• samrotri
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : tsumruang@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-03-01
  • จำนวนเรื่อง : 37
  • จำนวนผู้ชม : 91136
  • ส่ง msg :
  • โหวต 13 คน
แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวและเวชศาสตร์ป้องกัน
อ่านข่าวและนำข่าวมาเก็บไว้เพื่อใช้เองและให้สมาชิกเข้ามาอ่านและนำไปใช้
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/samrotri
วันอาทิตย์ ที่ 4 มีนาคม 2550
Posted by samrotri , ผู้อ่าน : 1380 , 18:10:36 น.  
หมวด :

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ปีนี้มูลนิธิแพทย์ชนบท ได้พิจารณามอบรางวัลแพทย์ชนบทดีเด่น ให้กับนายแพทย์ 2 ท่าน คือ หมอเฉิดพันธ์ และ หมอธวัติ ซึ่งควรยกย่องและสมควรได้รับรางวัล

มีบทความที่กล่าวถึงนายแพทย์เฉิดพันธุ์ ภัทรพงศ์สินธุ์ ดังนี้ค่ะ



++เงินไม่ใช่คำตอบของชีวิต++

              ด้วยความคิดอยากทำโรงพยาบาลชุมชนในฝัน ด้วยความเชื่อมั่นว่าจะสามารถสร้างทัศนคติของคนในชุมชนกับโรงพยาบาลให้เป็นหนึ่งเดียวกันได้ 17 ปีก่อน นายแพทย์เฉิดพันธุ์ หมอหนุ่มไฟแรงที่เพิ่งจบจากคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงเลือกจะบรรจุที่โรงพยาบาลเล็ก ๆ ชื่อแปลก ว่า “หนองบัวระเหว” จังหวัดชัยภูมิ
            “สมัยก่อนแพทย์โรงพยาบาลชุมชนไม่ค่อยได้รับการยอมรับเหมือนปัจจุบันนี้ และพอพูดถึงโรงพยาบาลชุมชนอยู่ในที่ไกลๆ ก็ไม่มีใครอยากอยู่ หรืออยู่กันไม่นานก็ย้าย เพราะทุกอย่างมันไม่เอื้ออำนวย แต่ผมก็เลือกที่จะไป เพราะคิดว่าน่าจะทำอะไรที่เปลี่ยนมุมมองหรือทัศนคติของคนได้ จึงคิดจะเริ่มที่โรงพยาบาลเล็ก ๆ อย่างหนองบัวระเหว ซึ่งตอนนั้นยังเป็นโรงพยาบาลสาขาของโรงพยาบาลจัตุรัส”

           แต่เส้นทางการสร้างและพัฒนาโรงพยาบาลชุมชนในฝัน ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ต้องใช้ความอดทนและพยายามอย่างมาก โดยในระยะบุกเบิกช่วงแรกๆ เจ้าหน้าที่ทั้งหมดของโรงพยาบาลรวมทั้งแพทย์ในขณะนั้น มีเพียง 9 คน มีตึกและบ้านพักอย่างละ 1 หลัง ต้องทำหน้าที่ตั้งแต่เป็นพนักงานขับรถยนต์ จนถึงผู้อำนวยการโรงพยาบาล ซึ่งต้องเรียนรู้งานเพื่อวางระบบการบริหาร และการบริการ ตลอดจนการประสานงานต่างๆ ของโรงพยาบาล ภายใต้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด ทั้งจำนวนบุคลากร และงบประมาณ

            สิ่งที่คุณหมอทำ โดยเริ่มจากการเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน คือสร้างความเข้าใจระหว่างชุมชนกับโรงพยาบาล ชี้ให้เห็นว่าทุกคนมีส่วนร่วมในการทำให้มีสุขภาพชีวิตที่ดี พร้อมกับเชื่อมโยงเครือข่ายสถานีอนามัยในชุมชน

          "ผมคิดว่าโรงพยาบาลชุมชนไม่ใช่เรื่องรักษาอย่างเดียว หน้าที่หลักๆ ของโรงพยาบาลชุมชนคือการสวนกระแส ทำอย่างไรให้คนป่วยน้อยลง ถามว่าทำไมคิดอย่างนี้ ก็เพราะโรงพยาบาลชุมชนส่วนใหญ่มีหมอน้อยเมื่อเทียบกับจำนวนผู้ป่วยทั้งอำเภอ ทำให้ตรวจไม่ไหวหรือดูแลได้ไม่ทั่วถึง จึงต้องกระจายด้วยหลักง่ายๆ ว่าทำอย่างไรไม่ให้คนป่วย หรือป่วยน้อยก็ไปสถานีอนามัย ป่วยมากถึงมาโรงพยาบาล และต้องรักษาให้ดีให้ความรู้เขา เพื่อที่เขาจะได้ไม่กลับมาป่วยอีก”

             ไม่เพียงจะยืนยันหลักการความคิดที่ว่าระบบสาธารณสุขพื้นฐานของโรงพยาบาลชุมชนคือการรักษาฟื้นฟู ไม่ใช่จะเป็นที่สักแต่ว่ารับรักษาผู้ป่วยทั้งหมดเท่านั้น คุณหมอเฉิดพันธุ์ยังใช้ความสามารถในการพัฒนาและบริหารนำพาให้โรงพยาบาลผ่านการรับรองคุณภาพ (HA) ได้

            “จริงๆ ผมมีอีโก้สูง เพราะมีหลายคนบอกว่าโรงพยาบาลเล็กๆ ทำให้ผ่านการรับรองคุณภาพโรงพยาบาลนั้นทำไม่ได้หรอก ซึ่งนั่นเหมือนเป็นความท้าทายที่เราต้องทำให้ได้ คือเรายืนหยัดในหลักการ และเรามีจุดยืนว่ามันสามารถผ่านได้ และก็ทำจนสำเร็จในที่สุด ซึ่งการจะทำได้ขนาดนี้ก็เพราะได้รับความร่วมมือร่วมใจและทุ่มเทจากทุกฝ่ายทั้งจากชุมชนและทีมงาน”

           ด้วยศักยภาพและความสามารถด้านการพัฒนาและบริหาร จึงมีบ่อยครั้งที่มีคนถามคุณหมอว่า ทำไมยังอยู่ในที่เดิม ตำแหน่งเดิม ได้นานขนาดนี้ ซึ่งทุกครั้งก็จะได้คำตอบจากคุณหมอว่า ทุกอย่างอยู่ได้ด้วยความสนุกที่จะเรียนรู้และเป็นความท้าทาย ไม่ใช่เรื่องเงิน เพราะเงินไม่ใช่คำตอบของชีวิต

           “ผมถามตัวเองอยู่ตลอดว่า เลือกที่จะทำเพื่อเงินหรือเปล่า ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้น สุดท้ายก็ย่อมจะมีคนหาเงินที่มากกว่าเรา ก็ไม่ใช่คำตอบ การมีเงินไม่ใช่การแสวงหา แต่ที่ยังอยู่หนองบัวระเหวมันมีมากกว่านั้น มันคือความพอใจ

            ทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงอยู่ที่ความพอใจในการทำงาน ถ้าคุณขยับจากสิ่งที่ได้อยู่ไปสู่สิ่งที่ได้มากกว่า สุดท้ายคุณก็ต้องขยับไปหาสิ่งที่มากกว่าอยู่ต่อๆ ไป ซึ่งมันไม่มีความสุข

            เคยหนีจากมัน คือได้เข้าไปช่วยงานในกระทรวงฯ ช่วงหนึ่ง แต่ก็รู้สึกว่าไม่ใช่เรา มันไม่สนุก ไปเรียนรู้ชีวิตและอยู่กับชาวบ้านดีกว่า

             สิ่งสำคัญที่ผมได้รับกลับมา คือการได้เรียนรู้ชีวิต และพบว่าทุกคนมีคุณค่าความเป็นมนุษย์เท่ากัน แต่โอกาสไม่เท่ากัน ซึ่งทำให้ผมเข้าใจชีวิตมากขึ้น เข้าใจความรู้สึกของมนุษย์มากขึ้น”

            คุณหมอเฉิดพันธุ์ยอมรับว่าเคยคิดท้อหรือเหนื่อยกับปัญหาอยู่บ้าง แต่ด้วยความรู้สึกว่าตนเองยังมีคุณค่าต่อพื้นที่ จึงทำให้คุณหมอยังยืนยันที่จะอยู่ต่อไป

            แม้ที่ผ่านมาความคิดที่จะสร้างระบบสาธารณสุขและโรงพยาบาลในฝันของคุณหมอเฉิดพันธุ์จะยังทำได้ไม่เต็มร้อยอย่างที่อยากให้เป็น ยังมีสิ่งท้าทายและสิ่งที่ต้องเรียนรู้อีกมาก แต่ 17 ปีที่ผ่านมา ก็ไม่เคยทำให้ “ไฟ” แห่งอุดมการณ์ความมุ่งมั่นของคุณหมอมอดดับไป

..................................................................

แพทย์ชนบทคนถัดมาอีกคนหนึ่ง ที่ขอปรบมือให้ครับหมอธวัติ บุญไทย ...แพทย์ชนบทดีเด่น 2549



++รู้จักวิธีคิด อยู่ที่ไหนก็สุขได้++

           เป็นบทความที่เขียนถึงนายแพทย์ธวัติ หนึ่งในสองของผู้ได้รับรางวัลแพทย์ชนบทดีเด่น ประจำปี 2549

           ซึ่งรางวัลนี้มูลนิธิแพทย์ชนบทจะคัดเลือกแพทย์ชนบทที่ปฏิบัติงานด้วยความ อดทน ตั้งใจ และเสียสละ ในเขตทุรกันดารและเสี่ยงภัย

           คุณหมอท่านนี้มีความคิดและหลักการทำงานที่ดีมากๆ อยากให้ได้อ่านกันค่ะ

            เวลาที่ขับเคลื่อนผ่านไปในแต่ละวัน ย่อมต้องมีการเปลี่ยนแปลงของสรรพสิ่ง ซึ่งเมื่อย้อนไป 23 ปีก่อน ภาพของ “ม่วงสามสิบ” อำเภอเล็ก ๆ อำเภอหนึ่งของจังหวัดอุบลราชธานี จึงไม่เป็นเหมือนอย่างที่เห็นในวันนี้

           แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยน หากกลับจะเป็นที่จดจำของชาวม่วงสามสิบได้เป็นอย่างดี นั่นคือ 

           ผู้อำนวยการโรงพยาบาล“ม่วงสามสิบ”ที่ชื่อ นายแพทย์ธวัติ บุญไทย
หลังจากเรียนจบคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คุณหมอธวัติได้เลือกมาเริ่มต้นอาชีพแพทย์ที่อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี โดยตั้งใจว่าไม่นานก็จะขอย้ายไปอยู่ในตัวจังหวัด ผ่านไป 1 ปี มีบุคคลที่คุณหมอให้ความเคารพแนะนำให้ไปอยู่ที่ อำเภอม่วงสามสิบ ด้วยเหตุผล ‘มีโรงพยาบาล...แต่ไม่มีหมอ’

          แม้จะเป็นอำเภอที่อยู่ไม่ไกลจากตัวจังหวัดมากนัก แต่ม่วงสามสิบเมื่อ 23 ปีก่อน ก็ไม่ต่างไปจากท้องถิ่นชนบทในภาคอีสานอื่นๆ ที่ทั้งการคมนาคมและสาธารณูปโภคยังเดินทางเข้าไปไม่ทั่วถึง หมู่บ้านตั้งอยู่กระจัดกระจาย การติดต่อสื่อสารทำได้ลำบาก จึงไม่ต้องพูดถึงว่าชาวบ้านจะรู้จักและมีทัศนคติอย่างไรกับโรงพยาบาล

         “ช่วงแรกๆ โรงพยาบาลมีแต่อาคาร เครื่องมืออุปกรณ์หรือบุคลากรก็ยังไม่พร้อม ชาวบ้านเองก็ยังไม่รู้จักโรงพยาบาลมากนัก จึงต้องออกไปประชาสัมพันธ์บอกชาวบ้านว่า มีโรงพยาบาล มีหมอแล้วนะ โดยเอาหนัง 8 มม. ของตัวเองที่เก็บไว้ที่บ้านเพชรบูรณ์ไปฉายให้ดู บางหมู่บ้านไม่มีไฟฟ้าก็ต้องเอาเครื่องปั่นไฟไปด้วย หลังๆ ก็เปลี่ยนเป็นเล่นดนตรีแทน เพื่อเป็นการเรียกคน พร้อมๆ กับไปให้ความรู้กับชาวบ้านเกี่ยวกับการป้องกันไม่ให้ป่วยเป็นโรคและการดูแลรักษาตัวเองเบื้องต้น”

           นอกเหนือจากการออกไปหาชาวบ้านเพื่อสร้างความรู้จักคุ้นเคยกันแล้ว ในส่วนของงานพัฒนาและบริหารก็ต้องดำเนินไปควบคู่กับการรักษาผู้ป่วยด้วย ยิ่งในช่วง 10 ปีแรกที่มีคุณหมออยู่เพียงคนเดียว ต้องดูแลผู้ป่วยวันละเกือบ 200 คน จึงนับเป็นงานหนักไม่ใช่น้อย แต่ที่สุดก็คิดได้ว่า ถ้าผู้ป่วยเขาไม่มีความทุกข์ ก็คงไม่เสียเวลามานั่งรอเพื่อพบหมอหรอก หมอคือคนที่จะช่วยเขาได้ จึงต้องทำให้ดีที่สุด เพื่อให้เขาทุกข์น้อยลงมากที่สุด

           ภาพของหมอหนุ่มผู้ทุ่มเทแรงกายแรงใจรักษาผู้ป่วยจึงเป็นที่ติดตา จนกลายเป็นความผูกพันระหว่างคุณหมอและชาวบ้าน แม้จะมีโอกาสรับทุนไปเรียนปริญญาโท Community Health ที่ University of Heidelberg ประเทศเยอรมัน เมื่อกลับมาก็ยังคงมารับหน้าที่เป็นนายแพทย์อยู่ที่โรงพยาบาลม่วงสามสิบอยู่เหมือนเดิม ทั้งๆ ที่มีความพร้อมและโอกาสจะไปรับตำแหน่งใหม่ที่สูงและมีผลตอบแทนที่มากกว่าเดิม แต่คุณหมอก็เลือกที่จะไม่ไป 

           อะไรคือสิ่งที่ทำให้คุณหมอผู้ไม่ได้เป็นลูกหลานชาวอีสาน แต่กลับมาอยู่จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ไปเสียแล้ว และยังไม่เคยคิดจะย้ายไปอยู่ที่อื่น

           “ผมยินดีที่จะเป็นหัวสุนัข มากกว่าที่จะเป็นหางราชสีห์ ถ้าจะเลือกทางเดินในเส้นบริหาร ผมคิดของผมว่า ถ้าขึ้นไปแล้วไปไม่สูงสุด ก็ไม่รู้จะปีนขึ้นไปทำไมให้เหนื่อยเปล่าๆ ดังนั้นอยู่เป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลอำเภออย่างนี้แหละ เป็นให้มันดีที่สุดที่จะเป็นได้ก็พอ”

           แนวความคิดหนึ่งที่คุณหมอนำมาพัฒนาในการทำงาน นั่นคือ

            การปรับระบบบริการ OPD โดยทำให้โรงพยาบาลชุมชนมีระบบบริการเป็นทุติยภูมิ ไม่ควรทำงานปฐมภูมิซ้ำซ้อนกับสถานีอนามัย เพราะกว่า 50% ต้องการการดูแลแค่ระดับปฐมภูมิเท่านั้น ถ้าสามารถปรับให้โรงพยาบาลชุมชนรับเฉพาะผู้ป่วยที่ส่งต่อมาจากสถานีอนามัย ภาระงานจะลดลง แพทย์จะมีเวลาดูแลผู้ป่วยได้โดยละเอียดตามมาตรฐาน ความผิดพลาดลดลง ความสัมพันธ์กับผู้ป่วยดีขึ้น คุณภาพของการให้บริการดีขึ้น

           “โครงการหนึ่งที่กำลังทำอยู่คือการจัดรถรับส่งผู้ป่วยจากสถานีอนามัย 4-5 แห่งในโซนเดียวกัน ทั้งจากสถานีอนามัยไปโรงพยาบาล และรอรับกลับไปส่งคืนที่สถานีอนามัยหลังตรวจรักษาเสร็จ เพิ่มความมั่นใจให้ผู้ป่วยว่า ประตูสถานีอนามัย ก็เป็นเหมือนประตูเดียวกับโรงพยาบาล มีความจำเป็นเมื่อไร ก็เข้าถึงได้ทันที”

            ภายใต้บุคลิกความเป็นหมอผู้สมถะ เรียบง่าย แต่ในเรื่องของเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่คุณหมอให้ความสนใจศึกษาด้วยตนเองมาโดยตลอด โดยเฉพาะกับระบบคอมพิวเตอร์ที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการทำงานรักษาพยาบาลผู้ป่วยได้อย่างลงตัว

            “ความตั้งใจสุดท้ายที่คิดไว้ คือ จะทำให้มี Software ที่ใช้งานในโรงพยาบาลโดยเฉพาะขนาดเล็ก เป็น All in One คือใช้ Software ตัวเดียว Run ข้อมูลโรงพยาบาลได้ทุกระบบ ทิ้งไว้เป็นสมบัติสาธารณะ ที่ผมและชาวโรงพยาบาลม่วงสามสิบตั้งใจทำ จึงได้เริ่มต้นโครงการ mBase (Muang Samsib Database) ขึ้น ซึ่งปัจจุบันก็ประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง ประมาณ 70-80%”

              ตลอดการใช้ชีวิตราชการ 24 ปี คงไม่มีข้อกำหนดไหน ที่จะบังคับให้คุณหมอต้องอยู่ที่ม่วงสามสิบนานถึง 23 ปี ถ้าไม่ใช่เพราะ “ใจ” ของคุณหมอเอง

             “เมื่อลองถามตัวเองดูว่าต้องทนอยู่หรือเปล่า ก็ตอบได้ว่าไม่ต้องทน แต่อยู่ได้อย่างมีความสุขตามสมควรแก่อัตภาพ หากมีความพอเพียงในชีวิต รู้จักวิธีคิด คุณจะอยู่ที่ไหนก็ได้อย่างมีความสุข”

 




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
samrotri วันที่ : 05/03/2007 เวลา : 10.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/samrotri
Kobnokkala


ตอบคุณ feng_shui
ถ้าเป็นไปได้ รบกวนคุณหมอเล่าเรื่อง ประเด็นในประสพการณ์ ของคุณหมอ....จะแวะมาอ่านค่ะ
......................................................................

หมอลาออกปีละเกือบพันคน.....เกิดอะไรขี้นกับหมอ???

http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=samrotri&month=12-2006&date=17&group=11&gblog=5

ตัวผมก็เกือบลาออกเหมือนแพทย์ตามข่าว ข้างต้น งานหนักไม่ว่า แต่ ผมไม่ได้เรียนแพทย์เฉพาะทางมาแต่ต้องมาอยู่ร.พ.อำเภอ(ร.พ.ด่านแรกของระบบเครือข่าย)ซึ่งมีแพทย์เฉพาะทางเพียงสาขาละคนเดียวเท่านั้นถ้ารักษาผิดไปเป็นอันตรายต่อคนไข้
แต่ประชาชน เข้าใจว่ามีขีดความสามารถรักษาได้ทุกโรคตลอด24ชม.ซึ่งแพทย์เฉพาะทางเพียงคนเดียวไม่สามารถอยู่เวรได้ทุกวันตลอดเดือนได้ ประชาชนเวลาป่วยหนักต้องการการดูแลจากแพทย์เฉพาะทางก็จะมาตอนนอกเวลาด้วย
เมื่อผมเป็นแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวรู้ทุกโรค รู้วิธีรักษา แต่ไม่มีความสามารถรักษาได้ในสาขาเฉพาะทาง จะปรึกษาตลอดก็เกรงใจ จะส่งต่อก็เกรง ร.พ.จังหวัด ต่อว่า ว่ามีแพทย์เฉพาะทางแล้วส่งมาทำไม
จึงเครียดอยากลาออก มาหางานอย่างอื่น แต่ที่ไม่ลาออก เพราะ ขอกับกลุ่มแพทย์จะไม่อยู่เวร ร.พ.พนมสารคาม แต่ขอไปอยู่เวรร.พ.ราชสาส์น ร.พ.อำเภอข้างเคียงห่างจากร.พ.พนมฯ12กม.ไม่มีแพทย์เฉพาะทาง มีแพทย์อยู่เพียง2คนไปช่วยอยู่เวร 2วัน วันศุกร์กับวันอาทิตย์ซึ่งแพทย์ร.พ.ราชสาส์น แบ่งเวรให้ เพื่อจะกลับบ้านต่างจังหวัด เวรผมที่ร.พ.พนมฯ แพทย์ที่อยู่หนุ่มสาวก็ยินดีอยู่แทนเพราะค่าเวรร.พ.พนมฯได้มากกว่าร.พ.ราชสาส์นโดยแพทย์ทั่วไป ได้เท่าครึ่งของปกติ(สมมติ เวรละ10จะได้15บาท แพทย์เฉพาะทางได้2เท่าของค่าเวรปกติ10จะได้20บาท ก็ Win-Win ทั้งคู่)จึงอยู่ร.พ.พนมฯต่อได้ไม่ต้องลาออก
ผมทำงานเวลาราชการอยู่ร.พ.อำเภอพนมฯ รับงานตรวจคนไข้นอก ถ้าขาดแพทย์ก็ไปช่วยดูฉุกเฉินบ้าง ส่วนใหญ่คนไข้จะป่วยด้วยโรคพื้นๆ ให้การรักษาได้มากกว่า90%ส่วนน้อยเท่านั้นที่เกินความสามารถ จะส่งปรึกษา แพทย์เฉพาะทางในร.พ. หรือ ส่งต่อด่านสอง ร.พ.จังหวัดและ ตรวจคนไข้ในที่เป็นคนไข้พื้นที่รับผิดชอบแพทย์1คนต่อ ประชากรตามเกณฑ์ ผมรับ ที่ ต.เขาหินซ้อน
ทาง ร.พ.ได้จัดแบ่งแพทย์ประจำพื้นที่ไว้แล้ว แต่ดูเฉพาะคนไข้ใน ที่มานอนรักษาตัวใน ร.พ. แต่การตรวจคนไข้นอกไม่ได้แยกพื้นที่ดูทั้งอำเภอ
สำหรับตรวจคนไข้นอกที่พื้นที่รับผิดชอบ ยังไม่ได้ออกตรวจที่พื้นที่ครบ 5 วัน(ทุกวันตามวันราชการ)ตามเกณฑ์ ไปตรวจแค่วันอังคารเพียงวันเดียวเท่านั้น หลังตรวจคนไข้ในที่รับผิดชอบแล้ว ก็ขับรถ ร.พ.ที่จัดไว้ให้ไปออกตรวจคนไข้นอกที่ต.เขาหินซ้อน เมื่อเกินความสามารถน้อยกว่า 10 %จึงส่งต่อ สถานพยาบาลเครือข่ายที่เหมาะสม ถึงเที่ยงก็กลับมาร.พ.มาทำงานต่อที่ร.พ.พนมฯระหว่างนั้นที่สถานีอนามัยสามารถปรึกษาคนไข้ได้ตลอด24ชม.เวลาราชการติดต่อแพทย์ประจำพื้นที่ นอกเวลาราชการปรึกษาแพทย์เวร ร.พ.
ขณะนี้ผมจึงรอเวลาเมื่อไรจะจัดการดูแลสุขภาพรูปเครือข่ายให้เกิดขึ้นจริง ร.พ.ด่านแรกมีเฉพาะแพทย์ทั่วไป(แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว)แพทย์จบใหม่ หรือ แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวจะได้อยู่อย่างไม่ลำบากใจจนลาออกดังข่าว
ส่วนแพทย์เฉพาะทางที่อยู่ตามร.พ.อำเภอ ควรจะให้สวัสดิการจูงใจให้ย้ายกลับไปอยู่ที่ร.พ.จังหวัด(ด่านสอง)จะทำให้ร.พ.จังหวัดมีแพทย์เฉพาะทางเพิ่มขึ้นไม่ต้องรอส่งแพทย์จบใหม่ไปเรียน
ผลทำให้แพทย์จบใหม่ก็จะสามารถอยู่อยู่ด่านแรก ร.พ.อำเภอได้อย่างมีความสุขไม่เครียด ไม่ต้องลาออกตามข่าว
จึงอยากให้สมาชิกเวบช่วยกันเอาใจช่วยพวกหมอให้เกิดการแบ่งเครือข่ายให้ชัดเจน หมอคนไหนชอบด่านใดจะเลือกอยู่ด่านที่ชอบได้ไม่ต้องทนทำงานในร.พ.อำเภอ ที่ยังมีเฉพาะทางเพียงคนเดียวให้เครียดและลาออก

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
feng_shui วันที่ : 04/03/2007 เวลา : 22.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/buzz
feng_shui

ขอบคุณค่ะ คุณหมอ ที่postบทความที่ให้แง่มุมของทางการสาธารณสุข...และได้รู้จักแพทย์ดีเด่นทั้ง2ท่าน ขอให้ความตั้งใจของคุณหมอทั้ง2ท่านบรรลุเป้าหมายค่ะ ถ้าเป็นไปได้ รบกวนคุณหมอเล่าเรื่อง ประเด็นในประสพการณ์ ของคุณหมอ....จะแวะมาอ่านค่ะ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
samrotri วันที่ : 04/03/2007 เวลา : 21.35 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/samrotri
Kobnokkala


ขอบคุณ คุณหยดน้ำ ครับ ที่ชื่นชมและเป็นกำลังใจให้พวกเรา และ อยากขอความร่วมมือ ช่วยกันปฏิบัติตัวให้แ่ข็งแรงตามแนวทาง"การมีสุขภาพดีในราคาถูก"ด้วย และ ร่วมใช้บริการด่านแรกกับสถานพยาบาลใกล้บ้านตามสิทธิ บัตรรักษาฟรี ที่ต้องรักษากับแพทย์ใกล้บ้าน ก่อน ซึ่งเป็นการเข้าสู่เครือข่ายระบบสุขภาพ 3 ระดับ
ถ้าสถานพยาบาลใกล้บ้านยังไม่มีคุณภาพตามเกณฑ์ มาตรฐาน ก็ควรติดตาม เรื่องว่าเมื่อไรจะเป็นไปตามมาตรฐาน ตามที่กำหนดไว้เป็นแนวทางของกระทรวงสาธารณสุขของมาตรฐานการเป็นศูนย์สุขภาพชุมชน
ดูเพิ่มเติมได้ที่
http://www.oknation.net/blog/samrotri/2007/03/04/entry-1

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
หยดน้ำ วันที่ : 04/03/2007 เวลา : 20.33 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/diheart

ขอชื่นชมและเป็นกำลังใจให้แพทย์ชนบททุกท่านค่ะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< มีนาคม 2007 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30 31



[ Add to my favorite ] [ X ]