• บ้านพระธรรม
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2008-05-29
  • จำนวนเรื่อง : 143
  • จำนวนผู้ชม : 525008
  • จำนวนผู้โหวต : 148
  • ส่ง msg :
  • โหวต 148 คน
<< มีนาคม 2009 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30 31        

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม 2552
Posted by บ้านพระธรรม , ผู้อ่าน : 2141 , 22:42:15 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

จิตหนึ่ง (One Mind)

จิตหนึ่ง (One Mind) ซึ่งมีความหมายเหมือนกันว่า จิตเดิมแท้

แต่ไม่ว่าจะเรียกว่าอะไรก็ตาม

 

 

จิตเดิมแท้นั้น เป็นของใหญ่หลวง

เพราะมันรวมสิ่งต่างๆ เข้าไว้หมด

ในบรรดาสิ่งต่างๆ นั้น  มันอยู่ในตัวธรรมชาติแท้ของเรา

 

 

หากเราไม่ติดในความดี ความชั่ว

ไม่ชอบ ไม่ชัง ไม่เกราะเกี่ยวกับสิ่งทั้งหลาย

ลักษณะของจิต ทำดุลให้เป็นของว่างเท่ากับอากาศ

จิตไม่เป็นสี ไม่มีรูปร่าง ไม่มีรูปทรง ไม่มีรูปแบบ ไม่มีอายุ

แม้กำหนดตัวจิตยังไม่ได้เลยด้วยซ้ำ

 

 

แต่ที่เป็นอยู่ทุกวันนี้

จิตขุ่นมัว จิตเศร้าหมอง

จิตกระหาย วุ่นวาย เหมือนยุงตีกัน

ก็เพราะจิตไปรับกับความรู้เข้ามาไว้ในจิต

 

 

ผู้ถูกความเขลาครอบงำ จนมองไม่เห็นจิตเดิมแท้นั้นจัดเป็นคนสามัญ

ส่วนผู้ที่มีความสว่าง จนมองเห็นจิตเดิมแท้ของตนเอง

นั่นแหละ..เป็นบุตรแห่งพุทธะ

 

นาบุญ (Na-Boon)

๑๗ มีนาคม ๒๕๕๒


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 38
ดอกไม้ในขุนเขา วันที่ : 30/03/2009 เวลา : 09.28 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/thebeautyofsunlight

(0)
เพิ่มเติมนะคะ
นอกจากภวังค์จิต ปฏิสนธิจิต แล้วจิตประเภทอื่นๆ อาทิ มหากุศลจิต และจิตทุกประเภทที่ไม่มีอกุศลเจตสิกประกอบนั้น ประภัสสรค่ะ ^_^
ความคิดเห็นที่ 37
ก้อนหินยิ้ม วันที่ : 26/03/2009 เวลา : 20.48 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/konhinsmile

(0)
หวัดดีเจ้าค่ะ
ในฐานะที่ก้อนหิน นำบทความที่คุยกับคุณนาบุญ มา post
วันนี้จึงขอปิดประเด็นนะเจ้าค่ะ
เพราะคิดว่าได้ความครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว ด้วยความขอบพระคุณ ทุกๆ ท่าน ที่กรุณาเข้ามาช่วยตอบ และซักถามปัญหา ต่อๆ กันไป ก้อนหินคิดว่ามีประโยชน์มากมายเลยค่ะ
โดยเฉพาะหลวงตาชัยยัสสุ พี่ดอกไม้ คุณพระจันทร์แดง อ.สรกิจ และพี่ๆ ทุกคนเจ้าค่ะ

พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ว่า

“ภิกษุทั้งหลาย จิตนี้ปภัสสรคือผุดผ่อง”
แต่ว่าจิตนั้นเศร้าหมองไปเพราะอุปกิเลส(เครื่องเข้าไปทำให้เศร้าหมอง)
ที่จรมา ปุถุชน(คนกิเลสหนา) มิได้สดับข้อนั้นย่อมไม่รู้ตามเป็นจริง
เพราะฉะนั้น เรากล่าวว่าจิตตภาวนา(ความอบรมจิต) ไม่มีแก่ปุถุชนผู้มิได้สดับนั้น”
และ
“ภิกษุทั้งหลาย จิตนี้ปภัสสร(ผุดผ่อง) และจิตนั้นพ้นจากอุปกิเลสทั้งหลาย ศิษย์ของพระอริยะสดับข้อนี้ ย่อมรู้ตามเป็นจริง
เพราะฉะนั้นเรากล่าวว่าจิตตภาวนามีแก่ศิษย์ของพระอริยะ ผู้ได้สดับนั้น”

ทรงแสดงธรรมชาติของจิตว่าปภัสสร(ผุดผ่อง) และแสดงกิเลสว่าเป็นสิ่งจรมา เหมือนอย่างอาคันตุกะหรือแขก มิใช่เป็นเนื้อแท้ของจิตเอง
และภิกษุทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงทำสมาธิภาวนา คืออบรมสมาธิให้มีขึ้น ผู้มีจิตตั้งมั่น(เป็นสมาธิ) แล้ว ย่อมรู้ตามเป็นจริง โดยการเจริญปัญญาภาวนาหรือวิปัสสนาภาวนา เพื่อให้ถึง “ผู้มีจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ ย่อมรู้ตามเป็นจริง”

กราบแทบพระบาท
ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยจิตคารวะด้วยเศียรเกล้า
ก้อนหินยิ้ม
๒๖ มีนาคม ๒๕๕๒
ความคิดเห็นที่ 36
ดอกไม้ในขุนเขา วันที่ : 26/03/2009 เวลา : 16.04 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/thebeautyofsunlight

(0)
มาให้กำลังใจจ๊ะ
การเขียนธรรมะเชิงเปรียบเทียบ
ก็ยากตรงที่...การตีความนี่แหละจ๊ะ
คนอ่าน 100 คน ก็จะตีความไป 100 แบบ รวมคนเขียน และผู้comment อิอิ จุ๊บ จุ๊บ
ความคิดเห็นที่ 35
โกศล วันที่ : 24/03/2009 เวลา : 22.07 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kosol
  เชิญแวะเยี่ยมบ้านของกระผมครับ www.kosolanusim.org 

(0)
กระผมปัญญายังน้อย มาขออนุโมทนาสาธุในส่วนกุศลที่ท่านทั้งหลายได้ถึงแล้ว
ความคิดเห็นที่ 34
ณัฐรดา วันที่ : 24/03/2009 เวลา : 18.08 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

(0)
แอบไปทำธุระนิดเดียว เข้ามาอีกที คราวนี้ตาใสปิ้งเลยค่ะ

ขอบพระคุณทุกท่านค่ะ ที่ช่วยเติมความรู้ค่ะ
ความคิดเห็นที่ 33
พระจันทร์แดง วันที่ : 24/03/2009 เวลา : 16.36 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/moonred

(0)
ขอบคุณครับคุณดอกไม้ กระจ่างเลยครับ ชัดเจนแจ่มแจ้งข้อดีของการปุจฉา วิสัชนาทางธรรม หรือการแสดงความคิดเห็นทางธรรม ทำให้เกิดปัญญาจริงๆเลยครับ ที่ไม่รู้ก็ได้รู้ ที่สงสัยก็คลายไป แต่เรื่องพระอภิธรรมน่าสนใจจริงๆเลยครับถ้าคุณดอกไม้จะเขียนลงบล็อกบ้างก็คงจะดีนะครับ แต่ต้องมีประเด็นอย่างนี้จะได้อ่านแล้วได้คิดตามไปด้วย
ความคิดเห็นที่ 32
ดอกไม้ในขุนเขา วันที่ : 24/03/2009 เวลา : 16.01 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/thebeautyofsunlight

(0)
หุ หุ หุ ทำอะไรกันเนี่ย ขอเอี่ยวด้วยคนดิ ใจเย็นๆ นะจ๊ะ...ค่อยๆ พิจารณาทีละอย่างนะ จิตคืออะไร? ประภัสสรเป็นอย่างไร...เกิดดับเป็นอย่างไร ต้องค่อยๆ เข้าใจไปทีละเรื่องนะคะ ธรรมะเป็นเรื่องละเอียดค่ะ ไม่ต้องใจร้อน

จิตเป็นธรรมชาติที่รู้อารมณ์ มีเพียงหนึ่งเท่านั้น แต่มีอาการได้ 89 หรือ 121 ทั้งบุญ บาป ฌาน และโลกุตตร มีการสะสม เกิดดับและสืบต่อ จิตเดิมท่านหมายเอา อารมณ์เดียวกับจิตดวงก่อนมิใช่ตัวจิตเจ้าค่ะ มิฉะนั้นจะเป็นตัวตนไป จำไว้นะคะว่าธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา

แต่ที่จิตมีอาการต่างๆ ได้เพราะธรรมชาติอีกประเภทหนึ่ง คือเจตสิก ที่จรมาตามการสั่งสมหลังจากการรับอารมณ์ อาทิ โทสะเจตสิก โลภะเจตสิก กรุณาเจตสิก ปัญญาเจตสิก สติเจตสิก วิริยะเจตสิก มีทั้งสิ้น 52 ประเภท แม้ขันธ์ 3 คือ เวทนา สัญญา สังขาร ก็เป็นเจตสิกด้วย เข้าใจ๋?

"จิตปภัสสร หรือ จิตผ่องใส" ท่านหมายเอาภวังค์จิต ภวังค์จิตนี้จะเกิดดับบ่อยมากๆ คั่นวิถีจิต โดยจะเกิดที่

1.หลังปฏิสนธิ(จิต)
อาทิ ภวังคกิจสืบต่อจากปฏิสนธิจิต (ปฏิสนธิจิต คือ จิตที่ทำให้สืบต่อจากจุติจิต(ตาย) (จิตขณะสุดท้ายของชาติก่อน) ทันทีที่จุติจิตของชาติก่อนดับ กรรมหนึ่งที่ได้กระทำแล้ว ก็เป็นปัจจัยให้ปฏิสนธิจิตเกิดขึ้นเป็นจิตขณะแรกในชาตินี้ สืบต่อจากจุติจิตของชาติก่อน...แล้วก็ดับไป

และกรรมเดียวกันนั้นเป็นปัจจัยให้จิตดวงต่อไปเกิดขึ้นกระทำภวังคกิจ คือกิจดำรงภพชาติ ที่เป็นบุคคลนี้สืบต่อไปจนกว่าจะเคลื่อนจากภพภูมินี้ สิ้นสุดสภาพที่เป็นบุคคลในชาตินี้

2.เกิดที่ต้นวิถีหรือท้ายวิถีจิต (วิถีจิต คือจิตที่เกิดขึ้นทำกิจต่างๆ อาทิ เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส กระทบสัมผัส คิดนึก...)

ก่อนจะเห็น แม้ตื่นอยู่ก็จะมีภวังค์จิตคั่นแล้วจึงเกิดวิถีจิตเห็นทางตา และก็มีภวังค์จิตเกิดคั่นก่อน จิตอื่นจึงจะทำกิจและขึ้นวิถีได้ต่อไป จิตเห็นดับไปแล้ว จิตได้ยินจึงเกิด จิตได้ยินดับไปแล้ว จิตคิดนึกจึงเกิด นี่แสดงการเกิดดับของจิตที่มีกิจหรือหน้าที่แตกต่างกัน ให้สังเกตว่าเกิด-ดับเร็วมาก จิตทุกดวงเกิดขึ้นกระทำหนึ่งกิจใดแล้วก็ดับไป

จิตใดก็ตามซึ่งเกิดขึ้นเห็นหรือรู้ หรือยินดีพอใจในสิ่งที่กำลังปรากฏทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ จิตขณะนั้นๆ เป็นวิถีจิต ขณะได้ยินเสียงแล้วพอใจ หรือไม่พอใจเสียงก็เช่นเดียวกันเป็นอารมณ์ที่เกิดทางใจ ขณะที่เห็นไม่ใช่ภวังคจิต ขณะใดไม่ใช่ภวังคจิต ขณะนั้นเป็นวิถีจิต

วิถีจิตจะเกิดขึ้นคั่นกระแสของภวังค์ทันทีไม่ได้ เมื่อภวังคจิตดวงสุดท้ายของกระแสภวังค์ดับไปแล้ว วิถีจิตจึงเกิดขึ้นรู้อารมณ์ที่ปรากฏทางตา หรือทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจได้อีก ภวังคจิตเกิดดับๆ คั่นกิจนั้นๆ (กระทบกิจสืบต่อดำรงความเป็นบุคคลนั้นไว้)... ในขณะที่ไม่เห็น ไม่ได้ยิน ไม่ได้กลิ่น ไม่ได้ลิ้มรส ไม่รู้สิ่งกระทบสัมผัส และไม่คิดนึก นี้เป็นภวังค์จิต ที่ประภัสสรเพราะ ภวังค์จิตไม่มีอกุศลเจตสิกที่เกิดกับจิตที่ทำกิจจากการกระทบอารมณ์ทางทวารเหล่านี้เกิดร่วมด้วย

นามธรรมเหล่านี้เกิดดับเป็นปรกติในชีวิตประจำวัน มีภวังคจิตที่เกิดสลับกับวิถีจิตที่เกิดขึ้นรู้อารมณ์ทางทวารต่างๆ จิตเกิดดับเร็วกว่ารูป สภาวรูปรูปหนึ่งเกิดดับเท่ากับจิตเกิดดับ ๑๗ ขณะ

การเจริญวิปัสสนาจึงเอาสภาวะธรรมที่จรมาทางทวาร 6 ทั้งรูป-นาม(ขณะเป็นวิถี) มาเป็นอารมณ์ของปัญญา กำหนดปัจจัยและเห็นการเกิดดับได้

3. ภวังคจิตเกิดขณะที่นอนหลับสนิทๆ โดยไม่มีการฝัน

จิตดวงนั้นแหละท่านจัดเป็นจิต "ปภัสสร" ไม่ใช่จิตเดิมนะจ๊ะ

แต่ละบุคคลมีอัธยาศัยต่างๆ กัน มีอุปนิสัยต่างๆ กัน ตามการสะสมของจิตแต่ละขณะซึ่งเกิดดับสืบต่อกัน บางท่านก็เป็นผู้ใจบุญใจกุศลเพราะจิตที่เป็นบุญกุศลนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นภพชาติไหน เป็นปัจจัยสืบต่อๆ ไปข้างหน้า อกุศลก็เช่นเดียวกันไม่ว่าจะเป็นจิตประกอบด้วยโลภะ โทสะ หรือโมหะ (เจตสิก) เมื่อกุศลจิตประเภทนั้นๆ ดับไปแล้ว ก็เป็นปัจจัยให้จิตดวงต่อไปเกิดขึ้น สืบต่อสภาพธรรมที่สะสมอยู่ในจิตดวงก่อนต่อไปอีก

จิตทุกดวง(ที่ทำอาการต่าง) เป็นอนันตรปัจจัย ทำให้จิตดวงต่อไปเกิดขึ้น เว้นจุติจิตของพระอรหันต์ เท่านั้นที่ไม่เป็นอนันตรปัจจัย เมื่อจุติจิตของพระอรหันต์ดับจึงเป็นปรินิพพาน ไม่มีปฏิสนธิจิต คือไม่มีจิตใดๆ เกิดสืบต่ออีกเลย
บางส่วนคัดมาจาก จิตตสังเขป ซึ่งบรรยาย โดย ท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์จ๊ะ
ใครอ่านแล้วยังบ่เข้าใจ ไปศึกษากันเอาต่อเองเน้อ การศึกษาธรรมก็เป็นภาวนากุศลเจ้า อิอิ
ความคิดเห็นที่ 31
พระจันทร์แดง วันที่ : 24/03/2009 เวลา : 13.31 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/moonred

(0)
ผมคิดว่าจิตดวงแรก ไม่น่าจะเป็นอุปนิสัยได้นะครับ เพราะถ้าจะเป็นอุปนิสัยได้ต้องมีการสั่งสม จิตรู้อารมณ์ แล้วทรงจำอารมณ์นั้น ถ้าติดใจชอบใจอารมณ์ไหนบ่อยๆเข้าจึงน่าจะเกิดเป็นอุปนิสัย แต่จิตดวงแรกที่รู้อารมณ์ นั้นเกิดขึ้นมาได้ยังไง เกิดมาจากอะไร อันนี้สุดวิสัยสำหรับผมครับ แต่ถ้าคิดตามหลักว่า ความจริงปรมัตถ์ อันมี 4 อย่าง คือ จิต เจตสิก รูป และนิพพาน 3 อย่างแรกเป็น สังขตธรรม คือต้องมีปัจจัยประกอบกัน ส่วน นิพพาน เป็น อสังขตธรรม คือปราศจากเหตุปัจจัยใดๆเข้าประกอบกัน ดังนั้นจึงสรุปแบบกำปั้นทุกดินว่า "จิต" เกิดจาก"เจตสิก"และ"รูป" อาศัยหลักการอิทัปปัจจยตา เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี เกิดเป็น"ผู้รู้"และ "อารมณ์ที่ถูกรู้"หรือ"สิ่งที่ถูกรู้"
สรุปว่าจิตดวงแรกเกิดได้ยังไง อันนี้ผมไม่รู้ครับ เพราะอธิบายไปจนสุดปัญญาเท่าที่มีในตอนนี้ได้แค่นี้ครับ ส่วนเมื่อจิตดวงแรกเกิดขึ้นมา จะใช่จิตประภัสสร ตามที่พระพุทธองค์กล่าวไว้หรือเปล่า อันนี้ก็เกินกำลังสติปัญญาที่มีในตอนนี้ครับ
ความคิดเห็นที่ 30
ก้อนหินยิ้ม วันที่ : 24/03/2009 เวลา : 12.31 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/konhinsmile

(0)
มาต่อกันดีกว่าเจ้าค่ะ ก้อนหินกำลังนึกสนุกอยู่ค่ะ

"อุปนิสัย" นั้น ก้อนหินคิดว่าเป็น "จิตดวงแรก" ด้วยแหละนะ
"จิตดวงแรก" เป็นจิตเพียงแค่ 1 ขณะ จากหลายขณะจิตที่มันเกิดดับอยู่ตลอดเวลา

คนเราตายด้วยจิตเพียงแค่ 1 ขณะ ที่สัตว์โลกเราเสวยอารมย์แล้ววิญญาณดวงแรกนี้ได้ไปเกิด
คือตายแล้วเกิดทันทีในช่วงขณะจิต 1 ขณะ(ปฏิสนธิจิตเพียง 1 ขณะ) หากทำอารมย์ดีก็ไปสู่สุคติ แต่หากทำอารมย์ไม่ดี ก็จะไปสู่ทุคติ และหากว่าได้เกิดเป็นมนุษย์ จิตดวงแรกที่ก้อนหินเรียกว่านี้แหละคือ "อุปนิสัย"หรือจิตเดิม

หลวงตา...เจ้าขา..เข้าใจก้อนหินยิ้มหรือยังเจ้าค่ะ ก้อนหินไม่มีเจตนาบิดเบือนพระพุทธพจน์นะเจ้าค่ะ....
หลวงตายังมีน้ำโห ก้อนหินยิ้ม อยู่หรือป่าวเจ้าค่ะ
คือก้อนหิน ยังติดต่อคุณนาบุญ ไม่ได้เลยเจ้าค่ะ เอาไว้ติดต่อท่านได้แล้วจะให้ท่านเข้าไปคุยกับหลวงตา นะเจ้าค่ะ
ความคิดเห็นที่ 29
ก้อนหินยิ้ม วันที่ : 24/03/2009 เวลา : 12.17 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/konhinsmile

(0)
ดีใจเจ้าค่ะ ที่ อ.สรกิจ มาเยี่ยมบ้านพระธรรม นะคะ

ก้อนหินมาต่อดีกว่าเจ้าค่ะ
คือไม่ว่าก้อนหินจะคิดอะไรต่อไป ก้อนหินจะยึดถือ พุทธพจน์นี้เสมอเจ้าค่ะ คือ"ปภสฺสรมิทํ ภิกฺขเว จิตฺตํ....จิตนี้ประภัสสร แต่เพราะอุปกิเลสจรมา จึงเศร้าหมอง"

งั้นมาต่อกันดีกว่า นะคะ
แปลกที่ก้อนหินก็ยังคิดว่า "จิตเดิม"นั้นจะเป็นมหายานหรือเถรวาทก็ตาม แต่ความเข้าใจของก้อนหินเองมันยังนอนเนื่องอยู่
ก้อนหินมาเปลี่ยนเป็น "อุปนิสัย" ดีกว่าค่ะ
อย่างเช่น ท่านองค์คุลีมาล ที่มีอุปนิสัยเป็นคนใฝ่ดี แต่มาเจออาจารย์ผู้สอน ที่สอนผิดๆ จึงกระทำความผิดมาตลอดโดยไม่รู้เพราะถูกสอนมาผิดๆ จนกระทั่งวาสนาบารมีได้เข้าสู่ข่ายพระญาณของพระพุทธเจ้า
เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จมาโปรด.."อุปนิสัย"ใฝ่ดีจึงโพล่งออกมาและดวงตาเห็นธรรม

นี่..คือสิ่งที่ก้อนหิน เข้าใจจากที่นั่งคุยกับคุณนาบุญ ค่ะ ผิดถูกอย่างไร
ท่านผู้รู้โปรดอภัยให้ก้อนหินยิ้ม ด้วยนะเจ้าค่ะ

แล้วเนี่ย? ก้อนหินอุตสาห์แอบไปเปิดอ่าน สมุดบันทึกการฝึกหัดภาวนาของท่าน ซึ่งท่านได้เขียนบันทึกมาเรื่อยๆ นับตั้งแต่ท่านหัดภาวนาตั้งแต่เริ่มแรก....เลยนะคะ
พอมาสะดุด เรื่องจิตเดิม เข้า ก้อนหินไม่แน่ใจตัวเองแล้วว่าจะขอท่านมาเล่าประสบการณ์นั้นให้พวกเราได้อ่านกันหรือไม่..เจ้าค่ะ เอาไงดีล่ะ
ความคิดเห็นที่ 28
สรกิจ วันที่ : 24/03/2009 เวลา : 10.13 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/phdsuchart


(0)
เป็นวิชาการดีครับ ผู้รู้จะได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน มีมุมมองแตกต่างกัน ผู้เขียนก็จะได้ความรู้เพิ่มเติมอีก และสุดท้ายคือรูปภาพสวยมากครับผม
ความคิดเห็นที่ 27
ณัฐรดา วันที่ : 24/03/2009 เวลา : 08.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

(0)
โอ้...
ไม่ได้เข้ามาเยี่ยมไปพักเดียว มีอะไรดีๆตั้งเยอะแน่ะ
เกือบพลาดเรื่องประเทืองปัญญาไปแล้วซีคะ
ความคิดเห็นที่ 26
ก้อนหินยิ้ม วันที่ : 23/03/2009 เวลา : 22.59 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/konhinsmile

(0)
ก้อนหิน คิดออกแล้วล่ะ
เดี๊ยวก้อนหิน วิ่งไปตามพี่ดอกไม้ กะอ.สรกิจ
มาช่วยก้อนหิน ดีกว่า
หลวงตา กับ คุณพี่พระจันทร์แดง โปรดรอสักครู่นะเจ้าค่ะ
ความคิดเห็นที่ 25
ก้อนหินยิ้ม วันที่ : 23/03/2009 เวลา : 22.54 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/konhinsmile

(0)
ต่อไปนี้เป็นความคิดของก้อนหินยิ้ม นะคะ ผิดอย่างไร หลวงตาฯ ชี้แนะสั่งสอนก้อนหินยิ้ม ด้วยนะเจ้าค่ะ(หลวงตาจะ..ดุ..ก็ได้ แต่ต้อง"ดุ" ค่อยๆ เบาๆ นิ่มๆ นะเจ้าค่ะ ไม่งั้นก้อนหินจะร้องไห้..แง..แง..เลยแหละ)
คือ
จิตนี้ประภัสสร กับ จิตเดิม ไม่ใช่ จิตเดียวกัน ค่ะ
และไม่เป็นนิพพาน ด้วยค่ะ

ก้อนหินยิ้มอาจแปลความนัยของคุณนาบุญ ผิดพลาดไปตั้งแต่แรก ที่ใช้ค้ำว่า"เปลี่ยนแปลงไป" เพราะก้อนหินคิดว่าจิตเดิม(จิตแรกเกิด)นั้นมันแค่เปลี่ยนแปลงไป เพราะสิ่งแวดล้อมที่ชั่วร้ายเข้ามาครอบงำเท่านั้นค่ะ จริงๆ จิตที่ใฝ่ดีงามของนาย ก. ยังอยู่
และก้อนหินไม่คิดจะอธิบายไปตามพราหมณ์ฮินดู แต่อย่างไร

พอเข้ามาอ่านใหม่ เมื่อกี้นี้เอง
จึงฉุดคิดได้ว่า สิ่งที่คุณนาบุญ พยายามจะบอกก้อนหิน นั้นคือ"อุปนิสัย" ของเราหรือนาย ก. นั้นเอง
ถ้าก้อนหิน ใช้คำว่า "อุปนิสัย" เสียแต่แรก คงไม่มีประเด็นนะเจ้าค่ะ เพราะคำว่า"จิตเดิม" น่าจะเกิดมาจากตำราของมหายาน

สรุปแล้วจบประเด็น...อย่างไรเจ้าค่ะเนี่ย?
ก้อนหินยิ้ม งง..งง..ไปหมดล่ะ..เนี่ยเชื่อมั๊ย? เจ้าค่ะ ถ้าคุณนาบุญ ท่านทราบว่าก้อนหินมาแปลความผิดพลาดไป มีหวังท่าน..ขำ..หัวเราะเยาะก้อนหินยิ้มแน่ๆเล๊ย
ความคิดเห็นที่ 24
ก้อนหินยิ้ม วันที่ : 23/03/2009 เวลา : 22.38 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/konhinsmile

(0)
โอ้โห..อ๋อยๆๆๆ หลวงตาเปิดสอนพระอภิธรรม กลางอากาศ ณ บ้านพระธรรม เลยแฮะ...ดีใจจังเจ้าค่ะ
บ้านพระธรรมเหงามานานแล้วล่ะ

บทความของคุณนาบุญ...ไง..กระตุ้น..ต่อยอดความคิดได้มากมายอย่างเนี่ยนะเจ้าค่ะ อันต้องกราบขอบพระคุณหลวงตาชัยยัสสุเจ้าค่ะและคุณพี่พระจันทร์แดง ด้วยนะคะ

ความจริงตอนที่ก้อนหิน นั่งคุยกับคุณนาบุญ
ก้อนหินก็ว่าเข้าใจที่ท่านคุย นะคะ
แต่พอเก็บมาทุกถ้อยคำของท่าน แล้วมาถ่ายทอดลงบ้านพระธรรม..เลยเป็นประเด็นสำคัญไปเลยล่ะเจ้าค่ะ

แต่ก้อนหิน..ชอบนะคะ
ความคิดเห็นที่ 23
chaiyassu วันที่ : 23/03/2009 เวลา : 19.50 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bunruang

(0)
ตกลง ประเด็นนี้
น่าจะชัดเจนนะ...


ความคิดเห็นที่ 22
พระจันทร์แดง วันที่ : 23/03/2009 เวลา : 19.31 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/moonred

(0)
"และในความคิดผม ระหว่างจิตนี้ประภัสสร กับ จิตเดิม ก็ยังไม่ใช่ จิตเดียวกัน เพราะเมื่อความเป็นจิตเกิดขึ้นได้ก็เพราะมีอวิชชาเป็นเหตุให้เกิด ดังนั้นจิตประภัสสร น่าจะหมายถึงพระนิพพานมากกว่า"

ขอแก้ตรง "ดังนั้นจิตประภัสสร น่าจะหมายถึงพระนิพพานมากว่า" อันนี้เมื่อกลับมาพิจารณาดูอีกที ก็ไม่ต่างกันถ้าพิจารณาตามความหมายที่ว่ามา ระหว่างจิตประภัสสร และจิตเดิม แม้จะเรียกชื่อต่างกัน

ขอบคุณพระคุณเจ้าครับ ผมนึกไปถึงสิ่งที่น่าจะมีมาก่อนจะเป็นจิต ซึงคนละความหมายกับจิตประภัสสรเลย เพราะจิตประภัสสรก็ยังเป็นจิตอยู่นั่นแหละ
ความคิดเห็นที่ 21
chaiyassu วันที่ : 23/03/2009 เวลา : 19.27 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bunruang

(0)
ปล.
>โดยหลักการ จิตเดิมในบริบทของฝ่ายเถรวาทไม่มี ได้เคยนำบาลีมาแสดงแล้ว เพราะฉะนั้น ไม่ควรนำคำว่า จิตเดิม มาใช้ร่วมกับ จิตนี้ประภัสสร
>ที่คุณพระจ้นทร์แดงเข้าใจว่า "ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน" ซึ่งถือเป็นการเข้าใจถูกต้องแล้ว....แต่เหตุผลประกอบที่ยกขึ้นว่า "เพราะเมื่อความเป็นจิตเกิดขึ้นได้ก็เพราะมีอวิชชาเป็นเหตุให้เกิด" ดูมีความคลาดเคลื่อน เพราะโยงหลักธรรมไม่ตรงหมวดหมู่ ทั้งยังจะทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้ว่า อวิชชาเป็นตัวการทำให้จิตเกิดขึ้น
ความคิดเห็นที่ 20
chaiyassu วันที่ : 23/03/2009 เวลา : 19.05 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bunruang

(0)
ความเห็นเพิ่มเติม
>อยากให้คุณพระจันทร์แดงไปดูบริบทของคำว่า ปภสฺสรมิทํ ภิกฺขเว จิตฺตํ....ให้ดี ๆ แบบไม่ต้องตีความ จะเห็นชัดว่า บาลีบทนี้ พระพุทธเจ้าแสดงธรรมชาติของจิตว่า จิตโดยปกติของคนเราโดยทั่วไป ถ้ามันยังไม่รับอารมณ์ มันก็จะมีลักษณะไม่ขุ่นไม่มัว พูดแบบชาวบ้านทั่วไปก็คือ มันปกติ แต่ความปกติดังกล่าวนี้มันเปลี่ยนไปได้เพราะมีกิเลส...
>ถ้าไปตีความว่า ประภัสสรว่า คือนิพพาน ทำไมจึงตรัสต่อไปว่า แต่เศร้าหมองเพราะกิเลสที่จรมา ( ตญฺจ โข อาคนฺตุเกหิ อุปกฺกิเลเสหิ อุปกฺกิลิฏฐํ) ซึ่งขัดแย้งกันอยู่ในตัว ที่สำคัญในบาลี เท่าที่พบ ยังไม่เคยเห็นท่านใช้คำว่า ประภัสสร แทน นิพพาน ข้อนี้ คุณพระจันทร์แดงเห็นอย่างไร ?
ความคิดเห็นที่ 19
พระจันทร์แดง วันที่ : 23/03/2009 เวลา : 18.25 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/moonred

(0)
สาธุครับ พระคุณเจ้า
จุดประสงค์ที่ถามเพื่อต้องการให้แยกแยะระหว่าง สิ่งที่เรียกว่า จิตเดิม กับ พระนิพพาน ออกจากกัน เพราะอาจทำให้สับสนได้ เหตุเพราะมีหลายที่ใช้คำๆนี้ ในการอธิบายพระนิพพาน จึงอาจสับสนได้ และอาจทำให้สับสนไปถึงหรือเข้าใจไปว่า พระนิพพานและปรมาตมันเป็นสิ่งเดียวกัน
และในความคิดผม ระหว่างจิตนี้ประภัสสร กับ จิตเดิม ก็ยังไม่ใช่ จิตเดียวกัน เพราะเมื่อความเป็นจิตเกิดขึ้นได้ก็เพราะมีอวิชชาเป็นเหตุให้เกิด ดังนั้นจิตประภัสสร น่าจะหมายถึงพระนิพพานมากกว่า(อันนี้ความเห็นส่วนตัวนะครับ ผิดถูกขอพระคุณเจ้าช่วยชี้แนะด้วย)
ความคิดเห็นที่ 18
chaiyassu วันที่ : 23/03/2009 เวลา : 17.27 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bunruang

(0)
ขออนุญาตแลกเปลี่ยนกับคุณพระจันทร์แดงอย่างนี้ว่า
๑.จะเรียกว่าจิตเดิม หรือจิตอะไรก็ตาม หน้าที่ของจิตคือรู้อารมณ์ หรือจะพูดกลับกันว่า การรู้อารมณ์เป็นธรรมชาติของจิต
๒.เมื่อจิตทำหน้าที่รู้อารมณ์ ตัวอารมณ์นั่นแหละคือสิ่งที่จิตรู้ หรือที่คุณพระจันทร์แดงเรียกว่า "สิ่งที่ถูกรู้"
๓. หลักการของพระพุทธศาสนา นอกจากพระนิพพานแล้ว เหลือจากนั้นทั้งหมด ถือว่าเป็นสังขตธรรมทั้งสิ้น
๔.จิตเดิมในพระพุทธพจน์นี้ แม้จะประภัสสร ก็ไม่ได้หมายความว่า เป็นจิตที่ถึงพระนิพพานแล้ว เพราะถ้าถึงพระนิพพานแล้ว กิเลสที่จรมาก็คงทำให้เศร้าหมองไม่ได้ จิตเดิมจึงเป็นแต่เพียงการพูดถึงจิตที่ยังไม่มีอะไรมาปรุงแต่ง ไม่ใช่จิตที่อะไรปรุงแต่งไม่ได้ เพราะฉะนั้นจิตเดิมที่ว่านี้จึงตกอยู่ในฐานะเป็นสังขตธรรม
ความคิดเห็นที่ 17
พระจันทร์แดง วันที่ : 23/03/2009 เวลา : 15.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/moonred

(0)
ถามคุณก้อนหินและผู้รู้ทุกท่านครับ

ธรรมชาติใดย่อมรู้อารมณ์ คือ ได้รับอารมณ์อยู่เสมอ ฉะนั้น ธรรมฃาตินั้น ชื่อว่า "จิต"
สัมปยุตธรรม คือ เจตสิกทั้งหลายย่อมรู้อารมณ์ โดยอาศัยธรรมชาตินั้น ฉะนั้นธรรมชาติที่เป็นเหตุแห่งการรู้อารมณ์ของเจตสิกนั้น ชื่อว่า "จิต"

ถามว่า จิตเดิม ที่ท่านว่า มีธรรมชาิติรู้อารมณ์ รึเปล่า
และถ้าจิตเดิม มีธรรมชาติรู้อารมณ์ ก็หมายความว่า ยังมีธรรมชาติที่ถูกรู้อยู่ใข่หรือไม่ และถ้ายังมีธรรมชาติรู้และธรรมชาติที่ถูกรู้ก็แสดงว่า ยังเป็นสังขตธรรมใช่หรือไม่

รบกวนคุณก้อนหินฝากถามข้อสงสัยให้ด้วยนะครับ แต่ถ้าใครรู้ก็ของความกรุณาด้วยนะครับ ของคุณครับ

ความคิดเห็นที่ 16
chaiyassu วันที่ : 23/03/2009 เวลา : 05.49 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bunruang

(0)
ปล. ขอแก้ไขคำว่า "เห็นด้วยกับการบอกว่า จิตเดิม ก็คิดจิตที่ประภัสสรนั่นเอง"
เป็น
เห็นด้วยกับการบอกว่า จิตเดิม ก็คือจิตที่ประภัสสรนั่นเอง
ความคิดเห็นที่ 15
chaiyassu วันที่ : 23/03/2009 เวลา : 05.47 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bunruang

(0)
จริง ๆ แล้ว
ส่วนตัวไม่ติดใจคำนี้
เพียงแต่ตั้งคำถามขึ้นมา
ก็เพื่อต้องการให้เรากลับไปตอบคำถาม
บนพื้นฐานของประวัติศาสตร์พัฒนาการของพระพุทธศาสนา
ไม่ควรจะมองคำนี้ในบริบทของ "เถรวาท"
ที่อ้างคัมภีร์อะไรมากมาย
ก็เพื่อให้แน่ใจว่า ที่มาที่ไปของคำนี้มาอย่างไร
..............
โดยหลักการแล้ว
เห็นด้วยกับการบอกว่า จิตเดิม ก็คิดจิตที่ประภัสสรนั่นเอง
ซึ่งการตีความอย่างนี้ จะไม่ผิดเพี้ยนจากพระพุทธ
เพราะพระพุทธพจน์นี้ต้องการสื่อให้เห็นธรรมชาติของจิต
และสาเหตุที่ทำให้จิตแปรสภาพเป็นอื่น
ถ้าเราเข้าใจอย่างนี้ จะทำให้มองเห็นความแตกต่างจากแนวคิดเรื่อง อาตมัน-ปรมาตมันอย่างสิ้นเชิง
ความคิดเห็นที่ 14
ก้อนหินยิ้ม วันที่ : 22/03/2009 เวลา : 22.51 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/konhinsmile

(0)
คุณนาบุญ (NaBoon)
ตอบคำถาม ของหลวงตาและคุณพระจันทร์แดง ดังนี้...ค่ะ

จิตเดิม(One Mind)
1.มีลักษณะที่ผ่องใสสะอาด ไม่มีความโลภ โกรธ หลง หรืออวิชชาครอบงำ
2.เป็นความจริงที่ไม่มีกิเลส ไม่มีเชื่อของกิเลส
ไม่มีของแปลกปลอม ใดๆ ทั้งสิ้น
3.เหมือนเช่นความดีที่ไม่มีวันตาย
4.เป็นการพูดในแง่คุณสมบัติของจิต

ความจริงเป็นดังเช่นหลวงตา
ได้ค้นหาจากพระไตรปิฏก เจ้าค่ะ
คุณนาบุญ บอกว่าจิตเดิม ที่ท่านพูดถึงนั้น
ก็คือจิตนี้ประภัสสร นั่นแหละเจ้าค่ะ
ปล.ท่านฝากกราบขอโทษ หลวงตาด้วยค่ะที่ทำให้หลวงตาต้องไปค้นในพระไตรปิฏก
เพียงแต่ท่านต้องการประยุกต์ใช้ให้คนเข้าใจง่ายๆ ค่ะ

แต่ถ้าพูดถึง “จิตเดิมแท้” จะหมายถึง “ปรมาตมัน” ทันที
และจะเข้าสู่ยุคอุปนิษัท พราหมณ์-ฮินดู

และที่พูดว่า จิตนั้น เกิด-ดับ ตลอดเวลา
จะเป็นการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เพราะมีปัจจัยภายนอกมาเป็นตัวกระตุ้น

ตัวอย่างเช่น นาย ก เป็นคนรักดี เกิดมาใฝ่ดีมากโดยตลอด
แต่เมื่ออายุมากขึ้น ได้มีคนปฏิบัติชั่วมาชวน
ไปทำความชั่วร้าย นาย ก จึงเปลี่ยนไป

อธิบายได้ว่า
1.ความเป็นคนดีใฝ่ดี ในสมัยเด็กๆนั้น นั่นคือจิตเดิม
ซึ่งมีจิตในลักษณะผ่องใสสะอาด นั่นเป็นลักษณะจิตเดิมของนาย ก
2.ลักษณะผ่องใสสะอาดนี้ มันเกิด-ดับ ตลอดเวลาเป็นปกติ
เหมือนเช่นธรรมชาติของจิตหรือป่าว ตอบว่าไม่ใช่
มันแค่เปลี่ยนแปลงไป และมันรอว่า เมื่อไร? นาย ก จะเกิด “ปัญญา”
ที่จะค้นหา “จิตเดิม” ของตัวเองได้หรือไม่
ทั้งหมดอยู่ที่ กิเลส กรรม วิบาก ของนาย ก เอง

ปัญหา มีอยู่ว่า นาย ก จะสามารถกำจัดความชั่ว ของแปลกปลอมออกไปได้อย่างไร?

จิตที่เป็น ปรมาตมัน(พรหมัน) ของ ฮินดูพรหมณ์หมายถึงจิตของชีวาตมัน(อาตมัน) ที่วามรถทำลาย “มายา” ได้แล้ว
เข้าสู่โมกษะ เพื่อเป็นสะพานกลับไปสู่สรรพสิ่งที่เป็นปรมาตมัน
จิตตัวนี้เรียกว่า “จิตเดิมแท้”
เป็นสิ่งที่กลืนพุทธ โดยชาวพุทธ ก็ยังไม่รู้ว่านั่นคือพุทธที่ถูกกลืน

จาก คุณนาบุญ (Na-Boon)
๒๒ มีนาคม ๒๕๕๒
ความคิดเห็นที่ 13
ก้อนหินยิ้ม วันที่ : 22/03/2009 เวลา : 22.44 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/konhinsmile

(0)
และต้องขอบคุณคุณพี่พระจันทร์แดง ที่ตั้งประเด็นของคำถามไว้ รวมทั้งหลวงตาชัยยัสสุด้วยเจ้าค่ะ

ก้อนหิน ไปเรียนถามคุณนาบุญ (NaBoon)
มาแล้วเจ้าค่ะ
ท่านก็อึ้งไปนะคะ เพราะไม่คิดว่าจะมีคำถามเด็ดๆ มา ท่านยิ้มค่ะ
และท่ก็พูดออกตัวมาก่อนเลยว่า ท่านไม่ใช่นักการศึกษาเปรียญธรรมอะไรค่ะ
และฝากกราบนมัสการมายังหลวงตาชัยฯ ด้วยค่ะ
ความคิดเห็นที่ 12
ก้อนหินยิ้ม วันที่ : 22/03/2009 เวลา : 22.38 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/konhinsmile

(0)
ขอบคุณคุณยาย ting และคุณพี่walkaway
มากๆ เจ้าค่ะ ขอบคุณค่ะ

ขอบคุณคุณพี่ณัฐรดา ก้อนหินยังไม่ได้แวะไปเยี่อมคุณพี่เลยเจ้าค่ะ ตอนนี้สอบเสร็จแล้วคงมีเวลาว่างค่ะเพราะไม่มีซัมเมอร์ค่ะ
ความคิดเห็นที่ 11
ก้อนหินยิ้ม วันที่ : 22/03/2009 เวลา : 22.34 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/konhinsmile

(0)
ขอบคุณ หลวงพี่ลานเทวา นะเจ้าค่ะ
ที่แวะเวียนมาให้กำลังใจ บ้านพระธรรมเสมอ
ความคิดเห็นที่ 10
chaiyassu วันที่ : 19/03/2009 เวลา : 18.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bunruang

(0)
ช่วงเย็นพอมีเวลา
เลยนั่งเช็คสาระบบของคำนี้ในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา
เอาเฉพาะคัมภีร์หลัก ๆ คือ
พระไตรปิฎก และอรรถกถา
พบคำ ๆ คัมภีร์ในคัมภีร์ต่อไปนี้
๑.อังคุตตรนิกาย (พระไตรปิฎก)
๒.อรรถกถามัชฌิมนิกาย
๓.คัมภีร์ธรรมบท
๔.สัทธัมมปโชติกา
๕.สัทธัมมปกาสินี
๖.อัฏฐสาลินี
๗.มังคลัตถทีปนี และ
๘.ปรมัตถมัญชุสา อรรถกถาวิสุทธิมรรค
ข้อความที่พบ อ้างบาลีพระพุทธพจน์
ตามที่ปรากฎอยู่ในคัมภีร์อังคุตตรนิกายตรงกันหมด
ไม่มีคำว่า "จิตเดิม" จริง ๆ
มีแต่คำว่า "ปภสฺสรมิทํ ภิกฺขเว จิตฺตํ....จิตนี้ประภัสสร แต่เพราะอุปกิเลสจรมา จึงเศร้าหมอง"
การแปล/ตีความเป็นอย่างอื่นนอกจากนี้
จึงเป็นเรื่องของที่เกิดขึ้นภายหลัง.....
ซึ่งเราสามารถสืบสาวหาที่มาที่ไปได้
โดยไม่ยากนัก
ความคิดเห็นที่ 9
chaiyassu วันที่ : 19/03/2009 เวลา : 13.02 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bunruang

(0)
จริง ๆ ในสายเถรวาทเรา
ไม่เคยมีคำว่า "จิตเดิม"
ตรวจสอบบาลีพระพุทธพจน์เท่าที่ปรากฎ
คำนี้น่าจะตีความมาจากบทบาลีที่ว่า
ปภสฺสรมิทํ ภิกฺขเว จิตฺตํ, ตญฺจ โข อาคนฺตุเกหิ อุปกฺกิเลเสหิ อุปกฺกิลิฏฐํ ฯ
แปลความว่า
ภิกษุทั้งหลาย จิตนี้ประภัสสร แต่จิตนี้เศร้าหมองเพราะอุปกิเลสที่จรมา ฯ
................
เวลาเราพูดถึงคำว่า จิตเดิม
เราต้องโยงไปหาแนวคิดของพวกมหายาน
เข้าใจว่า คงจะมีการแปล/และตีความพระพุทธพจน์นี้เลยเถิดเป็นคำว่า "จิตเดิม"
ถ้าเราไปศึกษาดูให้ดีก็จะเห็น
ส่วนหนึ่งก็มีความเกี่ยวข้องกับการต่อสู้ทางความคิดกับฝ่ายฮินดูด้วย
มันก็เลยดูเอน ๆ ไปในแนวนั้น
ประวัติศาสตร์พัฒนาการของพระพุทธศาสนาในช่วงนั้น บอกเราอย่างนั้น
ก้อนเหิน ฯ เองศึกษาเรื่องนี้มา น่าจะทราบว่า...
ทำไมจึงต้องออกมาในรูปนี้.....(หมายถึง ทำไมต้องมีคำว่าจิตเดิม...."
ความคิดเห็นที่ 8
พระจันทร์แดง วันที่ : 18/03/2009 เวลา : 20.40 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/moonred

(0)
ตรงที่พระคุณเจ้าถามนั่นแหละครับประเด็น อะไรคือจิตเดิม ผมเองก็สงสัยเหมือนกัน เพราะถ้าใช้คำๆนี้มันก็ดูเหมือนไปสนับสนุน เรื่อง ปรมาตมัน ในศาสนาฮินดู แต่จากที่ศึกษามาหลายๆที่ จิตเดิมแท้นั้น ไม่รู้ว่าใครเป็นคนใช้เริ่มแรก แต่เหมือนเป็นความพยายามในการอธิบายพระนิพพาน ซึ่งแตกต่างจาก ความเชื่อเรื่อง ปรมาตมัน ของศาสนาฺฮินดู แล้วถ้าถามว่ามันต่างยังๆไงกับ จิต ที่มันเกิด ดับ เกิด ดับ อันนี้ตามความรู้อันน้อยนิดที่ผมนึกออก ว่าจิตเดิมแท้ ที่กล่าวถึงนั้น เป็นสภาวะที่พ้นไปจาก "ผู้รู้" และ "สิ่งที่ถูกรู้" ซึ่งต่างกับ"จิต"ธรรมดา ที่มีหน้าที่"รู้อารมณ์" ส่วนจะมีสภาพเป็นเช่นไร อันนี้สุดเกิดที่จะคาดเดาได้ครับ
ความคิดเห็นที่ 7
chaiyassu วันที่ : 18/03/2009 เวลา : 16.48 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bunruang

(0)
เมื่อจิตเกิดดับ เกิดดับอยู่ทุกขณะ
คำถามคือ.......
อะไรคือจิตเดิม ?
ความคิดเห็นที่ 6
พระจันทร์แดง วันที่ : 18/03/2009 เวลา : 16.11 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/moonred

(0)
เรื่องจิตเดิมแท้เป็นเรื่องที่เข้าใจยาก เพราะคนมักสับสนกับจิตที่เป็นอยู่ในขณะนี้ และเป็นเรื่องที่ผูกโยงไปถึงพระนิพพาน ทำให้ทุกวันนี้คนก็ยังเห็นต่างกัน ทำให้เข้าใจเป้าหมายสูงสุดคือพระนิพพานที่เราเหล่าชาวพุทธ ปฎิบัติธรรมเพื่อสิ่งนี้คลาดเคลื่อนไป อันนี้ก็สุดแล้วแต่บุญที่ทำมาว่าใครจะสามารถเข้าใจไ้ด้ดีและถูกต้องเพียงไร
ความคิดเห็นที่ 5
ณัฐรดา วันที่ : 18/03/2009 เวลา : 09.02 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

(0)
ขอบคุณค่ะ
ความคิดเห็นที่ 4
ก้อนหินยิ้ม วันที่ : 18/03/2009 เวลา : 07.40 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/konhinsmile

(0)
อ่านแล้วสบายใจจังค่ะ
เข้าใจได้ง่ายๆ สบายๆ

ขอบคุณ คุณนาบุญ (Na-Boon) ค่ะ
ความคิดเห็นที่ 3
walkaway วันที่ : 17/03/2009 เวลา : 23.16 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ake-yanee
สิ่งที่เขียนคือสิ่งที่เห็นและเป็นจริงเสมอ

(0)
จิตหนึ่งน้อมคารวะทุกๆจิตที่สร้างสรรค์แต่สิ่งดีงาม
walkaway(๐๖๑)
๑๗ มีนาคม ๒๕๕๒
ความคิดเห็นที่ 2
ting วันที่ : 17/03/2009 เวลา : 22.48 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Germany
จงเตือนตนด้วยตนเอง สักแต่ว่าตัวตนเกิดขึ้น ตั้งอยู่ดับไป เหมือนต้นไม้ออกดอกออกผล ล่วงหล่นไปเมล็ดเกิดใหม่ก็มาจากต้นไม้เดิม

(0)
จิตไม่ปรุ่งแต่ง

อยู่ที่ใหนก็มีความสุข


จิตไม่ปรุ่งแต่ง

เป็นฆราวาสก็ทำได้

ขอทำจิตให้เป็นหนึ่ง ไม่ปรุ่งแต่ง
ความคิดเห็นที่ 1
ลานเทวา วันที่ : 17/03/2009 เวลา : 22.46 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/phutanow
 .......ทุกบทคำนำนัยยะ   เถอะเจ้าจงชำระ   มันด้วยใจ.........

(0)

จิตเดียว จักเที่ยวไป
วัฏฏกาล
แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน