• บ้านพระธรรม
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2008-05-29
  • จำนวนเรื่อง : 143
  • จำนวนผู้ชม : 525009
  • จำนวนผู้โหวต : 148
  • ส่ง msg :
  • โหวต 148 คน
<< กุมภาพันธ์ 2009 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันศุกร์ ที่ 13 กุมภาพันธ์ 2552
Posted by บ้านพระธรรม , ผู้อ่าน : 3477 , 05:08:21 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

          หลักคำสอนเรื่องไตรสิกขาประกอบไปด้วย ศีล สมาธิ และปัญญา

          หลักทั้ง ๓ ประการนี้ เป็นกระบวนการการฝึกฝน ขัดเกลาสำหรับผู้ที่มุ่งหวังแสวงหาความพ้นทุกข์

          ผู้ที่ยังไม่หลุดพ้น มีหน้าที่โดยตรงที่จะต้อง “ศึกษา” จนกว่าจะบรรลุเป้าหมายดังกล่าว

          ในคัมภีร์ท่านจึงจำแนกบุคคล ที่เป็นกลุ่มพระสาวก สาวิกา หรือพุทธบริษัททั้งปวงออกเป็น ๒ กลุ่ม คือ เสขบุคคล หมายถึงผู้ที่ต้องศึกษา และอเสขบุคคล หมายถึงบุคคลที่ไม่ต้องศึกษา เท่านั้น

          พิจารณาดูรายละเอียด ผู้บรรลุธรรมขั้นอรหัตตผลแล้ว ไม่ต้องศึกษาอีกต่อไป เพราะกระบวนการในการฝึกฝนเพื่อการดับทุกข์สิ้นสุดแล้ว ขณะที่ผู้บรรลุธรรมขั้นต่ำกว่านั้นลงมา รวมถึงผู้ที่ยังไม่ได้บรรลุธรรมขั้นใด ๆ เลย ตกอยู่ในฐานะที่ต้องศึกษาทั้งสิ้น

          เวลากล่าวถึงไตรสิกขา ซึ่งเป็นหัวข้อหลักสำหรับการศึกษาสำหรับผู้อยู่ในฐานะต้องศึกษา ศีล สมาธิ ดูจะเป็นหัวข้อธรรมที่เรามักจะเข้าใจกันดีพอสมควร ไม่ค่อยมีประเด็นปัญหาให้ชวนสงสัย แต่พอเอ่ยถึงปัญญา คำถามที่ชวนให้ถามต่อก็คือ ปัญญาแบบไหนที่เป็นไปเพื่อความตรัสรู้  ปัญญาแบบไหนที่หมายเอาในหลักของไตรสิกขา

          ความรู้ต่าง ๆ ที่เรามี หรือเราศึกษาตั้งแต่เกิด กระทั่งถึงวาระสุดท้ายของชีวิต ใช่ปัญญาในความหมายนี้หรือไม่ ถ้าใช่ ทำไมเรามีความรู้กันมากมาย บางคนรู้ เชี่ยวชาญกันหลาย ๆ ศาสตร์ หลาย ๆ สาขา แต่ทำไม ความรู้เหล่านั้นกลับไม่ช่วยให้หลุดพ้นจากกองทุกข์ทั้งปวงได้

          ข้อนี้มีคำอธิบายที่ท่านแสดงไว้ชัดเจนในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะคัมภีร์วิสุทธิมรรค ซึ่งชื่อคัมภีร์ก็มีความหมายอยู่ในตัวแล้วว่า เป็นคัมภีร์ที่อธิบายแนวทางสำหรับการปฏิบัติเพื่อความบริสุทธิ์ หรือหลุดพ้น

          ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องปัญญา ท่านให้คำจำกัดความว่า “วิปัสสนาญาณอันสัมปยุตด้วยกุศลจิตนั่นแหละ เป็นปัญญา”

          โปรดสังเกตคำว่าวิปัสสนาญาณให้ดี เพราะวิปัสสนาญาณจะไม่เกิดขึ้นจากการกระบวนการศึกษาทั่วไป หากแต่เป็นผลเฉพาะจากการบำเพ็ญเพียร หรือการฝึกฝนทางจิตเท่านั้น และการบำเพ็ญเพียรดังกล่าวต้องประกอบด้วยจิตที่เป็นกุศลเท่านั้น หากจิตประกอบด้วยอกุศล ต่อให้ความเพียรพยามที่ลงทุนลงแรงไปได้ผลมามากมายเพียงไรก็ตาม ก็ยังไม่จัดว่าเป็นปัญญาในความหมายของไตรสิกขา เพราะปัญญาแบบนั้นไม่อาจดับทุกข์ได้

          ต่อให้เรียนจบปริญญาเอก มีตำแหน่งทางวิชาการเป็นถึงศาสตราจารย์ มีความรู้มากมายเพียงใดก็ตาม หากความรู้ที่มี ไม่สามารถดับทุกข์ได้ ความรู้เหล่านั้นก็ไม่อาจเรียกได้ว่าปัญญาในความหมายนี้

          ปัญญาในความหมายของไตรสิกขา จึงมีลักษณะพิเศษ คือต้องเป็นไปเพื่อการรู้แจ้งสภาวธรรมทั้งหลาย และปัญญาที่เป็นไปเพื่อการรู้แจ้งสภาวธรรมทั้งหลายจะเกิดขึ้นได้ก็โดยการฝึกฝนทางจิตที่เรียกว่า สมาธิเท่านั้น

          ความรู้ใด ๆ ที่ไม่เข้าข่ายหลักการนี้ ความรู้นั้นไม่เรียกว่าปัญญา

          กล่าวเช่นนี้ อาจทำให้ดูเหมือนปฏิเสธความรู้อื่น ๆ ว่าไม่ใช่หนทางของการดับทุกข์ ซึ่งถ้าเข้าใจเช่นนั้นก็ถือว่าเป็นการไม่ถูกต้องนัก เพราะความทุกข์ของคนเรานั้นมีมากมายหลายประเภท

          ทุกข์ที่เกิดจากเรื่องภายนอก ได้แก่การทำมาหากินเลี้ยงปากเลี้ยงท้องก็มี ทุกข์ที่เกิดจากภายในได้แก่ตัวชีวิตเองที่มีลักษณะที่ขัดแย้งกับความต้องการของเราก็มี  เมื่อทุกข์มีหลากหลายเช่นนี้ ปัญญาก็ต้องมีหลากหลายตามไปด้วย ในทางพระพุทธศาสนาท่านจึงจำแนกปัญญาไว้ ๒ กลุ่มใหญ่เรียกว่า ปัญญาทางโลก (โลกิยปัญญา) และปัญญาทางธรรม (โลกุตตรปัญญา)

          อาจจะเรียกง่าย ๆ ว่า เราใช้ปัญญาทางโลกดับทุกข์ทางกาย ส่วนปัญญาทางธรรมนั้นใช้ดับทุกข์ทางจิต

          การจำแนกเช่นนี้ ก็ทำให้เราเห็นความสำคัญของปัญญาทั้ง ๒ ระดับ และมองคำสอนเรื่องปัญญาได้ถูกต้องครบส่วน ไม่ละทิ้งส่วนใดส่วนหนึ่งไป โดยเฉพาะปัญญาแบบโลก ๆ ที่มักจะถูกละเลยจากพวกนักปฏิบัติทั้งหลาย บางรายถึงกับตำหนิปัญญาประเภทนี้กันเลยทีเดียว ข้อนี้ถือเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน

          โปรดสังเกตว่า แม้ปัญญาที่เรากล่าวถึงนี้จะมีสมาธิเป็นรากฐาน ซึ่งทำให้บางท่านคิดง่าย ๆ เอาเองว่า จะต้องผ่านการนั่งสมาธิ หรือเจริญกัมมัฏฐานอย่างเดียวเท่านั้น ปัญญาตัวนี้ถึงจะเกิด ซึ่งก็ถือว่าเป็นการเข้าใจผิดเช่นเดียวกัน เพราะหากพิจารณาถึงแหล่งกำเนิดจริง ๆ กลับพบว่า ปัญญาสามารถเกิดได้ ๓ ทาง กล่าวคือ

          ๑.ปัญญาเกิดจากการศึกษาเล่าเรียนอันเป็นกระบวนการสั่งสมประสบการณ์ในลักษณะใดลักษณะหนึ่ง ซึ่งเรียกรวม ๆ สุตมยปัญญา

          ๒.ปัญญาเกิดจากกระบวนการคิดวิเคราะห์โดยอุบายอันแยกคาย เป็นการใช้กระบวนการทางเหตุผลในการสืบสาวความจริงต่าง ๆ ซึ่งถือว่าเป็นคุณสมบัติสำคัญที่มีเฉพาะมนุษย์เท่านั้น สัตว์เดรัจฉานทั่วไม่ไม่สามารถใช้กระบวนการนี้ได้ เราเรียกกระบวนการนี้รวม ๆ ว่า จินตามยปัญญา และ

          ๓.ปัญญาเกิดจากกระบวนการฝึกฝนทางจิต ข้อนี้ไม่จำเป็นต้องอธิบายมาก เพราะส่วนใหญ่ก็เข้าใจกันถูกต้อง ข้อนี้ผู้เขียนสรุปเอาเองจากแนวทางของการปฏิบัติของเรา ๆ เท่า ๆ เท่า ๆ ที่พบเห็นกันอยู่ในปัจจุบัน

          เห็นการจำแนกเช่นนี้แล้ว ท่านที่ไม่มีโอกาสเข้าวัด เข้าสำนักปฏิบัติธรรมเจริญสมาธิภาวนาก็ไม่ต้องเดือดเนื้อร้อนใจ เพราะท่านยังมีหนทางสำหรับการ “ดับทุกข์” โดยกระบวนการสั่งสมปัญญาตามข้อ ๑ หรือข้อ ๒ ได้ เพียงแต่ว่าหนทางดังกล่าวนี้ (ข้อ ๑ และข้อ ๒) อาจจะต้องใช้เวลา แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับบุญกุศลและบารมีที่เคยสะสมมาในอดีตด้วย

          ในคัมภีร์วิสุทธิมรรคเอง พร้อมกับการแจกแจงเรื่องนี้ ท่านก็แจกแจกกระบวนการที่จะช่วยส่งเสริมให้เกิดปัญญาไว้ ๘ แนวทาง กล่าวคือ

          ๑.ปุพโยค หมายถึง การสั่งสมมามาก่อน ซึ่งนับรวมไปถึงบุญบารมีที่ได้เคยสั่งสมมาในอดีตชาติด้วย

          ๒.พาหุสัจจะ หมายถึง การศึกษาเล่าเรียน สั่งสมประสบการณ์ในปัจจุบัน ทำให้มีสติปัญญาสามารถมองโลก มองเหตุการณ์ได้ทะลุปรุโปรง เข้าใจเหตุเข้าใจผลของสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างถูกต้อง มีความรู้กว้างขวาง ไม่คับแคบ

          ๓.เทศภาษา หมายถึง ความสามารถในการใช้ภาษา เพราะภาษาเป็นเครื่องมือสำคัญในการถ่ายทอดความรู้ ความจริงต่าง ๆ ของโลก ผู้ที่เข้าใจภาษาต่าง ๆ ได้ดี ย่อมช่วยส่งเสริมให้เกิดความรู้ความเข้าใจได้ดีขึ้นตามลำดับ

          ๔.อาคม หมายถึง การศึกษาเล่าเรียน

          ๕.ปริปุจฉา หมายถึง การสอบถามจากผู้มีความรู้หรือมีประสบการณ์

          ๖.อธิคม หมายถึง เข้าถึงธรรม เข้าใจ หรือบรรลุธรรมด้วยตัวของเราเอง เป็นประสบการณ์ตรงไม่ต้องอาศัยผู้อื่นบอกกล่าว

          ๗.ครุสันนิสัย หมายถึง การอาศัยครูบาอาจารย์ชี้แนะแนวทางให้

          ๘.มิตรสมบัติ หมายถึง การอาศัยกัลยาณมิตรคอยเกื้อกูล

          จะเห็นได้ว่า ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค ท่านได้แจกแจงเรื่องของปัญญาได้อย่างครบถ้วนบริบูรณ์ ไม่ว่าจะพิจารณาในแง่ใดก็ตาม

          ปัญหาอยู่ตรงที่ว่า ท่านจะเข้าใจได้ครบถ้วนกระบวนความตามนี้หรือไม่ต่างหาก

 

 

ปล. เมื่อหลายวันก่อน คุณก้อนหิน ฯ ได้ส่งหนังสือวิสุทธิมรรคมาถวายเล่มหนึ่ง ความจริงผู้เขียนก็มีอยู่หลายสำนวน แต่ด้วยความเป็นกัลยาณมิตร คุณก้อนหิน ฯ ก็มีน้ำใจส่งมาให้อีกสำนวน วันนี้เลยหาทาง “ตอบแทน” กุศลจิตของคุณก้อนหิน ฯ ด้วยการวิเคราะห์ปัญญาในคัมภีร์วิสุทธิมรรค (หวังว่าคงจะคุ้มค่าหนังสือนะ)

 


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 6
พระจันทร์แดง วันที่ : 15/02/2009 เวลา : 18.09 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/moonred

(0)
ขอบพระคุณพระคุณเจ้ามากครับที่ให้ปัญญา
คุณก้อนหินครับ สำหรับผมตอนนี้ กำบังพยายามฝึกนั่งสมาธิอยู่ครับ เรียกว่าล้างใจรอเลยครับ(รออ่าน"วิสุทธิมรรค")เพื่อจะได้ไม่เป็นการเสียเวลา
ความคิดเห็นที่ 5
ณัฐรดา วันที่ : 14/02/2009 เวลา : 07.59 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

(0)
เข้ามาอ่าน มาทำความเข้าใจเรื่องปัญญาอีกรอบเจ้าค่ะ

สาธุ

ช่วงนี้พ่อป่วยอยู่โรงพยาบาล แม้จะสงสารท่าน แต่ก็เข้าใจความจริงของชีวิตมากขึ้นเจ้าค่ะ
ความคิดเห็นที่ 4
ณัฐรดา วันที่ : 14/02/2009 เวลา : 03.20 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

(0)
นมัสการเจ้าค่ะ

ดิฉันต้องขอบคุณน้องก้อนหินจริงๆเจ้าค่ะ ที่ให้อีกแหล่งของธรรมประเทืองปัญญา

http://www.oknation.net/blog/nadrda2
ความคิดเห็นที่ 3
ก้อนหินยิ้ม วันที่ : 13/02/2009 เวลา : 15.12 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/konhinsmile

(0)
แง..แง..หลวงตาได้อ่าน "คัมภีร์วิสุทธิมรรค" แล้ว
คงได้อ่านพร้อมๆกับคุณณัฐรดา
สนุกกันใหญ่เลยนะเจ้าค่ะ
คงเหลือคุณพระจันทร์แดง ที่ยังไม่ได้อ่าน เพราะหนังสือยังอยู่กะก้อนหินอยู่ค่ะ
แง..แง. ก้อนหินยังไม่ได้อ่านเลยค่ะ..แง..แง..ยังไม่มีเวลาเจ้าค่ะ

ขอโทษพระจันทร์แดง ด้วยนะ เราต่อให้หลวงตากะคุณณัฐรดา อ่านล่วงหน้าไปก่อนล่ะกันเนอะ
ความคิดเห็นที่ 2
Supawan วันที่ : 13/02/2009 เวลา : 06.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/supawan

(0)
ธรรมะสวัสดีค่ะ
ความคิดเห็นที่ 1
ปวิภา วันที่ : 13/02/2009 เวลา : 06.25 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/pavipa
ปวิภา วัฒนวราสิน...@ บูชาคนดี...ไว้เชิดชู...แผ่นดินไทย @ 

(0)

ให้ ...ปัญญา...ขอบคุณค่ะ
แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน