• บ้านพระธรรม
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2008-05-29
  • จำนวนเรื่อง : 143
  • จำนวนผู้ชม : 525009
  • จำนวนผู้โหวต : 148
  • ส่ง msg :
  • โหวต 148 คน
<< พฤศจิกายน 2008 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30            

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันศุกร์ ที่ 28 พฤศจิกายน 2551
Posted by บ้านพระธรรม , ผู้อ่าน : 1555 , 13:34:48 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

“แม้จะเจนจบในศาสตร์ทั้งผอง หากความทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งครอบงำแล้ว ไม่อาจคลี่คลายได้ ย่อมตกอยู่ในฐานะเป็น ‘คนยาก’ ทั้งสิ้น”

          บทสรุปข้างต้นนี้ ผุดขึ้นมาในใจห้วงของความคิดด้วยสาเหตุ ๒ ประการ

          ประการแรก  ได้อ่านประวัติของพราหมณ์พาวรี ผู้เป็นคณาจารย์ใหญ่ท่านหนึ่งในสมัยพุทธกาล

          ประการที่สอง  พร้อมกับการอ่านประวัติของพราหมณ์ ก็หวนระลึกถึงบทสวดมนต์เช้า-เย็นบทหนึ่ง ข้อความเป็นภาษาบาลี แต่หากจะแปลเป็นภาษาไทย มีความหมายว่า “ขอพระผู้มีพระเจ้าจงทรงรับเครื่องสักการะอันเป็นบรรณาการของ คนยาก ทั้งหลายเหล่านี้” 

          การที่ครูบาอาจารย์รุ่นก่อนแต่งบทสวดมนต์โดยใช้คำว่า “คนยาก” เป็นสรรพนามเรียกตัวเอง สะท้อนให้เห็นภาวะความเป็นจริงของมนุษย์อย่างหนึ่ง นั่นคือ มนุษย์มีความทุกข์เป็นคุณสมบัติประจำชีวิตให้ต้องเผชิญ และฝ่าพัน ตั้งแต่เกิดจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต ตราบใดที่ยังไม่สามารถกระทำที่สุดให้แห่งทุกข์ของตนได้

          พราหมณ์พาวรี เดิมทีเป็นปุโรหิตที่มีชื่อเสียงอยู่ในราชสำนัก เป็นที่เคารพนับถือของพระเจ้าแผ่นดิน และเหล่าเสนาอำมาตย์ทั้งหลาย เพราะเป็นปุโรหิตที่มีความรู้ความสามารถ รับราชการมาหลายรัชสมัย แต่ภายหลังเบื่อหน่ายการเมือง จึงขอพระบรมราชานุญาตลาออกจากตำแหน่งแสวงหาความสงบในชีวิตด้วยการออกบวช

          ออกบวชแล้วก็มีลูกศิษย์ลูกหาที่เคารพนับถือออกบวชติดตามเป็นจำนวนมาก ที่มีชื่อเสียงที่สุด และปรากฏในประวัติศาสตร์ของพระพุทธศาสนาด้วยมีจำนวน ๑๖ ท่าน จะเรียกว่า ๑๖ อรหันต์ก็คงพอได้ เพราะภายหลังต่อมาศิษย์ทั้ง ๑๖ ท่านได้หันมานับถือพระพุทธเจ้า และสละเพศเดิมของตนเข้ามาบวชในพระพุทธศาสนา

          เล่าประวัติความเป็นมาของพราหมณ์พาวรีมายืดยาว เพียงต้องการให้ผู้อ่านเห็นความมีชื่อเสียงของพารหมณ์พาวรี ทั้งนี้เพื่อเชื่อมโยงบทสรุปข้างต้น กล่าวคือ

          พราหมณ์พาวรีแม้จะมีประสบการณ์ ทรงความรู้ เป็นที่เคารพนับถือ แต่ก็นั่งนอนเป็นทุกข์ เพราะถูกพราหมณ์เฒ่าจรจัดผู้หนึ่งโกรธที่ขอเงิน ๕๐๐ กหาปนะไม่ได้ สาบแช่งเอาไว้

          ในคัมภีร์พระไตรปิฎกพรรณนาไว้ว่า ท่านพราหมณ์พาวรีกินไม่ได้นอนไม่หลับอยู่หลายวันจนร่างกายซูบผอม กระทั่งไม่ยินดีในฌาน  เรื่องของเรื่องคือกลัวศรีษะจะแตกเป็น ๗ เสี่ยงตามคำสาบ ทั้ง ๆ ที่พราหมณ์ผู้นั้นหาใช่ผู้ทรงศีล ทรงอภิญญาแต่ประการใดไม่

          แต่เพราะพราหมณ์พาวรี “ไม่ทราบ”  จึงเป็นทุกข์อย่างแสนสาหัส

          มีผู้สงสาร จึงเล่าความจริงให้ฟังว่า พราหมณ์เฒ่าดังกล่าวเป็นคนโกหกหลอกลวง ถ้อยคำไม่อาจถือเป็นประมาณได้

          ถึงกระนั้น พราหมณ์พาวรีก็หาวางใจไม่

ท่านผู้นั้นจึงแนะนำให้ไปหาพระพุทธเจ้า เพราะพระองค์สามารถแก้ปัญหาความทุกข์เหล่านี้ได้

ความเป็นเจ้าสำนักใหญ่ มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย การไปเฝ้าพระพุทธเจ้าถือเป็นการ “ลดศักดิ์ศรี” ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่ และไม่อาจกระทำได้ พราหมณ์พาวรีจึงหาทางออกด้วยการตั้ง “ผู้แทน” พร้อมกับผูกปัญหาเป็นข้อ ๆ ให้ลูกศิษย์ทั้ง ๑๖ คนนั้นนำไปถาม

มีข้อสังเกตบางประการเกี่ยวกับปัญหาที่พราหมณ์ผูกฝากให้ลูกศิษย์ไปทูลถามพระพุทธเจ้า

คำถามมีอยู่ว่า อะไรคือ “ธรรมที่เป็นศรีษะ” และ “ธรรมที่ทำให้ศรีษะตกไป”?

พระพุทธองค์เฉลยอย่างนี้ว่า

อวิชชา คือ ธรรมที่เป็นศรีษะ

ศรัทธา สติ สมาธิ ฉันทะ และวิริยะ คือ ธรรมที่ทำให้ศรีษะตกไป

ฝากประเด็นไว้ให้ท่านทั้งหลายวิเคราะห์ดู ทำไมจึงทรงเปรียบเทียบอวิชชาว่าเป็น “ศรีษะ”

         

         


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 17
ก้อนหินยิ้ม วันที่ : 29/11/2008 เวลา : 22.39 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/konhinsmile

(0)

อีกไม่กี่วันแล้ว…นะเจ้าค่ะ
ที่จะถึงวันสำคัญอีกวันหนึ่งของปวงชนชาวไทย

เป็นวันสำคัญมากๆ เชียวเจ้าค่ะ
วันนี้..จนถึงวันเกิดขององค์พ่อหลวง
ก้อนหินจะงดเขียนบทความอื่นๆ
แต่จะลงบทความเกี่ยวกับพระองค์ท่าน
Post ทุกบ้านที่ก้อนหินเปิดไว้

พวกเรามาอ่าน กันนะเจ้าค่ะ
พวกเรามาช่วยกันลงบทความเกี่ยวกับพระองค์ท่านกันเถอะค่ะ
และชวน..กันทำความดีถวายท่านกันนะคะ

ขอพระองค์ ทรงพระเจริญพระเจ้าค่ะ

ก้อนหินยิ้ม
๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๑
ความคิดเห็นที่ 16
chaiyassu วันที่ : 29/11/2008 เวลา : 19.14 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bunruang

(0)
อวิชชานี้เป็นหัวจักรสำคัญของวัฎฎะ
หมายความว่า
อวิชชาเป็นตัวการสำคัญ
คำว่า ศรีษะในที่นี้จึงมีความหมายเพียงว่า
เป็นตัวการ, เป็นหัวหน้า,เป็นหัวขบวน
ข้อนี้สอดคล้องกับพระพุทธพจน์ว่า
"ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งอันเป็นอกุศล เป็นฝักฝ่ายแห่งอกุศล ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด มีอวิชชาเป็นมูล"
ในปฏิจจสมุปบาท
แม้กระบวนการจะสามารถเริ่มจุดไหนก่อนก็ได้
แต่ถ้าเป็นฝ่ายที่ก่อให้เกิดทุกข์แล้ว
ล้วนมีอวิชชาเป็นรากฐานเสมอ
การเรียงอวิชชาไว้ก่อนจึงเท่ากับเป็นการย้ำว่า
อวิชชาเป็นมูลรากแห่งอกุศลธรรมทั้งปวง
เช่นเดียวกับกระบวนการดับทุกข์
ไม่ว่าจะเริ่มต้นที่จุดไหน
ก็ย่อมมีวิชชาคือตัวรู้เป็นรากฐานรองรับเสมอ
ส่วนเหตุผลที่ว่า
ทำไมพราหมณ์จึงถามพระพุทธเจ้าแบบนี้
ความเห็นที่ ๑๓ น่าจะใช้เป็นคำตอบได้
ความคิดเห็นที่ 15
chaiyassu วันที่ : 29/11/2008 เวลา : 09.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bunruang

(0)
เพิ่มเติมความเห็นที่ ๑๓
> พระไตรปิฎกมีสิ่งที่เรียกว่า "สำนวนภาษา" อยู่เยอะเหมือนกัน ชาวพุทธเราเวลาอ่าน มักจะลืมนึกถึงประเด็นนี้ ทำให้มองประเด็นผิดไป และหนึ่งในนั้นก็รวม หัวแตก ๗ เสี่ยง
> สำนวนอื่น ๆ ที่พอนึกถึงได้เวลานี้ เช่น ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์, โจร ๕๐๐
ความคิดเห็นที่ 14
บ้านพระธรรม วันที่ : 29/11/2008 เวลา : 05.33 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sarattatham
บ้านพระธรรม

(0)


ความคิดเห็นที่ 13
driftworm วันที่ : 28/11/2008 เวลา : 22.28 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

(0)
พราหมณ์พาวรี อยากรู้จริงๆว่าจะกันตัวเองไม่ให้หัวแตกได้อย่างไร
เดี๋ยวๆ วลีว่าหัวแตกเป็นเจ็ดเสี่ยงนี่ไม่ได้จริงตามนั้น มันเป็นสำนวนคล้ายๆกับ "อกแตกตาย"
พราหมณ์ อดสูที่จะเล่าความตรงๆ เลยผูกเป็นปัญหา เพื่อให้ได้ความรู้เกี่ยวกับ "กบาล" ให้มากที่สุด ถามอ้อมไปสักสิบหกคำถาม แล้วจะมานั่งประมวลเองว่าตนจะรอดจากคำสาปด้วยวิธีใด

พระพุทธองค์ให้คำตอบแบบสวนหมัดตรง(คล้ายๆวิธีของเซ็น) ว่า ไอ้ที่เอ็งแบกอยู่(ความหมกมุ่นกังวล) ในกบาลนั่นไงคือศีรษะ และกำกับมาว่ามันคืออวิชชาไง

อีกนัยหนึ่ง ศีรษะ ใช้หยิบจับอะไรก็ไม่ได้ ใช้เดินก็ไม่ได้ แต่ต้องแบกมันไว้ตลอด แบกให้ตั้งตรงๆด้วย

... อ้า ... สงสัยจะตอบผิด คิดๆเอาสดๆนี่แหละ ไม่เคยอ่านเรื่องนี้ คาดว่าอยู่ในสุตตันตปิฎก ...
ความคิดเห็นที่ 12
พระจันทร์แดง วันที่ : 28/11/2008 เวลา : 20.39 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/moonred

(0)
แวะมาอีกรอบ
ที่ผมสงสัยเหตุใดพราหมณ์จึงถามเช่นนั้น คิดในอีกแง่นึง พราหมณ์อาจจะ"ไม่ทราบ" จริง จึงถามพระองค์อย่างตรงไป ตรงมา โดยไม่เล่าที่มาที่ไป อาจคิดว่าถ้าพระองค์เป็นพระพุทธเจ้าจริง ต้องรู้สาเหตุ เรื่องราว และทางแ้ก้ของคำถามนี้ เพราะตัวเองกังวลใจเรื่องศรีษะจะแตกเป็น 7 เสี่ยง จึงถามไปว่า "อะไรคือ ธรรมที่เป็นศรีษะ" และ"ธรรมที่ทำให้ศรีษะตกไป" อันเนื่องมาจากความกังวลในคำสาปแช่ง แต่พระพุทธองค์ทรงทราบถึงข้อทุกข์ของพราหมณ์ จึงทรงตอบไปที่ต้นตอรากเหง้าเลย ดังคำตอบที่พระองค์เคยตรัสตอบ องคุลีมาล ตอนที่ องคุลีมาล วิ่งตามพระองค์ แล้วบอกให้พระองค์หยุด ซึ่งพระองค์ทรงตอบไปที่ใจขององคุลีมาลเลย ซึ่งครั้งนี้ก็คงคล้ายกัน พระองค์ทรงตอบไปที่ใจของพราหมณ์เลย ว่า "อวิชชา คือ ธรรมที่เป็นศรีษะ
ศรัทธา สติ สมาธิ ฉันทะ และวิริยะ คือ ธรรมที่ทำให้ศรีษะตกไป"

ความคิดเห็นที่ 11
ณัฐรดา วันที่ : 28/11/2008 เวลา : 19.58 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

(0)
ขอแสดงความเห็นดังนี้ค่ะ

ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และฉันทะ หรือความใฝ่รู้จนเกิดปัญญา คืออินทรีย์ทั้ง ๕ ที่ต้องมีความสมดุลกัน ( สมตา ) เป็นความเป็นกลางทั้งในการปฏิบัติและทัศนคติเพื่อให้ถึงจุดหมาย

หากขาดความสมดุลเนื่องมาจากความไม่รู้ ก็ไม่อาจถึงจุดหมายคือดับทุกข์ได้

จึงน่าจะหมายถึงเพราะความไม่รู้จึงยังคงทุกข์ หรือเวียนว่ายด้วยกิเลส ศีรษะ จึงยังตั้งอยู่แต่เมื่อรู้และปฏิบัติอย่างสมดุลหรือโดยทางสายกลาง จึงหลุดพ้น เปรียบเสมือนศีรษะที่ตกไปได้

ใช่มั๊ยน้อ
ความคิดเห็นที่ 10
พระจันทร์แดง วันที่ : 28/11/2008 เวลา : 17.21 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/moonred

(0)
อันที่จริงคำถามของพราหม์นี่ผมงงมากเลย เหตุใดพราหมณ์จึงถามเฃ่นนั้น ทำไมพารหมณ์จึงไม่ถามข้อที่ตัวเองเป็นทุกข์ไปเลย แล้วคำถามก็ดูเหมือนว่าตัวพารหมณ์รู้คำตอบอยู่แล้ว แต่ถามเพื่อทดสอบพระพุทธเจ้างั้นเหรอ แต่ถ้ารู้คำตอบอยู่แล้ว เหตุใดจึงยังคงเป็นทุกข์ หรือรู้แค่คำตอบในคำถามข้อแรก (อะไรคือ ธรรมที่เป็นศรีษะ) แต่ไม่รู้คำตอบข้อหลัง (ธรรมที่ทำให้ศรีษะตกไป) คิดมากไปหรือปล่าวเนี่ย แต่มันน่าสงสัยจริงๆครับ
ความคิดเห็นที่ 9
chaiyassu วันที่ : 28/11/2008 เวลา : 17.20 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bunruang

(0)
เริ่มเข้าเค้า
เข้าประเด็นกันบ้างแล้ว
คนละนิดคนละหน่อย
ที่สำคัญ
แต่ละท่าน
กำลังสร้างประเด็นใหม่เพิ่มขึ้น
ซึ่งล้วนน่าสนใจ
วันนี้แวะมาดูลาดเลา
ขออนุญาตยังไม่ร่วมวง


ความคิดเห็นที่ 8
พระจันทร์แดง วันที่ : 28/11/2008 เวลา : 16.33 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/moonred

(0)
จริงๆ แล้ว
กระบวนการปฎิจจสมุปบาท สามารถเริ่มตรงจุดไหนก็ได้นะเจ้าค่ะ
ทั้งทางสายเกิดและสายดับ
แต่เพื่อให้จำได้ จึงเริ่มต้นตรงที่ "อวิชชา"

ถ้าเป็นกระบวนการเกิด ผมคิดว่า ยังไงๆ ก็ต้องเริ่มที่ อวิชชานะครับ แต่ถ้าเป็นกระบวนการดับ จะเริ่มที่จุดไหนก็ได้ดังที่คุณก้อนหินว่ามานะครับ อันนี้ให้ผู้รู้มาวินิจฉัยอีกทีครับเพราะผมอาจเข้าใจผิดเหมือนกัน
ความคิดเห็นที่ 7
ก้อนหินยิ้ม วันที่ : 28/11/2008 เวลา : 16.05 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/konhinsmile

(0)
จริงๆ แล้ว
กระบวนการปฎิจจสมุปบาท สามารถเริ่มตรงจุดไหนก็ได้นะเจ้าค่ะ
ทั้งทางสายเกิดและสายดับ
แต่เพื่อให้จำได้ จึงเริ่มต้นตรงที่ "อวิชชา"

ผิดถูก หลวงตา เข้ามาอธิบายด้วยนะคะ
ก้อนหินอาจจำผิดเจ้าค่ะ
ความคิดเห็นที่ 6
พระจันทร์แดง วันที่ : 28/11/2008 เวลา : 15.36 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/moonred

(0)
แต่ผมสงสัยต่อไปอีกว่า ทำไม พราหมณ์ จึงถามคำถามเฃ่นนั้น ว่าอะไรคือ "ธรรมอะไรที่เป็นศรีษะ"และ"ธรรมที่ทำให้ศรีษะตกไป" เพราะเหตุใดจึงถามเช่นนั้น
ความคิดเห็นที่ 5
พระจันทร์แดง วันที่ : 28/11/2008 เวลา : 14.46 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/moonred

(0)
คำถามว่า"ทำไมจึงทรงเปรียบเทียบอวิชชาว่าเป็นศรีษะ"
ถ้าคิดตามกระบวนการปฎิจจสมุปบาทแล้ว อวิชชา มาเป็นหัวขบวน ก่อนใครเพื่อนเลย ดังนั้นเมื่อ อวิฃฃามี ธรรมข้ออื่นๆจึงมีตามมา อวิชชา สังขาร.....ภพ ชาติ ชรา มรณะ ด้วยเหตุนั้นอวิชชา จึงเปรียบได้กับศรีษะ
ความคิดเห็นที่ 4
ก้อนหินยิ้ม วันที่ : 28/11/2008 เวลา : 14.38 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/konhinsmile

(0)
เฮ้..เฮ้..หลวงปู่ดับจิต...มาช่วยก้อนหินยิ้ม ตอบประเด็นแหละ...
ดี..ดี..เจ้าค่ะ

ถูกต้องเล๊ย....เมื่อดับอวิชชาได้ก็นิพพาน..เฮ้..เฮ้....
ดีใจ..ดีใจ...

แต่หลวงปู่ดับจิต..บอกว่าศรีษะ..เป็นส่วนของความคิดทางโลก (เป็นที่ตั้งอยู่ของสัญญาและสังขารขันธ์) มันน่าคิดต่อนะคะ..ว่า
ระหว่างมโนคือใจ กับสมองที่ตั้งอยู่สัญญาความจำได้หมายรู้ อะไรมันสะสมอวิชชา

แล้ว "ใจ"ละ หัวใจไม่มีความคิดหรือค่ะ ทั้งหลวงตาชัยฯ หลวงปู่ดับฯ ตอบๆๆๆ ด้วยเจ้าค่ะ
ความคิดเห็นที่ 3
ก้อนหินยิ้ม วันที่ : 28/11/2008 เวลา : 14.28 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/konhinsmile

(0)
ก้อนหินขอลองตอบคำถามก่อนล่ะกันสนุกดีเจ้าค่ะ

อันคำว่า "ธรรม" นั้นแปลได้ทั้งสิ่งไม่ดี ความชั่ว อกุศล และสิ่งดี ความดี ความถูกต้อง
คือแปลออกไปได้ง 2 ทาง
..ในทางความดี จะใช้กับคำว่า มีกุศลธรรม มีเมตตาธรรม สัจธรรม ยุติธรรม เป็นธรรม เป็นต้น
..ในทางความชั่ว จะใช้กับคำว่า อกุศลธรรม บาปธรรม

ดังนั้นธรรมคือสิ่งชั่ว อันหมายถึงกิเลส ตัณหา ทั้งหลายบรรดามีที่เป็นเชื้อไฟรากเหง้าทำให้มีภพชาติต่อ คือยอดหัวของเชื้อไฟ นั่นเอง
เรียกอีกอย่างว่า เชื้อไฟก่อภพชาติเป็นสุดยอดกระบวนแถวเปรียบได้เท่ากับศีรษะ

สรุปความได้ว่า
ธรรมที่ทำให้ศรีษะ(เชื้อไปก่อภพชาติ)มีอันตกไป ได้มีประการเดียวคือ...ธรรมที่เรียกว่า " ศรัทธา สติ สมาธิ ฉันทะ และวิริยะ"

จบจ๊า....
ก้อนหินเจ้าค่ะ
๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๑
ความคิดเห็นที่ 2
ดับจิต วันที่ : 28/11/2008 เวลา : 14.21 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/eyeplay
ว่างอยู่แล้ว ไม่ต้องมีอะไรดับอะไร

(0)
ขอลองหน่อยนะครับ

ที่พระพุทธองค์ทรงเปรียบเทียบอวิชาว่าเป็นศรีษะเพราะ ศรีษะเป็นส่วนของความคิดทางโลก (เป็นที่ตั้งอยู่ของสัญญาและสังขารขันธ์) ซึ่งยังทำให้ หากปราศจากศรัทธาสติ สมาธิ ฉันทะ และวิริยะแล้วอวิชชาก็ยังคงมีที่ตั้งอยู่ได้ และนำให้คนๆนั้นเวียนว่ายตายเกิดไปไม่รู้จบ

สติ เท่านั้นจะทำให้คนพ้นจากอวิชชาได้ อวิชชาในความหมายของพุทธคือการไม่รู้ถึงสัจธรรม ไม่รู้ถึงไตรลักษณ์ที่ถูกกิเลส ตัณหา อุปาทานปิดบังอยู่ เมื่อดับอวิชชาได้ก็นิพพาน

พอได้มั๊ยเนี่ย
ความคิดเห็นที่ 1
ก้อนหินยิ้ม วันที่ : 28/11/2008 เวลา : 14.15 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/konhinsmile

(0)
หลวงตาเจ้าขา..มาแล้วหรือเจ้าค่ะ
ก้อนหินนั้นแสนจะคิดถึง....

เมื่อห่างหายไปนาน กลับมาจึงต้องมาพร้อมประเด็นที่น่าขบคิด..เช่นเคย
มาลับสมองทางธรรมะ กันนะคะ
แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน