• คนสะตึง
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : commoon@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-03-11
  • จำนวนเรื่อง : 71
  • จำนวนผู้ชม : 71473
  • ส่ง msg :
  • โหวต 38 คน
สะตึง สะแนง สะเร็น(ลุ่มน้ำห้วยเสนงสุรินทร์)
ห้วยเสนง การเดินทางของสายน้ำสร้างสายธารวัฒนธรรม
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/saneng
วันศุกร์ ที่ 12 กันยายน 2551
Posted by คนสะตึง , ผู้อ่าน : 1790 , 16:12:46 น.  
หมวด : ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ห้วยเสนง

การเดินทางของสายน้ำ...สร้างสายธารวัฒนธรรม
ภูมิสิทธิ์ สุวรรณศักดิ์ และ เชษฐา สง่าพันธุ์


       ลำน้ำห้วยเสนงมีลักษณะกายภาพตามความลาดชันของพื้นที่ 3 ช่วง คือ ห้วยเสนงตอนบน นับจากบริเวณเขาแหลม ตำบลแนงมุด ซึ่งเป็นต้นน้ำของห้วยตาต๊ด ไหลลงสู่ลำน้ำชีว์ จากต้นน้ำบริเวณเขาแหลมร่วมกันกับต้นน้ำเขาขาว เรียกรวมกันว่า“ป่ามหาเขา” ไหลรวมเป็นต้นน้ำห้วยระกา แล้วผ่านลงสู่ห้วยเสนงบริเวณบ้านกู่ ตำบลหนองใหญ่ อำเภอปราสาท โดยระยะห่างของทั้งสองลำห้วยห่างกัน ประมาณ 3 กิโลเมตร ชาวบ้านในพื้นที่ทั้งสามตำบล ได้แก่ ตำบลหนองใหญ่ อำเภอปราสาท ตำบลโคกตะเคียน และตำบลแนงมุด อำเภอกาบเชิง ได้ใช้ประโยชน์ในการหาปลา ปลูกผัก นอกฤดูทำนา และในฤดูทำนาได้อาศัยน้ำจากทั้งสองลำห้วยในการส่งน้ำเข้านา ลักษณะการไหลของลำน้ำยังไม่เป็นลำ กล่าวคือ มีลักษณะไหลเป็นร่องน้ำรอบเขาแหลม เนื่องจากเป็นพื้นที่เขาลาดชันจึงมีร่องน้ำไหลออกจากเขารอบทิศทาง จนเกิดเป็นลำน้ำสายเล็กๆอยู่ทั่วไปสภาพทางภูมิศาสตร์ของเขาแหลมที่มีลักษณะเป็นเขาสูง และมีต้นได้อยู่อย่างหนาแน่น จึงเป็นต้นน้ำห้วยเสนงเป็นอย่างดี ประกอบกับมีการอนุรักษ์พื้นที่ป่า ทำให้เขาแหลมเป็นต้นน้ำที่มีศักยภาพในการเก็บกักน้ำให้ห้วยเสนงมีปริมาณน้ำที่หล่อเลี้ยงเมืองสุรินทร์ได้ตลอดทั้งปี  ชุมชนห้วยเสนงตอนบน เป็นชุมชนที่กระจายตัวอยู่ตามลำน้ำสาขาของห้วยเสนง ซึ่งยังไม่ได้รวมเป็นลำน้ำสายหลักอย่างชัดเจน คนในชุมชนมีวัฒนธรรมและภาษาพูดส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์เขมร คือร้อยละ 80 ชาติพันธุ์ลาว ร้อยละ 10 และที่เหลือ ชาติพันธุ์ไทยภาคกลาง ร้อยละ 10 ชุมชนเหล่านี้ส่วนใหญ่จะอยู่ในเขต อำเภอกาบเชิง และอำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์  บ้านกู่ตำบลโคกตะเคียน อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ เป็นหมู่บ้านที่อยู่ติดกับห้วยระกา ซึ่งเป็นลำน้ำสาขาของห้วยเสนง นับเป็นจุดเริ่มต้นที่ลำน้ำสาขาต่าง ๆ จากบริเวณเขาแหลมรวมกันเป็นลำน้ำที่เห็นได้ชัดเจน 4-5 ลำน้ำ โดยมีห้วยระกา เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดเล็กที่สร้างโดย สำนักงานเร่งรัดพัฒนาชนบทจังหวัดนครราชสีมา สามารถรองรับน้ำได้ประมาณ 80,000 ลูกบาศก์เมตร เก็บกักน้ำไว้ใช้ได้ตลอดทั้งปี และมีการแจกจ่ายน้ำเข้าสู่พื้นที่การเกษตรได้เมื่อเกิดภาวะขาดแคลนน้ำ ครอบคลุมพื้นที่ 2 หมู่บ้านคือ บ้านกู่และบ้านโคกเวงคำว่า “กู่” เพี้ยนมาจากคำว่า “กู” ซึ่งมาจากภาษาเขมรแปลว่า “คู่” ที่มาของชื่อหมู่บ้านคือ การเรียกตามต้นยางใหญ่สองต้นคู่กันอยู่ข้างหนองน้ำ และมีการเรียกชื่อหนองน้ำนี้ว่า “ตะเปียงกู” เป็นภาษาเขมรแปลว่า “หนองน้ำคู่” หลังจากนั้นก็มีการเรียกชื่อของหมู่บ้านต่อมาว่า “เซราะกู” มีความหมายว่า “บ้านคู่”เมื่อตั้งหมู่บ้านชาวบ้านมีการประชุมเพื่อลงความเห็นและตกลงกันส่งชื่อหมู่บ้านเป็น “บ้านกู่” ให้กับทางราชการเพื่อความไพเราะในการเรียกชื่อในภาษาไทยและยังคงความหมายเดิมไว้เพื่อให้คนรุ่นหลังได้ทราบถึงความเป็นมาด้วยการประกอบอาชีพของชุมชนเดิมทีก็คือการทำนาปลูกข้าวแต่เป็นการปลูกข้าวแบบหยอดหลุมเพราะในขณะนั้นป่าไม้ยังรกทึกหรือหนาแน่นมาก ไม่สามารถถากถางป่าให้เป็นทุ่งนาที่โล่งกว้างได้ จึงเป็นการทำนาแบบหยอดหลุม มีการปลูกพืชผัก เช่น ฟักทอง ถั่วฝักยาว เป็นต้น การทำไร่ เช่น ข้าวโพด ถั่วเหลือง และถั่วเขียว เป็นต้น ส่วนใหญ่ของการปลูกจะเป็นการทำเพื่อบริโภคเองในครอบครัว เมื่อมากพอก็จะเป็นการแลกเปลี่ยนสินค้าประเภทเนื้อ เช่น เป็ด ไก่ ซึ่งนิยมเลี้ยงกันมาก มีการตัดไม้เพื่อการแปรรูปไม้และตีมีด,ทำเคียว (ปัจจุบันเลิกไปเพราะไม่มีการถ่ายทอดให้คนรุ่นหลังและคนรุ่นหลังไม่สนใจอาชีพนี้)บ้านโคกเวง ตำบลโคกตะเคียน อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ เป็นพื้นที่เนินเหนือหนองน้ำโคกเวงซึ่งอยู่ติดหมู่บ้าน เป็นหนองน้ำขนาดใหญ่ใช้ประโยชน์ได้ตลอดปี มีสัตว์น้ำอุดมสมบูรณ์มาก พื้นที่รอบ ๆ หมู่บ้านส่วนมากจะเป็นพื้นที่ที่เป็นเนิน เหมาะสำหรับการปลูกพืชไร่ เช่น ไร่ข้าวโพด ไร่ถั่วฝักยาวไร่ฟักทอง ไร่ถั่วลิสง เป็นต้น บริเวณทิศใต้หมู่บ้านมีป่าชุมชน ที่ต้นไม้ไม่มากนัก แต่เป็นป่าที่ชาวบ้านระหว่างสองหมู่บ้านร่วมกันอนุรักษ์และปลูกไว้ ป่านี้มีบริเวณติดกับโรงเรียนบ้านอีสานโคกเวงสามัคคี มีพันธุ์ไม้นานาชนิดและมีสัตว์ป่าอาศัยอยู่แต่ปัจจุบันมีชาวบ้านเข้าไปลักลอบตัดไม้บ้าง ต่อไปอาจมีการแผ้วถางป่าเพื่อขยายที่ทำกินเพราะมีประชากรเพิ่มมากขึ้นทำให้ไม่เพียงพอกับความต้องการของประชาชนหมู่บ้านโคกเวง เดิมเรียกว่า บ้าน “กูกเวง” แปลว่า “โคกยาว” ชาวบ้านต้องการให้มีทั้งภาษาไทยและภาษาเขมรรวมอยู่ในคำคำเดียวกัน จึงตั้งชื่อหมู่บ้านนี้ว่า “บ้านโคกเวง” และเรียกติดปากมาจนถึงปัจจุบัน ชื่อหมู่บ้านสอดคล้องกับสภาพภูมิประเทศที่ตั้งของหมู่บ้าน เนื่องจากเป็นพื้นที่เนินเหนือหนองน้ำติดหมู่บ้าน เนินดังกล่าวเป็นเนินที่ยาวไปตามน้ำ เหมาะสมและสอดคล้องกับชื่อของหมู่บ้านเดิมทีคนในชุมชนประกอบอาชีพในการทำไร่มันสำปะหลัง ไร่ปอ สวนแตงโม ไร่ข้าวโพด ไร่ถั่วลิสง ทำนา และเลี้ยงสัตว์ ปัจจุบันมีอาชีพใหม่ที่เพิ่มขึ้นได้แก่ การปลูกผักสวนครัว ค้าขาย ทอผ้า ไพหญ้าคาส่วนหมู่บ้านอื่น ๆ ก็มีลักษณะคล้าย ๆ กันคือ กระจายอยู่ตามแหล่งน้ำ และลำน้ำสาขาของห้วยเสนง

       กิจกรรมการใช้ประโยชน์จากลำน้ำห้วยเสนงตอนบนนั้น พบว่า ชุมชนห้วยเสนงตอนบนตลอดลำน้ำและพระสงฆ์ที่อาศัยอยู่บริเวณเชิงเขาแหลม มีการอนุรักษ์ป่าต้นน้ำโดยประกาศเป็นเขตอภัยทานห้ามล่าสัตว์ ห้ามตัดต้นไม้ มีการให้ชาวบ้านเข้าไปใช้ประโยชน์เฉพาะหาของป่า เก็บเห็ด ผักพื้นบ้าน และยังพัฒนาเป็นที่พักผ่อนอีกด้วย รวมทั้งใช้ประโยชน์โดยการ
ปลูกพืชไร่ เช่น ไร่ข้าวโพด ไร่อ้อย ไร่ถั่วลิสง และปลูกสวนป่ายูคาลิปตัส เป็นต้น นอกจากนี้ชุมชนมีการจัดระบบกรรมสิทธิ์ในที่ดินสามารถจำแนกระบบกรรมสิทธิ์ออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ บริเวณที่ตั้งถิ่นฐานของชุมชน เป็นที่อยู่อาศัยและที่ทำกินติดริมถนนสาย กาบเชิง – กิ่งอำเภอพนมดงรัก ซึ่งเป็นศูนย์กลางและมีความหนาแน่นของประชากรด้วยสาเหตุจากการปลูกพืชเศรษฐกิจเชิงเดี่ยว ได้แก่ ข้าวโพด อ้อย และมันสำปะหลัง ทำให้หน้าดินเกาะตัวได้ยาก เกิดเป็นตะกอนไหลลงสู่ลำห้วย ทำให้ลำห้วยตื้นเขิน และการปลูกยูคาสิปตัส ทำให้น้ำในเขตต้นน้ำแห้งขอดในฤดูแล้งจนไม่สามารถเป็นแหล่งต้นน้ำได้ นอกจากนี้มีการพัฒนาแหล่งน้ำที่ไม่สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ ได้แก่ การก่อสร้าง ฝาย อ่างเก็บน้ำ และทำนบ ทำให้การไหลของลำน้ำขาดช่วงบางช่วงมีน้ำขัง บางช่วงน้ำแห้งขอด เกิดวัชพืชขึ้นหนาแน่นจากสภาพการเปลี่ยนแปลงไปของลำน้ำห้วยเสนง ชาวบ้านในชุมชนต้นน้ำจึงมีความเห็นว่าควรให้มีการอนุรักษ์ ฟื้นฟูป่าต้นน้ำ และพัฒนาในพื้นที่ตอนบน ได้แก่ การลอกลำห้วยขนาดเล็ก การทำฝายกั้นน้ำที่มีขนาดเล็ก ฟื้นฟูธรรมชาติให้คืนสู่สภาพเดิม พัฒนาเส้นทางคมนาคมจากขอบลำห้วย และการพัฒนาระบบการส่งน้ำห้วยเสนงตอนกลาง นับจากตำบลหนองใหญ่ อ.ปราสาท ถึง บริเวณอ่างเก็บน้ำห้วยเสนงเป็นการไหลรวมเป็นลำห้วย และชาวบ้านตลอดลำน้ำต่างเรียกตรงกันว่า“ห้วยเสนง” ซึ่งหมายถึงการที่ลำน้ำสาขาต่าง ๆ ที่ไหลลงมาจากบริเวณเขาแหลมมารวมกันจนกระทั่งเหลือเพียงสายเดียว จนถึงบริเวณที่ตั้งโครงการชลประทานห้วยเสนงชุมชนห้วยเสนงตอนกลาง จะเป็นชุมชนที่ตั้งอยู่ริมน้ำทั้งสองฝั่ง เรื่อยไปจนถึง บริเวณอ่างเก็บน้ำโครงการชลประทานห้วยเสนง ชุมชนใช้ลำน้ำห้วยเสนงทั้งการประกอบอาชีพเกษตรกรรมและเป็นที่ประกอบพิธีกรรมความเชื่อตามประเพณีของชุมชนด้วย อาทิเช่น บ้านห้วยเสนง ตำบลหนองใหญ่ อำเภอ
ปราสาท จังหวัดสุรินทร์ เดิมที่ตั้งเป็นป่าทุ่งหญ้าและหนองน้ำที่ค่อนข้างสมบูรณ์ เพียงพอต่อการอุปโภคและบริโภค ในการทำการเกษตรเป็นอย่างมาก สภาพดินเหมาะแก่การเพาะปลูกและทำการเกษตรปัจจุบันป่าทุ่งหญ้า ที่เคยมีในอดีตไม่มีอยู่แล้ว เนื่องจากชาวบ้านได้มีการบุกเบิก ถากถาง พื้นที่เป็นที่อยู่อาศัยและทำการเกษตรยังคงเหลืออยู่เพียงหนองน้ำเท่านั้นการประกอบอาชีพของชาวบ้านห้วยเสนงส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำนา ในปัจจุบันได้มีการเปลี่ยนแปลงไปบ้างเล็กน้อย คือ มีอาชีพค้าขาย รับจ้างทั่วไป รับราชการ และเลี้ยงสัตว์ เช่น โค กระบือ ไก่ เป็ดสุกร ปลา เป็ด เป็นต้น ในภาพรวมแล้วเศรษฐกิจของหมู่บ้านอยู่ในระดับปานกลางค่อนข้างดีบ้านภูมิสตึง ตำบลตาเบา อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์เรียกตามลักษณะภูมิประเทศของหมู่บ้าน ที่มีสภาพเป็นที่ราบสูงมีลำห้วยไหลผ่านหรือไหลอ้อมด้านหลังหมู่บ้าน ตามฝั่งลำห้วยมีลักษณะเว้าแหว่ง ซึ่งเกิดจากการกัดเซาะของกระแสน้ำ ทำให้เกิดแนวทางลำห้วยตลอดสาย คำว่า “ภูมิสตึง” แปลว่า “ลำห้วย” เริ่มก่อตั้งมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2486 หรือประมาณ 59 ปีมาแล้ว คนกลุ่มแรกที่เข้ามาอยู่ในบ้านภูมิสตึงส่วนใหญ่ย้ายมาจากหมู่บ้านใกล้เคียง คือ บ้านตาเตียว บ้านจบกบ้านละเบิก เป็นต้นในหมู่บ้านภูมิสตึงมีการรวมกลุ่มกันถึง 6 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มออมทรัพย์ กลุ่มธนาคารข้าว กลุ่มธนาคารยา กลุ่มฌาปนกิจศพ กลุ่มเยาวชน ซึ่งกลุ่มเหล่านี้มีกิจกรรมให้กับสมาชิกได้ทำหลายอย่าง ก่อให้เกิดความสามัคคีในหมู่บ้าน พร้อมกันนี้ในหมู่บ้านยังมีแหล่งอาหารคือ ลำห้วยสาธารณประโยชน์และสระส่วนบุคคลที่มีการเลี้ยงปลาสำหรับบริโภคในครัวเรือนบ้านอังกัญโพธิ์ ตำบลโคกยาง อำเภอปราสาทจังหวัดสุรินทร์ มีลำห้วยเสนงไหลผ่าน จึงมีแหล่งน้ำที่อุดมสมบูรณ์ ชื่อ “อังกัญโพธิ์” ซึ่งมีตำนานเล่าว่า เดิมมีต้นอังกัญ แปลว่า “ต้นขี้เหล็ก” ขนาด 3-4 คนโอบ แผ่กิ่งก้านสาขากว้างใหญ่ร่มครึ้มเป็นบริเวณกว้าง เป็นที่ประกอบพิธีกรรมและกิจกรรมต่างๆในยามที่หมู่บ้านจัดงาน หรือเวลาที่เจ้านายจะมาพบก็จะใช้ร่มเงาของต้นดังกล่าวเป็นศูนย์รวมของชาวบ้านแต่ปัจจุบันไม่ปรากฏร่องรอยซากของต้นไม้ดังกล่าวอีกแล้ว ต้นไม้ดังกล่าวมีความขลังเช่นเดียวกับตำหนักโพธิ์ที่ข้าหลวงนิยมใช้เป็นที่พัก และเพื่อเป็นการระลึกถึงบ้านนี้จึงตั้งชื่อหมู่บ้านนี้ว่า “บ้านอังกัญโพธิ์”หมายถึงลานต้นอังกัญและตำหนักโพธิ์รวมกัน ปัจจุบันที่หนองโพธิ์ดังกล่าวได้มีต้นโพธิ์และต้นสำโรงที่เคยมีมาเมื่อสมัยก่อนเกิดขึ้นอีก และเกิดใกล้ที่เดิมมาก ทำให้ชาวบ้านเริ่มฟื้นความเชื่อเก่าๆเหล่านั้นมาอีกครั้งชาวบ้านในบ้านอังกัญโพธิ์ ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำนา นอกจากนั้นรับราชการ ค้าขาย รับจ้างทั่วไป และอาชีพอื่น ๆ ได้แก่ ทำไร่ ปลูกถั่วลิสง ซึ่งแหล่งน้ำธรรมชาติอื่นๆในหมู่บ้านนั้นมีความจำเป็นสำหรับชุมชนมาก คือ นอกจากจะใช้เพื่อการอุปโภคและบริโภคแล้ว ในช่วงหน้าแล้งชาวบ้านจะอาศัยหนองน้ำในการเลี้ยงสัตว์ ปลูกผัก ได้ตลอดทั้งปีส่วนหมู่บ้านอื่น ๆ ก็คล้าย ๆ กันคือ เป็นชุมชนที่ตั้งอยู่ตามแนวริมฝั่งลำห้วยเสนง มีแหล่งน้ำที่สมบูรณ์ทั้งน้ำจากห้วยเสนง และแหลงน้ำธรรมชาติอื่นๆในหมู่บ้านกิจกรรมการใช้ประโยชน์จากลำน้ำห้วยเสนงตอนกลาง พบว่า ชุมชนห้วยเสนงตอนกลางมีการอนุรักษ์พื้นที่ป่ากลางน้ำ โดยจัดกิจกรรมโรงเรียนธรรมชาติ คือโรงเรียนตาเบาวิทยา ที่มีห้องเรียนอยู่ตามใต้ต้นไม้ห้องเรียนใช้กระโจมที่สร้างแบบกระโจมเห็ดและอาคารโล่งมุงหญ้าคา แบ่งเป็นกลุ่มๆเรียนตามร่มไม้ที่กระจายอยู่ทั่วบริเวณโรงเรียน ซึ่ง น.ส.วรรณิษา นามเสาร์ นักเรียนชั้นม.5 ได้เล่าให้ฟังว่า“สาเหตุที่โรงเรียนนี้ไม่เน้นห้องเรียนเป็นหลักเพราะ ผู้อำนวยการต้องการให้เด็กนักเรียนได้เรียนตามธรรมชาติ ให้เด็กนักเรียนได้มองเห็นคุณค่าของต้นไม้ธรรมชาติ ได้รับอากาศบริสุทธิ์ในขณะที่เรียน”นอกจากนี้ยังมีกลุ่มอนุรักษ์และใช้สมุนไพรบ้านตาเตียว มีการฟื้นฟูป่าชุมชนตลอดลำน้ำ มีกิจกรรมสืบสานต่ออายุสายน้ำห้วยเสนง และประกาศเป็นเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำ ซึ่งปฏิบัติมาเป็นเวลา 16 ปี โดยชุมชนมีความเชื่อว่าวังปลาเป็นของปู่ตา (ชื่อว่าวังปลาชุม ในอดีตเคยมีจระเข้จำนวนมาก) เป็นบริเวณต้องห้ามไม่ให้คนเข้าไปจับสัตว์น้ำรวมถึงมีการประกอบประเพณี แซนโดนตาในเดือน 6 ของทุกปี นอกจากนี้ยังใช้ประโยชน์จากลำน้ำห้วยเสนงในการปลูกผัก ทำการเกษตร เลี้ยงสัตว์ หาปลา ดักกุ้งเพื่อบริโภคและขายเพิ่มรายได้ให้กับครอบครัวในอดีตการใช้น้ำจากห้วยเสนงนั้น ลำน้ำไม่มีฝาย ไม่มีทำนบกั้นขวางการไหลของน้ำ ทำให้น้ำธรรมชาติไหลอย่างสะดวก การใช้น้ำง่ายต่อการทำการเกษตรกรรมและนำน้ำขึ้นมาใช้ แต่ในปัจจุบันมีการกั้นทำนบ และฝายกั้นทางเดินน้ำ เฉพาะในตำบลตาเตียว มีถึง 14 ฝาย ทำให้น้ำตื้นเขิน แม้มีการพยายามขุดลอกคลอง แต่การขุดลอกเกิดผลกระทบทำให้น้ำธรรมชาติลึกลงไปจนไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้ อีกทั้งเมื่อมีการขุดลอกดินขึ้นมาแล้วนำมากั้นเป็นคันดินริมฝั่ง ทำให้น้ำธรรมชาติที่ไหลจากพื้นที่นาลงสู่ลำน้ำในฤดูฝนไม่สามารถไหลลงสู่ลำน้ำได้โดยสะดวก ปริมาณน้ำลดลงอย่างเห็นได้ชัด เมื่อน้ำลดลงจึงต้องมีการกั้นฝาย จึงเป็นปัญหาที่เป็นลูกโซ่อันเนื่องมาจากการพัฒนาแหล่งน้ำ และการแก้ไขปัญหาแหล่งน้ำที่ไม่เป็นระบบ และต่างฝ่ายต่างดำเนินการดังที่เห็นในปัจจุบัน
      นอกจากนี้การขุดลอกคลองสายน้ำหลัก นอกจากจะขุดลอกเฉพาะดินขึ้นมาแล้ว ยังมีการขุดเอาต้นไม้ริมฝั่งออกไปด้วย พร้อมกับการปลูกต้นยูคาลิปตัสขึ้นแทนไม้ธรรมชาติ ทำให้น้ำเสียมีพิษต่อสัตว์น้ำโดยเฉพาะปลาไม่สามารถอาศัยอยู่ในลำน้ำได้ จึงทำให้การประมงในหมู่บ้านหายไป ดังที่พ่อมูล เลี่ยมดี
แกนนำบ้านภูมิสตึงเล่าให้ว่า“เดี๋ยวนี้หากินก็ลำบาก อีกทั้งยังต้องซื้อแต่ปลาทูนึ่งกิน ปลาในน้ำก็หากินไม่ได้แล้ว”การเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ชาวบ้านรอบชุมชนห้วยเสนงตอนกลาง มองว่าจำเป็นต้องมีการฟื้นฟูระบบธรรมชาติ การไหลเวียนของทางน้ำให้คืนสู่สภาพเดิม คืนพันธุ์ปลา คืนพันธุ์ไม้ริมฝั่งให้อุดมสมบูรณ์ดังเดิม โดยให้มีการบริหารจัดการฝาย มีระบบการปิดเปิดประตูระบายน้ำให้น้ำธรรมชาติไหลอย่างสะดวก  พัฒนาขยายพันธุ์ไม้ให้มีความหลากหลายและรื้อถอนต้นยูคาลิปตัส เพื่อให้พันธุ์ไม้ทามคงอยู่พันธุ์ปลาก็จะขยายได้เองโดยระบบนิเวศ ชุมชนทั้งสองฝั่งเข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลรักษาและจัดการห้วยเสนงในแต่ละช่วง เพื่อเพิ่มความหลากหลายและปริมาณของสัตว์น้ำ ทรัพยากรน้ำ และต้นไม้ริมฝั่งตามความเหมาะสมของนิเวศชุมชนและห้วยเสนงตอนปลายนับจากอ่างเก็บน้ำห้วยเสนง จนไหลลงสู่ลำชีว์ บริเวณ ตำบลคอโค อำเภอเมือง มีลักษณะตื้นเขิน เนื่องจากชุมชนตลอดสายน้ำเปลี่ยนไปใช้คลองชลประทานแทนนอกจากนี้บริเวณปลายน้ำมีลักษณะเป็นพื้นที่ทาม จะมีน้ำ ท่วมขังในช่วงฤดูน้ำหลาก

       พื้นที่ตอนปลาย มีชุมชนตั้งอยู่ตั้งแต่อ่างเก็บน้ำโครงการชลประทานห้วยเสนง จนถึง ปลายลำห้วยที่ไหลลงสู่ลำน้ำชีว์ เรียงรายกันไปตามแนวริมฝั่ง มีป่าทามบริเวณกว้าง โดยเฉพาะบริเวณที่ไหลลงลำน้ำชีว์ อาทิเช่น บ้านสนายดวจ ตำบลคอโค อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของอำเภอเมืองสุรินทร์ ห่างจากตัวเมืองประมาณ 7 ก.ม.ตามเส้นทางถนนเลี่ยงเมืองหมายเลข 214 สายสุรินทร์ – บุรีรัมย์คำว่า “สนายดวจ” สันนิษฐานว่าน่าจะตั้งตามสภาพแวดล้อมขณะนั้น คือ พื้นที่ที่เป็นป่า มีพืชขึ้นเป็นจำนวนมาก คือ ต้นข่อย กับต้นกลอย “สนายดวจ” เป็นภาษาเขมร ซึ่ง “สนาย” แปลว่าต้นข่อย “ดวจ”มาจากคำว่ากระดวด แปลว่ากลอย จึงเรียกชื่อว่า “บ้านสนายดวจ” จนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้พื้นที่ส่วนใหญ่ของบ้านสนายดวจเป็นที่ราบ และมีลักษณะดินเป็นดินร่วนปนทราย มีแหล่งน้ำที่สำคัญเพียงแห่งเดียว คือ ห้วยสวายกอง ซึ่งได้รับการจ่ายน้ำมาจากคลองชลประทานห้วยเสนง ปัจจุบันได้รับการพัฒนาให้มีน้ำใช้ในการเกษตรอย่างเพียงพอตลอดปี และเป็นแหล่งอาหารทางธรรมชาติสำหรับชาวบ้านด้วยชาวบ้านสนายดวจประกอบอาชีพหลักคือ ทำนา โดยทำปีละ 1 ครั้ง ในช่วงเดือน กรกฎาคม –มกราคม อาจจะช้าหรือเร็วกว่านี้ขึ้นอยู่กับสภาพดิน ฟ้า อากาศ ส่วนใหญ่มุ่งทำนาไว้บริโภคที่เหลือจากบริโภคจึงจะนำไปขายให้กับโรงสีในเมือง อาชีพรับจ้างทั่วไป ทั้งอพยพเข้าในตัวเมืองและเมืองหลวง และรับจ้างทั่วไปในท้องถิ่น นอกจากนี้ก็มีอาชีพเลี้ยงสัตว์ รับราชการ และค้าขายพืชผัก เป็นต้นปัจจุบันมีอาชีพที่เกิดขึ้นใหม่และทำรายได้ให้กับผู้ประกอบการดีพอสมควร คือ อุตสาหกรรมในครัวเรือน การทำเส้นขนมจีน และการทำปลาทูนึ่ง นอกจากนี้มีอาชีพที่ทำแล้วแต่ไม่ประสบความสำเร็จ คืออาชีพเลี้ยงโคนมบ้านตะเคียน ตำบลคอโค อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ บริเวณที่ตั้งบ้านตะเคียน เดิมเป็นป่ารกตามธรรมชาติหรือป่าดงธรรมดา ซึ่งบุคคลที่อพยพถิ่นฐานมาอยู่ใหม่ได้บุกรุกและถางป่าไปเรื่อย ๆ เพื่อเป็นที่อยู่อาศัยและเป็นที่ทำกิน ทำให้มีการขยายอาณาเขตการบุกรุกเป็นบริเวณกว้างคำว่า “ตะเคียน” เป็นคำที่ตั้งขึ้นตาม “ต้นตะเคียน” ซึ่งขึ้นอยู่บริเวณสระน้ำในวัดประทุมศรัทธาโดยให้เหตุผลว่า “ต้นตะเคียนนี้เป็นต้นไม้ที่มีขนาดใหญ่อายุเก่าแก่มาก มีความศักดิ์สิทธิ์และความอาถรรพ์ ผู้คนบริเวณนี้ให้ความเคารพนับถือ” ชาวบ้านเชื่อว่าใครก็ตามไม่ว่าจะเป็นผู้ที่ทำนาสัญจรไปมาบริเวณนั้นถ้าแสดงกิริยาที่ก้าวร้าวล่วงเกิน ไม่แสดงความเคารพนับถือเจ้าที่บริเวณนั้น เช่น การปัสสาวะ หรือ ฆ่าสัตว์ พอบุคคลนั้นกลับถึงบ้านยังไม่ทันข้ามคืน ก็จะเกิดการเจ็บไข้ได้ป่วยหรือเสียชีวิตทันทีโดยไม่มีสาเหตุ ชาวบ้านบริเวณนั้นจึงให้ความสำคัญกับต้นตะเคียนต้นนี้มาก ด้วยเหตุนี้จึงได้ตั้งชื่อหมู่บ้านว่า “บ้านตะเคียน”บ้านตะเคียนก็เช่นเดียวกับหมู่บ้านอื่น ๆ ที่อยู่ในชนบท ที่ประสบกับปัญหาการย้ายถิ่นเพื่อขายแรงงานเนื่องจากในชุมนไม่มีงานให้ทำมากนัก จึงเกิดปัญหาการว่างงาน ต้องออกไปขายแรงงานต่างถิ่น ในบ้านตะเคียน มีชาวบ้านที่ต้องออกไปขายแรงงานต่างถิ่น จำนวน 49 ครัวเรือน 77 คน และส่งเงินกลับเข้าสู่หมู่บ้านประมาณปีละ 953,000 บาทโดยทั่วไปบ้านตะเคียนจะขึ้นอยู่กับอาชีพเกษตรกรรม ซึ่งเป็นอาชีพดั้งเดิมตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษจนถึงสมัยปัจจุบัน และอาชีพแรกที่สำคัญที่สุดคือ ทำนา ควบคู่ไปกับกาเลี้ยงสัตว์ ปัจจุบันการประกอบอาชีพเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ทางสังคม มีการประกอบอาชีพหลากหลายขึ้น เช่น รับราชการค้าขาย รับจ้างทั่วไป และทำสวนบ้านกระเพอสกวม ตำบลท่าสว่าง อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ เป็นหมู่บ้านที่อยู่ในชนบทตั้งอยู่ห่างจากอำเภอเมืองสุรินทร์ไปทางทิศตะวันตก ตามเส้นทาง รพชสร.3009 บ้านเกาะลอย – เมือง    ลีง2.5 ก.ม. และแยกลงไปบนเส้นทางลูกรัง ประมาณ 15 ก.ม. หมู่บ้านมีพื้นที่ถือครองทั้งหมด 1,720  ไร่ปัจจุบันป่าและหนองน้ำที่เคยมีในอดีตก็ยังคงเหลืออยู่แต่ไม่มากนัก หนองน้ำตื้นเขินใช้ประโยชน์ไม่ได้ในหน้าแล้ง และจะมีน้ำท่วมในฤดูฝนเพราะพื้นที่เป็นที่ราบลุ่ม (ทาม) ที่สำคัญอยู่ติดลำน้ำห้วยเสนง เวลาหน้าฝนน้ำมาก ทางกรมชลประทานจะระบายน้ำออกจากอ่างเก็บน้ำทำให้เกิดความเดือดร้อนให้กับชาวบ้านบ้านกระเพอสกวมมีที่มา จากเรื่องเล่า เมื่อประมาณปี พ.ศ.2522 ได้เกิดน้ำท่วมที่บริเวณพื้นที่หมู่บ้านนี้ แล้วมีจระเข้หลงมาติดอยู่ในหนองน้ำ เมื่อน้ำลดลงชาวบ้านไปดักไซร์ที่บริเวณหนองน้ำก็เหลือบไปเห็นจระเข้นอนอ้าปากรอดักเหยื่อเพื่อเป็นอาหาร จึงกลายเป็นที่มาของชื่อหมู่บ้าน “กระเพอสกวม”แปลว่า “จระเข้ผอม”หมู่บ้านนี้อุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ มีลำน้ำห้วยเสนงไหลผ่าน ใช้ประโยชน์ได้ตลอดปี มีหนองน้ำ และบ่อน้ำ ที่ใช้ประโยชน์ได้หลายแห่ง คนกลุ่มแรกที่อพยพเข้ามาอยู่เป็นราษฎรที่อาศัยอยู่ในละแวกใกล้ ๆ เช่น จากบ้านตะเคียน ตำบลคอโค จากบ้านส้มป่อย บ้านจะแกโกน บ้านสำโรง บ้านท่าสว่างบ้านเขว ตำบลท่าสว่าง อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ มีตระกูล คงดวงดี กุลัตถ์นาม คงศรี หอมนวล มาจับจองและตั้งรกราก เป็นชุมชนแรกส่วนหมู่บ้านอื่น ๆ ก็มีลักษณะคล้าย ๆ กัน คือ เป็นชุมชนที่ตั้งอยู่ที่ราบลุ่มริมแม่น้ำ จะเกิดภาวะ
น้ำท่วมในฤดูน้ำหลาก ประกอบกับโครงการชลประทานห้วยเสนง ได้ระบายน้ำจากอ่างเก็บน้ำห้วยเสนงทำให้ปัญหาน้ำท่วมมีความรุนแรง และเพิ่มความเดือดร้อนให้กับชุมชนริมลำน้ำห้วยเสนงมากขึ้น
กิจกรรมการใช้ประโยชน์จากลำน้ำห้วยเสนงตอนปลาย พบว่า ชุมชนปลายน้ำ อย่างตำ บลคอโค อำ เภอเมือง เป็นชุมชนโบราณ(สันนิษฐานว่า เป็นศูนย์กลางเมืองโบราณ)ตั้งถิ่นฐานมาจากที่พักวัว – ควาย จากบ้านคอโคและบ้านตราด แล้วขยายชุมชนออกไปตามลำน้ำ ซึ่งตั้งชื่อหมู่บ้านตามปรากฏการณ์ ตามลักษณะพืชเด่นของระบบนิเวศ และกิจกรรมสำคัญในชุมชนเช่น บ้านคอโค มีที่มาจากเรื่องเล่าถึงปรากฏการณ์ในอดีต “มีวัวตายอยู่ คนเห็นแล้วไปตามพวกในเมืองมา ว่าจะเอาไปกิน แต่วัวตัวนั้นกลับเหลือแต่คอ เสือคาบกินไปหมด จึงตั้งชื่อหมู่บ้านว่า คอโค” บ้านตะเคียนตั้งชื่อตามต้นตะเคียน บ้านฉางข้าว ตั้งชื่อตามการเป็นศูนย์กลางคมนาคมทางน้ำ เพื่อลำเลียงข้าวจากทางน้ำขึ้นรถไฟ เป็นต้นชุมชนปลายน้ำเกิดการเปลี่ยนแปลงไปเมื่อมีโครงการชลประทานห้วยเสนงเข้ามา ซึ่งเดิมทีชุมชนมีการจัดการน้ำโดยการทำทำนบดินจากการนำของหลวงปู่อาง เป็นแหล่งน้ำและอาหารของชุมชน ระบบเศรษฐกิจสังคมของชุมชน เป็นการเลี้ยงวัวตามหัวไร่ปลายนา ป่าเขา อาชีพหลักได้แก่ การปลูกปอ ขายใบตอง ขายถ่าน ขายของป่า และการตัดฟืนขายให้กับรถไฟ ซึ่งชาวบ้านเรียกว่า “ฟืนหลา” ปัจจุบันชุมชนดำรงชีวิตอยู่ด้วยการรับจ้างก่อสร้าง ค้าขาย และทำสวนผัก ผลไม้ เล็กน้อย การทำนาขึ้นอยู่กับการบริหารระบบน้ำของโครงการชลประทานห้วยเสนง ซึ่งเป็นที่ทราบว่าน้ำที่จัดสรรนั้นเป็นการจัดสรรให้กับภาคธุรกิจบริการ และน้ำบริโภคให้กับคนในเมืองเป็นหลักเมื่อการเปลี่ยนแปลงของลำน้ำกระทบกับวิถีชีวิต ชุมชนห้วยเสนงตอนปลายจึงมองว่าแนวทางการพัฒนาและป้องกัน ปัญหาให้ห้วยเสนงคืนสู่สภาพเดิม คือ การสร้าง ค ว า ม ร่ว ม มือ ร ะ ห ว่า งองค์กรท้องถิ่นในพื้นที่ ตลอดลำน้ำห้วยเสนงช่วงต่างๆ พัฒนาเป็น ข้อบัญญัติตำบล ควบคุมการใช้น้ำ ของภาคธุรกิจ บริการ และหาแนวทางร่วมกันเพื่อจัดหาแหล่งน้ำ ทดแทนแหล่งน้ำ ประปาและแหล่งน้ำบริโภคของ ชุมชนเมือง  สถานการณ์ดังกล่าวในปัจจุบันได้เกิดปัญหาขึ้นกับห้วยเสนงตลอดทั้งสายน้ำ เมื่อพบว่า ป่าต้นน้ำถูกทำลายจากการปลูกพืชเชิงเดี่ยว เช่น ยูคาลิปตัสและพืชเชิงเศรษฐกิจ จำพวกมันสำปะลัง อ้อยข้าวโพด ฯลฯ ทำให้ต้นน้ำแห้งจัดในช่วงฤดูแล้ง การใช้สารเคมีในกระบวนการผลิตของชุมชนทั้งตอนบน   และตอนกลาง ส่งผลให้ลำน้ำเกิดการปนเปื้อนเป็นอันตรายต่อผู้ใช้น้ำ สัตว์เลี้ยงและสัตว์น้ำตลอดลำห้วย
     

          ผลจากการขุดลอกคลองได้ทำลายสภาพภูมิศาสตร์ตลอดสองฝั่งลำน้ำห้วยเสนงตอนกลาง การหาปลาแบบทำลาย ส่งผลให้สัตว์น้ำลดจำนวนลง ลำน้ำตื้นเขินจากการสร้างฝายขนาดเล็ก,ใหญ่เป็นระยะๆตลอดสายน้ำ ส่วนห้วยเสนงตอนปลายเองก็เกิดมลภาวะเป็นพิษจากตัวเมือง เช่น ปัญหาน้ำเสียจากระบายน้ำฟาร์มหมู โรงงานขนมจีน รีสอร์ท ร้านอาหาร และเกิดภาวะน้ำท่วมจากการถมที่และการระบายน้ำจากอ่างเก็บน้ำ อีกทั้งคนในชุมชนเมืองซึ่งใช้น้ำผ่านระบบประปายังไม่ตื่นตัวเรื่องผลกระทบที่เกิดจากการใช้น้ำอย่างไม่รู้คุณค่าอีกด้วย นอกจากนี้ยังรวมถึงปัญหาขาดการมีส่วนร่วมในการพัฒนาลำน้ำของชุมชนทั้งสองฝากฝั่ง ส่งผลกระทบต่อชุมชนสองฝั่งลำน้ำและประชาชนผู้ใช้น้ำในจังหวัดสุรินทร์ ซึ่งแนวโน้มในอนาคตจะเกิดปัญหาการแย่งชิงน้ำระหว่างภาคเกษตรกับอุตสาหกรรมในที่สุด  

        

         เอียด ดีพูน นักพัฒนาอาวุโสในจังหวัดสุรินทร์ ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับกับการเปลี่ยนแปลงลำน้ำห้วยเสนง ว่า“ประวัติศาสตร์ของห้วยเสนงเป็นประวัติศาสตร์ที่ควบคู่กับประวัติศาสตร์ของคนสุรินทร์ แต่เมื่อเกิดการจัดสรรน้ำกลับไม่มีประโยชน์ต่อคนตลอดลุ่มน้ำ เส้นทางเดินของน้ำเป็นเรื่องของเส้นทางการเกษตรแต่กลับเอาไปทำน้ำดิบทำประปาให้กับคนเมือง นับเป็นเจตนา รมย์ที่ผิดพลาด เราสามารถเรียกร้องสิทธิ์คืนได้เช่นเดียวกัน เมื่อเส้นทางเดินของน้ำห้วยเสนงกลายเป็นเส้นทางน้ำที่โสโครก บ่งบอกถึงการปล่อยของเสียลงในลำน้ำ เป็นประเด็นที่เชื่อมโยงกันทั้งระบบนิเวศน์ ต้นน้ำเป็นที่ระบายสารเคมีการเกษตร การปลูกพืชเชิงเดี่ยว กลางน้ำมีการใช้สารเคมีเข้มข้น ทั้งยังรองรับน้ำเสียจากเมือง จนถึงปลายน้ำ เกิดความโสโครกทั้งระบบลุ่มน้ำ”
      

           เอียด ดีพูน ยังชี้ให้เห็นว่าการทำนโยบายการจัดการพื้นที่ลุ่มน้ำห้วยเสนงต้องมีความเป็นองค์รวมไม่แยกส่วน ควรรวมนโยบายการศึกษาเข้าไปคิดค้นด้วย การศึกษาเป็นเรื่องบ่มเพาะความรู้สึกนึกคิด ต้องอธิบายให้ผู้เรียนเข้าใจ เป็นเรื่องสำคัญมาก เรื่องสิ่งแวดล้อมศึกษาเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ เป็นหลักคิดที่มีวิญญาณ เชื่อมโยงวัฒนธรรม จิตวิญญาณ ของชุมชนและวิถีชีวิตของชุมชน ทุกวันนี้ห้วยเสนงไม่มีความปลอดภัยกับชีวิตของคนในลุ่มน้ำอีกแล้ว จากเกษตรกรรมเคมี เช่น อ้อย แตงโม ซึ่งมีแนวโน้มที่จะเกิดแน่ๆ ต้องทำแผนที่เส้นทางเดินของน้ำให้ได้ ตัวอย่างความล้มเหลวของการเกษตรอ่างอำปึลเคยล้มละลายไปจากการปลูกเผือก เมื่อมาปลูกพืชน้ำต้องใช้สารเคมีปริมาณสูงมากที่สุดก็จะไหลลงสู่ห้วยเสนง ยังไม่นับถึงความบิดเบือนของเป้าหมายที่กู้เงินมาจากธนาคารโลก มาดำเนินการก่อสร้างโครงการชลประทาน เป็นเป้าหมายเพื่อการเกษตร แต่การนำน้ำไปใช้กลับเอาไปใช้ในการประปา คลองชลประทานที่มีถนนอยู่สองข้างทาง กลับเป็นคลองที่ไม่มีน้ำ
      

         กล่าวโดยสรุป คือ ห้วยเสนงเป็นแหล่งทรัพยากรของจังหวัดในทุกขั้นตอน กระบวนการของชีวิต แต่กลับถูกย่ำยีอย่างหนักหน่วง“ห้วยเสนง” จึงนับเป็นลำน้ำสายหลักที่หล่อเลี้ยงเมืองสุรินทร์ ประชาชนในจังหวัดสุรินทร์ต่างได้ใช้น้ำจากห้วยเสนง ในการอุปโภค-บริโภคทั้ง ใ น ภ า ค อุต ส า ห ก ร ร ม ใ น เ ข ต เ มือ ง แ ล ะเกษตรกรรมในเขตชนบท ตลอดจนการชื่นชมเพื่อสุนทรียภาพในสถานะที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัด จึงเป็นสายน้ำที่ทุกคนต้องตระหนักถึงความสำคัญและควรหันมาร่วมกันดูแลรักษา ซึ่งใน

      การแก้ไขปัญหานั้นจะไม่สามารถทำได้ด้วยฝ่ายหนึ่งฝ่ายเดียว เพราะฉะนั้น การแก้ไขปัญหาจึงมีความจำเป็นในการสร้างความร่วมมือของทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็น ภาคราชการ ธุรกิจเอกชน สถาบันทางวิชาการองค์กรพัฒนาเอกชน ชุมชนลุ่มน้ำ ตลอดจนประชาชนผู้ใช้น้ำจากห้วยเสนง เพื่อให้ “ห้วยเสนง”ยังคงอยู่คู่กับประวัติศาสตร์เมืองสุรินทร์ตลอดไป





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 13 (0)
จอมยุทธไร้กระบี่ วันที่ : 21/02/2011 เวลา : 22.45 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SURINGAEW


บทความดีมากครับ ผมเป็นคนสุรินทร์ ขอร่วมด้วยคน 085 0648998
นาวาโท สุรินทร์ ปรีชาธรรม ที่ดินที่บ้านอยู่ติดสะพานดำ

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
สมดุล วันที่ : 06/11/2009 เวลา : 15.20 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/retailshop

ร่วมช่วยกัน ปลดหนี้เกษตรกร 8 แสนล้านบาท กับนวัตกรรมล้ำสมัย Atomic Biotech ร่วมกับระบบ อี-คอมเมิร์ซ ของบริษัทมหาชนขนาดใหญ่ เชิญที่ http://www.ainews1.com

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
lumpao วันที่ : 14/09/2008 เวลา : 17.27 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/lumpao
 

สวีดัดจั๊บ หัวหน้า

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
สายลม...มหาสมุทร...(^_^) วันที่ : 12/09/2008 เวลา : 17.52 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/yuttipong
"ร่วมกันใช้สินค้าที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมกันนะครับ"___(^.^)//

ป่าต้นน้ำบริสุทธิ์กินได้ไม่ต้องกรอง สดชื่นกว่าน้ำขวดครับ

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
นาคราช วันที่ : 12/09/2008 เวลา : 17.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/wat


.

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
นาคราช วันที่ : 12/09/2008 เวลา : 17.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/wat


พวกผู้เฒ่า

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
นาคราช วันที่ : 12/09/2008 เวลา : 17.21 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/wat


พี่เลี้ยงของเรา

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
นาคราช วันที่ : 12/09/2008 เวลา : 17.18 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/wat


ตรวจวัดคุณภาพน้ำ

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
นาคราช วันที่ : 12/09/2008 เวลา : 17.17 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/wat


เรียนรู้เพื่อสืบสาน

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
นาคราช วันที่ : 12/09/2008 เวลา : 17.17 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/wat


ลุ่มน้ำของเรา

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
นาคราช วันที่ : 12/09/2008 เวลา : 16.49 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/wat


ลำห้วยเสนง เป็นอีกต้นน้ำหนึ่งของแม่น้ำมูล ซึ่งกำเนิดจากเทือกเขาพนมดงรัก (ดงเร็ก)ในเขตอำเภอกาบเชิง เทือกเขาพนมดงรักมีความสูงถึง350เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง ครอบคลุมพื้นที่ 13 ตารางกิโลเมตร และเป็นที่กั้นเขตพรมแดนระหว่างประเทศไทย และประเทศกัมพูชา ด้านทิศใต้จังหวัดสุรินทร์ แหล่งกำเนิดอีกจุดหนึ่งที่สำคัญ คือบริเวณเขาแหลม เป็นต้นน้ำร่วมกับเขาขาว เป็นลำห้วยเล็กกระจายตัวอยู่ทั่วไป การไหลของสายน้ำยังไม่เป็นลำห้วยที่ชัดเจน และไหลรวมตัวกันมาเป็นลำน้ำห้วยเสนง

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
ซันญ่า วันที่ : 12/09/2008 เวลา : 16.27 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SonyaUAS
เส้นทางเดินที่...ยาวไกลในแผ่นดินอื่น  http://www.booking.com/hotel/th/comon-bungalow-haadchaophao.html_ www.comonbungalow.com www.OmoneyCenter.com/805941/G  

สวัสดีค่ะ มาอ่าน ค่ะเข้าใจ ห้วยเสนงและต้นไม้หลายชนิดค่ะ ผู้คน คิด คำเขียนดีค่ะ ปรับตัวหนังสือใหม่นะคะอ่านสะดวกจะดีมากเลย

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ลูกเสือหมายเลข9 วันที่ : 12/09/2008 เวลา : 16.15 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chai
<<==แวะไปทัก..แล้วคุณจะรักหนุ่มคนนี้

อยากอ่านครับ..
เสียดาย ตัวหนังสือเยอะเป็นพรืดเลย..
เดี๋ยวมาอ่านใหม่

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< กันยายน 2008 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30        

[ Add to my favorite ] [ X ]