• บ้านพระธรรม
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2008-05-29
  • จำนวนเรื่อง : 143
  • จำนวนผู้ชม : 525009
  • จำนวนผู้โหวต : 148
  • ส่ง msg :
  • โหวต 148 คน
<< พฤษภาคม 2010 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30 31          

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพุธ ที่ 12 พฤษภาคม 2553
Posted by บ้านพระธรรม , ผู้อ่าน : 2607 , 12:33:22 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

มัฏฐกุลฑลี

 

          เรื่องราวของมัฏฐกุลฑลี สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญ และอานุภาพของจิตได้ดีเรื่องหนึ่ง ทำนองเดียวกับเรื่องของพระจักขุบาล ถ้าจะต่างก็ตรงที่ พระจักขุบาลนั้นต้องการสะท้อนให้เห็นถึงสภาพจิตที่เป็นบาป ขณะที่มัฏฐกุลฑลีต้องการแสดงให้เห็นถึงสภาพจิตที่เป็นบุญ พระคาถาที่เป็นพระพุทธภาษิตจึงผูกศัพท์คล้าย ๆ กันทั้งขึ้นต้น และลงท้าย พระคาถาปรากฏดังนี้

ธรรมทั้งหลาย มีใจเป็นหัวหน้า มีใจเป็นใหญ่

สำเร็จแล้วด้วยใด ถ้าบุคคลมีใจผ่องใสแล้ว

พูดอย่างก็ดี ทำอยู่ก็ดี

ความสุขย่อมไปตามเขา เพราะเหตุนั้น

เหมือนเงาไปตามตัว

          เพื่อขยายความให้เห็นเป็นรูปธรรม พระอรรถกถาจารย์ได้ผูกเรื่องราวครอบครัวของเศรษฐีขี้เหนียวขึ้นมาเป็นตัวอย่างประกอบ ความขี้เหนียวของเศรษฐีท่านนี้เป็นที่เลื่องลือ ถึงขนาดชาวบ้านตั้งฉายาให้ว่า “อทินนปุพพกะ” หมายถึง ผู้ไม่เคยให้อะไรใคร แปลตามภาษาท้องตลาดทั่วไปก็คงจะแปลว่า “เศรษฐีขี้เหนียว” หรือ “เศรษฐีไร้น้ำใจ” อะไรประมาณนี้

          เพื่อต้องการสะท้อนความขี้เหนียวของเศรษฐีให้ชัดเจนตามชื่อที่เรียกขาน ท่านจึงผูกเรื่องว่า  เศรษฐีจะหาทองเครื่องประดับให้ลูก ก็ไม่กล้าซื้อจากร้านตลาด ใช้วิธีหาเงินมาทุบ ๆ เป็นก้อนกลม ๆ ต่างสร้อยให้ลูกชายแขวนคอ ต่อมาลูกชายหัวแก้วหัวแหวนคนนี้เกิดป่วย เศรษฐีผู้เป็นบิดาก็ไม่ยอมพาไปหาหมอ หรือให้หมอมารักษา เพราะความเสียดายทรัพย์ที่จะต้องจ่ายไป แม้จะถูกภรรยารบเร้าให้พาหมอมารักษา แต่เศรษฐีท่านนี้ก็หาเชื่อฟังไม่ ซ้ำร้ายยังสรรหาคำมาพูดกระทบกระแทกภรรยาทำนองว่า หล่อนมาอยู่บ้านนี้ มีทรัพย์สมบัติอะไรติดตัวมาบ้าง ทำให้ภรรยาอึดอัดใจ และไม่กล้าออกหน้าอีก คงปล่อยให้เศรษฐีจัดแจงเองตามยถากรรม

          ตามยถากรรมก็คือ เศรษฐีได้แค่ไปถามอาการ และถามยากับหมอ จากนั้นแกก็เที่ยวหายามาปรุงให้ลูกชายทานเอง ทำไปทำมา แทนที่จะทุเลาขึ้น โรคกลับกำเริบหนัก เมื่อไม่สามารถเยียวยาเองได้แล้ว จึงได้ไปเชิญหมอมาดูอาการ ซึ่งเมื่อหมอมาตรวจอาการแล้วก็ส่ายหน้าหมดหวังที่จะช่วยเยียวยา สุดท้ายลูกชายของเศรษฐีก็เสียชีวิตเหมือนคนอนาถา

          ก่อนหน้าที่จะเสียชีวิต ท่านก็เล่าว่า พระพุทธเจ้าทรงมองเห็นอุปนิสัยของเด็กหนุ่มผู้นี้ จึงเสด็จออกไปโปรดโดยการแสดงพระองค์ให้เห็น ทำให้มาณพหนุ่มเกิดความเลื่อมใส แม้ขณะนั้นมือและเท้าจะขยับไม่ได้แล้ว แต่ด้วยจิตที่เลื่อมใส ก็ส่งผลให้ไปบังเกิดเป็นเทวดา และได้ลงมาสอนบิดา พร้อมทั้งหาอุบายให้บิดาไปเฝ้าพระพุทธเจ้า จนบิดาได้กลับตัวเป็นสัมมาทิฏฐิ ไม่ตระหนี่ถี่เหนียวอีกต่อไป

          จากเรื่องมัฏฐกุลฑลี มีประเด็นสาระสำคัญที่ควรพิจารณาดังนี้

            ๑. เกิดเป็นคนไม่ควรแล้งน้ำใจ ควรรู้จักเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่คนอื่นบ้างตามสมควร

          อทินนปุพพกเศรษฐี แม้จะมีทรัพย์สินเงินทองมากมาย แต่ก็ไม่ใช้ทรัพย์สินเงินทองที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์ ตระหนี่ถี่เหนียวเกินเหตุ ลูกชายป่วยก็ไม่ยอมรักษา กลับหายามาปรุงเอง ทำให้โรคกำเริบ เมื่อเห็นว่าลูกชายทำท่าไปไม่รอด ก็ให้คนอุ้มไปนอนที่ระเบียงบ้านแทน ไม่กล้าให้ลูกชายนอนในบ้าน เพราะเกรงว่าเมื่อญาติ ๆ มาเยี่ยมจะเห็นทรัพย์สมบัติภายในบ้าน

          พิจารณาดูการดำเนินชีวิตของเศรษฐี เป็นคนน่าสงสาร เป็นเศรษฐีแต่อาภัพ แม้ในเรื่องจะไม่ได้พรรณนาไว้ว่าเป็นคนไร้ญาติขาดมิตร แต่การดำเนินชีวิตอย่างนี้ก็น่าจะสันนิษฐานได้ว่าเป็นคนเช่นนั้น ชีวิตแบบนี้จึงน่าจะไม่ใช่ชีวิตที่มีความสุข และไม่ใช่ชีวิตแบบอย่างตามอุดมการณ์ของพระพุทธศาสนา

          คำว่า เศรษฐี ตามแนวคิดของพระพุทธศาสนา คือชีวิตที่ประเสริฐ เพราะคำว่า เศรษฐี มาจากศัพท์ว่า เสฏฺฐ ซึ่งแปลว่า ประเสริฐที่สุด เศรษฐีตามอุดมการณ์ของพระพุทธศาสนาจึงต้องเป็นเสียสละ ช่วยเหลือเกื้อกูลเพื่อนมนุษย์ ไม่เห็นแก่ตัว ทั้งต้องเป็นคนดี มีคุณธรรมอย่างเช่น อนาถปิณฑิกเศรษฐี ที่เป็นมีน้ำใจ เกื้อกูลคนยากคนจน กระทั่งได้รับการขนานนามว่า อนาถปิณฑิกเศรษฐี ซึ่งมีความหมายว่า เศรษฐีของคนยากไร้

            ๒. บทบาทของภาษาเชิงตรรกะที่ถูกนำมาใช้เพื่อให้คู่สนทนาเปลี่ยนความคิด และยอมรับความจริง

          ย้อนหลังไป เมื่อลูกชายเศรษฐีตายไปแล้ว และได้ไปบังเกิดเป็นเทวดา ก็มานั่งทบทวนว่า ตนขึ้นสวรรค์มาได้อย่าง ครั้นเห็นทุกอย่างแล้วก็มองย้อนดูบิดาของตน ซึ่งขณะนั้นถูกความทุกข์เพราะการพลัดพรากท่วมทับ วัน ๆ ไม่ยอมทำอะไร ได้แต่ไปนั่งร้องไห้ข้าง ๆ ที่เผาศพลูกชาย พร้อมกับพร่ำเพ้อถึงทุกวัน ใจหนึ่งเห็นแล้วก็สมเพช แต่อีกใจหนึ่งก็สงสาร จึงได้ลงมาทำทีร้องไห้ใกล้ ๆ กัน ทำให้เศรษฐีผู้เป็นบิดา ซึ่งร้องให้อยู่ใกล้ ๆ เกิดความสงสัย และเข้าไปถามความเป็นไป

          ภาษาที่ใช่ต่อไปนี้ แสดงให้เห็นถึงอารมณ์ขัน ปฏิภาณ และไหวพริบของอรรถกถาจารย์ผู้รจนาคัมภีร์นี้

          เศรษฐี : นี่เจ้าหนุ่ม เธอแต่งตัวคล้ายลูกชายของเรา แล้วมานั่งร้องไห้ในป่าช้า เธอมีทุกข์อันใดหรือ?

          เทวดา : ผมทำรถบุด้วยทองคำ สวยงามมาก แต่ตอนนี้ ทุกข์ใจอย่างหนัก เพราะหาล้อที่เหมาะสมไม่ได้

          เศรษฐี : เจ้าหนุ่ม ว่ามาเถอะ ต่อให้ทำด้วยทอง เงิน โลหะ หรือแก้วมณีอันมีค่า ลุงก็หาให้ได้

          เทวดาได้ยินเศรษฐีพูดอย่างนั้นก็นึกตำหนิ และน้อยใจนิด ๆ  ว่า แหม บิดาของเรา ตอนเรามีชีวิตอยู่ เราป่วยแทบตายก็ไม่หาหมอมารักษา มาตอนนี้กลับทำใจใหญ่ จะสร้างล้อรถด้วยทองคำ คิดดังนั้น จึงได้แกล้งรุก

          เทวดา : คุณลุงครับ ผมมาพิจารณาดูแล้ว รถของผม ล้อที่เหมาะสมที่สุดก็มีเพียงดวงจันทร์กับดวงอาทิตย์เท่านั้น อื่นนอกจากนี้ ผมเกรงว่า ไม่คู่ควร

          เศรษฐี : ไอ้หนุ่มเอ้ย...ดูหน้าตาแกก็ดีอยู่หรอก แต่ไฉนเหลวไหลไร้สาระถึงเพียงนี้..ลุงเกรงว่า เอ็งคงตายเปล่า...มีอย่างที่ไหน เอาดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ทำล้อรถ ไม่บ้าก็เมาแล้ว...

          มาณพจำแลงเห็นได้จังหวะ จึงทำทีย้อนถามเศรษฐีไปว่า

          เทวดา : แล้วลุงละ ? ทำไมมานั่งร้องไห้อยู่ในป่าช้าคนเดียวตั้งหลายวัน

          เศรษฐี : ลุงคิดถึงลูกชาย....

          เทวดา : ลูกชายลุงไปไหน ?

          เศรษฐี : เขาตายแล้ว เอ็งเห็นเชิงตะกอนนั่นไหมละ? นั่นแหละที่เผาศพลูกชาย

          เทวดา : ตอนนี้เขาอยู่ที่ไหน?

          เศรษฐี : ไม่รู้ ลุงไม่เห็น...ลุงสงสาร และคิดถึงเขา จึงได้แต่มานั่งร้องไห้หา

          เทวดา : ลุง...ระหว่างลุงกับผม ใครบ้า...ใครเมา.... ใครเขลากว่ากัน? ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ก็เห็นอยู่ตำตา ขณะที่ลุงร้องไห้หาลูกชาย ซึ่งบัดนี้ไม่รู้อยู่ที่ไหน ร่องรอยให้เห็นสักนิดก็ไม่มี...ใครกันแน่ที่เขลา?

          เศรษฐี : “เออ...เอ็งพูดถูก” เศรษฐียอมจำนนด้วยเหตุผลของมาณพหนุ่ม และก็ทำให้คลายความทุกข์ลงมาบ้าง 

          หลังจากหายเศร้าโศก เศรษฐีก็สอบถามความเป็นมาของมาณพหนุ่ม สุดท้ายก็ทราบความจริง ทำให้เกิดความสงสัยว่า คนที่ไม่เคยทำบุญมาก่อนเลยในชีวิต แต่ได้ไปบังเกิดเป็นเทวดาในสวรรค์เพียงเพราะทำใจให้เลื่อมใสในพระพุทธเจ้าอย่างเดียวมีจริงหรือไม่ เพื่อยืนยันเรื่องนี้ เทวดาจำแลงมาก็ท้าให้เศรษฐีพิสูจน์ความจริงด้วยการไปทูลถามพระพุทธเจ้าเอาเอง

          นับเป็นอุบายที่ฉลาดของเทวดาที่ทำให้พ่อเข้าวัดได้ ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น ได้เกิดความเลื่อมใส และประกาศตนเข้าถึงพระรัตนตรัยตลอดชีวิต

          ๓. บริบทของคำว่า ใจ ในพระพุทธพจน์ว่า “ธรรมทั้งหลาย มีใจเป็นหัวหน้า....”

          คำว่า ใจ ในพระพุทธพจน์นี้ หมายเอา จิตที่เป็นไปในภูมิ ๔ คือ กามาวจรภูมิ รูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ และโลกุตตรภูมิ ซึ่งภูมิทั้ง ๔ นี้ ล้วนมีใจเป็นใหญ่ทั้งสิ้น กล่าวโดยรวบยอดภพภูมิทั้ง ๓๑ ล้วนมีใจเป็นที่ใหญ่ เป็นประธาน เป็นหัวหน้า มนุษย์เวียนว่ายตายเกิดในสุคติภูมิบ้าง ทุคติภูมิบ้าง เข้าถึงโลกุตตรธรรมชั้นสูง พ้นจากภพภูมิบ้าง ก็อาศัยใจเป็นผู้นำไป พระพุทธพจน์ทั้งในเรื่องจักขุบาลเถระก็ดี มาณพชื่อมัฏฐกุลฑลีก็ดี จึงสะท้อนหลักการนี้ พร้อมทั้งกระตุ้นเตือนให้เห็นถึงความสำคัญ และหาทางฝึกอบรมจิตของตนให้อยู่ในสภาพดี เป็นจิตที่ประกอบด้วยกุศล


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1
ก้อนหินยิ้ม วันที่ : 13/05/2010 เวลา : 10.53 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/konhinsmile

(0)
“ธรรมทั้งหลาย มีใจเป็นหัวหน้า....”

มีความหมายกว้างไกลมากๆ
แม้ตัวเราเอง ก็มีใจเป็นใหญ่ มีใจเป็นหัวหน้า
แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน