• สานแสงอรุณ
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : ssamag@yahoo.com, ssamag.member@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-08-22
  • จำนวนเรื่อง : 82
  • จำนวนผู้ชม : 155607
  • ส่ง msg :
  • โหวต 16 คน
สานแสงอรุณ
นิตยสารสาระทางเลือกรายสองเดือน เพื่อ "ดุลยภาพในความงดงามของชีวิต"
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/sarnsaeng-arun
วันพุธ ที่ 27 สิงหาคม 2551
Posted by สานแสงอรุณ , ผู้อ่าน : 8983 , 15:06:04 น.  
หมวด : ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

บ้านดิน 

ชีวิตแบบพอเพียงของ นำชัย ฤทัยรัตนาภรณ์

 

วุฐิศานติ์  จันทร์วิบูล

 

 

หากจะพูดถึงเรื่องความสำเร็จของชีวิต “บ้าน” คงเป็นหนึ่งในเป้าหมายสูงสุดของมนุษย์ทุกคน ไม่ว่าจะในความหมายของที่พักอาศัยเพื่อจัดวางชีวิตของตนในที่อันเหมาะสม หรือเป็นที่พักพิงทางจิตวิญญาณ บ้านยังคงมีความหมายอยู่เสมอ...

          ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ภูมิปัญญาของมนุษย์โบราณในการก่อสร้างที่อยู่อาศัยได้ถูกรื้อฟื้นขึ้นมาจนกลายเป็นกระแสทางเลือกหนึ่งของสังคมไทย สำหรับผู้ที่อยากมีบ้านเป็นของตนเอง นั่นคือการสร้างบ้านด้วยดิน หรือที่เราเรียกว่าบ้านดิน ซึ่งต้องผ่านกระบวนการย่ำดิน การทำอิฐ การก่อ การฉาบ การปั้นจนกลายมาเป็นบ้าน เรียกได้ว่าแทบทุกกระบวนการมีดินเป็นปัจจัยสำคัญ โดยใช้สองมือสองเท้าของเราเสกปั้นดินให้เป็นบ้าน

          หลายเดือนก่อน เราได้มีโอกาสไปเยี่ยมเยือนพี่ปอน- ศิริพร โชติชัชวาลย์กุล ที่สวนฝากดิน เธอแนะนำให้เรารู้จักกับ นำชัย ฤทัยรัตนาภรณ์ และมธุกาญจน์ ทิมแสงจันทร์ สองหนุ่มสาวผู้ใช้ระยะเวลาตลอดห้าปี เพื่อปั้นดินให้เป็นบ้านด้วยสองมือและสองเท้าของตัวเอง   

 

 

ผมไม่มีความรู้เรื่องสถาปนิก

“แปลนบ้านดิน ผมเขียนเอาง่ายๆ  ขีดกับพื้นเลยว่าอยากได้บ้านรูปทรงอย่างไร แล้วก็ก่อขึ้นมาตามนั้น ผมไม่มีความรู้เรื่องสถาปนิก เราอาศัยการเรียนรู้ เราเริ่มทำจากบ้านชั้นเดียวก่อน เป็นห้องสี่คูณสี่เมตร ส่วนอื่นสร้างต่อทีหลัง แล้วก็มาทำศาลา พอศาลาเสร็จก็เริ่มทำบ้านสองชั้น” นำชัยเล่าด้วยท่าทีสบายๆ ปนเสียงหัวเราะ

“ถ้าเราอยากได้บ้านทรงกลม เราก็ต้องเอาก้อนหินขนาดใหญ่มาวางเป็นรูปทรงกลมเพื่อไม่ให้ดินกับดินสัมผัสกัน เพราะว่าพื้นดินมีความชื้น ถ้าเอาอิฐดินที่แห้งไปก่อบนพื้นดินเลย อิฐก็จะเปียก กำแพงจะสูญเสียความแข็ง มันจะรับน้ำหนักไม่ได้ ฉะนั้นเราต้องเอาหินเป็นตัวขั้นกลางเอาไว้ วางเลยอยากได้บ้านทรงอย่างไร แล้วเอาอิฐที่ทำเสร็จแล้วก่อบนหินตามแนวขอบกำแพงอีกทีหนึ่ง แต่เราก็สามารถสร้างบ้านดินที่มีพื้นเป็นดินและหลังคาเป็นดินได้เหมือนกัน” เขาเอ่ยเล่าเป็นขั้นเป็นตอน เป็นฉากช่วงการก่อสร้างอย่างคร่าวๆ ราวกับมันไม่ได้ยากเย็นอะไร

“บ้านดิน การรับน้ำหนักจะเป็นระบบผนังรับน้ำหนัก ไม่ได้ใช้เสารับน้ำหนัก จึงมีลักษณะคล้ายถ้ำ ใช้วัสดุธรรมชาติที่เราเห็นเหมือนจอมปลวก เราก็เรียนรู้จากมันนี่แหละ เมื่อมันใช้ผนังรับน้ำหนัก เราก็ไม่ต้องรอฝากไว้กับเสา ฉะนั้นเราต้องเหลือพื้นที่สำหรับเจาะเป็นประตูหรือหน้าต่าง แล้วก็เหลือพื้นที่สำหรับการรับน้ำหนัก อย่างบ้านปูนระหว่างสองเสา เราไม่ต้องก่อกำแพงเลยก็ได้ น้ำหนักลงที่เสา แต่บ้านดิน เราต้องเหลือพื้นที่ให้มันหน่อย เพราะว่ากำแพงก็คือเสา

“ช่วงที่ก่ออิฐมีปัญหาอย่างหนึ่งคือ ผมไม่เคยทำมาก่อน พอก่อไปเรื่อยๆ กำแพงมันทั้งเลื้อยทั้งเอียง ห้องสี่คูณสี่ตอนที่ผมก่อเสร็จแล้วเรียกช่างมาทำหลังคา ช่างโบกมือกลับกันสาม-สี่เจ้า เขาไม่กล้าขึ้น กลัวตกมาตาย คือเขาไม่ศรัทธาว่าดินจะรับน้ำหนักตัวเขาได้ หรือจะรับน้ำหนักหลังคาได้ เพราะช่วงต่อจากหลังคาเราใช้ไม้ ใช้ตอกผูกมัดเลย ปัญหาคือเขาไม่เข้าใจบ้านดิน พอเราก่อกำแพงเสร็จ เราจะวางไม้ตามขอบบนกำแพงแล้วเอาดินพอกไว้ พอดินแห้งมันจะยึดไม้ แข็งแรงมาก งัดให้ตายก็ไม่ออก” เขาเล่าถึงตอนที่ตามช่างมาทำหลังคาด้วยความขบขัน สุดท้ายช่างที่ยอมรับทำหลังคา กลับกลายเป็นพวกขี้เมาทั้งกลุ่ม

          “สีที่เอามาทาก็ทำมาจากดินเหมือนกัน เราเอาแป้งเปียกผสมกับต้นกล้วยที่เอามาต้มจนเป็นเมือก ผสมกับสีดินที่เราชอบ แล้วเอามาทา สีมันจะอยู่อย่างนั้น ไม่เหมือนสีน้ำมันหรือสีอะคีลิคที่โดนแดดฝน กาลเวลาผันผ่านมันจะค่อยๆ ซีด แต่นี่คือสีธรรมชาติ มันจะอยู่อย่างนั้นตลอดไป แม้จะถูกฝนสาดชะไปบ้าง ก็ไม่เสียหายอะไร” 

 

เรียนรู้จากดิน

นำชัยเคยไปอบรมทำบ้านดินที่ชัยภูมิตอนที่เริ่มสร้างหมู่บ้านทำเป็นชุมชนบ้านดินประมาณเจ็ดวัน ในโครงการผ้าป่าฝ่าเท้า คือการขอแรงมาเหยียบย่ำดิน หลังจากนั้นเขาอาศัยเรียนรู้อยู่กับการทดลองทำบ้านดินของตัวเอง

“ทั้งหมดคือการเรียนรู้ เพราะผมไม่มีความรู้เรื่องสร้างบ้านเลย อยากทำอะไรก็ลองเลย ให้ผิดมันเป็นครู แล้วเราจะรู้ วงกบหน้าต่างตัวนี้ไม้มันจะแอ่น จุดอ่อนคือเราเอาดินเปียกก่อไว้ข้างบน ไม้พวกนี้มันดูดน้ำดี เลยอ่อนตัว แต่ถ้าเราจะทำใหม่เราก็รู้ว่าจะแก้ไขยังไง คือเราต้องเอาไม้วางซ้อนกันให้แผ่นที่เปียกอยู่ด้านบน แผ่นที่ไม่ต้องการให้เปียกจะอยู่ข้างล่างหรือทาสีน้ำมันให้ดีก่อนมันจะไม่ดูดความชื้น มันเรียนรู้ไปเรื่อย อย่างหน้าต่างเราออกแบบเอง ทำยังไงให้ระบายอากาศได้ดีที่สุด เรารู้มาว่าอากาศร้อนจะลอยขึ้นข้างบน ถ้าข้างในร้อนเราจะเปิดระบายอากาศร้อนออก ถ้าบ้านมีความโปร่งแบบบ้านปูนหรือบ้านไม้ มันจะกักอากาศไม่ได้ มันจะไม่เย็น บ้านดินมันจะเย็นเหมือนถ้ำ ข้างนอกหนาวข้างในจะอุ่น ดินมีความยืดหยุ่นเยอะ และมันไม่ทำลายธรรมชาติ เพราะเราจะใช้ปูนใช้ไม้น้อยมาก แต่มีข้อเสียเหมือนกัน ถ้าเราสร้างโปร่งๆ อุณหภูมิข้างนอกกับข้างในจะเท่ากัน” 

นำชัยต้องพบเจอปัญหาในการสร้างบ้านดินอยู่ตลอดเวลา แต่เขาก็ค่อยๆ เรียนรู้ที่จะแก้ปัญหาอย่างเข้าใจมากขึ้นจากการได้คลุกคลีอยู่กับดิน “คุณภาพของดิน เหนียวไปก็ไม่ดี เป็นทรายมากไปก็ไม่ดี กลางๆ ดีที่สุด แต่เราแก้ไขได้ ถ้าดินเหนียวจะย่ำยาก แก้ไขด้วยการซอยดินให้เล็กๆ และให้ใส่แกลบเยอะหน่อยเท่านั้น ดินเวลาผมทำคนเดียว กว่าจะใช้หมดก็เจ็ด-แปดวัน ดินพอหมักกับแกลบแล้วมันเน่า จะเหม็นมากเลย แต่ก็ยังใช้ได้ พอแห้งปุบมันจะเป็นสีดำ มีความแข็งแรงมากไม่มีกลิ่นหลงเหลืออยู่เลย พอเปียกอีกก็จะไม่มีกลิ่น  สังเกตบ้านปูน ถ้าปิดประตูหน้าต่างมิดชิดจะเหม็นอับมาก บ้านดินจะไม่เหม็นอับเท่าไหร่ เพราะดินมันมีชีวิต ดูดความชื้นคายความชื้นได้ ถ้าเราฉาบละเอียดเป็นขั้นตอนสุดท้ายด้วยสีกับแป้งเปียก ปัญหาเรื่องฝุ่นก็จะไม่มี”    

ส่วนปัญหาเรื่องปลวก เขาบอกว่าถ้าไม่มีความชื้น หลังคาไม่รั่ว ปลวกจะไม่ขึ้น เพราะธรรมชาติของปลวกจะไม่ไชดินแห้ง ฉะนั้นรับรองหมดกังวลเรื่องปลวก

 

รัศมีสองร้อยกิโลเมตร

ก่อนจะมาซื้อที่ดินแปลงนี้  นำชัยเล่าให้ฟังว่า “หลังจากที่คิดว่าจะมาใช้ชีวิตอยู่อย่างนี้ ผมกับออย (มธุกาญจน์ ทิมแสงจันทร์) ไปตระเวนหาที่ แรกๆ ผมไปทั่ว หล่มสัก เขาคร้อ ทุกที่ที่คิดว่าเราอยากไปอยู่ทั้งชีวิต แต่เมื่อคิดว่าถ้าอยู่ไกลแล้วใครจะมาเยี่ยมหา เลยปักวงเวียนที่กรุงเทพฯ กางรัศมีสองร้อยกิโลเมตรแล้ววนหา ผมถูกใจที่เขาใหญ่กับแก่งกระจาน คือไปกางเต๊นท์นอนอุทยานเป็นสิบวัน เช้าก็ขับรถตระเวนหาซื้อที่ เย็นก็กลับไปนอน ชอบที่แก่งกระจานมากเลย มีที่ผืนหนึ่งด้านหลังติดทะเลสาบ ด้านหน้าติดถนนลาดยาง แต่ที่แถวนั้นมันไม่มีโฉนด ก็เลยมาเขาใหญ่ กางเต๊นท์นอนเป็นเดือนๆ นอนรอจนหญ้าตายขนาดต้องย้ายเต๊นท์ กว่าจะได้ที่ถูกตาต้องใจ พื้นที่ทั้งหมด ๖ ไร่ ตอนมาซื้อมันเกินงบ ผมกับออยเก็บเงินไว้ก้อนหนึ่ง แบ่งเงินไว้ซื้อที่ดินไม่เกิน 1 ล้าน ที่เหลือไว้สร้างบ้านบ้าง ใช้จ่ายบ้าง ทำเกษตรบ้าง ผิดแผนหมดเลย ก็คุยกันว่าจะเอายังไง ยอมผิดแผนไหม คิดว่าถ้าเราจะอยู่ทั้งทีก็คุ้ม พอซื้อปุ๊บแทบจะเหลือแต่ตัว เราเคยคุยกันว่าคิดผิดไหมที่เปลี่ยนวิถีชีวิตมาอยู่อย่างนี้ ก็บอกกันว่าไม่เคยคิดผิดแม้แต่สักวันเดียว เราได้สูดบรรยากาศรีสอร์ททุกวัน นอนรีสอร์ททุกวัน” เขาพูดอย่างอารมณ์ดี

พอตัดสินใจเปลี่ยนวิถีชีวิตมาอยู่ที่นี่ เขาและเธอเลือกที่จะย้ายมาอยู่เลย โดยการเอาเสื่อลำแพนมากั้นเป็นห้องเล็กๆ เพื่อใช้นอน และเริ่มต้นทำในสิ่งที่ฝันโดยมิได้ลังเล 

 

บ้านดินพอเพียง

แต่เหตุใดกัน หนุ่มสาวชาวกรุงเทพฯ คู่นี้จึงเลือกออกมาใช้ชีวิตอยู่ห่างไกลสังคมเมือง และพยายามเรียนรู้การพึ่งพาตัวเอง และเลือกที่จะสร้างบ้านด้วยดิน ด้วยมือและด้วยเท้าของตน “ที่ผมเลือกมาทำบ้านดินมีสองอย่าง อย่างแรกเกิดจากการชอบที่เราสามารถพึ่งพาตัวเองได้ ตามธรรมชาติ นกทำไมมันสร้างรังอยู่เอง ง่ายๆ มันก็อยู่กันได้ แต่ทำไมคนจะมีบ้านสักหลังต้องเป็นหนี้ยี่สิบ-สามสิบปี มันเป็นทาสของเงินตรา หมายความว่าเราเป็นทาสเขาตลอดครึ่งชีวิต มันไม่มีความสุขเลย พอคิดถึงมุมนี้ ก็คิดว่าทำไมเราไม่ทำเองเหมือนนกเหมือนหนู เราอาจต้องใช้เวลานานกับมัน แต่ผมว่ามันดีนะ มันพึ่งพาตัวเองจริงๆ อย่างที่ผมบอกว่าได้บ้านแถมบ่อ เข้ากับวิถีพอเพียงเป๊ะเลย เราได้บ่อน้ำไว้ใช้และเลี้ยงปลาได้ด้วย อย่างที่สองนอกจากมันเป็นการพึ่งพาตัวเองแล้ว มันยังไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม แล้วเราอยู่สบายด้วย ลดการใช้ปูน ลดการใช้ไม้ไปเยอะ วงกบพวกนี้ใช้ไม้ลังทั้งนั้น ช่างบอกว่าเอามาทำได้ที่ไหนมันไม้เนื้ออ่อน ก็จริงๆ เห็นไหมมันแอ่นเลย แต่พอมันแอ่นผมก็ทำหน้าต่างแอ่นตาม ก็จบ คือทุกอย่างยืดหยุ่นได้หมด แม้แต่เรื่องรูปทรงก็ด้วย บ้านปูนจะเจอแต่เหลี่ยมๆ แต่บ้านดินของผมไม่มีเหลี่ยมเลย บ้านสองชั้นนี้ผมลบมุมหมด รูปทรงมันสามารถอิสระได้ สามารถลดความแข็งกระด้างลงได้ อย่างผมเห็นที่ชัยภูมิ ชุมชนบ้านดินเขาทำรูปหัวใจ รูปแคปซูล ทำเป็นรูปทรงได้อิสระมากเลย มันเหมือนกับปลวกที่สร้างรังตามความคิดอิสระของมัน ผมว่ามันได้ตรงนี้ด้วย เป็นไปตามธรรมชาติ” 

          เขาบอกว่ายังมีอีกบางสิ่งที่เขาและเธอได้โดยไม่คาดคิด จากการลงมือทำบ้านดินด้วยตัวเอง นั่นคือเรื่องของสุขภาพร่างกาย “อย่างแฟนผมตอนอยู่กรุงเทพฯ เข้าโรงพยาบาลปีละครั้งหรือสองครั้ง โดนกลิ่นบุหรี่หน่อยก็เป็นโรคทอนซิลอักเสบ ไข้ขึ้นสูงก็ต้องนอนโรงพยาบาล เธอป่วยง่ายมากเลย แต่มาอยู่ที่นี่ห้าปี ไม่เคยป่วยเลย มันเกี่ยวกับอากาศด้วย คนส่วนใหญ่จะมองข้ามเรื่องอากาศไป อย่างน้ำกับอาหารวันหนึ่งกินสามมื้อ แต่อากาศเราหายใจทุกวินาที ผมว่าอากาศสำคัญที่สุด”

          เขาเล่าให้ฟังว่าพื้นดินบริเวณนี้ส่วนใหญ่เมื่อลึกลงไปจะกลายเป็นดินปนหิน ปลูกไม้ใหญ่ไม่ค่อยงามมากนัก โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน ต้นไม้จะตายเพราะรากเน่า เขาจึงหาหญ้าแฝกมาทดลองปลูกรอดูผลว่าจะเป็นยังไง “ต้นไม้ส่วนใหญ่ อยากกินอะไรผมก็ปลูก มีอย่างละต้นสองต้นทั้งนั้น คืออยากให้มันหลากหลายที่สุด นึกอยากกินอะไรก็มีกิน เรื่องขายเป็นเรื่องรอง คือถ้าปลูกมะม่วงอย่างเดียวพึ่งพาตัวเองไม่ได้ ตอนแรกผมขุดบ่อวางแปลนงาน หลังจากปรับที่ดินแล้ว ใช้เวลาสองปีกว่าหญ้าจะขึ้น คือหญ้ายังไม่อยากจะขึ้นเลย ระหว่างที่รอก็ปลูกอะไรไปเรื่อย วางแผนระบบน้ำ จะสร้างบ้านตรงไหน เราอ่านจากหนังสือเรื่องระบบน้ำ การวางแท็งก์ ทำยังไงให้ประหยัดแรงงานเรา ทุกอย่างมันเกิดจากการเรียนรู้หมด มาใหม่ๆ ผมปลูกต้นไม้ได้ห้า-หกสิบต้น เริ่มมองเห็นปัญหา ยิ่งปลูกเยอะยิ่งไม่มีเวลา รดน้ำทั้งวันเลย ผมต้องตักน้ำจากบ่อ ใส่รถเข็นเข็นไปรดทีละต้นๆ วันๆ ไม่ต้องทำอะไรเลย ถ้าเราอยากพึ่งพาตัวเอง ต้องทำอะไรที่มันทุ่นแรงงานของเรา เลยวางระบบน้ำหยด ไปถามเขาว่าทำยังไง พอรู้ว่าทำงานได้ก็พอแล้ว ในบ่อก็ปล่อยปลาเลี้ยง เป็นปลากินพืชอย่างปลาแรด ปลานิล ปลาทับทิม ปลายี่สก ปลาสลิด ปลาสวาย หลักๆ เลี้ยงไว้กินเอง แต่ตอนนี้เต็มบ่อแล้ว” 

         

แม้ทุกวันนี้ สองหนุ่มสาวก็ยังคงปั้นดินต่อเติมบ้านสองชั้นไปเรื่อยๆ ขณะเดียวกันก็ทำขนม ของว่างและน้ำสมุนไพรไปฝากขายพอมีรายได้เข้ามาบ้าง แม้ยังไม่สามารถพึ่งพาตัวเองได้ทั้งหมด แต่พวกเขาก็พยายามทำให้ตนอยู่ได้โดยพึ่งพาปัจจัยภายนอกให้น้อยที่สุด สิ่งสำคัญมิใช่อยู่ที่ว่าเขาและเธอจะประสบความสำเร็จตามที่ตนตั้งใจไว้หรือไม่ แต่มันคือความกล้าที่เขาและเธอได้เลือกแล้วที่จะทำในสิ่งที่ตนใฝ่ฝัน

         

สำหรับผู้ที่สนใจเยี่ยมชม “บ้านดินพอเพียง” สามารถติดต่อได้ที่ ๔๒/๒  หมู่ ๔  ต.พญาเย็น  อ.ปากช่อง  จ.นครราชสีมา  ๓๐๓๒๐

 โทร. ๐๘๙-๔๕๖-๗๓๒๖ (กรุณาติดต่อนัดหมายล่วงหน้า ๑ สัปดาห์)

 

ที่มา: สานแสงอรุณ  ปีที่ ๑๒ ฉบับที่ ๒  มีนาคม-เมษายน ๒๕๕๑

*นำไปเผยแพร่ต่อ กรุณาอ้างอิงที่มา*

 





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
คนหัวฟู วันที่ : 14/02/2012 เวลา : 18.08 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/konhuafuu

ผมขอเดิน ตามวิถี ด้วยคน

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
เจนอักษราพิจารณ์ วันที่ : 30/08/2008 เวลา : 01.32 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/numsunjon

บ้านดิน
สานฝันต่อเติม
คือแหล่งพักเพิง
ที่หัวใจเรียกหา

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< สิงหาคม 2008 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30
31            



[ Add to my favorite ] [ X ]