบ้านในพื้นที่มีความพอใจกับวิถีชีวิตอยู่แบบพอกินพออยู่ เช่นปัจจุบันนี้อยู่แล้ว

                 มลพิษที่คาดว่าจะเกิดขึ้น จะส่งผลกระทบต่อชาวบ้านในพื้นที่ อ.กุยบุรี และ อ.เมืองประจวบคีรีขันธ์  ประมาณ 99,545 คน และจะส่งผลต่อพื้นที่การเกษตรประมาณ378,080 ไร่ และจะส่งผลต่อการประมงชายฝั่ง ของเรือประมงประมาณ 400-500 ลำ รวมทั้งการเพาะเลี้ยงกุ้ง และการทำนากุ้งธรรมชาติอีกด้วย

                  จังหวัดประจวบคีรีขันธ์เป็นจังหวัดที่มีชายฝั่งทะเลยาวเป็นอันดับสองของประเทศ คือ มีความยาว 224.8 กิโลเมตร (จังหวัดที่มีพื้นที่ชายฝั่งทะเลยาวเป็นอันดับหนึ่งของประเทศ คือ จังหวัดนครศรีธรรมราช มีความยาว 225.0 กิโลเมตร) และเนื่องจากการที่มีสภาพภูมิประเทศที่มีความหลากหลาย เพราะมีทั้งพื้นที่ราบ ภูเขา ลุ่มน้ำและทะเล ประกอบกับยังไม่มีโรงงานอุตสาหกรรมที่ตั้งอยู่ริมชายฝั่งทะเลมากเท่ากับภาคตะวันออกของประเทศ ทำให้คุณภาพน้ำทะเลและระบบนิเวศน์ชายฝั่งยังไม่ถูกทำลาย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์จึงยังคงมีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ และสร้างรายได้ให้กับจังหวัดเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะรายได้ที่ได้จากทรัพยากรการประมง แม้ในเชิงเศรษฐกิจแล้ว รายได้จากการทำประมงของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์จะไม่ได้เป็นอันดับหนึ่งของประเทศ แต่ทรัพยากรประมงของ   จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ก็มีคุณค่าและความสำคัญต่อชาวประมงเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อชาวประมงพื้นบ้านซึ่งเป็นลักษณะส่วนใหญ่ของการทำประมงจังหวัดประจวบคีรีขันธ์
                  ชาวประมงพื้นบ้านคือกลุ่มคนที่ดำรงชีวิตอยู่ด้วยการทำประมงชายฝั่ง ทรัพยากรชายฝั่งมีความหมายและความสำคัญต่อชาวประมงพื้นบ้านเป็นอย่างมาก การดำรงอยู่ของทรัพยากรชายฝั่งที่อุดมสมบูรณ์จึงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับการยังสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ของชาวประมงพื้นบ้าน ด้วย ลักษณะเด่นของชาวประมงพื้นบ้านที่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์กันกับการคงอยู่ของทรัพยากรชายฝั่ง คือการใช้เครื่องมือทำการประมงที่ทำให้การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรการประมงเป็นไปอย่างยั่งยืนและไม่ทำลาย เนื่องจาก ประการแรก เครื่องมือประมงของชาวประมงพื้นบ้านมีลักษณะจำกัดที่ต้องทำการประมงเฉพาะประเภทของสัตว์น้ำชนิดใดชนิดหนึ่ง และจับสัตว์น้ำได้เฉพาะในฤดูกาลที่มีสัตว์น้ำประเภทนั้นๆ ชุกชุม เช่น อวนลอยกุ้ง ลอบปู ลอบปลา อวนปู เป็นต้น ประการที่สอง ขนาดของเครื่องมือมีขนาดเล็กและขนาดกลางที่สามารถจับสัตว์น้ำได้ในปริมาณและพื้นที่จำกัด คือสามารถทำการประมงได้ไม่เกิน
5
กิโลเมตรจากชายฝั่ง
                 เครื่องมือประมงของชาวประมงพื้นบ้านจะมีทั้งแบบที่ทำขึ้นเอง เช่น ลอบ เบ็ด ฉมวก ไซ แร้ว หรือเครื่องมือที่หาซื้อมาจากตลาด เช่น อวนปู อวนปลา อวนกุ้ง แห ซึ่งล้วนแต่เป็นเครื่องมือที่ไม่ทำลายล้าง ชาวประมงพื้นบ้านส่วนใหญ่จะหากินตามแนวชายฝั่งและลำคลองใช้เรือขนาดเล็ก ตั้งแต่เรือแจวถึงเรือที่มีเครื่องยนต์นอกเรือ ในเรือ หรือที่เรียกว่าเรือหางยาว เรือท้ายตัดหรือเรือกอและ ซึ่งจะแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่
                ชาวประมงพื้นบ้านมีพัฒนาการนับร้อยปี มีวัฒนธรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการประมงที่แสดงออกให้เห็นในด้านความรู้ ความสามารถและความชำนาญด้านท้องทะเลและการประมงจะได้รับการถ่ายทอดมาจากรุ่นต่อรุ่น ในอดีตจะใช้เครื่องมือที่ทำขึ้นเองทั้งสิ้น เช่น ฉมวก หลาว เบ็ด หยอง แร้ว ลอบ ไซ ที่สำคัญล้วนเป็นเครื่องมือที่เลือกจับสัตว์น้ำที่สมควรเท่านั้น การประมงพื้นบ้านจึงถือว่า เป็นการดำรงอยู่ของมนุษย์ที่สอดคล้องสมดุลกับธรรมชาติและระบบนิเวศน์มากที่สุด
                ระบบนิเวศน์ชายฝั่งทะเล ทรัพยากรการประมงและวิถีชีวิตของชาวประมงพื้นบ้าน ทั้งสามสิ่งนี้มีความสัมพันธ์สอดคล้องกัน หากสิ่งใดสิ่งหนึ่งถูกทำลายหรือถูกทำให้เปลี่ยนแปลงไป อีกสองสิ่งที่เหลือก็ไม่สามารถดำรงอยู่อย่างเป็นปกติได้ ระบบนิเวศน์ชายฝั่งทะเลที่มีความหลากหลายส่งผลให้ทรัพยากรการประมงมีความอุดมสมบูรณ์ ความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรการประมงก็ส่งผลให้ชาวประมงพื้นบ้านมีความเป็นอยู่ที่ดี และความเป็นอยู่ที่ดีของชาวประมงพื้นบ้านส่งผลให้รู้จักพอเพียงและเข้าใจถึงสายใยที่สัมพันธ์สอดคล้องกัน ทำให้ชาวประมงพื้นบ้านสร้างวัฒนธรรมในการดำรงชีวิตที่สอดคล้องไปกับการรักษาสมดุลของระบบนิเวศน์ในที่สุด
                 การก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังความร้อนจากถ่านหินที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์จะก่อให้เกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศน์และทรัพยากร ชายฝั่ง ผลกระทบที่เกิดขึ้นจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงดังต่อไปนี้

                 1) แหล่งวางไข่และเลี้ยงตัวอ่อนตามธรรมชาติของสัตว์น้ำลดน้อยลง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์เป็นจังหวัดที่มีความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรการประมงมากที่สุดจังหวัดหนึ่งของไทย โดยเฉพาะการมีพื้นที่ชายฝั่งทะเลที่ยาวถึง 224.8 กิโลเมตรประกอบกับการมีสภาพภูมิประเทศที่มีความหลากหลาย ทำให้ตลอดแนวชายฝั่งทะเลของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์สามารถเป็นแหล่งวางไข่และเลี้ยงตัวอ่อนของปลาเศรษฐกิจที่สำคัญ ได้ทั้งสิ้น รายงานการวิจัยของกรมประมงเรื่อง "ทรัพยากรและการประมงในเขตเศรษฐกิจจำเพาะของไทย" ปี พ.ศ.2539 ได้ระบุไว้ว่า มีสัตว์น้ำเศรษฐกิจอย่างน้อย 9 ชนิด ที่อาศัยพื้นที่ชายฝั่งทะเลของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ตลอดแนวเป็นแหล่งวางไข่และเลี้ยงตัวอ่อน อาทิ ปลาทู ปลากะตัก ปลาหลังเขียว ปลาตาโต หมึกกล้วย เป็นต้น

                 กิจกรรมที่จะเกิดขึ้นจากโรงไฟฟ้าทั้งในระยะการก่อสร้าง เช่น การก่อสร้างสะพานขนถ่ายถ่านหินและท่าเทียบเรือนำลึก หรือในระยะดำเนินการ เช่น การปล่อยน้ำที่มีอุณหภูมิสูงกว่าน้ำทะเลปกติจากโรงไฟฟ้าหรือการปล่อยน้ำที่มีการปนเปื้อนของสารเคมีที่เป็นพิษต่อสัตว์น้ำ เช่น คลอรีน การทำให้ท้องทะเลสั่นสะเทือน เป็นต้นนั้น กิจกรรมเหล่านี้ส่งผลให้ระบบนิเวศน์ชายฝั่งทะเลเกิดการเปลี่ยนแปลง สภาพพื้นที่ๆ เคยมีความเหมาะสมต่อการวางไข่และการเจริญเติบโตของสัตว์น้ำตามธรรมชาติถูกทำให้เปลี่ยนแปลงและกลายเป็นความ ไม่เหมาะสมไป สัตว์น้ำก็จะไม่วางไข่หรือเลี้ยงตัวอ่อนบริเวณดังกล่าวอีกต่อไป เพราะนอกจากสภาพพื้นที่จะไม่เหมาะกับวางไข่แล้ว บริเวณดังกล่าวยังไม่มีอาหารที่เหมาะสมกับตัวอ่อนของสัตว์น้ำได้ เช่น แพลงตอน สัตว์น้ำอาจจะไม่มีการไข่เลยก็ได้หรือหนีไปวางไข่ในบริเวณอื่นแทน
               นอกจากพื้นที่ๆ เหมาะสมต่อการวางไข่ของสัตว์น้ำจะลดลงแล้ว วงจรชีวิตของสัตว์น้ำที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้นก็จะสิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งที่อาจจะได้รับผลกระทบด้วย ซึ่งผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อวงจรชีวิตของสัตว์น้ำ ก็คือ ช่วงชีวิตหนึ่งอาจถูกทำลายจนไม่สามารถพัฒนาช่วงชีวิตให้เจริญเติบโตได้
              แม้จะยังไม่มีงานวิจัยใดๆ ที่จะทำการศึกษาว่า ลูกปลาวัยอ่อนที่อาศัยชายฝั่งทะเลในการเลี้ยงตัวเจริญเติบโตนั้นจะสามารถทนต่อการเพิ่มขึ้นอุณหภูมิน้ำทะเลซึ่งมีสาเหตุมาจาก การปล่อยน้ำร้อนของโรงไฟฟ้าได้หรือไม่ ลูกปลาวัยอ่อนคือทรัพยากรการประมงที่สำคัญของชาวประมงพื้นบ้าน ชาวประมงพื้นบ้านจะไม่จับปลาลูกปลาวัยอ่อนเนื่องจากหากเทียบราคาที่ขายตอนโตที่มักจะได้ราคาดีกว่าการจับตั้งแต่ตัวเล็กๆ ดังนั้น การปล่อยให้ลูกปลาได้เจริญเติบโตเต็มที่แล้วค่อยจับนั้นจึงเป็นการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติที่ชาญฉลาดมากกว่า ซึ่งเครื่องมือประมงของชาวประมงพื้นบ้านก็มีส่วนสำคัญในการช่วยดูแลรักษาให้ลูกปลาวัยอ่อนได้เจริญเติบโตตาม ธรรมชาติด้วย
                 ระบบนิเวศน์ที่เปลี่ยนแปลงอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่ออัตราการรอดชีวิตของลูกปลาวัยอ่อน ไม่ว่าจะมีสาเหตุมาจากอาหารตามธรรมชาติที่ลดลง หรือคุณภาพน้ำที่เปลี่ยนแปลงในทางที่เลวลง แต่ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นแน่นอนก็คือ จะไม่มีลูกปลาตัวเล็กๆ ที่จะเจริญเติบโตเป็นปลาตัวใหญ่ให้ชาวประมงพื้นบ้านได้จับต่อไป

                 2) ลดทอนพื้นที่ทำกินของชาวประมงพื้นบ้าน ชาวประมงพื้นบ้านมีวิธีทำการประมงที่สอดคล้องกับความสมดุลทางธรรมชาติ ดังนั้นเครื่องมือทำการประมงของชาวประมงพื้นบ้านจึงเป็นตัวจำกัดให้ชาวประมงพื้นบ้านไม่สามารถใช้ประโยชน์จาก ทรัพยากรประมงไปได้มากกว่าที่ธรรมชาติจะรองรับได้ และวิธีทำการประมงของชาวประมงพื้นบ้านก็ยังเป็นตัวจำกัดพื้นที่ทำกินด้วย คือ ไม่สามารถออกเรือไปได้ไกลกว่า 3 กิโลเมตรจากชายฝั่ง เส้นทางหรืออาณาเขตการจับปลาในแต่ละครั้งของชาวประมงพื้นบ้านจะขึ้นอยู่กับเส้นทางของสัตว์น้ำเป็นสำคัญ กล่าวคือ ชาวประมงพื้นบ้านจะรู้โดยประสบการณ์ที่ได้รับการถ่ายทอดมาหรือรู้โดยการสังเกตด้วยตนเองว่า "
วันนี้ปลาจะขึ้นที่ไหน" แต่บางครั้งก็รู้โดยการวิทยุบอกกันของชาวประมงด้วยกันเองว่าวันนี้ปลาขึ้นที่ไหน และชาวประมงก็จะ "ตามปลา" ไปจับยังจุดที่ปลาขึ้น  การตามปลาของชาวประมงพื้นบ้าน หมายถึง การออกเรือตามฝูงปลาที่เข้ามาหากินแพลงตอนหรือสัตว์น้ำขนาดเล็ก เช่น ลูกปลา ตามชายฝั่ง (ชายฝั่งทะเลเป็นจุดที่ระบบนิเวศน์บนบกมาเจอกับระบบนิเวศทางทะเล โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณที่เป็นปากน้ำธรรมชาติ เช่น ปากคลองหรือปากแม่น้ำ บริเวณนั้นก็มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงมากและมีอาหารของสัตว์น้ำอยู่มากด้วย)
                 ดังที่ได้กล่าวแล้วว่า ชาวประมงพื้นบ้านนั้นถึงแม้ว่าจะดำรงชีวิตด้วยการทำประมงเป็นหลัก แต่การทำประมงนั้นก็เป็นการประมงเพื่อยังชีพ ดังนั้นนอกจากลักษณะของเครื่องมือประมงที่แสดงให้เห็นถึง "ความพอเพียง" แล้วนั้น อาณาเขตทำการประมงของชาวประมงพื้นบ้านก็ยังบ่งบอกถึงความพอเพียงด้วย เพราะชาวประมงพื้นบ้านจะหากินในอาณาเขตยังอยู่ในท้องถิ่นของตนเอง
                 3
) จับปลาไม่ได้ ชุมชนก็ล่มสลาย ชาวนาชาวไร่ดำรงชีวิตด้วยการทำนาทำไร่ หากชาวนาชาวไร่ไม่มีที่ดินทำกินพวกเขาก็ไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ เช่นเดียวกับชาวประมงซึ่งดำรงชีวิตด้วยการทำประมง หากท้องทะเลที่ชาวประมงเคยจับปลามาได้ตั้งแต่บรรพบุรุษเกิดการเปลี่ยนแปลงจนทำให้ชาวประมงไม่สามารถจับปลาได้ ชาวประมงก็ไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้เช่นกัน
                   การเปลี่ยนแปลงไปของทรัพยากรประมงและระบบนิเวศน์ชายฝั่งส่งผลสะเทือนโดยตรงต่อการดำรงชีวิตของชาวประมง โดยเฉพาะชาวประมงพื้นบ้าน ข้อจำกัดที่มีปัจจัยมาจากต้นทุนที่มีไม่มากจากรายได้การทำประมงยังผลให้ชาวประมงพื้นบ้านไม่สามารถมีเครื่องมือขนาด ใหญ่ที่สามารถทำการประมงได้ไกลถึงเขตทะเลลึก
                    ผลสะเทือนที่จะเกิดขึ้นต่อชาวประมงเป็นอันดับแรกคือ รายได้จะลดลงซึ่งจะส่งผลให้สภาพความเป็นอยู่ที่แย่ลง ครอบครัวชาวประมงจะมีหนี้สินเพิ่มมากขึ้น เพราะเมื่อจับปลามาขายได้น้อยลงในขณะที่เครื่องมือประมงอาจจะได้รับความเสียหายมากขึ้น
(อวนหนึ่งตัวมีราคาประมาณ 10,000 บาท การออกเรือครั้งหนึ่งชาวประมงจะนำอวนออกไปด้วยประมาณ 7 - 8 ห่อ หนึ่งห่อจะมีอวน 12 -13 ตัว ปีๆ หนึ่งชาวประมงจะใช้จ่ายเงินเกี่ยวกับอุปกรณ์การประมงประมาณ 20,000
บาท)
                    การลดลงของรายได้ไม่ได้มีผลสะเทือนเพียงแค่ครอบครัวชาวประมงเท่านั้น แต่ยังมีผลไปถึงสภาพเศรษฐกิจโดยรวมของชุมชนด้วย   พบว่าชุมชนอื่นเมื่อถึงฤดูที่ชาวนาชาวไร่ไม่สามารถทำการผลิตพืชผลทางการเกษตรได้ ชาวนาชาวไร่เหล่านั้นก็จะมารับจ้างชาวประมงเป็นลูกเรือ เพราะการทำประมงสามารถทำได้ตลอดทั้งปีไม่มีวันหยุด การทำประมงได้มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับปัจจัยเดียวคือ ความขยันของชาวประมงเอง บางครอบครัวที่ขยันออกเรือทุกวันครอบครัวนั้นก็จะมีฐานะความเป็นอยู่ที่ดีกว่าครอบครัวที่ออกบ้างไม่ออกบ้าง และแม้บางวันจะได้ปลามาไม่มากพอที่จะนำมาขายเป็นรายได้ได้ แต่ก็หมายความว่า ในวันนั้นชาวประมงที่ออกเรือก็ยังมีปลาหรือสัตว์น้ำอื่นๆ มาประกอบอาหารในครอบครัวได้ไม่ต้องเปลืองเงินไปซื้อกับข้าว รายได้ของลูกเรือที่มารับจ้างจะได้มาหรือน้อยก็ขึ้นอยู่ปริมาณปลาที่จับได้ในวันนั้น โดยคนที่มาเป็นลูกจ้างจะได้รับส่วนแบ่งจากเจ้าของเรือร้อยละ
25

และนอกจากนี้ หากจะมีการประเมินคุณค่าในเชิงเศรษฐศาสตร์จริงๆ แล้ว ก็จะต้องรวมไปถึงเรือประมงพื้นบ้านจากท้องถิ่นใกล้เคียงที่มาอาศัยทรัพยากรประมงในพื้นที่นั้นด้วย
               โครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนจากถ่านหินที่จะก่อให้เกิดผลกระทบต่อการประมงนั้น ผลกระทบดังกล่าวไม่ได้ส่งผลสะเทือนเพียงการลดลงของรายได้เท่านั้น แต่สภาพสังคมที่มีความผูกพันกับท้องทะเลของชุมชนชาวประมงพื้นบ้าน เป็นสังคมที่มีความสงบและเรียบง่าย ก็จะถูกทำลายให้ล่มสลายไปด้วยเช่นกัน ดังเช่นที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วกับท้องทะเลภาคตะวันออกของไทย

3. แนวโน้มของปัญหา

      จากการที่ชาวบ่อนอกได้รับข้อมูลเกี่ยวกับการก่อสร้างโรงไฟฟ้าบ่อนอกทั้งจากภาครัฐและ   บริษัทผู้ได้รับสัมปทานในทางที่ไม่ชัดเจนนัก และจากการที่ชาวบ้านได้สืบเสาะหาข้อมูลเอง  ไม่ว่า ภาครัฐจะตัดสินใจเลือกสถานที่สร้างโรงไฟฟ้าที่ใด แต่สำหรับชาวบ้านที่บ่อนอกมีเพียงคำตอบเดียวและเป็นคำตอบสุดท้ายนั่นคือไม่ต้องการโรงไฟฟ้าถ่านหินที่บ่อนอก

                ในปี 2546 ได้มีการแถลงข่าวว่า  การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยจะมีการย้ายโรงไฟฟ้า   บ่อนอกไปสร้างที่จังหวัดสระบุรีและเปลี่ยนเชื้อเพลิงจากถ่านหินเป็นก๊าซธรรมชาติ และปี 2547  คณะรัฐมนตรีมีมติให้ย้ายโรงไฟฟ้าที่บ่อนอกไปสร้างที่แก่งคอย จังหวัดสระบุรี

                แต่อย่างไรก็ตามก็ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนจากภาครัฐว่าจะไม่มีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าที่บ่อนอกอีกในอนาคต ดังนั้นขณะนี้ชาวบ้านบ่อนอกก็ยังไม่มีความไว้วางใจถึงสถานการณ์การจะก่อสร้างโรงไฟฟ้าที่บ่อนอกอีกหรือไม่ การรวมกลุ่มกันเพื่อพิทักษ์สิทธิของตนเองของกลุ่มรักษ์ท้องถิ่นบ่อนอกยังคงดำเนินต่อไป แต่ในขณะนี้แนวโน้มของปัญหาเกี่ยวกับความขัดแย้งและการต่อต้านมีท่าทีผ่อนคลายลง กลุ่มรักษ์ท้องถิ่นบ่อนอกปัจจุบันได้ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาและพี่เลี้ยงให้แก่กลุ่มอื่นๆ ที่มีปัญหาในลักษณะเดียวกันกับกลุ่มรักษท้องถิ่นบ่อนอก

                แนวโน้มของปัญหาในอนาคต ตราบใดที่ชุมชนยังเข้มแข็ง และมีการรับข้อมูลที่ถูกต้อง การจะกระทำการใดๆ ของภาครัฐและภาคเอกชนถ้าหากไม่ได้รับความเห็นชอบและยินยอมจากชุมชนแล้วคงจะดำเนินไปโดยยาก เพราะปัจจุบันสื่อ เทคโนโลยี ข่าวสารต่างๆ ไปถึงประชาชนเร็วขึ้น

4. ข้อเสนอแนะในการแก้ปัญหา

                ปัญหาที่เกิดขึ้นเกิดจากนโยบายของรัฐบาลที่ไม่มีการสอบถามความต้องการของชุมชนในท้องถิ่นก่อนที่จะดำเนินการตามนโยบาย ซึ่งส่งผลต่อความเชื่อมั่นและศรัทธาของประชาชนที่มีต่อภาครัฐ ดังนั้นในการแก้ปัญหาเกี่ยวกับการสร้างโรงไฟฟ้าภาครัฐควรมีการดำเนินการดังต่อไปนี้ เพื่อไม่ไม่เกิดกระแสต่อต้าน

                1) รัฐบาลต้องกำหนดเป็นนโยบายของชาติให้ชัดเจนในเรื่องพลังงานไฟฟ้า และกล้าที่จะตัดสินใจไม่ปล่อยให้เป็นประเด็นขัดแย้งในสังคม ดังเช่น กรณีโรงไฟฟ้าบ่อนอก

                2) ควรมีการประสานงานหรือมอบหมายให้สำนักงานนโยบายพลังงานแห่งชาติ หาข้อมูลนโยบายรัฐศาสตร์พลังงานในอนาคต และสำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม หาข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมกับ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หาข้อมูลเรื่องสัญญาที่ทำไว้กับบริษัทที่ได้รับสัมปทานแล้วนำมาเปิดเผยให้สาธารณชนทราบโดยเร็ว

                3) ทบทวนนโยบายในโครงการต่างๆ ของรัฐบาลที่ร่วมกับกลุ่มทุน ที่หยิบยื่นให้กับประชาชนในท้องถิ่น โดยประชาชนในพื้นที่ไม่ได้มีส่วนร่วมพิจารณาตั้งแต่ต้น อาจทำให้เกิดปัญหาดังกรณีโรงไฟฟ้าบ่อนอก ที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิตของประชาชนทุกโครงการ

                4) รัฐบาลต้องให้ความสำคัญของการทำ EIA ซึ่งใช้หลักวิชาการในการทำนายหรือคาดการณ์เกี่ยวกับผลกระทบในด้านบวกและลบของโครงการต่างๆ ที่จะมีต่อสิ่งแวดล้อมในทุกๆ ด้าน ทั้งทางทรัพยากรธรรมชาติและทางเศรษฐกิจ สังคม เพื่อจะได้หาแนวทางป้องกันผลกระทบที่จะเกิดขึ้นและพร้อมกับหามาตรการลดผลกระทบ

                5) ให้ความรู้ด้านเชื้อเพลิงต่างๆ ที่จะใช้เป็นพลังงานความร้อนผลิตกระแสไฟฟ้าและผลกระทบหากเกิดขึ้นสามารถที่จะควบคุมแก้ไขได้ด้วยเครื่องมือที่ทันสมัยในปัจจุบัน

                6) เปิดโอกาสให้ประชาชนเจ้าของพื้นที่ได้เข้าร่วมแสดงความคิดเห็น เสนอแนะ ปรับเปลี่ยนโครงการเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศ หลีกเลี่ยงผลกระทบที่อาจเกิดได้น้อยที่สุดหรือไม่มีเลย

บรรณานุกรม

กลุ่มรักษ์ท้องถิ่นบ่อนอก (2549) คืบหน้าอย่างถอยหลัง:ความคืบหน้าของความไม่คืบหน้า คดี

        ฆาตกรรม เจริญ วัดอักษร อัดสำเนา

นาวาอากาศเอกอำนวย  โนรีวงษ์ (2545) ปัญหาและผลกระทบการก่อสร้างโรงไฟฟ้าที่ใช้ถ่านหินเป็น

        เชื้อเพลิง : ศึกษาเฉพาะกรณี โรงไฟฟ้าบ่อนอก อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ จังหวัด

        ประจวบคีรีขันธ์ ปัญหาพิเศษหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารทั่วไป

        บัณฑิตวิทยาลัย  มหาวิทยาลัยบูรพา

สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (2548) 21 นักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน กรุงเทพ บริษัท

        รวยบุญการพิมพ์จำกัด

อวยพร  แต้ชูตระกูล (2547) ชาวบ่อนอก-บ้านกรูดกับโรงไฟฟ้าถ่านหิน  เอกสารประกอบเวทีสมัชชา

        สุขภาพแห่งชาติ ปี 2547





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
สมดุล วันที่ : 06/11/2009 เวลา : 15.16 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/retailshop

ร่วมช่วยกัน ปลดหนี้เกษตรกร 8 แสนล้านบาท กับนวัตกรรมล้ำสมัย Atomic Biotech ร่วมกับระบบ อี-คอมเมิร์ซ ของบริษัทมหาชนขนาดใหญ่ เชิญที่ http://www.ainews1.com

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

แหล่ประวัติศาสสตร์ไทย จาก youtube

คลิปความรู้ด้านประวัติศสตร์ไทยจาก youtube

View All