• บ้านพระธรรม
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2008-05-29
  • จำนวนเรื่อง : 143
  • จำนวนผู้ชม : 526773
  • จำนวนผู้โหวต : 148
  • ส่ง msg :
  • โหวต 148 คน
<< กุมภาพันธ์ 2009 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอังคาร ที่ 17 กุมภาพันธ์ 2552
Posted by บ้านพระธรรม , ผู้อ่าน : 5929 , 07:14:52 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

          การอธิบายความใด ๆ ก็ตามที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธพจน์ซึ่งเป็นผลมาจากการตรัสรู้ โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับหลักปฏิบัติชั้นสูง  หากไม่ดำเนินไปตามแนวทางแห่งพระโพธิญาณ ก็อาจสุ่มเสียง และทำให้เกิดความสับสนทั้งแก่ตัวเรา และผู้ที่รับข้อมูลจากคำอธิบายของเรา

          ยกตัวอย่างง่าย ๆ ข้อความภาษาไทยในคัมภีร์อรรถกถาท่านเขียนไว้ว่า “บุคคลมีปัญญาด้วยปัญญาใด บุคคลนั้นไม่มีกิจต้องทำด้วยปัญญานั้นอีก เพราะปัญญานั้นสำเร็จแล้วด้วยกรรมเก่า”

          หากพิจารณาเผิน ๆ อ่านผ่าน ๆ ก็อาจจะงงได้ เพราะท่านใช้ปัญญา ๒ ประเภทในประโยคเดียวกัน ถ้าไม่แยกแยกให้ดี เราก็ตีความไม่ออกว่า ปัญญาที่พูดถึงในที่นี้ มีความหมายอย่างไร ชวนให้คนอ่าน หรือคนฟังคิดไปในทำนองเป็นการ “เล่นสำนวน” หรือ “เล่นลิ้น” ของพระอรรถกถาจารย์

          กรณีอย่างนี้มีมาก ในการอธิบายจึงต้องใช้ความระมัดระวัง

          ขอยกตัวอย่างพระพุทธพจน์บทหนึ่งในคัมภีร์วิสุทธิมรรค ซึ่งพระอรรถกถาจารย์ยกมาเป็นโจทย์ในการแต่งคัมภีร์เล่มนี้ ข้อความพระพุทธพจน์เป็นคาถาสั้น ๆ บาลีท่านเขียนอย่างนี้

สีเล ปติฏฺฐาย นโร สปญฺโญ   จิตฺตํ ปญฺญญฺจ ภาวยํ

          อาตาปี นิปโก ภิกฺขุ              โส อิมํ วิชฏเย ชฏํ ฯ

มีสำนวนแปลภาษาไทยประโยคนี้หลายสำนวน แต่ก็ยังไม่ถูกใจ ผู้เขียนจึงขออนุญาตแปลใหม่อย่างนี้

          นรชน ผู้มีปัญญา มีปกติเห็นภัย มีความเพียร มีปัญญารักษาตน

          ตั้งอยู่แล้วในศีล อบรมจิตและปัญญาอยู่ เขาพึงถางชัฏอันรกนี้ได้ ฯ

          ขอให้สังเกตคำว่า ปัญญาในประโยคนี้ให้ดี เพราะทรงใช้คำว่าปัญญาถึง ๓ ครั้ง กล่าวคือ

๑.นรชนผู้มีปัญญา (=สปญฺโญ)

๒.มีปัญญารักษาตน (=นิปโก)

๓.อบรมจิตและปัญญาอยู่ (=ปญฺญญฺจ ภาวยํ)

ภาษาไทย แม้จะแปลว่า “ปัญญา” เหมือนกันหมดทั้ง ๓ แห่ง แต่พอมาพิจารณาดูความหมาย และศัพท์ที่ใช้ กลับทรงใช้ไม่เหมือนกัน หรือแม้แต่ที่ทรงใช้ศัพท์เหมือนกัน (สปญฺโญ,ปญฺญํ) ก็ใช้ในความหมายที่ไม่เหมือนกัน จึงยากต่อการทำความเข้าใจ

          พระพุทธโฆษาจารย์  มีความประสงค์จะกระทำบาลีพระพุทธพจน์นี้ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น จึงได้หยิบขึ้นมารจนาขยายความ ได้เป็นคัมภีร์ใหม่เรียกชื่อว่า วิสุทธิมรรค แปลว่า แนวทางแห่งความบริสุทธิ์

          ในคัมภีร์นี้ ท่านเริ่มแจกแจงปัญญาในพระพุทธพจน์นี้ทันที โดยท่านแจกแจงเป็นปัญญา ๓ ประเภท คือ

          ปัญญาข้อแรก (สปญฺโญ) หมายถึง สชาติกปัญญา

          ปัญญาข้อสอง (นิปโก) หมายถึง ปาริหาริกปัญญา

          ปัญญาข้อสาม (ปญฺญญฺจ ภาวยํ) หมายถึง วิปัสสนาปัญญา

          ประเด็นปัญหาคือ ปัญญา ๓ ประเภทนี้ คืออะไร ทำหน้าที่แตกต่างกันอย่างไรในเชิงปฏิบัติ ตรงนี้เป็นโจทย์ที่เราต้องกำหนดให้ชัดเจน อย่าเพิ่งนำไปปะปนกับหัวข้อธรรมอื่น ๆ เพราะจะทำให้เกิดความสับสน

          สชาติกปัญญา หมายถึง ปัญญาที่เราเคยสะสมมาแล้วในอดีตชาติ ปัญญาประเภทนี้จึงมีมาพร้อมกับปฏิสนธิ หมายถึง จิตที่ทำหน้าที่ปฏิสนธิ ได้มีปัญญาตัวนี้เข้าไปประกอบแล้ว เราจึงเรียกจิตนี้ว่า จิตที่ประกอบด้วยปัญญา (ญาณสัมปยุต)

          ปัญญาประเภทนี้ก็คือ “บารมี” ที่เราแต่ละคนแต่ละท่านได้สั่งสมมาในอดีตชาติ เหมือนอย่างที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตลอดเหล่าอริยสาวกทั้งหลายท่านเคยบำเพ็ญมาแล้วในอดีตชาติ  มาเกิดใหม่ในชาตินี้ ก็ไม่จำเป็นต้องอบรมปัญญาประเภทนี้อีก เพราะมีบริบูรณ์แล้ว  ปัญญาประเภทนี้เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม ก็จะทำหน้าที่กระตุ้นเตือน หรือนำพาจิตของผู้นั้นไปสู่การปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้น

          ปาริหาริกปัญญา แปลตามศัพท์ว่า ปัญญาเป็นเครื่องบริหาร ผู้เขียนแปลไว้เบื้องต้นว่า ปัญญาเครื่องรักษาตน ปัญญาประเภทนี้ก็ได้แก่ตัวสติ ซึ่งทำหน้าที่รู้สึกตัวอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นขณะทำ พูด คิด  ปราศจากสติเสียแล้ว ย่อมไม่อาจรักษาตนได้ ปัญญาตัวนี้จึงเป็นหัวใจสำคัญของผู้ปฏิบัติ และเป็นหัวใจของคำสอนของพระพุทธศาสนาทั้งหมด

          พระพุทธพจน์ที่เป็นปัจฉิมวาจาที่ตรัสเตือนให้พระสงฆ์สาวกอยู่ด้วยความไม่ประมาทก็คือทรงสอนให้อยู่อย่างมีสติ ให้สติตามรักษา ตามคุ้มครอง ซึ่งถ้าจะโยงมาหาพระพุทธพจน์ที่ยกมาอ้างในพระคาถานี้ก็ได้แก่ปาริหาริกปัญญานี่เอง

          วิปัสสนาปัญญา หมายถึง ปัญญาที่ทำหน้าที่กำหนดรู้รูป-นามตามความเป็นจริง ปัญญาประเภทนี้ต้องอาศัยการอบรม  บาลีท่านจึงใช้คำว่า ปญฺญญฺจ ภาวยํ (อบรมปัญญาอยู่) คือต้องอบรมจึงจะเกิด ไม่ใช่มีมาก่อนเหมือนสชาติกปัญญา

          อนึ่งในบาลีพระพุทธพจน์ที่พระพุทธโฆษาจารย์ยกขึ้นมาขยายความเป็นคัมภีร์วิสุทธิมรรค เมื่อสรุปแล้ว ก็จะได้คุณสมบัติที่เป็นฐานสำคัญสำหรับการปฏิบัติเพื่อนำไปสู่ความหลุดพ้น ๖  ประการ คือ

๑.   ต้องมีศีล (สีเล ปติฏฺฐาย)

๒.   ต้องมีความเพียร (อาตาปี)

๓.   มองเห็นภัยในวัฏฏะ (ภิกฺขุ)

๔.   มีอุปนิสัยที่เคยอบรมมาในชาติปางก่อนช่วยส่งเสริม (สปญฺโญ)

๕.   มีปัญญาเครื่องรักษาตนในปัจจุบัน (นิปโก)

๖.   มีปัญญาเครื่องกำหนดรู้รูปนามตามความเป็นจริง (จิตฺตํ ปญฺญญฺจ ภาวยํ)

          ใครมีเครื่องมือ ๖ ประการนี้ ผู้นั้นเข้าข่ายเป็นผู้มีคุณสมบัติเหมาะสมทำหน้าที่ถางชัฏคือกิเลสได้ ใครมี  แต่ไม่ครบ ก็ต้องสั่งสมกันต่อไป

         

 


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 6
ณัฐรดา วันที่ : 18/02/2009 เวลา : 07.13 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

(0)
ค่ะ ดีใจค่ะที่มีหลวงตาคอยตรวจการบ้านให้ค่ะ
ความคิดเห็นที่ 5
ก้อนหินยิ้ม วันที่ : 17/02/2009 เวลา : 21.15 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/konhinsmile

(0)
อะนะ...
ก็บอกแล้วไงเจ้าค่ะ...

ผู้เป็นบัณฑิต ผู้รู้มากกว่า ต้องสอนสิเจ้าค่ะ..ถูกแล้วล่ะ...ไม่ชี้แนะแล้วใครจะไปบ่อฮู..ล่ะ

ก็ใช้คำว่า"ปัญญา" ถึง 3 ที่ทาง
ไม่มีหมายเหตุคำแปลไว้ให้เข้าใจด้วยล่ะมั๊ง?

สงสัยคุณพี่ณัฐรดา...งง..สาหลบไปแล้วมั๊ง?
สู้..สู้..นะคุณพี่...เพราะหลวงตาคอยตรวจการบ้านให้พวกเราอยู่แล้วไงเจ้าค่ะ...
ความคิดเห็นที่ 4
ก้อนหินยิ้ม วันที่ : 17/02/2009 เวลา : 21.10 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/konhinsmile

(0)
แสงสว่างแห่งปัญญาเป็นเลิศ
(ที่มาจาก อาภาสูตร พระสูตร
ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๑ หน้า ๒๐๙ ฉบับของมหาจุฬาฯ)

ว่าด้วยแสงสว่าง แสงสว่าง ๔ ประการ
1.แสงสว่างแห่งดวงจันทร์
2.แสงสว่างแห่งดวงอาทิตย์
3.แสงสว่างแห่งไฟ
4.แสงสว่างแห่งปัญญา

บรรดาแสงสว่าง ๔ ประการนี้ แสงสว่างแห่งปัญญาเป็นเลิศ..ที่สุด

ก้อนหินยิ้ม เจ้าค่ะ
๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒
ความคิดเห็นที่ 3
พระจันทร์แดง วันที่ : 17/02/2009 เวลา : 14.36 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/moonred

(0)
อนุโมทนาสาธุด้วยครับ
ความคิดเห็นที่ 2
ปรัชญาภรณ์ วันที่ : 17/02/2009 เวลา : 08.39 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/pong15

(0)
รับรสพระธรรมครับ
ความคิดเห็นที่ 1
Supawan วันที่ : 17/02/2009 เวลา : 07.39 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/supawan

(0)
ธรรมะสวัสดีค่ะ ...
แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน