• Kosem
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : samakkosem@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2009-06-18
  • จำนวนเรื่อง : 3
  • จำนวนผู้ชม : 6787
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1 คน
Anthropology of Islam
An increasing number of people have questions about Islam and Muslims. But how can we approach and study Islam after September 11th? Which is the best methodology to understand an Islam that is changi
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/samak
วันศุกร์ ที่ 19 มิถุนายน 2552
Posted by Kosem , ผู้อ่าน : 1559 , 13:38:19 น.  
หมวด : นักเรียน/นักศึกษา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

กระบวนการกลายเป็นชายขอบของมุสลิมพม่าในชุมชนช้างคลาน[1]

 

สมัคร์ กอเซ็ม

ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา

คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

 

บทนำ

 

ประเทศไทยรับเอาระบบเศรษฐกิจแบบเปิดนับตั้งแต่ช่วงต้นปี 1960 ซึ่งได้ส่งผลต่อการกลายเป็นอุตสาหกรรมและการกลายเป็นเมืองอย่างรวดเร็ว ไม่เพียงเฉพาะกรุงเทพฯ เท่านั้น แต่เมืองหลักๆ อย่างเชียงใหม่ก็ได้รับผลประโยชน์จากการพัฒนาทางเศรษฐกิจเช่นกัน ในขณะเดียวกันพม่าก็รับเอานโยบายต่อการลงทุนในต่างประเทศ เพียงแต่ว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจในพม่าไม่ได้เป็นไปอย่างรวดเร็วเหมือนที่เกิดขึ้นในไทย การพัฒนาทางเศรษฐกิจที่ไม่เท่าเทียมกันนี้เองได้ส่งผลให้แรงงานพม่าจำนวนมากหลั่งไหลข้ามพรมแดนเพื่อเข้ามาหาการจ้างงานในประเทศไทย

ความแตกต่างหลากหลายทางวัฒนธรรมและชาติพันธุ์มีส่วนผลักดันให้เกิดการปะทะสังสรรค์ของคนในสังคมที่มีความไม่เท่าเทียมกัน โดยเฉพาะเมื่อสังคมนั้นอยู่ในบริบทของสังคมเมืองจึงทำให้ภาพของชนชั้นทางสังคมเกิดขึ้น อีกทั้งด้วยความเจริญและความมั่งคั่งได้กระจายออกไปอย่างไม่เท่าเทียมกันในพื้นที่ของเมือง จนเกิดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสถานภาพทางสังคม ซึ่งไม่เพียงแต่ช่องว่างทางสังคมที่มากขึ้น แต่ว่ายังเบียดบังให้ชนชั้นด้อยกว่าทางด้านทุนและทรัพยากรทางเศรษฐกิจและสังคม ต้องตกไปอยู่ในสังคมชายขอบ และความพยายามที่จะอยู่รอดของคนเหล่านี้ในสังคมบริโภคนิยมเป็นศูนย์กลาง จึงจำเป็นต้องอาศัยทรัพยากรที่มีอย่างจำกัดทั้งแรงงานและร่ายกายเพื่อดิ้นรน ต่อรองกับสังคมและวัฒนธรรมศูนย์กลางอยู่ตลอดเวลา (ปิ่นแก้ว, 2546: 16) เช่นเดียวกับชุมชนที่ประกอบด้วยกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ เข้ามาอยู่รวมกัน ถึงแม้ว่าจะมีความเป็นหนึ่งเดียวทางด้านศาสนาก็ตาม

ในรายงานฉบับนี้ ผู้ศึกษาได้ใช้วิธีการศึกษาทางด้านมานุษยวิทยาในการสังเกตการณ์และการสัมภาษณ์เก็บข้อมูลโดยการพูดคุยกับแรงงานมุสลิมพม่าในเชียงใหม่ โดยเฉพาะในชุมชนมุสลิมช้างคลาน จากนั้นผู้ศึกษาได้รวบรวมข้อมูลทั้งหมดในการวิเคราะห์ทางวัฒนธรรมเพื่อที่จะศึกษาถึงปัจจัยและกระบวนการในการเกิดการกลายเป็นชายขอบของคนพม่าในชุมชนมุสลิมช้างคลาน ซึ่งถือเป็นชุมชนศาสนาที่มีประเด็นและกรณีที่น่าสนใจในการทำความเข้าใจถึงปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์ที่อยู่ร่วมอุดมการณ์อย่างเดียวกัน แต่ทว่าตั้งอยู่บนพื้นฐานของ “ความต่าง” ทั้งทางด้านชาติพันธุ์ ประวัติศาสตร์ และทางเศรษฐกิจของสมาชิกในสังคม ในท้ายที่สุดแล้วก็เพื่อที่จะสามารถเข้าใจถึงอิทธิพลที่ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงของสังคมในระบบทุนนิยมและบริโภคนิยมที่ถือเป็นภัยที่คุกคามอยู่ในปัจจุบัน

                 

ประเด็น: มุสลิมพม่า

               

มุสลิมพม่าเป็นชนกลุ่มน้อยที่อยู่ในสังคมพม่าชาวพุทธ พวกเขาเป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่ยากจนที่สุดในพม่าที่กระจัดกระจายไปทั่วประเทศโดยที่ไม่ได้รับการดูแล ทำให้พวกเขาจำนวนมากอพยพเข้ามาอยู่ในบริเวณชายแดนไทย-พม่า อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก โดยส่วนใหญ่จะเข้าไปทำงานที่ใช้แรงงานหนัก แต่ทว่าการเข้ามาทำงานในเมืองไทยก็ทำให้ชีวิตของพวกเขาดีขึ้น จนกระทั่งหลังจากผ่านไป 2 ช่วงอายุคน พวกเขาก็สร้าง “อนาคต” ของตนเองขึ้นมาได้ มุสลิมพม่าจำนวนมากก็ไม่ต้องเสียภาษี บางคนเก็บเงินในปีหนึ่งจนสามารถซื้อทองได้เกือบสิบบาท ส่วนเด็กที่เกิดมาก็ยังได้รับสัญชาติไทย และบางคนสามารถซื้อที่ดินเป็นของตนเองได้ อย่างไรก็ตาม เรื่องราวความสำเร็จต่างๆ ทำให้เกิดความดึงดูดให้มุสลิมพม่าตัดสินใจเข้ามาสร้างอนาคตของตนเองในเมืองไทยเพิ่มขึ้น และด้วยวิถีชีวิตระหว่างพรมแดนที่ข้ามไปมาทุกวัน จนทำให้สามารถสร้างพื้นที่ให้แก่มุสลิมพม่ามาตั้งถิ่นฐานของตนเอง และเมื่อการเข้ามาของแรงงานได้เติบโตขึ้น ทำให้มุสลิมพม่าบางส่วนตัดสินใจเข้ามาทำงานในเชียงใหม่ โดยเลือกชุมชนมุสลิมช้างคลานที่อยู่ในบริบทของความเป็นเมือง ความเจริญ และความเป็นมุสลิม

 

ชุมชนมุสลิมช้างคลานในเชียงใหม่

 

ชุมชนช้างคลานตั้งอยู่ใกล้กับพื้นที่ศูนย์กลางของเมืองเชียงใหม่และเป็นชุมชนที่เป็นจุดรวมของชาวมุสลิมหลากหลายกลุ่มชาติพันธุ์ ประกอบไปด้วย คนพื้นเมือง มุสลิมเชื้อสายบังคลาเทศ เชื้อสายอินเดีย เชื้อสายปาทาน เชื้อสายจีนยูนนาน และเชื้อสายพม่า โดยมีมัสยิดช้างคลานเป็นศูนย์กลางของชุมชน อีกทั้งเป็นพื้นที่ที่ชาวมุสลิมพม่าเลือกที่จะเข้ามาอาศัยอยู่เพื่อมาหางานทำในเชียงใหม่ ทำให้ในปัจจุบันมีจำนวนมุสลิมพม่าในชุมชนช้างคลานมากถึง 2,000 คน โดยส่วนหนึ่งเป็นกลุ่มที่ย้ายมาจากอำเภอแม่สอด และอีกกลุ่มหนึ่งอพยพมาจากรัฐฉานของพม่า ชาวมุสลิมพม่าเข้ามาทำงานในชุมชนและภายนอกชุมชนจนเรียกได้ว่าเป็น “อาชีพที่ทำได้ทุกอย่าง” เช่น แม่บ้าน กรรมกร ลูกจ้างร้านอาหาร หรือแม้แต่ขอทาน โดยมีอัตราค่าแรงงานอยู่ที่ 70-150 บาทต่อวัน อีกทั้งนอกจากที่พวกเขาไม่ใช่เป็น “คนไทย” แล้ว หากเปรียบเทียบกับมุสลิมกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ ในชุมชนพวกเขาถือเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่ยากจนที่สุดในชุมชนช้างคลาน และส่วนมากพวกเขาก็เลือกที่จะเป็นแรงงานให้กับมุสลิมในชุมชนเพื่อความอยู่รอดของตนเอง

ดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า ชุมชนช้างคลานเป็นตัวอย่างหนึ่งที่มีการผนวกกลืนความแตกต่างระหว่างศาสนาและชาติพันธุ์เข้าด้วยกัน ซึ่งถือว่าเป็นชุมชนมุสลิมแห่งใหญ่ของเชียงใหม่ที่มีความหลากหลาย แต่ด้วยเหตุนี้จึงเป็นที่มาของการปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันในการมองความแตกต่างภายนอกและภาพลักษณ์เป็นตัวแบ่งชี้วัดความสูงต่ำบนล่างของคน  อีกทั้งด้วยบริบทต่างรายล้อมเข้ามามีอิทธิพลขับเร่งกระบวนการที่เรียกว่า “ความเป็นชายขอบ” (Marginality) จึงทำให้ผู้คนในชุมชนเกิดการแย่งชิงพื้นที่ของตนเองในการดำรงชีวิตอยู่รอด และรักษาความเป็นตัวตนเอาไว้

 

การซ้ำเติมความเป็นชายขอบ

 

ในฐานะของความเป็นชุมชนมุสลิม ชาวมุสลิมพม่ายังถูกจัดอยู่ในสถานะภาพที่ต่ำที่สุดในชุมชนเพราะนอกเหนือจากพวกเขากลายเป็นแรงงานให้แก่คนไทยแล้ว พวกเขายังเป็นแรงงานหนักราคาถูกอีกด้วย พวกเขาคิดว่าตนเองเป็น “สมาชิก” ของชุมชน แต่ก็ไม่สามารถผนวกรวมเข้าไปในชุมชนได้มากนัก พวกเขายังเป็นกลุ่มคนที่ไม่ได้รับการกล่าวสลามทักทายจากมุสลิมคนอื่นๆ ยามเมื่อพบหน้ากันตามริมถนน ร้านน้ำชา หรือแม้แต่ในมัสยิด ทั้งนี้อาจเป็นเพราะชาวมุสลิมพม่าบางคนมานั่งขอทานที่หน้ามัสยิด บางคนก็พยายามเข้าไปสลามมุสลิมที่มาละหมาดพร้อมกับแบมือเป็นนัยเพื่อขอเงิน ทำให้มุสลิมในชุมชนไม่ชอบที่พวกเขามีพฤติกรรม “สลามแบมือ” เช่นนี้ ซึ่งยิ่งทำให้ภาพลักษณ์ของมุสลิมพม่าถูกตอกย้ำใน “เรื่องความจนและความสกปรกไม่น่าไว้วางใจ” ให้แก่มุสลิมในชุมชน จนกระทั่งเป็นเหตุให้ทุกคนเบือนหน้าหนี และไม่ต้อนรับการเข้ามาของพวกเขา

 

ชีวิตของฮูเซ็น

 

ฮูเซ็น ทำงานที่ร้านขายข้าวสารและพักอาศัยอยู่กับภรรยาที่อยู่ใกล้ที่ทำงาน เขามีบัตรต่างด้าว หรือ บัตรประจำตัวผู้ไม่มีสัญชาติไทย (บัตรสีชมพู) และบัตรประกันสุขภาพของผู้ไม่มีสัญชาติไทย หรือ บัตรส้ม เขาเล่าว่า “เขาเองก็มาจากที่แม่สอดเหมือนกัน แต่ว่าไม่สามารถกลับไปได้ ตำรวจมันเยอะ อยู่ที่นี่ก็ดีอยู่แล้ว กับตำรวจที่นี่ก็สนิทคุ้นเคยกันดี ถึงแม้ว่าที่แม่สอดชาวพม่าจะอยู่ด้วยกันดี และรู้สึกสบายกว่า แต่พอมาอยู่ช้างคลานก็มีงานทำที่ดีกว่า งานที่ทำอยู่ก็มีรายได้ประมาณ 5,000 บาท ในแต่ละเดือนก็มีค่าใช้จ่ายค่าเช่าห้อง ค่าน้ำค่าไฟประมาณเดือนละ 1,760 บาท รวมถึงค่ากินอยู่ แต่เขาก็ยังพอมีเงินเก็บบ้าง” ในการทำบัตรแต่ละครั้งเมื่อบัตรหมดอายุก็จะจ่ายค่าทำบัตรทั้งสองแบบ รวมกัน 3 พันกว่าบาทต่อปี และต้องทำทุกปี” นอกจากนี้ การจะเข้ามาอยู่ที่ช้างคลานของมุสลิมพม่าไม่ใช่เป็นเรื่องที่ใครก็ทำได้ง่ายๆ เพราะพวกเขาจะต้องเสียเงินหลายบาทเพื่อให้ตัวเองอยู่อย่าง “ถูกกฎหมาย” อีกทั้งการเอาผลประโยชน์จากผู้ที่มาเดินเรื่องกฎหมายให้เป็นคนที่พวกเขาเช่าบ้านอาศัยอยู่ด้วย โดยเรียกเก็บเงินค่าเดินเรื่องประมาณ 1,000 บาทต่อคน

 

 

แรงงานหนัก ราคาถูก และ “มุสลิมด้วยกัน”

 

คนพื้นที่หลายคนเลือกที่จะจ้างแรงงานพม่าเพราะว่า “อย่างน้อยก็เป็นมุสลิม” เขาคิดคำนวนผลประโยชน์แล้ว “มันคุ้มค่า ราคาก็ไม่แพง แถมให้เงินไปก็ได้บุญอีก เพราะเป็นมุสลิม” ซึ่งดูเหมือนเป็นแง่ดีและเกิดประโยชน์ร่วมกัน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงนั้น การทำงานตั้งอยู่บนรากฐานของผลประโยชน์สูงสุด  มุสลิมพม่าบางคนที่ทำงานในชุมชนสามารถปฏิบัติศาสนกิจได้เพราะมันนอกเหนือจากเวลาการทำงานของแรงงานต่างด้าวควรจะเป็น พวกเขาต่างแปลกใจว่าทำไมนายจ้างที่เป็นมุสลิมละหมาดอยู่ครบทุกเวลา แต่ปรากฏว่าไม่ได้นึกถึงว่าแรงงานที่จ้างมาก็เป็นมุสลิมเหมือนกัน มีนายจ้างน้อยมากที่จะเปิดพื้นที่ให้แรงงานมุสลิมพม่าได้ละหมาดในช่วงเวลาการทำงาน

 

อิสรภาพที่ไม่เคยมี, “พม่าครองเมือง

 

มุสลิมพม่าที่มาอยู่ช้างคลาน บ้านเดิมของพวกเขาถูกกดขี่จากการปกครองแบบเผด็จการ การใช้ชีวิตที่ถูกบังคับมาตลอด เมื่อมาอยู่ที่ชุมชนช้างคลานทำให้พวกเขาสามารถทำตามใจอะไรก็ได้ บางครั้งสิ่งนั้นคนพื้นที่มองว่ามันเกินกว่าที่จะรับได้ เพราะคนพม่ามักจะบ้วนน้ำหมากเปรอะไปทั่ว จนทำให้มันกลายเป็นภาพลักษณ์ในแง่ลบ ขาดวัฒนธรรม และสกปรก แต่ว่าการเข้ามาของมุสลิมพม่าในชุมชนนี้กลายเป็นสิ่งที่คนพื้นที่มองว่า ภัยคุกคามจากการเข้ามาของคนพม่าจะนำปัญหามาให้แก่ชุมชน อย่างไรก็ตาม การเข้ามาอยู่ในช้างคลานเป็นสิ่งที่ทำให้ชีวิตของเขาเติมเต็มได้ ชีวิตความเป็นมุสลิมและการทำงานหารายได้มันสร้างชีวิตใหม่ที่ดีให้เขา จึงเกิดการดึงเอาเพื่อน พี่น้อง ครอบครัวของเขาจากบ้านเดิมเข้ามาอาศัยที่นี่ มุสลิมพม่าเลือกที่เอาชุมชนช้างคลานเป็นถิ่นหลักปักฐานเพื่อการทำงาน และด้วยเป็นชุมชนที่มีมัสยิดเป็นศูนย์กลาง มีความเป็นสังคมมุสลิม ก็ยิ่งทำให้คนพม่าต้องการที่จะเข้ามาอยู่ร่วม พวกเขาก็เพียงต้องการอยากมีชีวิตในแบบที่เขาเคยเป็น เพียงแต่วัฒนธรรมความเป็นอยู่ของคนมันต่างกัน การมองเห็นคุณค่าในสิ่งต่างๆ ก็ต่างกันไปด้วย

 

วันอีดทั้งสอง: ภาพสะท้อนความเป็นชายขอบ

 

พี่ฟารีดา เป็นคนขายหมากให้กับคนพม่า เธอบอกว่า “คิดถึงที่แม่สอดมาก ในช่วงวันอีดที่นั่นสนุกมาก คึกคักและเป็นกันเอง แตกต่างจากที่ช้างคลาน เพราะไม่ได้ออกไปไหน ก็ไม่รู้ว่าจะเดินไปไหน ไปบ้านใคร” ในวันอีด มุสลิมพม่าที่ช้างคลานจะรู้สึกถึง “ความเป็นคนพลัดถิ่น” เหมือนเป็นคนที่อยู่ผิดที่ผิดเวลา ไม่รู้ว่าตนเองจะอยู่แห่งหนใดในชุมชน ในระดับชีวิตประจำวัน พวกเขายังพอสามารถที่จะแสดงตัวตนอะไรได้บ้าง ในการต่อสู้กับคนในพื้นที่เพื่อเอาตัวเองให้อยู่รอด แต่ว่าวันอีด วันรื่นเริง วันที่มุสลิมทั้งเชียงใหม่จะไปมาหาสู่กัน เยี่ยมเยียนกันตามกลุ่มพี่น้อง เครือญาติ หรือความเป็นพี่น้องมุสลิม แต่มุสลิมพม่าเหมือนบุคคลล่องหน ไม่มีใครมาทักทายสลามกับพวกเขา หรือการขอมาอัฟ อีกทั้งในวันอีดพวกเขายังคงต้องทำงาน โดยเฉพาะแม่บ้านชาวพม่าต้องทำงานหนักกว่าเดิมหลายเท่าในการจัดเลี้ยงอาหารให้มุสลิมในชุมชน

 

“หม่องวางระเบิดที่มัสยิดช้างคลาน”

 

หนังสือพิมพ์ท้องถิ่น เชียงใหม่นิวส์ ฉบับวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2550 ได้เสนอข่าวว่า: “จากกรณีเกิดเหตุระเบิดขึ้นในมัสยิดช้างคลาน อ.เมือง จ.เชียงใหม่ จนทำให้นายอาซิซ ชาวพม่าที่ทำงานทำความสะอาดในมัสยิด ได้รับบาดเจ็บภายหลังจากเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ตำรวจได้สืบสวนหาข่าวเพื่อสรุปว่าเป็นเหตุการณ์ความสงบในพื้นที่ชายแดนภาคใต้หรือไม่...”  ประเด็นข่าวข้างต้นได้ส่งผลต่อปัญหาในชุมชนด้วยเพราะปัจจัยเรื่องบังเอิญต่างๆ ที่ไม่ได้เกี่ยวกับปัญหาทางการเมืองแต่อย่างใด เรื่องนี้บังเอิญว่าเกิดในช่วงเดียวกับเหตุการณ์ในกรุงเทพฯ  บังเอิญว่าเป็นเหตุการณ์ที่เกิดในชุมชนมุสลิม และยังบังเอิญที่คนเกี่ยวข้องกับการระเบิดและบาดเจ็บเป็นคนมุสลิมพม่า จึงทำให้เรื่องบังเอิญทั้งหมดสร้างเรื่องใหญ่โตต่อชีวิตของคนในชุมชนโดยสิ้นเชิง

มุสลิมพม่าที่ช้างคลานกลายเป็นเป้าการสังเกตถึงภัยจากการก่อความรุนแรงที่ไปโยงกับปัญหาชายแดนภาคใต้ และเป้าที่ถูกจับตามองจากคนพื้นถิ่นก็คือ หมู่พม่าที่อาศัยอยู่ในชุมชน กลายเป็นว่าคนพม่าถูกจับจ้องสองต่อและหลายแง่มุมทั้งจากภายในชุมชนและภายนอก เหตุการณ์นี้ส่งผลต่อเสถียรภาพ ความมั่นคงทางกฎหมายและสถานภาพทางสังคมทำให้พวกเขาต้องปิดปาก ไม่กล้าที่จะเรื่องราวของตนเองออกมา หลังจากเหตุการณ์เกิดขึ้นปรากฏว่า มุสลิมคนในพื้นที่ก็สั่งห้ามไม่ให้มุสลิมพม่าเข้าไปละหมาดในมัสยิด แต่หลังจากการนั้นไม่นานพวกเขาก็ให้มุสลิมพม่าเข้ามาละหมาดได้ แต่พอละหมาดเสร็จแล้วก็ต้องออกไปข้างนอกทันที

 

วัฒนธรรมของการจับจ้อง

 

การสร้างความหมายเชิงสัญญะในแง่ลบให้กับวัตถุ ปรากฏการณ์ หรือ ความสัมพันธ์บางอย่างให้กับสังคม แล้วมาผนวกความหมายนั้นเข้ากับอัตลักษณ์ของกลุ่มคนในสังคม ซึ่งเป็นกระบวนการสำคัญในการสร้างภาวะความเป็นชายขอบ โดยการแยกข้อเท็จจริงและการกระทำออกจากความเป็นตัวตนของคน  ทำให้อัตลักษณ์ชายขอบถูกสร้างและให้ความหมายโดยสังคมศูนย์กลางที่อยู่บนวิธีคิดแบบทวิลักษณ์แบบแยกขั้วที่ให้คุณค่าและอำนาจแก่ขั้วหนึ่งสูงกว่าอีกขั้วหนึ่ง (ปิ่นแก้ว, เพิ่งอ้าง:17-18) และกระบวนการสร้างภาพลักษณ์นี้กลายเป็นสิ่งยึดติดกับพฤติกรรมของมุสลิมพม่า จนเมื่อพูดถึงคนพม่าก็จะนึกถึงน้ำหมากที่บ้วนไปทั่วเป็นสีแดงสกปรก หมากที่เคี้ยวก็ตั้งแง่ว่าต้องมีสิ่งแปลกปลอมมากกว่าหมากธรรมดา การแย่งผัวแย่งเมียยิ่งทำให้ภาพความเป็นชุมชนมุสลิมเสื่อมเสีย หรือการเป็นพวกขอทานก็ยิ่งภาพของมุสลิมพม่ากดลงต่ำเข้าไปอีก สิ่งเหล่านี้เกิดจากการที่คนส่วนใหญ่มองว่าวัฒนธรรมที่ต่างไปจากตนเป็นสิ่งไม่พึงประสงค์ การจับจ้องของคนในพื้นที่เพื่อที่จะหาทางตอบโต้และสร้างวาทกรรมของสังคมให้เกิดการนิยามความหมายขึ้นใหม่บนรากฐานวัฒนธรรมเดิมของตน ดังนั้นจึงต้องแยกสิ่งที่แปลกแยกออกจากส่วนใหญ่เพื่อเกิดความแตกต่างจากอุดมการณ์ทางสังคมในภาพรวม จึงทำให้ความเป็นชายขอบเกิดขึ้นการมองอัตลักษณ์ของกลุ่มคนที่ด้อยกว่า ในความหมายที่ส่วนกลางสร้างขึ้นเพื่อตัดสินว่าคนกลุ่มนี้เป็นตัวปัญหาที่คนส่วนใหญ่ไม่ยอมรับ

 

อัตลักษณ์ของความเคร่งครัด

 

มุสลิมพม่านำเอาศาสนาในฐานะอัตลักษณ์ทางสังคม มาทำให้เป็น “อำนาจในระดับที่เป็นการสร้างวาทกรรม” โดยการใช้ศาสนาผนวกเข้าไปกับอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ของกลุ่มตนเอง การหยิบเอาความเคร่งครัดในศาสนาเป็นส่วนในการสร้างอัตลักษณ์ของตนขึ้นมาใหม่ เพื่อที่จะสามารถให้ตนเองมีการอยู่รอดในสังคม การมีตัวตน รวมถึงการสร้างวาทกรรมในการดำรงอยู่ในชุมชน ดังจะเห็นว่าเป็นกระบวนการสร้างวาทกรรมและการต่อสู้ในระดับชีวิตประจำวัน ดังนั้นเมื่อถามว่าวาทกรรมทางศาสนามีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับการสร้างอัตลักษณ์อย่างไร สิ่งนั้นก็คือ การที่วาทกรรมทางศาสนาถูกผลิตซ้ำใหม่ในบริบททางสังคมที่ชุมชนขาดความเข็มแข็งทางศาสนา และเป็นสิ่งที่ทำให้ชุมชนมุสลิมอ่อนแอในปัจจุบัน การที่มุสลิมพม่าสร้างภาพอัตลักษณ์ความเป็นอิสลามเพื่อเป็นต้นแบบในการถือปฏิบัติของมุสลิม ส่งผลต่อการคล้อยตามและยอมรับการปฏิบัติผ่านอัตลักษณ์ความเคร่งครัด แล้วในที่สุดมันก็นำไปสู่การช่วงชิงพื้นที่ทางสังคมผ่านการใช้พื้นที่ที่ถูกต้องกับบริบทของสังคม ศาสนา และการครอบครองพื้นที่เมื่อต้องมาประกอบพิธีกรรมที่มัสยิดอยู่เป็นประจำ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าบริบทและเงื่อนไขต่างๆ ที่มีจะมาส่งเสริมมากน้อยแค่ไหนเท่านั้น จึงเป็นการต่อสู้ดิ้นรนของผู้คนหลายกลุ่มที่ดูเหมือนว่าจะไม่มีอำนาจ กลุ่มคนชายขอบของสังคมที่พวกเขาสามารถสร้างสรรค์อำนาจของตนได้ โดยกระบวนการทางวาทกรรมและการต่อสู้ในระดับชีวิตประจำวัน จนกลายเป็นพื้นที่ทางสังคมและวัฒนธรรมให้แก่กลุ่มของพวกเขาเพื่อที่จะแสดงความมีตัวตนได้

 

ชมรมกองทุนมุสลิมพม่าจังหวัดเชียงใหม่

 

                กลุ่มมุสลิมพม่าคิดได้รวมกลุ่มก่อตั้ง “ชมรมกองทุนมุสลิมพม่าจังหวัดเชียงใหม่” ขึ้นมา ภายใต้ความขมขื่นและการเลือกปฏิบัติภายในชุมชน ทำให้มุสลิมพม่ารู้สึกว่าตนเองจะต้องร่วมมือกันในการรวมกลุ่มและสร้างองค์กรในการช่วยเหลือมุสลิมพม่าที่กระจายออกไปทำงานในที่อื่นๆ ในเชียงใหม่ เพื่อช่วยเหลือมุสลิมพม่าในเรื่องของศาสนาต่าง เช่น เวลามีคนตาย การแต่งงาน การทำงานในสถานประกอบการต่างๆ อีกทั้งการรวมตัวกันเป็นขบวนการทางสังคมเพื่อเรียกร้องสิทธิต่างๆ และที่สำคัญคือ การรวมตัวกันเพื่อช่วยเหลือกันโดยไม่ต้องหลบซ่อนหรือว่ารอคอยการช่วยเหลือจากส่วนกลางเพียงอย่างเดียว ดังกล่าวนั้น อำนาจเกิดขึ้นได้ทุกที่ แม้ที่ที่ไร้อำนาจมากที่สุด เพราะว่าอำนาจมีทั้งที่เป็นครอบงำและด้านที่สร้างสรรค์ อีกทั้งไม่มีอำนาจใดครอบงำได้เบ็ดเสร็จตลอดเวลาในพื้นที่ที่มีการต่อสู้ (อานันท์, 2548:214) และด้วยเหตุผลจากการที่ถูกสังคมมองว่าเป็นพวกที่ชอบตีกัน แย่งผัวแย่งเมีย ทำให้กลุ่มชมรมมีมาตรการในการจัดระเบียบโดยการออกทะเบียนสมรสขึ้นเพื่อใช้ในการกำหนดความสัมพันธ์ของประชากรของพวกเขาให้แน่นอน ไม่ให้มีกรณีข้อพิพาทเหมือนในอดีต เพราะการที่สังคมมองเอาเรื่องนี้เป็นภาพยึดติดให้พวกเขา มันก็เป็นการง่ายและอันตรายที่สุดในการที่จะเอาเรื่องนี้มาใส่วาทกรรมทางศาสนา เพราะว่าการปะทะประสานวาทกรรมทางศาสนาก็อาจมีทิศทางของการผนวกกลืน (Incorporation) หรือปฏิเสธ (Negation) ก็ได้ อาจนำเอาเข้าไปโยงเรื่องของจริยธรรม หรือศีลธรรมต่างๆ แล้วนำไปนิยามให้มุสลิมพม่ากลายเป็นคนผิดแปลกของสังคม

 

การสร้างบ้านหลังใหม่?

 

ตามแนวคิดของ Gupta and Ferguson (1997) ในการพิจารณาการสร้างพื้นที่ (place) ในฐานะที่ถูกสร้างขึ้นมาในความสัมพันธ์เชิงพื้นที่และความสัมพันธ์ทางสังคม ซึ่งมันมาเกี่ยวข้องกับกระบวนการทางประวัติศาสตร์และวาทกรรมในการสร้างพื้นที่ (place making) ทำให้พื้นที่ที่สร้างไม่มีความมั่นคง (instable) แต่ว่ามีการปรับขอบเขตของพื้นที่ มีการช่วงชิงความหมาย (contestation) ที่เกิดขึ้นในการต่อรองในรูปแบบต่างๆ ของปฏิสัมพันธ์เชิงอำนาจที่เหลื่อมล้ำระหว่างกลุ่มต่างๆ ที่เกี่ยวข้องนั้นปรากฏชัดเจนอยู่บ้างในการศึกษามุสลิมพม่าที่ช้างคลาน แต่ก็มีความต่างไปจากชุมชนมุสลิมพม่าที่ อ.แม่สอด จ.ตาก เพราะว่าด้วยบริบทของประวัติศาสตร์ที่ต่างกัน การเข้ามาในชุมชนช้างคลาน คนพม่าเข้าในช่วงที่มีการเจริญเติบโตและมีความเป็นเมืองสูง อีกทั้งการเข้ามาเป็นกลุ่มหลังสุดทำให้คนพม่าไม่สามารถมีอิทธิพลต่อการจับจองและใช้พื้นที่ได้เช่นเดียวกับที่แม่สอด ด้วยความที่แม่สอดเป็นพื้นที่ชายแดนไทย-พม่า ทำให้การติดต่อไปมาของคนทั้งสองประเทศเกิดการเปลี่ยนแปลงต่อการตั้งถิ่นฐานของมุสลิมพม่า แต่ในส่วนของช้างคลานนั้นกลุ่มที่เข้ามาตั้งรกรากกลุ่มแรกเป็นเชื้อสายปากีสถาน และดำรงอยู่มาได้หลายชั่วอายุจนเกิดการผสมกลมกลืนกลายเป็นคนเมืองไปหมด จึงทำให้มุสลิมพม่าเข้ามาอยู่ในช้างคลานในฐานะกลุ่มที่อพยพมาใหม่ เพื่อมาหางานทำมากกว่าที่จะมาหาบ้านใหม่อย่างที่แม่สอด ถึงอย่างนั้นมุสลิมพม่าก็พยายามที่จะมีส่วนในการใช้พื้นที่ของสังคมส่วนรวม และใช้ความเป็นมุสลิมในการเข้ามาอยู่ร่วมกันกับคนหลากหลายชาติพันธุ์ในชุมชนช้างคลานแห่งนี้


สรุปผลการศึกษา:

(1). บริบทของกระบวนสร้างความเป็นชายขอบของมุสลิมพม่า

 

กระบวนการกลายเป็นชายขอบของมุสลิมพม่าเกิดมาจากบริบทใหญ่ๆ อยู่ 3 ประการคือ ประการแรก บริบทรัฐชาติ ในเรื่องความมั่นคง การหวาดระแวงต่อความไม่สงบของประเทศ/รัฐ ทำให้เกิดพฤติกรรมจับจ้องพฤติกรรมต่อสังคมมุสลิมโดยรวม แล้วมุสลิมพม่าก็เป็น “แพะ” ที่เป็นผู้ก่อเหตุและสร้างความไม่เสถียรภาพต่อมุสลิมในสังคม เพราะว่าเป็นกลุ่มคนแปลกหน้าที่เข้ามาใหม่ และ “ไม่น่าไว้วางใจ” ดังที่ปรากฏชัดเจนในเหตุการณ์การวางระเบิดที่มัสยิดช้างคลาน อันเป็นเรื่องของการเข้าใจผิด จนเป็นสาเหตุหนึ่งที่สำคัญในการทำให้มุสลิมพม่าถูกตกเป็นเป้าสายตาของคนส่วนรวม จากเหตุการณ์นี้ทำให้มุสลิมในชุมชนพยายามสร้างความรู้สึกแปลกแยกให้แก่มุสลิมพม่าโดยใช้อำนาจในการกดทับ กีดกันสิทธิ ตลอดจนการจำกัดในเรื่องของพื้นที่ เวลา และความสัมพันธ์

ในประการต่อมาคือ บริบทของทุนนิยม ด้วยเพราะแรงงานพม่าเป็นแรงงานราคาถูก ซึ่งเป็นวาทกรรมที่ถูกทั้งรัฐและปัจเจกสร้างและสานต่อวาทกรรม อีกทั้งด้วยการกระแสทุนนิยมเน้นความพึงพอใจสูงสุด ทำให้เกิดการแสวงหากำไรมากที่สุดด้วยต้นทุนที่ต่ำ จึงเป็นเหตุทำให้คนพม่าถูกดึงเข้าสู่กระบวนการของทุนนิยมและความเป็นเมือง จนเกิดความแปลกแยกในสถานภาพและบทบาทของตนเองต่องานที่ต้องทำ เช่นกรณีของมุสลิมพม่าบางคนต้องไปทำงานในสถานบริการบางประเภทที่ขัดกับคำสอนทางศาสนา ก็ยิ่งทำให้ภาพลักษณ์ของพวกเขากลายเป็นสิ่งที่วิพากษ์บนระดับของศีลธรรมโดยคนในชุมชน อีกทั้งการที่ต้องเป็นคนใช้แรงงานราคาถูกก็ยิ่งทำให้สถานภาพทางสังคมของมุสลิมพม่าถูกลดต่ำลงไปด้วย

ประการสุดท้ายคือ บริบททางชาติพันธุ์ ด้วยปัจจัยของความแตกต่างทำให้อัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ถูกจับขั้วในระดับที่ต่างกัน ซึ่งเกิดขึ้นจากการมองว่า “ความต่างเป็นภัยคุกคาม” และไม่สามารถที่จะเข้ามาผสมกลมกลืนกันได้ จึงทำให้มีการตอกย้ำหรือสร้างภาพลักษณ์ขึ้นมาใหม่โดยการเอาลักษณะด้อยที่ปรากฏเห็นชัดมาสร้างวาทกรรมเพื่อทำให้เกิดการสร้างภาพความจริง จนกระทั่งกลายเป็น การกักขังภาพลักษณ์ หรือ Stereotype ขึ้นมา

ด้วยบริบทดังกล่าวทำให้เกิดภาพของชนชั้นทางสังคมขึ้น ผ่านระบบความสัมพันธ์ที่ไม่เท่าเทียม จึงเป็นเหตุที่นำไปสู่กระบวนการกลายเป็นชายขอบ เพราะว่าความเป็นชายขอบถูกสร้างขึ้นบนความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ไม่เท่าเทียมกันในมิติต่างๆ ซึ่งแนวคิดของ Tsing (1993) มองว่าสภาวการณ์ของการถูกทำให้กลายเป็นชายขอบ คนชายขอบเองก็ไม่ได้จำนนต่อการถูกเบียดขับให้ตกอยู่ในพื้นที่ชายขอบเพียงอย่างเดียว แต่ได้พยายามในการตอบโต้ และการป้ายตนเองออกจากภาวะชายขอบด้วย “การตีความใหม่” (reinterpret) หรือ “การนิยามใหม่” (redefine) เกี่ยวกับความเป็นชายขอบของตนเอง ควบคู่ไปกับการนิยามกลุ่มที่มาเกี่ยวข้องใหม่ เพื่อนำไปสู่การเปิดพื้นที่ และเพื่อการขยายขอบเขตของพื้นที่ทางสังคมให้กับกลุ่มของตนเอง

(2). อิทธิพลของศาสนาต่อชุมชนมุสลิมช้างคลาน

 

ศาสนามีส่วนสำคัญในการอยู่ร่วมกันของชุมชนมุสลิมช้างคลาน เพราะสมาชิกทุกคนนับถือศาสนาเดียวกันคือ อิสลาม ทำให้เกิดการศึกษา “ศาสนา” ในฐานะของปรากฏการณ์ทางสังคมที่มีมิติเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างของคนมุสลิมที่มีความต่างกัน ในระดับปัจเจกศาสนาก็มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมทางสังคม ดังที่เห็นจากการใช้ศาสนาเป็นหน่วยในการสร้างวาทกรรมเพื่อสร้างอำนาจให้กลุ่มชาติพันธุ์ของตน ในแรกเริ่มคนพื้นเมืองมองเห็นการปฏิบัติที่แตกต่างกันเป็นปัจจัยในการโจมตีความผิดแปลกไปจากหลักการเดิมของศาสนา แต่ว่าคนพม่าเองก็ใช้อัตลักษณ์ทางสังคม ซึ่งก็คือ “อัตลักษณ์ความเป็นมุสลิม” ในการตอบโต้และเพื่อสร้างความชอบธรรมในการใช้พื้นที่และแสดงการดำรงอยู่ของกลุ่มตนเอง ดังนั้น “ศาสนา” จึงเป็น “พลังทางสังคม” อย่างหนึ่ง (อภิญญา, 2548:79) ซึ่งสามารถเข้าใจได้จากกระบวนการกลายเป็นชายขอบของมุสลิมพม่าที่ช้างคลานก็มีอิทธิพลของศาสนาอิสลามในการที่ดึงเอามุสลิมที่มีความแตกต่างหลากหลายเข้ามาอยู่ด้วยกันในจินตนาการของ “ความเป็นชุมชนมุสลิม”  แต่ด้วยภายใต้บริบทของความต่างจึงทำให้เมื่อมาอยู่ร่วมกันได้นำไปสู่การแบ่งพรรคแบ่งพวกของมุสลิม แล้วนำไปสู่การมีอคติ การเลือกปฏิบัติระหว่างกัน

 

บทส่งท้าย: ปัญหาการนิยามความต่าง

 

กระบวนการกลายเป็นชายขอบที่เกิดขึ้นในสังคมมุสลิมยังมีสาเหตุมาจาก “การนิยามตนเอง” ของคนในสังคม เพราะต่างคนต่างบอกว่า ตนเองเป็นคนเมือง คนพื้นที่ดั้งเดิม หรือเป็นคนปาทาน คนบังคลาเทศ คนจีน หรือว่า คนพม่า แต่พบว่าไม่มีใครนิยามว่า “ตนเองเป็นมุสลิม” อาจเพราะว่าไม่อยากดูเหมือนเป็นพวกเดียวกัน กลัวว่าภาพลักษณ์ของตนจะเหมือนกับกลุ่มที่ตนเองไม่ชอบ จึงพยายามแยกความแตกต่างของกลุ่มพวกตนเอง จึงทำให้การนิยามตนเองตามเชื้อชาติของตนเป็นหลักได้กลายเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในชุมชน และลุกลามใหญ่โตกลายเป็นปัญหาระดับโลกที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน

ดังนั้น สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจคือ มุสลิมพม่าอพยพเข้ามาในประเทศไทยเพื่อต้องการที่จะ “สร้างอนาคตของตนเอง” และมีชีวิตที่ดีขึ้น พวกเขาเลือกที่จะอาศัยอยู่ในชุมชนมุสลิมเพราะเขาคิดว่ารู้สึกเหมือน “อยู่บ้าน” ในชุมชนมุสลิมด้วยกัน แต่เพราะด้วยความยากจนของเขา ความเข้าใจผิดและการเลือกปฏิบัติทางวัฒนธรรม ทำให้พวกเขาไม่สามารถกลมกลืนได้อย่างเต็มที่ และด้วยปัจจัยทางการเมืองเองที่ทำให้พวกเขาถูกนำเสนอภาพ “ความน่าหวาดระแวง” มากขึ้น อีกทั้งการเป็น “คนที่เข้ามาใหม่” ทำให้พวกเขายังคงถูกพิจารณามองว่าเป็น “คนอื่น” อยู่ดี

 

 

บรรณานุกรม

 

จรัญ มะลูลีม, กิติมา อมรทัต และพรพิมล ตรีโชติ. (2539). ไทยกับโลกมุสลิม : กรณีศึกษากรณีชาวไทยมุสลิม. สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

ชูศักดิ์ วิทยาภัค (บ.ก.). (2541). “สังคมศาสตร์กับการศึกษาคนชายขอบ,” ใน สังคมศาสตร์ (เชียงใหม่: คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่) 11 (1).

ปริตตา เฉลิมเผ่า กออนันตกูล (บ.ก.). (2545). ชีวิตชายขอบ : ตัวตนกับความหมาย.  กรุงเทพฯ: ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์กรมหาชน).

ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี (บ.ก.). (2546). อัตลักษณ์ ชาติพันธุ์ และความเป็นชายขอบ. กรุงเทพฯ: ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์กรมหาชน).

สุเทพ สุนทรเภสัช. (2548). ชาติพันธุ์สัมพันธ์ : แนวคิดพื้นฐานทางมานุษยวิทยาในการศึกษาอัตลักษณ์กลุ่มชาติพันธุ์ ประชาชาติ และการจัดองค์กรความสัมพันธ์ทางชาติพันธุ์. กรุงเทพฯ: เมืองโบราณ.

สุริชัย หวันแก้ว. (2550). คนชายขอบ : จากความคิดสู่ความจริง. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

เสาวนีย์ จิตต์หมวด. (2535). วัฒนธรรมอิสลาม. กรุงเทพฯ: ทางนำ.

อภิญญา เฟื่องฟูสกุล. (2543). “พื้นที่ในทฤษฎีทางสังคมศาสตร์,” ใน สังคมศาสตร์. (เชียงใหม่: คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่) 12 (2).

. (2546). รายงานการวิจัยเรื่องอัตลักษณ์ (Identity): การทบทวนทฤษฎีและกรอบแนวคิด. คณะกรรมการสภาวิจัยแห่งชาติ สาขาสังคมวิทยา สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ.

. (2548). “ศาสนา,” ใน แนวความคิดพื้นฐานทางสังคมและวัฒนธรรม. ภาคสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.

อมรา พงศาพิชญ์. (2537). วัฒนธรรม ศาสนา และชาติพันธุ์ : วิเคราะห์สังคมไทยแนวมานุษยวิทยา.  กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

อานันท์ กาญจนพันธุ์. (2548). “อำนาจ,” ใน แนวความคิดพื้นฐานทางสังคมและวัฒนธรรม. ภาคสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.

Gupta, A. and J. Ferguson. Beyond ‘culture’: space, identity, and the politics of difference. in Gupta, A. and J. Ferguson (eds.), Culture, Power, Place : Explorations in Critical Anthropology (pp.33-51), Durham : Duke University Press.  

Tsing, A. (1993). In the Realm of the Diamond Queen: Marginality in an Out-of-the-Way Place. New Jersey: Princeton University Press.



[1] รายงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งจากรายงานศึกษาฉบับเต็มเรื่อง “มุสลิมพม่าที่ช้างคลาน: การมีชีวิตรอดในความเป็นชายขอบ” (2551) ในกระบวนวิชาสัมมนาระดับปริญญาตรี ตามหลักสูตรสาขาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยอยู่ในการควบคุมดูแลของอาจารย์ ดร.อภิญญา เฟื่องฟูสกุล   และการสนับสนุนของ รศ. ดร.จามะรี เชียงทอง





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
daddynop วันที่ : 20/06/2009 เวลา : 00.20 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/daddynop
    ชีวิต..บน..โลก..ทาง..ผ่าน    


มาแนะนำหนังสือครับ

http://www.oknation.net/blog/daddynop/2008/06/06/entry-2

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
daddynop วันที่ : 20/06/2009 เวลา : 00.03 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/daddynop
    ชีวิต..บน..โลก..ทาง..ผ่าน    


อัสลามุอาลัยกุม

ผมชอบบทความนี้นะ แต่บางประเด็นที่มีความเห็นแย้งบ้างนะ ว่างๆมากินชา แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันครับ ผมอยู่ อัตตักวา มีรุ่นพี่ผมท่านหนึ่งท่านทำเรื่อง การเดินทางของมุสลิมจีนสู่ประเทศไทย

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
Dogstar วันที่ : 19/06/2009 เวลา : 19.29 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/dogstar

ด็อกสตาร์ไปแถวช้างคลานบ่อยเหมือนค่ะ
เพิ่งจะเข้าใจว่ามีมุสลิมหลายกลุ่ม
จากพม่าและจากประเทศอื่นอาศัยอยู่ที่นี่
นึกว่ามีเฉพาะมีแต่มุสลิมที่มาจากยุนนานเท่านั้นค่ะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน