• คนสะตึง
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : commoon@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-03-11
  • จำนวนเรื่อง : 71
  • จำนวนผู้ชม : 71424
  • ส่ง msg :
  • โหวต 38 คน
สะตึง สะแนง สะเร็น(ลุ่มน้ำห้วยเสนงสุรินทร์)
ห้วยเสนง การเดินทางของสายน้ำสร้างสายธารวัฒนธรรม
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/saneng
วันจันทร์ ที่ 27 ตุลาคม 2551
Posted by คนสะตึง , ผู้อ่าน : 2547 , 12:26:34 น.  
หมวด : ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

(ภาพจาก คนสะตึง)

นโยบายน้ำแห่งชาติ ณ วันนี้ ควรศึกษาทบทวนใหม่
ดร.ยรรยงค์ อินทร์ม่วง


วิเคราะห์สถานการณ์นโยบายน้ำของประเทศ

(1) นโยบายสร้างเขื่อนและผันน้ำระหว่างลุ่มน้ำ (2547-2551)
              สถานการณ์นโยบายการจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ ภายหลังการปฏิรูปโครงสร้างส่วนราชการใหม่ได้เริ่มปรากฏชัดเจน โดยในวันที่ 23 กรกฎาคม 2546 คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ซึ่งเป็นองค์กรสูงสุดในการบริหารจัดการน้ำของประเทศ ได้จัดการประชุมระดับชาติและได้ประกาศแนวนโยบายการบริหารจัดการน้ำระดับชาติใน 5 ปี (2547-2551) ซึ่งจะเป็นกรอบทิศทางของประเทศ โดยยังคงเน้นหนักการก่อสร้างเขื่อนและอ่างเก็บน้ำ ซึ่งการพัฒนานโยบายดังกล่าว มิได้มีสิ่งใหม่แต่ประการใดซ้ำยังแสดงนัยผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นตามมาภายหลังอีกมาก
              สาระนโยบายการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของรัฐในอีก 5 ปี เน้นการสร้างเขื่อน อ่างเก็บน้ำ และการผันน้ำระหว่างลุ่มน้ำ ครอบคลุมพื้นที่ชลประทาน 103 ล้านไร่ จัดหาน้ำในฤดูแล้งครอบคลุมพื้นที่ชลประทาน 132.48 ล้านไร่ ข้อกังวลอย่างยิ่งจากนโยบายดังกล่าวนอกจากการก่อสร้างเขื่อนแล้ว คือ การผันน้ำระหว่างลุ่มน้ำภายในและระหว่างประเทศ ซึ่งในภาคเหนือจะมีการจัดทำ โครงการกก-อิง-น่าน และโครงการผันน้ำแม่น้ำเมย-สาระวิน สู่เขื่อนภูมิพล จังหวัดตาก และการผันน้ำระหว่างลุ่มน้ำระหว่างประเทศจากประเทศลาวสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยสามจุด คือ จากลำน้ำงึมสู่ห้วยหลวง จังหวัดอุดรธานี จากเซบังไฟสู่จังหวัดมุกดาหาร และจากเซบังเหียงสู่ลำเซบายเซบก จังหวัดอุบลราชธานี ภาคตะวันออกผันน้ำจากสตึงนัม ประเทศกัมพูชา สู่จังหวัด ตราด จันทบุรี และระยอง ตามลำดับ นอกจากนี้ยังได้มีโครงการจัดทำระบบชลประทานแบบท่อ เครือข่ายส่งน้ำทั่วประเทศ (National Water Grid System) โดยการผันน้ำจากเขื่อนอุบลรัตน์จังหวัดขอนแก่นสู่อ่างเก็บน้ำลำปาวจังหวัดกาฬินธุ์ และสูบน้ำจากแม่น้ำชีจากอำเภอบ้านเหลื่อม จังหวัดชัยภูมิ สู่แม่น้ำมูลในเขต อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา แผนงานและโครงการ เหล่านี้มีแผนจะทำการก่อสร้างทั้งหมดให้เสร็จสิ้นภายในปี 2551
              แม้นโยบายดังกล่าวคาดว่าจะเกิดผลดีต่อประชาชนในภาคเกษตรโดยจะให้มีปริมาณน้ำต้นทุนเพิ่มมากขึ้น เพื่อการอุปโภคและบริโภคและเพื่อการเพาะปลูกได้ตลอดปีในหลายล้านไร่ คาดว่าครัวเรือนเกษตรกรจะมีรายได้เพิ่มขึ้นและมีความเป็นอยู่ดีขึ้น และคาดว่าประเทศจะสามารถแข่งขันในการเป็นแหล่งผลิตอาหารโลกได้ตามนโยบายรัฐบาล แต่ความห่วงใยถึงผลกระทบเชิงลบที่คาดว่าน่าจะเกิดขึ้นอย่างมหาศาลก็มีในหลายประเด็นเช่นกัน คือ หนี้สาธารณะที่เกิดจากการก่อสร้างเขื่อน อ่างเก็บน้ำ และโครงการผันน้ำระหว่างลุ่มน้ำซึ่งต้องกู้เงินต่างประเทศ ผลกระทบของการก่อสร้างและการผันน้ำเหล่านั้นต่อระบบนิเวศในระดับท้องถิ่นและระดับภูมิภาคอย่างกว้างขวาง ผลกระทบต่อวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ผลกระทบต่อสิทธิการใช้น้ำของประชาชนและสิทธิการมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการและกำหนดนโยบายน้ำขององค์กรท้องถิ่น และผลกระทบต่อปริมาณน้ำต้นทุนของแม่น้ำระหว่างประเทศที่เชื่อมโยงถึงกัน เนื่องจากนโยบายดังกล่าวเน้นโครงการพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ ซึ่งทั้งสองภาคยังคงมีปัญหาดั้งเดิมค้างคาอยู่โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นโยบายการจัดการน้ำใหม่นี้อาจขยายขอบเขตผลกระทบและเกิดข้อขัดแย้งในสังคมมากยิ่งขึ้น ถ้านโยบายดังกล่าวมิได้ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนด ร่วมรับรู้ และร่วมตัดสินใจด้วย

(2) การยกร่าง พ.ร.บ.น้ำและคณะกรรมการลุ่มน้ำ
              นับตั้งแต่ปี 2536 ได้มีการร่าง พ.ร.บ. น้ำ มาหลายฉบับ โดยร่าง พ.ร.บ. น้ำฉบับดังกล่าว ได้รับการท้วงติงอย่างมากจากภาคประชาชนในประเด็นสำคัญ คือ สิทธิการใช้น้ำของภาคประชาชน และอำนาจหน้าที่ขององค์กรบริหารน้ำที่แสดงนัยสู่การแปลงน้ำที่เดิมเป็นสินทรัพย์ทางสังคม (Social Goods) เป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่า (Economic Goods) เพื่อผลักน้ำเข้าสู่ระบบการจัดการในตลาดเสรี ผลกระทบที่องค์กรภาคประชาชนห่วงใยคือกลุ่มผู้ด้อยโอกาส และกลุ่มเกษตรกรที่ยากจนยากจะเข้าถึงน้ำ การผลักดันยกร่าง พ.ร.บ. น้ำ และการแปรรูปน้ำโดยภาครัฐดังกล่าว ใช้ฐานคิดว่าประชาชนผู้ใช้น้ำ ใช้น้ำอย่างฟุ่มเฟือยขาดประสิทธิภาพ โดยที่น้ำต้นทุนในประเทศมีปริมาณจำกัด จำเป็นต้องออกร่าง พ.ร.บ. น้ำ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารน้ำอย่างมีเอกภาพ และอีกปัญหาคือการขยายบริการน้ำแก่ประชาชนสามารถทำได้อย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพถ้ามีการแปรรูปน้ำโดยให้เอกชนดำเนินการ
              ล่าสุดกระแสผลักดันให้ประเทศต่างๆ เร่งรัดการกำหนดนโยบายน้ำและการยกร่าง พ.ร.บ. น้ำ เกิดจากความพยายามของบริษัทค้าน้ำข้ามชาติร่วมกับธนาคารโลกในเวที 3rd World Water Forum ซึ่งครั้งล่าสุดจัดขึ้นในเดือนมีนาคม 2546 ที่กรุงเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น จัดโดย World Water Council (WWC) ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในประเทศฝรั่งเศส และประธานที่ประชุม Michel Camdessus เคยเป็นประธานกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund-IMF) และปัจจุบันดำรงตำแหน่ง Honorary Governor of the Banque de France ซึ่งประเทศฝรั่งเศสนี้เองเป็นต้นกำเนิดของบริษัทค้าน้ำข้ามชาติ WWC และมีองค์กรพันธมิตรที่ตั้งอยู่ในประเทศสวีเดน คือ Global Water Partnership (GWP) ร่วมสนับสนุนด้วย ทั้ง WWC และ GWP มิได้เป็นองค์กรนานาชาติเช่นหน่วยงานสหประชาชาติแต่ประการใด แต่เป็นองค์กรน้ำระหว่างชาติที่ได้สร้างกระแสและผลักดันให้มีการจัดทำข้อตกลงระหว่างประเทศโดยเน้นการให้บริษัทเอกชนระหว่างประเทศเข้ามาบริหารจัดการน้ำโดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา สถานการณ์ล่าสุดทั้ง WWC และ GWP ได้ร่วมกันผลักดันให้กลุ่มประเทศ G8 ยอมรับข้อเสนอประเด็น Financial Water for All โดยมีสาระให้ตั้งกองทุนยุโรป และให้ IFC (หน่วยธุรกิจของธนาคารโลก) เข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารทุน ซึ่งทุนดังกล่าวจะเป็นแหล่งเงินลงทุนที่ให้องค์กรท้องถิ่นในประเทศต่างๆ ทั่วโลกกู้ไปขยายกิจการน้ำและหรืออาจใช้เป็นเงินทุนเพื่อซื้อขายหุ้นบริษัทน้ำในตลาดหลักทรัพย์ของประเทศต่างๆ กลุ่มประเทศ G8 ได้ประชุมสุดยอดใน วันที่ 2 มิถุนายน 2546 ณ เมือง Avian ประเทศฝรั่งเศส ได้ประกาศแผนปฏิบัติการน้ำสนับสนุนข้อเสนอของ WWC และ GWP ดังกล่าว
              การประกาศนโยบายน้ำของกลุ่มประเทศ G8 คาดว่าจะสร้างกระแสการเปลี่ยนแปลงการบริหารน้ำไปทั่วโลกโดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา จะมีอิทธิพลต่อการกำหนดนโยบายน้ำ การร่างกฎหมายน้ำ การบริหารจัดการน้ำ ของประเทศต่างๆ ทั่วโลก
              ล่าสุดสำหรับประเทศไทยได้มีการเคลื่อนไหวการศึกษาทบทวนกฎหมายเกี่ยวกับน้ำ โดยวันที่ 14 สิงหาคม 2546 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้เซ็นสัญญามอบให้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทำการศึกษาเพื่อจัดทำร่างกฎหมายดังกล่าว ซึ่งนักวิชาการและองค์กรพัฒนาเอกชนหลายฝ่ายได้แสดงข้อห่วงใยเกี่ยวกับร่างกฏหมายฉบับนี้ ที่จะเกิดผลกระทบต่อประชาชนอย่างกว้างขวาง โดยมีข้อเสนอว่าถ้าประเทศไทยต้องการปรับปรุงกฎหมายน้ำ ควรให้ประชาชนมีสิทธิร่วมร่างกฎหมายฉบับนี้ด้วย เพราะถือว่าน้ำเป็นฐานทรัพยากรชีวิตที่สำคัญ และกฏหมายฉบับนี้อาจถูกแทรกแซงจากนโยบายของประเทศมหาอำนาจทางการเงินดังที่กล่าวข้างต้น และจะเกิดผลกระทบต่อเนื่องต่อประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มด้อยโอกาสและกลุ่มผู้มีรายได้น้อยอย่างกว้างขวาง

(3) การบริหารจัดการน้ำภายในประเทศโดยใช้หลักการ IWRM และการบริหารลุ่มน้ำ
              นอกจากอิทธิพลของบริษัทข้ามชาติและธนาคารระหว่างประเทศที่พยายามผลักดันกลุ่มประเทศมหาอำนาจทางการเงิน (G8) ประกาศนโยบายน้ำ ผลักดันให้ประเทศต่างๆ ปรับเปลี่ยนกฎหมาย (New National Water Laws) แล้ว ทั้ง WWC และ GWP เป็นองค์กรหลักเน้นสร้างกระแสให้ประเทศต่างๆ ใช้เทคนิคการบริหารน้ำแบบบูรณาการ (Integrated Water Resources Management-IWRM) และเป็นระบบลุ่มน้ำ (Basin Management Technique) ซึ่งมีเนื้อในเน้นระบบอุทกศาสตร์ (Geohydrological Boundary) มิได้รวมความแตกต่างระบบเศรษฐกิจสังคมวัฒนธรรม
              นอกจากนี้ทั้ง WWC และ GWP ได้ชี้ให้ประเทศต่างๆ ต้องปรับปรุงนโยบายน้ำเพราะเป้าหมายข้อตกลงระหว่างประเทศ คือ ข้อตกลงสหประชาชาติที่กำหนดว่าให้แต่ละประเทศสมาชิกบรรลุเป้าหมายการพัฒนา (Millenium Development Goal) โดยในปี 2015 ให้ลดจำนวนประชากรอย่างน้อยครึ่งหนึ่งที่ไม่มีน้ำสะอาดใช้ ให้เข้าถึงน้ำสะอาดได้ (2015 Reduce by Half of the Proportion of People without Sustainable Access to Safe Drinking Water) และ ณ การประชุมสุดยอดล่าสุดที่ เมือง Johannesberg ประเทศแอฟริกาใต้ ปี ค.ศ. 2002 ที่กำหนดว่าแต่ละประเทศ ในปี 2015 ให้ลดจำนวนประชากรอย่างน้อยครึ่งหนึ่งที่ไม่มีน้ำสะอาดใช้ ให้เข้าถึงการสุขาภิบาลพื้นฐานได้ (2015 Reduce by Half of the Proportion of People without Sustainable Access to Basic Sanitation) องค์กรผู้ค้าน้ำข้ามชาติได้ใช้ข้อตกลงนานาชาติเหล่านี้เป็นเครื่องมือผลักดันให้ประเทศต่างๆ ดำเนินการให้บรรลุเป้าหมาย และทำให้แต่ละประเทศรวมทั้งประเทศไทยด้วย ต้องกู้เงินจากสถาบันการเงินระหว่างประเทศมาพัฒนาและสร้างโครงสร้างพื้นฐานน้ำสะอาดและการจัดการน้ำเสีย เช่น กรณีประเทศไทยได้กู้เงินธนาคารพัฒนาเอเชียมาก่อสร้างระบบบำบัดน้ำเสียที่จังหวัดสมุทรปราการและอีกหลายเมือง ซึ่งปัจจุบันหลายแห่งปล่อยทิ้งร้างไว้เพราะองค์กรท้องถิ่นไม่มีงบประมาณจ่ายค่ากระแสไฟฟ้า
              ในกรณีการจัดการน้ำแบบลุ่มน้ำในประเทศไทย พบว่าธนาคารระหว่างประเทศได้เริ่มมีอิทธิพลต่อการจัดการน้ำของประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่การเกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินของประเทศในปี 2540 เป็นต้นมา โดยธนาคารโลกได้แนะนำให้ประเทศไทยปรับปรุงระบบการบริหารจัดการน้ำใหม่ โดยให้เหตุผลว่าเพื่อเป็นการบริหารน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ และได้ให้ทุนประเทศไทยศึกษาโครงสร้างการจัดการน้ำโดยใช้ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ลุ่มน้ำปิงบน-ล่าง และลุ่มน้ำป่าสัก เป็นต้นแบบ และมีการจัดตั้งคณะกรรมการลุ่มน้ำเหล่านั้นขึ้น รวมทั้งการผลักดันการยกร่างกฎหมายน้ำด้วย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยเริ่มได้รับอิทธิพลจากแนวคิดและนโยบายจากสถาบันการเงินระหว่างประเทศ เช่น ธนาคารโลก และองค์กรค้าน้ำข้ามชาติ ซึ่งคาดว่าจะมีความเด่นชัดมากขึ้นทั้งระดับชาติและท้องถิ่น เมื่อมีการเปิดเสรีทางการค้าบริการจากการเจรจาข้อตกลงทางการค้าและภาษี (WTO/GATS)
              ความพยายามในการปรับแก้กฎหมายเดิมและการยกร่างกฎหมายน้ำใหม่ดังกล่าว ปัจจุบันกลายเป็นคำถามในสังคมว่า กฎหมายดังกล่าวรับใช้ใคร เปิดโอกาสให้บริษัทน้ำข้ามชาติและธนาคารระหว่างประเทศหรือไม่ และมิได้บรรเทาความทุกข์ร้อนของประชาชนที่ยากจนจริงๆ ที่อาศัยอยู่ในชนบทใช่หรือไม่ และข้อเสนอจากองค์กรน้ำข้ามชาติ (WWC และ GWP) ที่ผลักดันให้กลุ่มประเทศร่ำรวย (G8) ใช้มาตรการทางการเงิน ผลักดันให้ประเทศกำลังพัฒนาปรับปรุงนโยบายน้ำ และร่างกฎหมายน้ำ โดยให้ประเทศเหล่านั้นใช้เทคนิค IWRM บรรจุเป็นสาระในร่างกฎหมายน้ำ รวมทั้งการจัดโครงสร้างองค์กรบริหารลุ่มน้ำ การใช้มาตรการทางการเงิน บีบบังคับประเทศต่างๆ นักวิชาการและองค์กรภาคประชาชนหลายประเทศเริ่มเกิดห่วงใย ว่าคณะกรรมการลุ่มน้ำที่ตั้งขึ้นมาแล้วและกำลังจะตั้งขึ้นในประเทศไทย (ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี 2545) อาจเป็นกลไกและเครื่องมือเพื่อการกู้ยืมเงินธนาคารระหว่างประเทศเพื่อมาลงทุนบริหารน้ำในลุ่มน้ำ ซึ่งคาดว่าถ้าเป็นเช่นนั้นจริงคณะกรรมการลุ่มน้ำจะถูกกำหนดโดยร่าง พ.ร.บ. น้ำ ที่กำลังจะยกร่างขึ้น ให้กลายเป็นองค์กรนิติบุคคล มีหน้าที่กู้เงินจากแหล่งทุนทั้งในและต่างประเทศมาก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน และมีหน้าที่เก็บค่าบริการจากผู้ใช้น้ำ ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น คือ องค์กรจัดการน้ำลุ่มน้ำในอนาคตมีภาระหนี้สินและทำให้ต้องขึ้นค่าน้ำ ประชาชนบริโภคน้ำแพงทั้งน้ำดื่ม น้ำใช้ และน้ำเพื่อการเกษตร โดยองค์กรจัดการน้ำเหล่านี้อาจใช้หลักเศรษฐศาสตร์เป็นมาตรการกล่าวอ้างประกาศใช้แก่ประชาชนโดยทั่วไป เช่น การขึ้นราคาเป็นการสะท้อนภาพราคาน้ำที่เป็นจริง (Full Recovery Tariff) ประชาชนที่มีรายได้สูงอาจได้รับผลกระทบน้อย แต่ประชาชนที่ยากจนเป็นส่วนใหญ่ของประเทศจะได้รับผลกระทบมาก และนี่เองคาดว่าจะเกิดความขัดแย้งในสังคมไทยมากยิ่งขึ้นในอนาคต ถ้านโยบายน้ำใหม่พยายามมุ่งสู่ทิศทางนี้
              ข้อสงสัยประการถัดมาเกี่ยวกับการนำหลักการ IWRM มาใช้ในการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งผลสรุปจากการประชุมนานาชาติ Workshop on Intergarted Water Resources Management for South and South-east Asia จัดโดย Third World Centre for Water Management ซึ่งประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิด้านน้ำแถบเอเชียและแปซิฟิก ในวันที่ 2-4 ธันวาคม 2545 ณ กรุงเทพมหานคร รายงานสรุปผลการประชุมขั้นต้นพบว่าไม่มีกรณีศึกษาใดเลยในประเทศต่างๆ ทั่วโลกที่ใช้ IWRM Model แล้วเกิดผลสำเร็จ ตรงข้ามก่อให้เกิดความขัดแย้งกันเองภายในลุ่มน้ำระหว่างประชาชนในลุ่มน้ำ คณะกรรมการลุ่มน้ำก็เกิดความขัดแย้งกันในประเด็นเรื่องสิทธิและอำนาจ IWRM Model มิได้นำไปสู่การแก้ปัญหาการเข้าถึงน้ำสะอาดและการสุขาภิบาลอย่างทั่วถึงแต่ประการใด ตรงกันข้ามการบริหารน้ำในภูมิภาคเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในกรณีที่ประสบผลสำเร็จมิได้ทำตาม IWRM Model แต่ประการใด แต่เป็นการบริหารภายใต้บริบทเศรษฐกิจสังคม วัฒนธรรม และวิถีชีวิตท้องถิ่นของประเทศนั้นๆ
              ปัจจุบันประเทศไทยได้กำลังพยายามจะดำเนินการบริหารน้ำคล้อยตามหลักการ IWRM Model ดังกล่าว ซึ่งเห็นได้จากการจัดตั้งคณะกรรมการลุ่มน้ำมาแล้วในหลายลุ่มน้ำ แต่ประเทศไทยยังมิได้ศึกษาในรายละเอียดแม้กระทั่งในการทบทวนรายกรณีศึกษาของ IWRM ที่เผยแพร่สู่สาธารณะว่าการใช้รูปแบบการจัดการทรัพยากรน้ำเชิงลุ่มน้ำในลักษณะนี้มีปัญหามาก ส่วนใหญ่หลายประเทศยังไม่ประสบผลสำเร็จและต้องศึกษาวิจัยอีกมาก แต่ประเทศไทยได้พยายามเร่งรัดการจัดตั้งคณะกรรมการลุ่มน้ำให้ครบทุกลุ่มน้ำอยู่ในขณะนี้ ข้อสังเกตประการสำคัญ คือ ได้มีการศึกษาวิจัยรายละเอียดจากแหล่งข้อมูลต่างประเทศและในประเทศหรือไม่ว่าการจัดการน้ำโดยใช้คณะกรรมการลุ่มน้ำว่ามีข้อดีและข้อเสียต่อประชาชนอย่างไร มีมาตรการ กฎเกณฑ์ โครงสร้างองค์กร และแนวปฏิบัติในรายละเอียดเป็นอย่างไรที่จะเอื้อประโยชน์ต่อประชาชนมากกว่าสถานภาพปัจจุบันที่ไม่มีคณะกรรมการลุ่มน้ำ มีการทับซ้อนสิทธิการใช้น้ำของภาคประชาชน และการบริหารน้ำขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือไม่ ด้านการศึกษาค้นคว้าทางวิชาการนั้นปัจจุบันประเทศไทยมีเพียงโครงการ Integrated Water Resoures Management Thailand ซึ่งเป็นโครงการความร่วมมือระหว่างหลายหน่วยงาน คือ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย กรมชลประทาน Massachusette Instiitute of Technology-MIT และ NECTEC เป็นต้น ซึ่งเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีระบบซอพแวร์ เช่น GIS เครื่องมือและข้อมูลทางวิศวกรรมศาสตร์ เพื่อรองรับการบริหารน้ำแบบ IWRM Model โดยมีความเชื่อว่าโครงการนี้จะเป็นศูนย์สมองกลในการจัดการน้ำทุกลุ่มน้ำของประเทศ คล้ายดังการทำนายเหตุการณ์ต่างๆ ด้วยสมการทางคณิตศาสตร์ แต่มิได้รวมความเป็น “คน” เข้าไว้ด้วย หรือแม้กระทั่งคณะกรรมการลุ่มน้ำที่ตั้งขึ้นมานั้นมีความทับซ้อนอำนาจหน้าที่เชิงบริหารของผู้ว่าราชการจังหวัดแบบบูรณาการ (Chief Executive Officer-CEO) หรือไม่ ในกรณีลุ่มน้ำมีขอบเขตครอบคลุมหลายจังหวัด ผู้ว่า CEO ต้นน้ำปลายน้ำเหล่านั้นจะประสานงานกันอย่างไร เหล่านี้ยังต้องการการศึกษาหาคำตอบอีกมากในเชิงโครงสร้างอำนาจหน้าที่


--------------------------------------------------------------------------------

องค์ความรู้ที่ขาดไปในกระบวนการพัฒนานโยบายน้ำใหม่ของไทย

(1) การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนและองค์กรในสังคม
              จากแนวนโยบายน้ำใหม่ของประเทศ ที่กำหนดโดย คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ซึ่งเป็นองค์กรบริหารน้ำสูงสุดของประเทศ ได้สะท้อนภาพความเคลื่อนไหวและความต้องการของภาคการเมือง ที่เน้นการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำอย่างมากมาย แม้กระทั่งโครงการผันน้ำข้ามลุ่มน้ำระหว่างประเทศ และการพัฒนาระบบชลประทานระบบท่อดังที่กล่าวข้างต้น ข้อสังเกตประการสำคัญ คือ โครงการเหล่านั้นประชาชนต้องการจริงๆ หรือไม่ และเนื่องจากน้ำเป็นฐานทรัพยากรสำคัญ ประชาชนจะมีส่วนร่วมในการกำหนดหรือสร้างนโยบายน้ำในระดับชาติและท้องถิ่นเหล่านั้นได้อย่างไรตามสิทธิที่กฎหมายรัฐธรรมนูญกำหนด ทำให้เกิดข้อสงสัยต่อไปว่าองค์กรค้าน้ำข้ามชาติที่กล่าวข้างต้นอาจมีอิทธิพลต่อการกำหนดนโยบายภาครัฐ (กรุณาดูตามลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นข้างต้น) และนี่เองเป็นข้อสงสัยและข้อห่วงใยของภาคประชาชนอย่างยิ่งซึ่งถือว่าน้ำเป็นฐานชีวิตที่สำคัญฐานหนึ่ง ควรใช้องค์ความรู้หลายด้านเข้ามาจัดการ
              ด้านผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้น จากบทเรียนความขัดแย้งในสังคมของโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ของประเทศที่ผ่านมา แผนงานและโครงการที่เกิดจากนโยบายน้ำใหม่นี้เกิดข้อกังวลว่าผลกระทบจะไม่ต่างไปจากเดิม และคาดว่าจะเกิดผลกระทบเพิ่มขึ้นมากมายหลายด้าน ที่สำคัญคือถ้าผลกระทบจากโครงการเหล่านี้เกิดขึ้นใครหรือหน่วยงานใดจะรับผิดชอบหรือเป็นเจ้าภาพ คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ใช่หรือไม่ และคณะกรรมการหรือองค์กรต่างๆ ของประเทศ เช่น คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ตลอดจน คณะกรรมาธิการวุฒิสภาคณะต่างๆ สถาบันวิชาการ และองค์กรพัฒนาเอกชน ได้มีโอกาสและมีส่วนให้ความเห็นต่อนโยบายนี้อย่างไร ปัจจุบันยังขาดคำตอบที่ชัดเจน
              เครื่องมือในการกำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์ คือ การประเมินผลสิ่งแวดล้อมเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Environmental Assessment-SEA) ซึ่งเป็นเครื่องมือทางวิชาการที่ใช้เพื่อการ กลั่นกรองนโยบาย เพื่อให้นโยบายนั้นเกิดความเป็นธรรม เกิดความผาสุข และเป็นไปเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ถือเป็นเครื่องมือทางยุทธศาสตร์ที่ปัจจุบันทั่วโลกใช้กันทั่วไป สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้ใช้เครื่องมือนี้ศึกษาและกลั่นกรองนโยบายนี้หรือไม่

(2) ปัญหาความเหลื่อมล้ำระหว่างชุมชนเมืองและชนบท
              การแปรรูปกิจการน้ำหรือการเปิดโอกาสให้บริษัทเอกชนเข้ามามีบทบาทร่วมในการบริหารน้ำ (Public-Private Partnership) โดยนโยบายรัฐมีเหตุผลเพื่อลดการสูญเสียสิ้นเปลืองงบประมาณการลงทุนที่ต้องจ่ายให้กับรัฐวิสาหกิจไปก่อสร้างขยายโครงข่ายการให้บริการแก่ประชาชน โดยในอนาคตจะแปลงรูปรัฐวิสาหกิจเหล่านั้นเป็นบริษัทมหาชน ให้มีการระดมทุนผ่านตลาดหลักทรัพย์ และหลายส่วนได้เปิดให้เอกชนสัมปทานจัดบริการประชาชนแทนภาครัฐแล้ว เช่น บริษัท อีสต์วอเตอร์ ที่จัดบริการน้ำในภาคตะวันออก และแนวโน้มในลักษณะเช่นนี้จะมีมากยิ่งขึ้น
              ข้อกังวลสำคัญจากเหตุการณ์นี้ คือ จากบทเรียนในหลายประเทศ เช่น กรณีประเทศฟิลิปปินส์ที่มีการแปรรูปไฟฟ้าก่อนประเทศไทยและค่อนข้างประสบผลสำเร็จ และประเทศนี้ได้แปรรูปน้ำในลักษณะเดียวกันตามมาโดยการแก้กฎหมาย ภายหลังปรากฏว่าเกิดความล้มเลวในการแปรรูปกิจการน้ำของประเทศนี้ แม้กระทั่งมลรัฐจอร์เจีย สหรัฐอเมริกา ก็ได้ประกาศยกเลิกการให้สัมปทานน้ำโดยบริษัทเอกชน เพราะมีปัญหาด้านความเป็นธรรม ประชาชนผู้ยากไร้ได้รับผลกระทบมาก เกิดโรคท้องร่วงระบาดมาก ค่าน้ำแพง ทำให้ต้องมีการลักลอบขโมยน้ำ บริษัทไม่ยอมมาซ่อมบำรุงรักษาอุปกรณ์ท่อน้ำเมื่อประชาชนร้องเรียน และในหลายเมืองในประเทศอาร์เจนตินา ได้ปรับระบบการแปรรูปใหม่ โดยดึงกิจการน้ำกลับมาเป็นรัฐวิสาหกิจดังเดิมและให้พนักงานรัฐวิสาหกิจเหล่านั้นเป็นผู้ถือหุ้นแทน เพราะแท้จริงแล้วโดยพื้นฐานน้ำถือเป็นรัฐสวัสดิการ เพราะน้ำคือชีวิต ดั่งเช่น กระแสพระราชดำรัสขององค์พระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว “......ถ้ามีน้ำคนอยู่ได้ ถ้าไม่มีน้ำคนอยู่ไม่ได้ ไม่มีไฟฟ้าคนอยู่ได้....” คำถามสำคัญ ณ ที่นี้ คือ รัฐบาลมีหลักประกันและมาตรการอย่างไรเมื่อเกิดการแปรรูปน้ำดังกล่าวจะไม่เกิดผลกระทบต่อประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย เกิดความเป็นธรรมในการใช้น้ำโดยเท่าเทียมกันในสังคมหรือไม่ระหว่างภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรม การค้าและบริการ ภาคเมืองและชนบท การให้สัมปทานน้ำแก่บริษัทเอกชนในภาคตะวันออก ได้แสดงเค้าลางผลกระทบที่เกิดขึ้นดังที่กล่าวมาแล้ว โดยประชาชนในจังหวัดเหล่านั้นเริ่มจ่ายค่าน้ำแพงเช่นค่าน้ำในจังหวัดชลบุรีมีอัตราสูงกว่ากรุงเทพมหานคร เป็นต้น และให้ความสำคัญต่อการจ่ายน้ำให้ภาคอุตสาหกรรมก่อนภาคชุมชน

(3) การลืมมโนสำนึกวิถีไทยกับสายน้ำ
              วัฒนธรรมไทย และวิถีไทย ถือเป็นมรดกและเป็นจุดแข็งของชาติ คนไทยตั้งรกรากอยู่ในเขตมรสุม ไม่ขาดแคลนน้ำ คนไทยมีวิถีชีวิตมีความผูกพันกับสายน้ำ การจัดสรรน้ำภายในลุ่มน้ำย่อยระหว่างเกษตรกรผู้ใช้น้ำเป็นไปอย่างเอื้ออาทร คนไทยโดยเฉพาะสังคมพุทธนับถือน้ำ มีประเพณีต่างๆ เกี่ยวกับสายน้ำ เช่น การลอยกระทง การสืบชะตา เป็นต้น จิตวิญญาณของคนไทยมีการอนุรักษ์น้ำ ให้ “ค่า” ของน้ำเป็นเรื่องของจิตวิญญาณมากกว่าให้ค่าทางเศรษฐศาสตร์ เช่น การสะเดาะเคราะห์ สืบชะตา ปล่อยสัตว์น้ำ ขนทรายเข้าวัด ตลาดน้ำ เหล่านี้ล้วนเป็นวิถีไทย และสิ่งเหล่านี้ยังขาดการศึกษาวิจัยอีกจำนวนมากที่ประเมินคุณค่าวิถีชีวิตแบบไทยกับสายน้ำ เพื่อให้เข้าใจความเป็นคนไทย แม้จะยังขาดข้อมูลทางวิชาการที่เพียงพอ แต่เหตุการณ์ชีวิตประจำวันของคนไทยดังกล่าวนี้ได้สะท้อนภาพความผูกพันกับสายน้ำโดยเฉพาะชุมชนชนบท นโยบายรัฐข้างต้นโดยเฉพาะการเคลื่อนย้ายน้ำข้ามลุ่มน้ำ การให้สัมปทานการจัดการน้ำ หรือการบริหารน้ำโดยไม่เปิดโอกาสให้ชุมชนท้องถิ่นร่วมในกระบวนการตัดสินใจ จะเกิดผลกระทบต่อวิถีชีวิตและจิตวิญญาณ ของคนไทยเป็นอย่างมาก

(4) ตรรกแห่งความต้องการน้ำ
              คนไทยมิได้ขาดแคลนน้ำดื่มดั่งที่คิด จากข้อมูลล่าสุดของ WHO/UNICEF 2001 ได้วิเคราะห์ข้อมูลประเทศไทยพบว่าคนไทยเขตเมืองและชนบทสามารถเข้าถึงและดื่มน้ำสะอาดได้ ร้อยละ 98 และ90 ตามลำดับ ส่วนการสุขาภิบาลในที่นี้หมายถึงการการมีส้วมใช้พบว่ามีความครอบคลุม ครัวเรือนเขตเมืองและชนบทร้อยละ 98 และ 96 ตามลำดับ ดังนั้นการประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันระหว่างนานาชาติที่ตั้งเป้าหมายในปี ค.ศ. 2015 ดังกล่าวข้างต้นนั้น ไม่น่าจะเป็นประเด็นปัญหาสำหรับประเทศไทย แต่น่าจะเป็นกิจกรรมการพัฒนาของประเทศอื่นมากกว่า การกำหนดวิสัยทัศน์น้ำของประเทศ ที่ว่า "ภายในปี 2548 (ค.ศ. 2015) ประเทศไทยจะมีน้ำใช้อย่างเพียงพอและมีคุณภาพ โดยระบบการบริหารจัดการองค์กร ระบบกฎหมายในการใช้น้ำที่เป็นธรรม ยั่งยืน โดยคำนึงถึงคุณภาพชีวิต และการมีส่วนร่วมในทุกระดับ " นั้น น่าจะไม่เหมาะสมเพราะนอกจากลอกเลียนแบบนานาชาติที่ว่าด้วยการจัดหาน้ำสะอาดและการสุขาภิบาล ที่มิใช่สถานการณ์ปัญหาของไทยในขณะนี้แล้ว ยังมีการเพิ่มประเด็นแสดงนัยการบริหารน้ำ กฎหมาย และองค์กรการจัดการน้ำ ซึ่งการกำหนดวิสัยทัศน์ในลักษณะนี้ประชาชนอาจไม่ต้องการก็ได้ ถ้าจะกำหนดวิสัยทัศน์น้ำใหม่ ควรให้ประชาชนเป็นศูนย์กลางหรือเป็นผู้กำหนดวิสัยทัศน์มากกว่า
              นโยบายน้ำใหม่ภาครัฐที่เน้นการก่อสร้างต่างๆ ข้างต้น สะท้อนภาพความต้องการน้ำของภาคเกษตรมากกว่าภาคส่วนอื่น ซึ่งสถิติในปี ค.ศ. 1998 พบว่าปริมาณการใช้น้ำภาคเกษตร ชุมชนบ้านเรือน และอุตสาหกรรม มีสัดส่วนร้อยละ 89, 7 และ 4 ตามลำดับ และถ้ามีการส่งเสริมเร่งรัดขยายพื้นที่ชลประทานเพื่อการเพาะปลูกจะทำให้เกิดความต้องการน้ำมากขึ้น (Supply Induces Demand) คำถามสำคัญที่องค์กรภาคประชาชนแสดงความห่วงใย คือ ความเชื่อมโยงน้ำกับภาคส่วนต่างๆ มิใช่มุ่งประเด็นน้ำแต่เพียงอย่างเดียว เช่น ประเด็นศักยภาพของดินว่าสามารถรองรับการปลูกพืชหลายครั้งต่อปีได้หรือไม่ ปริมาณปุ๋ยและสารกำจัดศัตรูพืชที่ใช้ ความคุ้มทุนของเกษตรกรในการเพาะปลูกซึ่งขึ้นกับราคาผลผลิตตลาดโลก เหล่านี้นโยบายน้ำต้องเชื่อมโยงกับภาคส่วนอื่น หรือแม้กระทั่งกรณีปัญหาสิ่งแวดล้อม เช่น กรณีปริมาณของเสียตกค้างในไร่นาจากการเพาะปลูกหลายครั้งต่อปีโดยเฉพาะพื้นที่นาภาคกลาง ซึ่งเมื่อถึงฤดูฝนทำให้น้ำในลุ่มน้ำเน่าเสียรุนแรง เช่น กรณีการเน่าเสียของลุ่มน้ำท่าจีน เป็นต้น
              การผันน้ำระหว่างลุ่มน้ำ แนวตะวันออก คือ การผันน้ำจากแม่น้ำโขงสู่ภาคเหนือ จากโครงการ กก-อิง-ยม-น่าน ใช้เขื่อนแม่งัด เขื่อนสิริกิต์ และเขื่อนป่าสัก แนวตะวันตกผันจากแม่น้ำสาระวินสู่เขื่อนภูมิพล ทั้งหมดเพื่อให้น้ำไหลลงสู่ภาคกลางและกรุงเทพมหานครอย่างพอเพียง การผันน้ำจากแม่น้ำโขงเข้าสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และจากกัมพูชาสู่ภาคตะวันออกก็เช่นกัน เหล่านี้คาดว่าอาจเกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศรุนแรงและความขัดแย้งระหว่างประเทศ นโยบายน้ำของรัฐในลักษณะนี้คล้ายดั่งเป็นไปเพื่อการเพิ่มน้ำต้นทุนเท่านั้น มิได้คำนึงถึงความเชื่อมโยงระบบนิเวศ ความสัมพันธ์น้ำ ป่า ดิน พืช สัตว์ และความต้องการที่แท้จริงของประชาชนในระดับภูมิภาคและท้องถิ่น
              นโยบายน้ำใหม่ของรัฐจำเป็นต้องมีการศึกษาทบทวนอย่างรอบคอบ โดยต้องศึกษาผลดีผลเสียและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นตลอดจนทางเลือกต่างๆ ที่เกิดผลกระทบต่อประชาชนน้อยที่สุดและประชาชนมีส่วนร่วมกำหนดทิศทาง ถ้ามิเช่นนั้นแล้วนโยบายนี้จะนำพาประชาชนในประเทศเข้าสู่ภาวะเสี่ยง ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่แก้คืนยากและเกิดผลกระทบอย่างมากต่อฐานทรัพยากรชีวิตคนไทยในอนาคต


--------------------------------------------------------------------------------

ข้อเสนอแนะต่อรัฐบาล

เพื่อให้เกิดความเข้าใจอย่างแท้จริงของทุกภาคส่วนในสังคม และเพื่อการพัฒนาประเทศชาติอย่างยั่งยืน รัฐบาลควรดำเนินการ ดังนี้
             (1) รัฐบาลควรทบทวนนโยบายน้ำใหม่ทั้งหมด โดยจัดให้มีการศึกษาวิจัยและทบทวนบทเรียนต่างๆ ให้ได้ข้อมูลอย่างเพียงพอทุกด้าน ไม่ควรรีบเร่งดำเนินการ ไม่ว่าจะเป็นด้านโครงการก่อสร้างเขื่อน อ่างเก็บน้ำ ชลประทานระบบท่อ การผันน้ำระหว่างลุ่มน้ำ การแปรรูปน้ำ เพื่อให้ประชาชนได้มีโอกาสร่วมแสดงความคิดเห็นและร่วมตัดสินใจทางเลือกในทางเลือกต่างๆ รวมทั้งให้ชะลอกิจกรรมการศึกษาออกแบบโครงการต่างๆ ที่ระบุตามนโยบายเหล่านั้นไว้ก่อน
              (2) ควรสร้างนโยบายใหม่โดยให้ภาคประชาชนและองค์กรภาคประชาชนร่วมกำหนดนโยบายน้ำ รวมทั้งกำหนดวิสัยทัศน์น้ำใหม่ ซึ่งเดิมหน่วยงานภาครัฐเป็นผู้กำหนดนโยบายและวิสัยทัศน์ ทั้งนี้เพื่อให้เป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญที่ระบุให้สิทธิขั้นพื้นฐานภาคประชาชนที่สามารถมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมร่วมกับภาครัฐได้ และเป็นไปตามเจตนารมณ์หรือหลักการที่รัฐบาลประกาศไว้ว่าจะให้ประชาชนเป็นศูนย์กลาง

สังเคราะห์และสรุป โดย

ดร.ยรรยงค์ อินทร์ม่วง
(25 สิงหาคม 2546)
ผู้ประสานงานเครือข่ายสาขานโยบายการจัดการทรัพยากรน้ำ สวรส. มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

จากhttp://www.thaingo.org/cgi-bin/content/content1/show.pl?0129





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
นายยั้งคิด วันที่ : 27/10/2008 เวลา : 21.33 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political79

NGO ในประเทศไทย มีบทบาทในการยับยั้งเกี่ยวกับการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ที่อยู่ในโครงการจัดการทรัพยากรน้ำซึ่งเกี่ยวเนื่องไปยังเรื่องพลังงานไฟฟ้าอีกด้วยเป็นประจำ แต่ในขณะเดียวกันประเทศไทยก็มีความต้องการทรัพยากรน้ำจนถึงระดับวิกฤติอยู่แล้วในขณะนี้ ซึ่งปัญหาใหญ่ก็คือการขาดแคลนน้ำเพื่อการเพาะปลูกนั่นเอง ตลอดจนเรื่องน้ำเพื่อการบริโภคอุปโภคอีกด้วย
กรณีดังกล่าวแล้วนี้ NGO จึงจำเป็นต้องทำความตกลงกับภาคราชการที่จะเป็นผู้ดำเนินการก่อสร้างเขื่อนเสียให้ลุล่วงไป อย่าเพียงแต่ยื่นข้อเสนอแล้วไม่ติดตามให้เป็นรูปธรรมขึ้นมาเสียที โดยเฉพาะในยุคที่รัฐบาลมีการเปลี่ยนหน้าอยู่เสมอขณะนี้
นอกจากนั้น ลำน้ำโขงที่เป็นสายเลือดใหญ่สายหนึ่งของไทยภาคอีสานก็ถูกจีนครอบครองไปเรียบร้อยแล้ว โดยสร้างเขื่อนขนาดใหญ่กั้นลำน้ำถึง 5 - 6 แห่ง เป็นการนำเอาทรัพยากรน้ำไปเป็นของตัวเองได้อย่างเต็มที่ และจีนก็ยังมีโครงการสร้างเขื่อนในลำน้ำโขงและสาขาเพิ่มขึ้นอีกด้วย.

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< ตุลาคม 2008 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  

[ Add to my favorite ] [ X ]