• บ้านพระธรรม
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2008-05-29
  • จำนวนเรื่อง : 143
  • จำนวนผู้ชม : 525009
  • จำนวนผู้โหวต : 148
  • ส่ง msg :
  • โหวต 148 คน
<< มกราคม 2012 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30 31        

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพฤหัสบดี ที่ 19 มกราคม 2555
Posted by บ้านพระธรรม , ผู้อ่าน : 2432 , 08:57:53 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน

พระสูตรที่ทรงแสดง ณ พระเชตวันมหาวิหาร

เรื่องที่ ๕  ธัมมทายาทสูตร  ว่าด้วยทายาทแห่งธรรม

 

ที่มา.....พระสุตตันตปิฏก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑๒

หน้า ๒๗ ถึง ๓๓        ข้อ ๒๙ ถึง ๓๓

(หน้า ๒๙๔ พระไตรปิฏก ฉบับแก่นธรรม)

 

          พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงเป็นธรรมทายาทของเรา อย่าเป็นอามิสทายาทเลย”  “ทำอย่างไรหนอ สาวกทั้งหลายของเราจะพึงเป็นธรรมทายาท ไม่เป็นอามิสทายาท”

          เพราะเหตุที่พระองค์ตรัส เช่นนี้ พระสารีบุตรได้กล่าวกับภิกษุเหล่านั้นว่า (กล่าวในขณะที่พระพุทธเจ้าเสด็จลุกจากอาสนะเข้าไปยังพระวิหารแล้ว)

          “ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ด้วยเหตุเท่าไรหนอ เมื่อพระศาสดาประทับอยู่อย่างวิเวก (กายวิเวก จิตตวิเวก อุปธิวิเวก) สาวกทั้งหลายไม่สนใจศึกษาวิเวก ด้วยเหตุเท่าไรหนอ เมื่อพระศาสนาประทับอยู่อย่างมีวิเวก สาวกทั้งหลายสนใจศึกษาวิเวก

          ภิกษุผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย ที่พระพุทธเจ้าตรัสสอน ควรจะต้องเป็นผู้ไม่มักมาก ไม่ย่อหย่อน ละนิวรณ์และไม่ทอดธุระในสภาวะอันเป็นที่ตั้งที่ทรงไว้แห่งทุกข์

          และพระสารีบุตรได้กล่าวต่อไปอีกในธรรมที่ว่า โลภะ โทสะ เป็นบาป มัชฌิมาปฏิปทามีอยู่เพื่อละโลภะและโทสะ เป็นทางปฏิบัติเพื่อก่อให้เกิดจักษุ เกิดญาณเพื่อสงบระงับ เพื่อการรู้ยิ่ง เพื่อการตรัสรู้ และเพื่อนิพพาน นั้นคืออริยมรรคมีองค์ ๘

ก้อนหินยิ้ม

๑๙ มกราคม ๒๕๕๕


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 12
ณัฐรดา วันที่ : 20/01/2012 เวลา : 04.01 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

(0)
อนุโมทนาค่ะ
ความคิดเห็นที่ 11
สมชัย วันที่ : 19/01/2012 เวลา : 22.40 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

(0)
ขอร่วมเสวนาหัวข้อนี้ โดยใช้คำบรรยายแบบชาวบ้านคนหนึ่งที่สนใจศึกษาพระธรรม
ธัมมทายาทสูตร ว่าด้วยทายาทแห่งธรรม
ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ.พระเชตุวัน อารามของ อนาถบิณฑิกเศรษฐี พระพุทธเจ้าได้ตรัสกับภิกษุว่า ทำอย่างไร สาวกเราจะเป็นธรรมทายาท ไม่เป็นอามิสทายาท เพื่อไม่ให้คนอื่นมาติเตียนทั้งสาวกและตัวเรา
จากนั้นพระพุทธเจ้าก็ได้ฉันอาหารจนอิ่ม แต่อาหารในบาตรยังเหลือ และต้องทิ้ง ขณะนั้นมีภิกษุที่หิวและเพลีย 2 รูปมาพอดี พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่าอาหารในบาตรยังเหลือ ถ้าอยากฉันก็ฉันเถิด
ภิกษุรูปแรกบอกว่าจะไม่ฉัน เพราะว่าบิณฑบาตนี้เป็นอามิสอย่างหนึ่ง เราจะทนความหิวและเพลียนี้
ภิกษุรูปที่สอง บอกว่าเราจะฉัน เพราะของในบาตรยังเหลือ จะได้บรรเทาความหิว
พระพุทธเจ้าก็ไม่ได้ติเตียนภิกษุรูปที่สอง เพียงแต่ยกภิกษุรูปแรก เป็นผู้ควรบูชาและสรรเสริญ เพราะภิกษุรูปแรกเป็นไปเพื่อความมักน้อย สันโดษ ขัดเกลา เลี้ยงง่าย ปรารถความเพียร
เมื่อตรัสดังนี้แล้ว ก็เสด็จลุกจากอาสนะเข้าไปในวิหาร ต่อจากนั้นพระสารีบุตร จึงได้พูดกับเหล่าภิกษุว่า “ทำไม พระศาสดาประทับอยู่อย่างมีวิเวก สาวกบางส่วนสนใจศึกษาวิเวก บางส่วนไม่สนใจศึกษา”
ภิกษุเหล่านั้นจึงขอให้พระสารีบุตรอธิบายขยายความ โดยสรุปดังนี้
ภิกษุทุกระดับชั้นตั้งแต่เถระ มัชฌิมะจนถึงนวกะหรือพระบวชใหม่ ถ้าผู้ใดไม่ปฏิบัติธรรมสามข้อที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้คือ
1. ศึกษาวิเวก
2. ควรละจากธรรมที่ไม่ดี
3. ไม่เป็นผู้มักมาก ไม่เป็นผู้ย่อหย่อน ไม่เป็นผู้นำในโวกกมนธรรม ( พอใจกาม คิดร้าย หดหู่ ฟุ้งซ่าน ลังเลสงสัย) ไม่บำเพ็ญปวิเวกให้สมบูรณ์
ภิกษุนั้นถือว่าควรแก่การตำหนิ แต่ถ้าได้ปฏิบัติตามแล้วถือว่าควรแก่การสรรเสริญ
หลังจากนั้นพระสารีบุตรได้แสดงธรรมต่อในเรื่องการใช้อริยมรรคที่มีองค์ 8ตั้งแต่ สัมมาทิฏฐิจนถึงสัมมาสมาธิ ถ้าไล่เรียงกันไปก็คือ ปัญญา ศีล สมาธิตามลำดับ จะสามารถมองเห็นและเข้าใจในธรรมที่ไม่ดี เช่น ความโกรธ ความริษยา มารยา โอ้อวด มัวเมา ประมาท เหล่านี้ รู้ชัดแจ้ง รู้จักระงับ เกิดความสงบ เพื่อนำไปสู่การตรัสรู้และนิพาน
เหล่านี้คือเนื้อหาจากธรรมทายาทสูตรโดยย่อ
คำถามคือ ในฐานะพุทศาสนิกชนเราได้อะไรจากพระสูตรบทนี้
ผมขออนุญาตคาด เดาวัตถุประสงค์ของ เจ้าของบล็อก
พระสูตรบทนี้ ทำให้เราได้ความรู้ในการทะนุบำรุงศาสนาโดยเฉพาะต่อพระสงฆ์ได้ดีขึ้น
1.รู้จักแยกแยะ พระสงฆ์ใดควรสรรเสริญ พระสงฆ์แบบใดควรติเตียน
2.การให้ทานสงฆ์ต้องรู้จักพอดี ไม่มากไม่น้อย ให้ในสิ่งที่ควรให้
3.พุทธศาสนิกชนต้องศึกษาและเข้าใจในหลักธรรมให้ถ่องแท้ไม่ควรนำกิจกรรมใด ที่ไม่ใช่กิจของสงฆ์ โดยผูกพันกับความเชื่อที่ไม่มีในคำสอนของพระพุทธเจ้า ให้พระสงฆ์ทำ แล้วตอบแทนด้วยปัจจัยหรือลาภสักการะ พระสงฆ์นั้นยังชีพด้วยอาศัยโยมอุปถัมถ์ ถ้ารูปใดไม่เคร่งครัดในพระธรรมวินัย โอนเอนไปตามความเชื่อเพื่อเอาใจอุบาสก อุบาสิกกา ที่มาถวายปัจจัย ศาสนาก็ต้องบิดเบี้ยวเสียรูปทรงหรือเหลือแต่ขวดที่ว่าเปล่าไปตามกาลเวลา
สุดท้ายนี้ขอขอบคุณเจ้าของบล๊อคที่ได้สละเวลานำเสนอพระสูตรอันมีค่าเพื่อประคองศาสนาพุทธให้ตั้งมั่นในประเทศไทยแห่งนี้ตลอดกาลนาน
ความคิดเห็นที่ 10
อินทรีย์ภูเขา วันที่ : 19/01/2012 เวลา : 12.04 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nun2504
ธรรมทั้งหลาย ล้วนไม่เที่ยง

(0)
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุทั้งหลายจักไม่บัญญัติสิ่งที่ไม่เคยบัญญัติ จักไม่เพิก
ถอนสิ่งที่บัญญัติไว้แล้ว, จักสมาทานศึกษาในสิกขาบทที่บัญญัติไว้แล้ว อย่าง
เคร่งครัด อยู่เพียงใด, ความเจริญก็เป็นสิ่งที่ภิกษุทั้งหลายหวังได้ ไม่มีความ
เสื่อมเลย อยู่เพียงนั้น.
มหาปรินิพพานสูตร มหา. ที. ๑๐ / ๘๙ / ๖๙
พุทธประวัติจากพระโอษฐ์ น. ๔๖๕
ความคิดเห็นที่ 9
อินทรีย์ภูเขา วันที่ : 19/01/2012 เวลา : 12.02 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nun2504
ธรรมทั้งหลาย ล้วนไม่เที่ยง

(0)
การศึกษาธรรมเป็นเรื่องวิเศษสุดสำหรับคนที่ได้เกิดมาเป็นคนในชาตินี้แต่การศึกษาต้องเลือกศึกษาแต่ของจริง..

ภิกษุทั้งหลาย ! บริษัทชื่อ ปฏิปุจฉาวินีตา ปริสา โน อุกกาจิตวินีตา
เป็นอย่างไรเล่า? ภิกษุทั้งหลาย ! ในกรณีนี้คือ ภิกษุทั้งหลายในบริษัทใด, เมื่อ
สุตตันตะทั้งหลาย ที่กวีแต่งขึ้นใหม่ เป็นคำร้อยกรองประเภทกาพย์กลอนมีอักษร
สละสลวย มีพยัญชนะอันวิจิตร เป็นเรื่องนอกแนว เป็นคำกล่าวของสาวก
อันบุคคลนำมากล่าวอยู่, ก็ไม่ฟังด้วยดี ไม่เงี่ยหูฟัง ไม่เข้าไปตั้งจิตเพื่อจะรู้
ทั่วถึง และไม่สำคัญว่าเป็นสิ่งที่ตนควรศึกษาเล่าเรียน. ส่วนสุตตันตะ เหล่าใด
อันเป็น ตถาคตภาษิตอันลึกซึ้ง มีอรรถอันลึกซึ้ง เป็นโลกุตตระ ประกอบ
ด้วยเรื่องสุญญตา, เมื่อมีผู้นำสุตตันตะเหล่านี้มากล่าวอยู่ พวกเธอย่อมฟัง
ด้วยดี ย่อมเงี่ยหูฟัง ย่อมเข้าไปตั้งจิตเพื่อจะรู้ทั่วถึง และย่อมสำคัญว่าเป็นสิ่ง
ที่ควรศึกษา เล่าเรียน. พวกเธอเล่าเรียนธรรมที่เป็นตถาคตภาษิตนั้นแล้ว
ก็สอบถาม ซึ่งกันและกัน ทำให้เปิดเผยแจ่มแจ้งออกมาว่า ข้อนี้พยัญชนะเป็น
อย่างไร อรรถะเป็นอย่างไร ดังนี้. เธอเหล่านั้นเปิดเผยสิ่งที่ยังไม่เปิดเผยได้
หงายของที่คว่ำอยู่ให้หงายขึ้นได้ บรรเทาความสงสัยในธรรมทั้งหลายอันเป็นที่ตั้ง
ความคิดเห็นที่ 8
บ้านพระธรรม วันที่ : 19/01/2012 เวลา : 09.06 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sarattatham
บ้านพระธรรม

(0)
๑.
การเรียนรู้เรื่องจิต
จิตมีหลายกลุ่ม
จิตที่เป็นโลภะ โทสะ โมหะ ที่เรียกว่าอกุศลจิต
จิตที่ไม่เป็นอโลภะ อโทสะ อโมหะ เรียกว่ากุศลจิต

กุศล คือความดี ความงาม สิ่งที่ดี เมื่อกระทำกรรมดีก็เป็นกุศลกรรม
กุศลหรือบุญที่ควรทำคือทาน ศีล ภาวนา
“เกิดเป็นคนควรสร้างกุศลให้มากเข้าไว้แหละดี” พระท่านเตือนสติมิให้ประมาท

การที่เราเห็นพระพุทธรูปแล้วกราบไหว้ทำความเคารพนั้น
มหากุศลจิตได้เกิดขึ้นกับเราแล้ว
ซึ่งเป็นจิตไม่มีโทษ ให้ผลเป็นความสุข
และสามารถเจริญไปจนได้ถึงมรรคผล
ความคิดเห็นที่ 7
บ้านพระธรรม วันที่ : 19/01/2012 เวลา : 09.02 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sarattatham
บ้านพระธรรม

(0)
๒.
ธรรมที่ว่า โลภะ โทสะ เป็นบาป
โลภะ เป็นความอยากได้
โทสะ เป็นความคิดประทุษร้าย

รากเหง้าของอกุศล ที่เป็นต้นเหตุของความชั่วมี ๓ คือโลภะ โทสะ โมหะ
จิตเป็นธรรมชาติย่อมคิด ย่อมน้อมไปหาอารมณ์
ครองความเป็นใหญ่ในอินทรีย์ เป็นธรรมชาติที่รู้แจ้งอารมณ์
ความคิดเห็นที่ 6
บ้านพระธรรม วันที่ : 19/01/2012 เวลา : 09.01 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sarattatham
บ้านพระธรรม

(0)
๓.
จิตเป็นกองขันธ์ที่เรียกว่าวิญญาณขันธ์ และรู้แจ้งอารมณ์เรียกว่ามโนวิญญาณธาตุ
จิตโลภะ จิตโทสะ จิตโมหะ เรียกว่า อกุศลจิต
อกุศลจิตแบ่งเป็นโลภมูลจิต โทสมูลจิต และโมหมูลจิต รวม ๑๒ ดวง
จิตดวงที่เป็นโลภมูลจิต
เกิดขึ้นโดยมีการชักชวน(สสังขาริกจิต) แล้วเกิดความโลภ ดีใจ
ความคิดเห็นที่ 5
บ้านพระธรรม วันที่ : 19/01/2012 เวลา : 09.01 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sarattatham
บ้านพระธรรม

(0)
๔.
จิตดวงที่เป็นโลภมูลจิต เกิดโดยมีการชักชวน(สสังขาริกจิต) อาทิเช่น
เมื่อเราเดินผ่านโบสถ์หลังหนึ่ง เก่าๆ ทรุดโทรมมาก
แต่ก็ไม่นึกอยากเข้าไปดู มองผ่านๆ ไป แต่เมื่อเดินไปแล้วพบท่านเจ้าอาวาส
ท่านเจ้าอาวาสได้ออกปากชวนให้เราทำบุญ บอกว่าโบสถ์นี้มีอายุมาเกือบร้อยปีแล้วนะ
กำลังต้องการคนใจบุญบริจาคเงินจังเลย..คุณโยม บริจาคเงินได้ตามศรัทธานะเจ้าโยม

เมื่อเราได้ยินท่านเจ้าอาวาส พูดเช่นนั้น
ก็เกิดอยากทำบุญขึ้นมา และเดินเข้าไปทำบุญทันที่ เป็นต้น
ความคิดเห็นที่ 4
บ้านพระธรรม วันที่ : 19/01/2012 เวลา : 09.00 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sarattatham
บ้านพระธรรม

(0)
๕.
แต่จิตดวงที่เป็นโลภมูลจิต
เกิดขึ้นโดยไม่มีการชักชวน(อสังขาริกจิต) แล้วเกิดความโลภ
นั้นคือมีจิตใจอยากทำบุญตั้งแต่เริ่มแรก ด้วยการเห็นโบสถ์เก่าหลังนั้นตั้งแต่แรกเลย
เรียกว่าเกิดศรัทธาด้วยตัวเองที่จะทำบุญ ไม่ต้องมีใครมาชักนำ
ความคิดเห็นที่ 3
บ้านพระธรรม วันที่ : 19/01/2012 เวลา : 09.00 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sarattatham
บ้านพระธรรม

(0)
๖.
โลภจิต เกิดขึ้นด้วยการชักชวนตัวเองก็ได้
โดยอาศัยการนึกคิด ซึ่งไม่ต้องอาศัยอะไรหรือวัตถุใดๆ มาชักชวน
เช่น การคิดถึงเรื่องสนุกสานา ก็ทำให้เกิดความพอใจยินดี
แต่ถ้าคิดถึงเรื่องที่ไม่ดีต่างๆ ทำให้จิตใจไม่สบายหรือโกรธ ก็นับเป็นโทสจิตเกิดขึ้น เป็นต้น
ความคิดเห็นที่ 2
บ้านพระธรรม วันที่ : 19/01/2012 เวลา : 09.00 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sarattatham
บ้านพระธรรม

(0)
๗.
สาเหตุให้เกิดโลภะ
ก็คือ การได้เห็นสิ่งที่เป็นที่พอใจ
หรือประสบกับอารมณ์ที่ดีๆ อยู่เนื่องๆ

สาเหตุให้เกิดโทสะ
ก็คือ การเกิดด้วยเพราะเป็นคนมักโกรธ มีความคิดไม่สุขุม
มีการศึกษาน้อย อารมณ์ไม่ดี
ความคิดเห็นที่ 1
บ้านพระธรรม วันที่ : 19/01/2012 เวลา : 08.59 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sarattatham
บ้านพระธรรม

(0)
ขอบคุณรูปจาก net นะเจ้าค่ะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน