• สานแสงอรุณ
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : ssamag@yahoo.com, ssamag.member@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-08-22
  • จำนวนเรื่อง : 82
  • จำนวนผู้ชม : 189365
  • ส่ง msg :
  • โหวต 16 คน
สานแสงอรุณ
นิตยสารสาระทางเลือกรายสองเดือน เพื่อ "ดุลยภาพในความงดงามของชีวิต"
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/sarnsaeng-arun
วันพฤหัสบดี ที่ 25 กันยายน 2551
Posted by สานแสงอรุณ , ผู้อ่าน : 1677 , 12:45:26 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

แสงอรุณ

กองบรรณาธิการ

พลังแห่งความรักและเมตตา

 

 

รูปปกหนังสือ Tree of Life

 

เรื่องเล่าอันเก่าแก่...

เพียงเพราะเห็นความชราภาพ  ความเจ็บป่วยอนาถา  และการตายจากไปของผู้คนก็ทำให้เจ้าชายสะเทือนใจอย่างที่สุดถึงทุกข์ภัยที่มนุษย์และตัวเองต้องเผชิญ  และไม่ว่าจะยิ่งใหญ่หรือยากไร้แค่ไหนคนเราก็ต้องเผชิญความทุกข์นี้เพียงลำพัง  แต่ด้วยเป็นผู้มีสติปัญญาไวต่อการรับรู้ก็สามารถสาวหาเหตุแห่งความทุกข์เหล่านี้ได้ เพราะถ้าไม่มีการเกิดก็จะไม่มีการแก่เฒ่าชราภาพ  ไม่ต้องเจ็บป่วย  และไม่ต้องตาย

ปัญหามีอยู่ว่า แล้วทำอย่างไรถึงจะไม่ต้องเกิด  

เมื่อฉุกคิดได้อย่างนี้  การแสวงหาเพื่อเอาตัวเองให้รอดก็เริ่มขึ้น  ทรงพเนจรร่อนเร่ นอนกลางดินกินกลางป่า  เหนื่อยยากจวนเจียนเอาชีวิตไม่รอดอยู่หลายปี  จึงได้พบหนทางหรือองค์ความรู้แห่งการดับทุกข์และก็ดับทุกข์ได้ในที่สุด  กระนั้นองค์ความรู้ที่นำไปสู่ความดับทุกข์ที่ทรงค้นพบนั้นก็ยากยิ่งเกินกว่าที่ปุถุชนทั่วไปจะเข้าใจได้  ทรงรู้สึกท้อและทอดถอนพระทัย  กระทั่งเกิดความลังเล (ที่แสดงเป็นสัญลักษณ์ในรูปของมารและธิดามาร) ว่าจะเผยแพร่สิ่งที่ค้นพบนี้หรือไม่

แต่สุดท้ายก็ทรงตั้งพระทัยมั่นที่จะเผยแพร่องค์ความรู้นี้แก่มวลมนุษย์  ทั้งที่ตระหนักชัดแจ้งว่าต้องใช้ความพยายามอย่างมาก และจะไม่มีวันไหนเลยที่พระองค์จะว่างเว้นจากการงานอันหนักหนานี้  ต้องเดินทางหลายหมื่นแสนกิโลเมตร นอนกลางดินกินกลางป่ามากกว่าจะได้ประทับอยู่ในอารามรอรับอานิสงส์ผลบุญกระทั่งวันสุดท้ายของชีวิต

พระองค์จะรู้หรือไม่ว่า  ถ้าวันนั้นทรงคิดเป็นอื่นก็จะไม่มีวันนี้  ไม่มีพุทธศาสนาในแผ่นดินสุวรรณภูมิและแผ่นดินโลก  ผู้คนคงจะยังโง่เขลาและมืดบอดในการเดินทางไปสู่จุดหมายปลายทางของชีวิต...

 

ครั้งหนึ่ง  พระเยซูเดินทางไปถึงเมืองหนึ่งซึ่งมีหญิงคนหนึ่งเพิ่งกระทำผิดประเวณีครั้งแรกและถูกชาวเมืองที่เคร่งครัดตามบัญัติของโมเสสขว้างปาหินใส่วิ่งมาล้มฟุบแทบเท้าพระองค์  ชาวเมืองทักท้วงว่าเธอผิดประเวณีและยกบัญญัติของโมเสสที่ว่าเธอจะต้องตายด้วยก้อนหิน ขึ้นมากดดัน  พระองค์ตรัสว่า ผู้ใดไม่มีบาปก็จงสังหารหญิงผู้นี้  แล้วทุกคนก็นิ่งอึ้งวางมือจากการฆ่าและถอยไป  พระองค์หันไปบอกกับหญิงผู้นั้นว่า เราก็ไม่เอาโทษเจ้า แต่อย่าได้กระทำอีกเลย 

บางทีความรักความเมตตาก็ต้องอาศัยความกล้าหาญอย่างยิ่ง  หรืออีกด้านหนึ่งมันเป็นสิ่งเดียวกัน

 

แล้วอะไรทำให้พระนบีมุฮัมมัดทรงปลดปล่อยซาอิดซึ่งเป็นทาสของพระองค์ท่านแล้วยกขึ้นมาเป็นบุตรบุญธรรม  ยังมีเรื่องที่ทรงสั่งให้คนรับใช้ใกล้ชิดตักนมที่มีคนนำมาถวายให้คนยากจนที่ข้างกำแพงเมืองดื่มกินจนอิ่มเสียก่อน  แล้วจึงให้เขาดื่มกินเป็นคนต่อไปกระทั่งอิ่ม  พระองค์ก็ถามว่า เหลืออยู่หรือไม่ เมื่อเห็นว่ายังเหลืออยู่นิดหน่อยจึงรับสั่งให้ตักถวายพระองค์

แล้วเรื่องเล่าอันเก่าแก่ขององค์พระศาสดาเหล่านี้บอกอะไรกับเราบ้าง  ทั้งในนามศาสนิกชนและมนุษยชาติ... 

 

การถูกท้าทาย...

อย่างไรก็ตามเรื่องราวอันทรงคุณค่าเหล่านี้ก็ได้ถูกท้าทายจากผู้คนในยุคหลัง  และถึงขีดสุดก็ในยุคโลกาภิวัตน์นี้เอง  ยุคที่ผู้คนถูกสอน (และทำให้รู้สึก) ว่าโลกนี้ไม่มีอะไรฟรี  และไม่มีกิจกรรมและการสร้างสรรค์ใด

 

ที่ไม่อิงผลประโยชน์ส่วนตัว  แล้วมันมีจริงอยู่หรือดวงจิตหรือคนแบบศาสดาเหล่านั้น  และความรัก ความเมตตากรุณาเช่นนั้นไม่ใช่เพียงนิทานหลอกเด็ก 

พูดกันแบบตรงไปตรงมา  ถ้าตอบตัวเองอย่างซื่อสัตย์  เราคิดว่าคนแบบนี้  การกระทำแบบนี้  ดวงจิตแบบนี้มีอยู่จริงๆ หรือ?

เพราะในยุคสมัยอันซับซ้อนนี้  บางทีการจะให้เงินช่วยคนตกยากหรือขอทานสักคนแม้จะมีความรู้สึกสงสาร  แต่ก็ยังอดสงสัยไม่ได้ว่าเขาจนจริงหรือเปล่า  ไม่แน่อาจเป็นแก๊งหลอกลวง (ตามข่าวสารหรือประสบการณ์ที่เราได้รับ)

การจะเข้าวัดทำบุญก็ด้วยความไม่สบายใจเพราะพระท่านมีข่าวฉาวไม่เว้นแต่ละวัน  และธรรมของพระศาสดาทั้งหลายที่พระท่านยกมาสอนสั่งนั้นเป็นไปด้วยใจแท้หรือว่าเพื่อสยบเราให้ทำบุญกับท่านเท่านั้น

อยากจะช่วยพี่น้องจีนและพม่าที่โดนภัยพายุแต่ก็ลังเลว่าการช่วยผ่านองค์กร หรือบริษัทต่างๆ ที่ประกาศตัวนั้นจะเป็นการไปสมทบส่วนให้เขาได้หน้าตา และหาผลประโยชน์ในบั้นปลายกับประเทศเหล่านั้นหรือไม่  และรัฐบาลที่กดขี่ข่มเหงประชาชน  ละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างนี้จะช่วยประชาชนของตัวเองจริงๆ หรือ  อะไรทำนองนี้

หรือแม้แต่คำว่ารัก จะเชื่อได้แค่ไหนว่ากล่าวออกมาเพียงต้องการประโยชน์ทางเพศ  หรือประโยชน์ทางอื่น  หรือเป็นไปเพื่อตัดความรำคาญ  หรือว่าเป็นคำจากใจจริงๆ

เพราะว่ามีคนมากมายหากินกับความรัก ความเมตตา สงสาร  ถามว่าแล้วใครบ้างไม่เคยรู้สึกดังตัวอย่างที่ยกมานี้?

 

ความรักไม่มีอยู่จริง...

อย่าว่าแต่ดวงจิตแบบพระศาสดาเหล่านั้นเลย  เอาแค่ความรักที่มีต่อตัวเอง  คนเรามีอยู่จริงๆ หรือไม่  เพราะคนเราจะไม่สามารถรักใครได้เลยถ้าเขาไม่รู้จักรักตัวเอง  แม้แต่องค์ทะไลลามะ ผู้นำทิเบตยังตรัสทำนองว่า พระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์ในสากลโลกล้วนเป็นผู้เห็นแก่ตัวที่สุด  เพราะการคิดถึงประโยชน์สุขของผู้อื่นนั้นก็คือการยังความสุขที่แท้แก่ตนเองนั่นเอง[๑]

ถามว่าแล้วคนเรารักตัวเองจริงๆ หรือไม่... 

ปีที่แล้วข่าวนักเรียนสอบติดคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ฆ่าตัวตายเพราะสอบไม่ได้ที่จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย  และปีนี้เด็กนักเรียนจากจังหวัดมหาสารคามก็เลือกจบชีวิตตัวเองเหมือนกันเพราะตรวจไม่พบรายชื่อตัวเองในมหาวิทยาลัยชั้นนำในกรุงเทพฯ ถือเป็นเหตุการณ์ที่สั่นสะเทือนสังคมและวงการการศึกษาอย่างมาก  แต่มีประเด็นหนึ่งที่มักจะหลงลืมกันหรือไม่ค่อยใส่ใจกันเท่าไหร่ในวงวิพากษ์วิจารณ์ คือ  ทำไมเด็กนักเรียนเหล่านี้จึงเห็นบางสถาบันการศึกษาสำคัญกว่าชีวิตของตัวเอง  แล้วจะอธิบายการที่เขามุ่งมั่นเรียนหนังสือ  อ่านตำรับตำรา  เรียนพิเศษ  ติวข้อสอบเอาเป็นเอาตายว่าอย่างไร

และล่าสุดข่าวเด็กอีสานฆ่าตัวตายเพราะน้อยเนื้อต่ำใจที่ตัวเองยากจน  ผู้คนอาจจะหาว่าไม่รักชีวิต คิดสั้น  แต่ประเด็นก็เหมือนสองกรณีแรก คือ แล้วทำไมหรืออะไรทำให้เขาเห็นความจนไม่จนสำคัญกว่าชีวิตอันมีค่า

แต่ก็มีปรากฏการณ์ที่เด็กหัวดีระดับมัธยมต้นในต่างจังหวัดแย่งชิงกันเข้ามาเรียนในโรงเรียนชั้นนำในกรุงเทพฯ เช่น เตรียมอุดมศึกษา (ทั้งที่โรงเรียนเก่าของตัวเองก็ติดอันดับประเทศอยู่แล้ว) ยอมที่จะมาแออัดกันในเมืองใหญ่  ผจญภัยกับอันตรายร้อยแปด  ทั้งมลภาวะ  รถรา  ผู้คน  ซึ่งมีผลโดยตรงต่อสุขภาพกายและจิตใจ  หนำซ้ำถ้ากลับไปโดยไม่สอบคัดเลือกห้อง (ให้ได้ห้องดีๆ ) ด้วยแล้ว  ก็อาจจะโดนผู้ปกครองเอ็ดเอาอีกก็มี  นี่แสดงถึงอะไร

 

หรือข่าวที่อาจารย์สาวกระโดดตึกตาย เพราะมีปัญหาเรื่องแฟน  ทั้งที่จบการศึกษาจากสถาบันชั้นดี และยังมีผลการเรียนระดับเกียรตินิยม  นี่ถือเป็นตัวบ่งชี้ได้ไหมว่าแม้แต่การศึกษาจากสถาบันดีๆ (ตามที่สังคมให้ค่า) ก็หล่อหลอมให้คนเห็นคุณค่าสิ่งอื่นมากกว่าชีวิต 

แน่นอนมันไม่ใช่แค่การทำลายชีวิตตัวเองเท่านั้น  แต่ยังเป็นการทำร้ายผู้คนรอบข้างผู้เป็นที่รักให้ได้รับทุกข์หนักตามไปด้วย

หรือการที่คนล้มเหลวในการงานและมากต่อมากที่ปรากฏเป็นข่าวและไม่เป็นข่าวว่าเลือกที่จะจบชีวิตตัวเองลง  ทำไม...

งานวิจัยหลายชิ้นก็ชี้ตรงกันว่า วัยรุ่นใช้ชีวิตสุ่มเสี่ยง เปลื่องเปล่า  กระทั่งกลายเป็นปัญหาสังคม  เหตุเพราะความรักในตัวเองกระนั้นหรือ

แม้แต่ชนชั้นรากหญ้าอย่างเกษตรกร (ที่ถูกหลอกลวงแบบให้เกียรติว่าเป็นกระดูกสันหลังของชาติ) ใช้ยาฆ่าแมลง  ใช้ปุ๋ยและสารเคมี  เพื่อชีวิตของตัวเองและผู้อื่นหรือเพื่อปริมาณการผลิตและเงินกันแน่ (แล้วใครหนอส่งเสริมให้พวกเขาทำอย่างนั้น  ทั้งที่ราคามันแพงกว่าราคาของผลผลิต และไม่เป็นผลดีต่อชีวิตใครเลย)

ฯลฯ

จากปรากฏการณ์และความเป็นจริงเหล่านี้  เราสามารถบอกตัวเองได้อย่างเต็มปากเต็มคำหรือว่า ความรักมีอยู่จริง  เพราะแม้แต่ความรักขั้นพื้นฐาน คือ การรักตัวเองยังดูซับซ้อนซ่อนเงื่อนเหมือนไม่มีอย่างนี้

 

ความรักมีจริง...

          การตั้งประเด็นว่า ความรักมีจริงหรือไม่ หรือจิตใจและวิถีแบบพระศาสดามีจริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงสิ่งสมมุติขึ้นจากภายนอก  ไม่ว่าจะเป็นสังคม วัฒนธรรม หรือศาสนา...เสมือนหนึ่งนิทานหลอกเด็กนั้น ถือว่าอันตรายอย่างยิ่ง 

เพราะเราจะอธิบายไม่ได้เลยต่อการตัดสินพระทัยออกผนวชเพื่อแสวงหาการหลุดพ้นจากกองทุกข์อันมากมายไม่มีสิ้นสุดของพระพุทธเจ้า  หรือแม้กระทั่งการฝึกฝนตนเองของพระเยซูและพระนบีมุฮัมมัด  เพราะถ้าท่านเหล่านี้ไม่รักตัวเองก่อนแล้ว  ก็คงไม่สละตัวเอง  สละทรัพย์สิน  โอกาสเจริญก้าวหน้า และอำนาจ  เพื่อออกแสวงหาสิ่งที่เห็นว่าดีกว่า

อย่างตอนที่พระพุทธเจ้าภายหลังการตรัสรู้ทรงอยู่ในห้วงแห่งการดื่มด่ำความสุขจากความรู้หรือสิ่งที่ค้นพบอยู่หลายวัน  ระหว่างนั้นก็เกิดความลังเล (แสดงเป็นสัญลักษณ์ ธิดามาร[๒]) ขึ้นมาว่าจะสอนหรือเผยแพร่ความรู้นี้แก่ผู้คนหรือไม่  เพราะว่ามันยากเหลือเกินที่จะเข้าใจ  ตรงนี้น่าใคร่ครวญว่า ธิดามารองค์ที่สาม คือ นางอรดี ซึ่งแปลว่า การไม่มีความรัก หรือไม่รักใครนั้น  เป็นสิ่งขัดขวางการเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่สมบูรณ์[๓] ได้อย่างไร  เมื่อทรงประจักษ์ถึงความรักซึ่งเป็นธรรมชาติที่มีอยู่ในพระองค์และมนุษย์ทุกคนอย่างแท้จริงแล้วนั่นแหละ  จึงทรงตั้งมั่นพระทัยที่จะเผยแพร่ความรู้หรือสอนธรรมที่ทรงค้นพบนี้ 

ทั้งนี้ทรงตระหนักดีว่า แม้ปัญญาอาจไม่เท่ากัน  แต่ด้วยความรักหรือธรรมฝ่ายดีในหัวใจของมนุษย์นี่แหละจะช่วยค้อมชีวิตที่อหังการ์หรือยึดมั่นในอัตตาให้อ่อนโยนลงและน้อมรับองค์ความรู้นี้เข้าสู่ชีวิต  และพัฒนาให้ยิ่งๆ ขึ้นไป

แต่ถ้าวันนั้นพระองค์ตัดสินใจเป็นอื่น  ก็ไม่รู้ว่าประวัติศาสตร์ทางจิตวิญญาณของโลกจะพลิกโฉมไปอย่างไร...

 

 

และจะอธิบายไม่ได้ถึงการสืบสายธารน้ำพระทัยของพระศาสดา[๔]ของมหาบุรุษ  มหาสตรีตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันมากมายหลายท่าน  ไม่ว่าจะเป็นมหาตมา คานธี  แม่ชีเทเรซ่า  กระทั่งองค์ทะไลลามะ ฯลฯ  ซึ่งการงาน และคำสอนของท่านเหล่านี้ก็เป็นที่ยืนยันเห็นชัดแล้วว่าล้วนแต่เป็นไปเพื่อสันติสุขภายในตัวเอง  สันติสุข

โดยรวมของมวลมนุษย์และโลก  ประหนึ่งคนสวนที่เอาการเอางานต่อการจัดแต่งบำรุงสวนให้อุดมสมบูรณ์และงดงาม  เพื่อความอิ่มเอม และรื่นรมย์ทั้งต่อตัวเองและผู้ที่ได้ผ่านพบ ได้พักพาอาศัย

การยอมตนเป็นทาสของพระพุทธเจ้า  แล้วเอาชีวิตเข้าแลกศึกษาค้นคว้าธรรมของพระองค์  และประกาศเผยแพร่ธรรมนั้นออกมาจนวาระสุดท้ายของชีวิตเป็นมรดกธรรมล้ำค่าสุดคณาของพุทธทาสภิกขุ  หรืออย่างการที่ท่านกล่าวตักเตือนพระลูกศิษย์ท่านหนึ่งที่เห็นความงามวิเวกของป่าแล้วปรารถนาที่จะจาริกเข้าไปอยู่ในนั้นว่า ถ้าคุณเกิดความรู้ในป่าในที่สุดคุณก็จะชักจูงคนเข้าป่า  แต่ถ้าคุณเกิดความรู้ในเมือง คุณจะช่วยคนในเมืองได้มาก... นั้นด้วยดวงจิตแบบไหนกัน

หรืออย่างพระที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบออกแสวงหาโมกขธรรม  นอนกลางดินกินกลางป่า  ผจญภัยร้ายนานา ปีแล้วปีเล่าเที่ยวรอนแรมโดดเดี่ยวจนบรรลุถึงความเป็นหนึ่งเดียวกับสรรพสิ่ง (ความว่าง-อนัตตา) แล้วจึงออกมาเผยแพร่วิถีธรรมที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตอย่างหลวงปู่ชา สุภทฺโท เล่าเราจะอธิบายอย่างไร

หรือแม้แต่จิตใจอย่างพวกโซเชียลิสต์ (Socialist) เช่นนักศึกษา ประชาชน ในเหตุการณ์๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ และ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้น เกิดความเสมอภาค มีภราดรภาพ เท่าเทียมกัน ไม่เอารัดเอาเปรียบกัน อยู่ร่วมกันอย่างสันติ กระทั่งเอาชีวิตเข้าแลก  ถ้าตัดมิติความรุนแรงออกไป  ดวงใจของพวกเขาก็บริสุทธิ์และงดงามไม่แพ้กัน

หรือคนอย่างสืบ นาคะเสถียร เราจะบอกว่าสิ่งที่เขาทำมาทั้งหมด  และการจากไปของเขาเป็นไปเพื่อตัวเขาเอง  และประโยชน์ของพวกพ้องกระนั้นหรือ

แล้วอย่างเกษตรกรที่ยืนต้านกระแส  ยอมยากจน  ทนถูกเย้ยหยัน  เพื่อหันมาทำเกษตรแบบอินทรีย์ (ไม่ใช้สารเคมีใดๆ ) จะบอกว่าเพราะพวกเขาไม่รักตัวเอง  ไม่รักสภาพแวดล้อม  ไม่รักเพื่อนมนุษย์ได้อย่างไร

 

ศัตรูของความรัก ความเมตตา...

          ถ้าลองสังเกตตัวเองจากเหตุการณ์เล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวัน บ่อยครั้งไปที่เรารู้สึกสงสารผู้อื่น  กระทั่งเคยลุกให้คนอื่นนั่งบนรถประจำทาง  สะเทือนใจกับชะตากรรมของเพื่อนมนุษย์  นี่ก็แสดงให้เห็นได้ระดับหนึ่งว่า ความรัก ความเมตตา ความสงสาร  ความห่วงใยอาทรมีอยู่ในตัวเรา

แต่ก็น่าเสียดายที่โครงสร้างสังคมแบบบริโภคนิยมซึ่งมีระบบการศึกษาเป็นหัวหอกทำให้เราหันเหไปจากความจริงของชีวิตข้อนี้  และทำให้เรายึดมั่นถืออัตตา  มองตัวเองแยกส่วนจากทุกสิ่ง  และเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่ง  ถือทุกอย่างเป็นแค่เครื่องอุปโภคบริโภคของตน  ไม่เว้นแม้แต่เพื่อน  มิตรภาพ  และคนรัก  แม้แต่คุณธรรมความดีก็เป็นแค่อุปกรณ์หากิน  กระทั่งพัฒนาไปไกลถึงขั้นยึดติดสิ่งนอกกายเป็นคุณค่าสูงสุด   พาลเกลียด โกรธตัวเองเมื่อไม่ได้ในสิ่งที่หวังที่ต้องการ  หรือสูญเสียสิ่งที่ให้คุณค่านั้น  ถึงขั้นทำร้ายทำลายตัวเองก็มี 

ทั้งๆ ที่ภูมิปัญญาดั้งเดิมในทางตะวันออกของเราสอนให้ละอัตตา สอนเรื่องความว่าง  แต่คนส่วนใหญ่กลับเข้าใจความว่าง ในทำนองความว่างโหวง  ไม่มีอะไร  กระทั่งเลยเถิดถึงขั้นตัดขาดจากทุกสิ่ง  แต่ความเป็นจริงมันเป็นเรื่องเดียวกับการเชื่อมโยงสัมพันธ์ของสรรพสิ่ง  ไม่มีสิ่งใดอยู่โดดเดี่ยวลำพัง ทุกอย่างเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน เราเป็นส่วนหนึ่งของสรรพสิ่ง  สรรพสิ่งเป็นหนึ่งเดียวกับเรา  ดังนั้น การเอาเปรียบคนอื่นก็คือการเอาเปรียบตัวเอง  การทำร้ายคนอื่นสิ่งอื่นก็คือทำร้ายตัวเอง...

 

เหมือนอย่างที่ ติช นัท ฮันห์ เคยเขียนไว้ว่า “หากเธอเป็นกวี  ย่อมหยั่งเห็นก้อนเมฆในกระดาษแผ่นนี้  เพราะหากปราศจากเมฆย่อมไม่มีฝน  หากไร้ฝน ต้นไม้ย่อมไม่งอกงาม  และเมื่อไม่มีต้นไม้ย่อมไม่มีกระดาษแผ่นนี้”  ดังนั้นการที่เราประหยัดกระดาษ หรือใช้อย่างเห็นคุณค่าก็ย่อมลดการตัดต้นไม้  และการมีต้นไม้จำนวนมากย่อมหมายถึงความสมบูรณ์ของพืชพันธุ์และดอกไม้  และโลกที่ดารดาษด้วยพันธุ์ไม้และดอกไม้ย่อมก่อภาวะปัจจัยที่ดีแก่กวี  แล้วกวีที่มีชีวิตอยู่ในโลกเช่นนี้  ย่อมสร้างสรรค์บทกวีได้มากบทและงดงามยิ่ง  จึงทำให้ผู้คนได้อยู่ในโลกที่ร่มรื่นและได้ดื่มด่ำภูมิธรรมที่งดงามจากกวี

หรือแม้แต่บันทึกตอนหนึ่งของชาร์ลส์ ดาร์วิน ก็สะท้อนกระบวนทัศน์แบบนี้เช่นกันว่า สาวแก่ที่ชอบเลี้ยงแมวมีส่วนทำให้ลอนดอนเป็นเมืองที่น่าอยู่ที่สุดเมืองหนึ่งในโลก  เพราะแมวจำนวนมากเหล่านี้ช่วยควบคุมจำนวนประชากรของหนู  ทำให้ผึ้งใหญ่ที่ทำรังอยู่ใต้ดินปลอดภัยจากการรุกรานของหนู  ผลที่ตามมาคือ จำนวนผึ้งที่มีมากขึ้น  ย่อมหมายถึงดอกไม้จำนวนมากได้รับการผสมเกสร  เขาจึงสรุปว่า สาว(แก่)โสด ที่เลี้ยงแมวจำนวนมาก ย่อมเท่ากับดอกไม้จำนวนมากในลอนดอนนั่นเอง

แล้วนี่ไม่ใช่ภูมิปัญญาแห่งความรัก ความเมตตาดอกหรือ  และลองคิดต่อไปว่าภูมิปัญญาหรือความรู้ที่ไร้ความรักทั้งต่อตัวเองและผู้อื่น สิ่งอื่นนั้นมันจะทำให้ผู้คนและโลกเป็นอย่างไร

 

ความจริงเผยตัวเองในนิทานก่อนนอน...

แต่บางทีชีวิตจริงก็บอกเราได้  เหมือนอย่างการมีลูก  เราจะประจักษ์แจ้งถึงความรักที่พ่อแม่มีต่อเรา  และเรามีต่อท่านจริงๆ ก็ตอนที่เรามีลูกเป็นของตัวเอง (ก่อนหน้านั้น ไม่ว่าเราจะบอกว่ารักพ่อแม่มากแค่ไหน ก็ยังไม่สามารถหยั่งได้ หรือไม่มีสิ่งเปรียบเทียบนั้นเอง)  เหมือนอย่างชายคนหนึ่งอุ้มลูกอ่อนที่ร้องไห้จ้าในขณะที่ภรรยาหลับไปเพราะความอ่อนเพลียและความเจ็บปวดเพราะบาดแผลจากการคลอด  เขาเดินร้องเพลงกล่อมลูกน้อยอยู่อย่างนั้น  เวลานานเท่านาน  แขนและไหล่ทวีความปวดล้าเป็นลำดับ  จวบจนดึกดื่น- - เมื่อลูกหลับ  เขาก็วางลูกลงบนที่นอนข้างๆ แม่ของแก  แล้วเขาเหลือบไปเห็นรูปแม่ของตัวเองที่อยู่บนหัวนอน  พลันน้ำตาก็คลอหน่วย... แม่เคยบอกว่าเขาร้องไห้อยู่เป็นปีจนแม่ผ่ายผอมแทบจะสิ้น  แต่ที่ผ่านมาเขานึกว่าเป็นเรื่องเล่าเล่นๆเท่านั้น...

หลังจากคืนนั้น ทุกครั้งที่มองดูลูกน้อย  เขาก็ตระหนักชัดว่า นี่คือชีวิตที่เขารักมากกว่าตัวเขาเอง  และทุกสิ่งที่เขาทำต่อแต่นี้จึงไม่ใช่เพียงเพื่อตัวเองแต่ถ่ายเดียวอีกต่อไป

และนี่เป็นแรงพลังจากความรักใช่หรือไม่...

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าการที่เด็กพม่าเจ็บปวด ล้มตายเพราะพายุจะทำให้ลูกของเรานอนหลับสบายอยู่ได้  เพราะไม่แน่ว่าลูกเราอาจจะโดนแบบนั้นเหมือนกัน  ถ้าเรายังไม่ตระหนักถึงการดูแลและเรียนรู้ที่จะอยู่กับสิ่งแวดล้อมอย่างสันติ  หรือการที่เราเพิกเฉยต่อชะตากรรมของเด็กพม่าเหล่านั้นแล้วก้มหน้าก้มตาทำมาหากินเพื่อลูกตนแต่ถ่ายเดียวจะเป็นการรับประกันอนาคตของลูกเราได้  เพราะตราบเท่าที่ชะตากรรมเพื่อนมนุษย์ที่อดยากถูกทอดทิ้ง ละเลย ช่องว่างของการเป็นอยู่ห่างออกไปเรื่อยๆ มันอาจเป็นผลเหวี่ยงกลับในทางร้าย  เพราะการที่ผู้คนถูกทิ้งห่างด้านชีวิตความเป็นอยู่มากขึ้นๆ อาจทำให้ผู้ที่เสียเปรียบหมดทางเลือกนอกจากการก่ออาชญากรรมหรือประทุษร้ายอีกฝ่ายที่ได้เปรียบเพื่อความอยู่รอดของตัวเองก็เป็นได้  หรือเกิดเป็นการต่อสู้ทางชนชั้นด้วยกำลังเหมือนอย่างในช่วงสงครามเย็นก็เคยทำให้เราตกอยู่ในชะตากรรมแห่งความทุกข์ร่วมกันมิใช่หรือ

หรือการที่ประชาชนทิเบตถูกรัฐบาลจีนกดขี่ ทำร้าย ลูกเราจะนอนหลับ กินอิ่มได้อย่างสบายใจล่ะหรือ  เพราะใครจะรับประกันว่าจีนจะไม่รุกไทยในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง  หรือรัฐบาลไทยจะไม่ลอกแบบนโยบายหรือทำตามคำบอกของจีนถ้ามีผลประโยชน์ร่วมกันระหว่างนักการเมืองผู้กุมนโยบาย

ชะตากรรมของพี่น้องร่วมชาติของเราก็เช่นเดียวกัน  ในนามแห่งความรัก (ไม่ว่าจะรักตัวเอง หรือรักผู้อื่น) เราก็ไม่สามารถตัดขาดจากกันและกันได้เลย...

 

ถามว่า ความรัก ความเมตตามีจริงหรือไม่  และเราเชื่อในวิถีแห่งรักแห่งเมตตาแค่ไหน  คำตอบง่ายๆ คือ - -

ถ้าจะให้เลือกนิทานหรือเรื่องที่จะเล่าให้ลูกฟังก่อนนอนระหว่างเรื่องราวของพระศาสดาและผู้สืบสายธารน้ำพระทัยเหล่านั้น กับเรื่องแห่งการเอารัดเอาเปรียบ ชิงดีชิงเด่น ที่เราพบพานอยู่เป็นประจำ หรือเรื่องราวแบบละครหลังข่าว  เราย่อมเลือกเรื่องแรกอย่างไม่ต้องสงสัย

ถามว่าทำไม...

แล้วลองคิดแบบเชื่อมโยงสัมพันธ์ดูว่าอะไรจะเกิดขึ้นบ้างในการเลือกนั้น

 

ที่มา: สานแสงอรุณ  ปีที่ ๑๒ ฉบับที่ ๔  กรกฎาคม-สิงหาคม ๒๕๕๑

*นำไปเผยแพร่ต่อ  กรุณาอ้างอิงที่มา*

 



[๑]อ่านรายละเอียดเรื่องนี้ใน ปัญญาญาณแห่งการอภัย บทสนทนาและการเดินทางเปี่ยมมิตรภาพ (บทที่ ๑๖) โดย ทะไลลามะ และ วิกเตอร์  ชาน เขียน  สายพิณ กุลกนกวรรณ ฮัมดานี แปล, สนพ. สวนเงินมีมา: ๒๕๕๑

[๒]นางตัณหา  นางราคา  นางอรดี

[๓]ในคติทางพุทธศาสนา ถือว่าถ้าบุคคลผู้หนึ่งผู้ใดบรรลุธรรมแล้วไม่สั่งสอนสรรพสัตว์ให้พ้นจากกองทุกข์ด้วยแล้วถือว่าเป็นได้แค่พระปัจเจกพุทธเจ้า  จะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหาได้ไม่

[๔] คำของเขมานันทะ




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
ฟ้าพิมพ์ทะเล วันที่ : 01/10/2008 เวลา : 05.01 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bleuemontagne
เครื่องประดับคือภาษา

มาอ่านค่ะ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
ภูมิรพี วันที่ : 25/09/2008 เวลา : 18.36 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/morningmoon

แวะมาอ่านครับ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
บ่าวยัณ วันที่ : 25/09/2008 เวลา : 13.07 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/TheYann

สาธุ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< กันยายน 2008 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30        



[ Add to my favorite ] [ X ]