• สานแสงอรุณ
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : ssamag@yahoo.com, ssamag.member@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-08-22
  • จำนวนเรื่อง : 82
  • จำนวนผู้ชม : 191772
  • ส่ง msg :
  • โหวต 16 คน
สานแสงอรุณ
นิตยสารสาระทางเลือกรายสองเดือน เพื่อ "ดุลยภาพในความงดงามของชีวิต"
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/sarnsaeng-arun
วันจันทร์ ที่ 1 ธันวาคม 2551
Posted by สานแสงอรุณ , ผู้อ่าน : 4197 , 11:28:36 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

แสงอรุณ

กองบรรณาธิการ

เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงเกิด

                     

ภาพโดย: นุชารียา

 

ความร้อนอบอ้าวของอากาศในช่วงบ่ายของวันชักชวนหมู่เมฆมารวมตัวก่อนกลั่นเป็นหยดหยาดใสเย็นหลั่งรินลงมาจากฟากฟ้า ขณะเหม่อมองจากระเบียงห้องเช่า เห็นเด็กชายหญิงสองคนวิ่งกระโดดโลดเต้นเล่นร้องท่ามกลางสายฝน ขณะเดียวกันก็มีผู้หญิงคนหนึ่งถือไม้เรียวออกมาไล่ต้อนให้เด็กซนหลบเข้าไปใต้ชายคาบ้าน ให้หวนนึกถึงเรื่องราวในวัยเด็ก รวมถึงบทเพลงที่ชอบร้องเล่นวนเวียนเมื่อยามฝนตก เสียงเพลงนั้นแว่วดังมาแต่ไกล...

          ฝนเอยทำไมจึงตกๆ จำเป็นต้องตกเพราะว่ากบมันร้อง  กบเอยทำไมจึงร้องๆ จำเป็นต้องร้องเพราะว่าท้องมันปวด    ท้องเอยทำไมจึงปวดๆ จำเป็นต้องปวดเพราะว่าข้าวมันดิบ  ข้าวเอยทำไมจึงดิบๆ จำเป็นต้องดิบเพราะว่าฟืนมันเปียก ฟืนเอยทำไมจึงเปียกๆ จำเป็นต้องเปียกเพราะว่าฝนมันตก  ฝนเอยทำไมจึงตกๆ จำเป็นต้องตกเพราะว่ากบมันร้อง

          เพลงร้องเล่นในวัยเด็กกลับทำให้นึกถึงบางเรื่องราวที่วนเวียนอยู่ในสมองหลายวันมานี้...

 

ฝนตกเพราะกบมันร้อง

ว่ากันว่า เมื่อหลายพันล้านปีก่อน โลกมิได้เป็นอยู่อย่างทุกวันนี้ โลกถือกำเนิดขึ้นจากการระเบิดครั้งใหญ่ (the Big Bang) ของพลังงานบริสุทธิ์ที่ร้อนจัด จึงทำให้เกิดการขยายตัวของเอกภพ หลังจากนั้นจึงค่อยๆ เย็นตัวลงและควบแน่นเกิดเป็นอนุภาคพื้นฐาน จนกระทั่งอนุภาคเหล่านั้นได้รวมตัวกันเกิดเป็นอะตอมเสถียรพื้นฐานคือ ไฮโดรเจนและฮีเลี่ยม อันเป็นจุดกำเนิดของสสาร และหลังจากโลกถือกำเนิดขึ้นอีกพันล้านปีผ่าน ด้วยภาวะอุณหภูมิอันเหมาะสมจึงเกิดเซลล์ชีวิตขึ้นมา จากนั้นจึงวิวัฒนาการตัวเองในการสังเคราะห์แสง รู้จักใช้ออกซิเจน และสืบพันธุ์โดยอาศัยเพศ กลายเป็นสิ่งมีชีวิตหลายเซลล์ จนในที่สุดได้กลายเป็นสัตว์น้ำเล็กๆ ก่อนวิวัฒน์ตัวเองขึ้นมาเป็นปลา สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ สัตว์เลื้อยคลาน ไดโนเสาร์ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม มนุษย์โฮโมเซเปียนส์ ฯลฯ ผ่านกาลหลายยุคหลายสมัยก่อนกลายมาเป็นมนุษย์ในยุคปัจจุบัน ดุจดั่งสายพานแห่งชีวิตที่เลื่อนไหลผ่านการพึ่งพาอาศัยโยงใยซึ่งกันและกัน กอปรด้วยเหตุและปัจจัยอันสืบเนื่องที่เป็นไปตามกฎแห่งธรรมชาติ กฎอย่างเดียวกับที่ พระพุทธเจ้า ทรงค้นพบเมื่อยามรุ่งอรุณไขแสงใต้ร่มศรีมหาโพธิ์

กฎแห่งอิทัปปัจจยตา

              

อรุณรุ่งใต้ร่มศรีมหาโพธิ์  ภาพ: www.pranayogastudio.com

 

มีเรื่องเล่ากันว่า ภายหลังพระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้แล้ว พระองค์ยังทรงนำสิ่งที่ได้ค้นพบนั้นมา “ท่อง” เล่น คล้ายเป็นบทเพลงที่ถูกใจ จึงหลุดจากริมฝีปากขึ้นมาเองอยู่เสมอ ทั้งยังทรงบังคับให้ภิกษุศึกษาเรื่องนี้ หรือแม้แต่สิ่งที่พระองค์ทรงสั่งสอนก็หลีกไม่พ้นเรื่องนี้ เหตุใดพระองค์ทรงให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ นั่นเป็นเพราะตลอดชีวิตของพระองค์ดำเนินไปตามกฎของอิทัปปัจจยตา การที่ทรงสละราชสมบัติออกบวชนั้นก็เพราะอิทัปปัจจยตาบังคับ เป็นความแก่รอบสุกงอมของสติปัญญาที่ต้องการจะไปเรื่อยๆ ครั้นบวชแล้วก็ทรงพบปัญหาที่ยิ่งใหญ่ว่าทุกข์นี้เกิดมาจากอะไร ทรงเที่ยวค้นหาอยู่ ๖ ปี จนกระทั่งพบกฎอิทัปปัจจยตาว่า ความทุกข์นี้เกิดมาจากชาติ ชาติมาจากภพ ภพมาจากอุปาทาน อุปาทานมาจากตัณหา ตัณหามาจากเวทนา เวทนามาจากผัสสะ ผัสสะมาจากอายตนะ อายตนะมาจากนามรูป นามรูปมาจากวิญญาณ วิญญาณมาจากสังขาร สังขารมาจากอวิชชา อิทัปปัจจตาแต่ละข้อนั้นเป็นปฏิจจสมุปบาท จนในคืนที่จะตรัสรู้ ก็ทรงพิจารณาอิทัปปัจจยตาตลอดทั้งคืนกระทั่งบรรลุผล ครั้นตรัสรู้ พระองค์ยังทรงนั่งพิจารณาทบทวนอยู่ใต้ร่มศรีมหาโพธิ์ไม่ได้ลุกจากที่ ไม่บิณฑบาตหรือฉันอาหารตลอด ๗ วัน ย้อมย้ำลงไปด้วยอิทัปปัจจยตา หลังจากนั้นจึงเที่ยวสอนในทุกๆ เรื่องโดยมีหัวใจอยู่ที่อิทัปปัจจยตาทั้งสิ้น โดยเฉพาะเรื่องอริยสัจจ์ หรือแม้แต่ในยามที่พระพุทธเจ้ากำลังจะดับขันธ์ปรินิพพานก็ยังทรงระลึกถึงอิทัปปัจจยตา พระองค์ตรัสในประโยคสุดท้ายว่า “สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไป สิ้นไปเป็นธรรมดา” 

ที่อิทัปปัจจยตามีความสำคัญยิ่งถึงเพียงนี้ก็เพราะเป็นหัวใจอันแท้จริงของพุทธศาสนา แต่ถูกมองข้ามไปเสีย จนกระทั่งท่านพุทธทาสภิกขุ ได้นำหลักธรรมคำสอนในเรื่องนี้ของพระพุทธเจ้ากลับมาอรรถาธิบายอีกครั้งอย่างหมดจดงดงามในหนังสืออิทัปปัจจยตา ด้วยเห็นความสำคัญที่ว่า “เพราะมีสิ่งนี้ๆ เป็นปัจจัย สิ่งนี้ๆ จึงเกิดขึ้น” นั่นคือ สรรพสิ่งในโลกล้วนมีเหตุปัจจัยแห่งการก่อเกิด เปลี่ยนแปลง และดับสูญ (เปลี่ยนสถานะ) ทั้งสิ้น ท่านพุทธทาสภิกขุย้ำว่า อิทัปปัจจยตาเป็นเรื่องที่มีอยู่ในชีวิตประจำวันของมนุษย์ทุกคน ไม่ว่าจะมองกันที่ส่วนไหน การเคลื่อนไหวของคน หรือเรื่องที่เกิดขึ้นแก่คน ไม่ว่าที่ไหน เวลาใด หรือแก่ใครก็ตาม แม้กระทั่งแม่บ้านจะหุงข้าวกินสักหม้อ ก็ล้วนเป็นเรื่องของอิทัปปัจจยตาทั้งสิ้น ด้วย “ในทุกๆ ปรมาณู หรืออนุภาคของปรมาณูของทุกสิ่งในโลกนี้ ประกอบอยู่ด้วยกฎเกณฑ์ และอาการของอิทัปปัจจยตา” 

ท่านพุทธทาสอธิบายว่า สรรพสิ่งไม่ว่าจะมีชีวิตหรือไม่มีชีวิต ต่างเกิดขึ้นและเป็นอยู่ด้วยอำนาจของอิทัปปัจจยตา ไม่ว่าจะเป็นก้อนหิน ต้นไม้ สัตว์ มนุษย์ หรือแม้แต่ความรู้สึกนึกคิด ล้วนเกิดขึ้นเพราะมีสิ่งนี้ๆ เป็นปัจจัย สิ่งเหล่านี้จึงเกิดขึ้น เพราะมีปัจจัยอย่างนี้ๆ มันจึงเกิดอย่างนี้ๆ “เมื่อมีปัจจัยสำหรับจะเป็นทุกข์ มันก็เกิดทุกข์ เมื่อมีปัจจัยสำหรับจะดับทุกข์ มันก็ดับทุกข์ มันก็ไม่มีทุกข์” เป็นไปตามกฎแห่งอิทัปปัจจยตา 

สรรพสิ่งในโลกล้วนแล้วเป็นไปตามกฎแห่งอิทัปปัจจยตาเช่นนั้นหรือ เพราะมีสิ่งนี้ๆ เป็นปัจจัย สิ่งนี้ๆ จึงเกิดขึ้น  เพราะมีสิ่งนี้ๆ เป็นปัจจัย หินก้อนหนึ่งจึงมาตั้งอยู่ตรงนี้ นั่นหมายความว่าการที่หินก้อนหนึ่งจะมาอยู่ตรงนี้ได้ ก็ย่อมมีเหตุและปัจจัยหลายอย่างก่อนที่จะมาเป็นก้อนหิน มันอาจต้องใช้เวลาหลายล้านปีกว่าจะเป็นก้อนหินขึ้นมา และใช้เวลาอีกหลายล้านปีเพื่อหินจะสลายกลายเป็นอย่างอื่น หรือการที่ต้นมะม่วงหนึ่งต้นมาขึ้นอยู่ตรงนี้ได้ นั่นย่อมมีเหตุและปัจจัยหลายอย่างทำให้มันมาขึ้นอยู่ตรงนี้ ซึ่งอาจเริ่มต้นเมื่อหลายพันปีก่อนที่มะม่วงต้นแรกเกิดขึ้นมาบนโลก มันแพร่กระจายดอกผลไปยังที่ต่างๆ รวมทั้งประเทศไทย มันเติบโตและให้ดอกผลอันหอมหวาน ใครได้ลองลิ้มชิมรสเป็นต้องชอบ จากนั้นพวกเขาจึงนำเมล็ดของมันไปปลูกตามที่ต่างๆ จนกระทั่งมีใครคนหนึ่งนำเมล็ดต้นแม่ของมันมาปลูกในสวนข้างๆ กันนี้ เมื่อมันเติบโตและออกดอกออกผล ชักชวนหมู่แมลง นก กระรอก และผู้คนมาดื่มด่ำฉ่ำชื่นในผลอันหอมหวาน กระทั่งมีผลสุกงอมหนึ่งหล่นกระเด็นลงมาตรงนี้ แมลงเล็กๆ กัดกินเนื้อจนเหลือแต่เมล็ด ใบมะม่วงหล่นทับถมย่อยสลายกลายเป็นดิน เมื่อสายฝนนำความฉ่ำชุ่มมาให้ ต้นอ่อนจึงผลิแตกออกจากเปลือกแข็ง หยั่งรากและเติบโตเป็นมะม่วงงามต้นนี้ ซึ่งในกาลข้างหน้าคงมีใครอีกหลายคนนำดอกผลอันหอมหวานของมันไปปลูกยังที่อื่นๆ ต่อไป ถามว่าหากไม่มีดินฝนที่เป็นปัจจัยให้ต้นไม้งอกงามยังจะมีมะม่วงต้นนี้อยู่ไหม หากไม่มีผลสุกงอมหล่นกระดอนมาอยู่ตรงนี้ยังจะมีมะม่วงต้นนี้อยู่ไหม หรือหากไม่มีใครคนนั้นนำเมล็ดมะม่วงมาปลูกในสวนข้างๆ (หรือหากเขานำเมล็ดกระท้อนมาปลูกแทน) ยังจะมีมะม่วงต้นนี้อยู่ไหม และหากต้นไม้ที่เกิดขึ้นมาบนโลกนั้นไม่ใช่มะม่วง ก็คงไม่มีใครรู้จักมะม่วง และต้นไม้ที่ขึ้นอยู่ตรงนี้อาจจะเป็นต้นมะกอกแทน เรื่องนี้บ่งบอกถึงอะไร ถ้ามิใช่เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น

สรรพสิ่งล้วนแล้วแต่เป็นไปตามกฎแห่งอิทัปปัจจยตา ไม่ว่าสิ่งมีชีวิตหรือสิ่งไม่มีชีวิต ไม่ยกเว้นแม้แต่มนุษย์เรา ทั้งความรู้สึกนึกคิดและการกระทำของมนุษย์เป็นไปตามกฎแห่งอิทัปปัจจยตา ตามกฎแห่งธรรมชาติ หรือกฎแห่งกรรม* คือ กฎที่แสดงให้เห็นถึงเหตุและผลของการกระทำใดๆ ของมนุษย์  องค์ทะไลลามะ ทรงอธิบายเรื่องกรรมไว้ในหนังสือ จักรวาลในหนึ่งอะตอมว่า “กรรม หมายถึงการกระทำ ซึ่งบ่งบอกเจตนาในการกระทำของสัตว์โลก การกระทำต่างๆ แม้เพียงเล็กน้อยไม่ว่าทางกาย วาจา หรือทางจิตใจ (แม้เพียงความคิดหรือความรู้สึก) ล้วนมีผลกระทบต่อจิตของแต่ละปัจเจก เจตนาก่อให้เกิดการกระทำ ซึ่งส่งผลกระทบต่อสภาวะจิตที่กลายเป็นจริตหรืออุปนิสัยบางอย่าง และสิ่งเหล่านี้นำไปสู่เจตนาและการกระทำครั้งต่อๆ ไป กระบวนการทั้งหมดเป็นพลวัตอันไม่สิ้นสุด ปฏิกิริยาลูกโซ่ของเหตุและผลที่สอดประสานร้อยรัดกันนี้ไม่ได้เกิดเฉพาะกับแต่ละคนเท่านั้น แต่เกิดกับกลุ่มชนและสังคมโดยรวม และมิใช่เพียงชีวิตหนึ่งแต่ดำเนินไปหลายภพชาติ” หรืออธิบายให้ง่ายเข้าก็คือว่า กิเลสเป็นเหตุให้ทำกรรม กรรมนั้นกระทำลงไปแล้วย่อมมีผลกรรม เรียกว่าวิบาก วิบากนั้นเมื่อได้รับแล้ว ก็จะก่อให้เกิดกิเลสอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปเพื่อทำกรรมใหม่อยู่อย่างนี้ จนกว่ามันจะสิ้นสุดลงไปได้โดยการกระทำที่ถูกต้อง ตามหลักที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนไว้

ทุกการกระทำที่เรากระทำนั้นย่อมมีผล แม้ว่าต้นมะม่วงจะหักโค่นลงมา มันก็มีผลที่จะทำให้อะไรเป็นไปอย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่ว่าเราจะเคลื่อนไหวไปในลักษณะใด จะประกอบด้วยเจตนาหรือไม่มีเจตนา มันก็เป็นการกระทำที่จะต้องมีผลอย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น ถ้ากิเลสเป็นเหตุบังคับหรือบันดาลให้กระทำ พอกระทำแล้วมันก็มีกฎที่จะทำให้เกิดผลตามมา นี่คืออิทัปปัจจยตา เพราะเมื่อมีสิ่งนี้ๆ เป็นปัจจัย สิ่งนี้ๆ จึงเกิดขึ้น

เรื่อง “กรรม” ในพุทธศาสนา ท่านพุทธทาสภิกขุอธิบายว่า จะต้องพูดถึงกรรมที่ทำให้สิ้นกรรมด้วย กรรมดีก็ตามกรรมชั่วก็ตาม มีกรรมอันหนึ่งที่จะทำให้หมดไปทั้งกรรมดีและกรรมชั่ว เพื่อจะได้ไม่ต้องเป็นไปตามอำนาจของกรรมชั่ว หรือไม่ต้องเป็นไปตามอำนาจของกรรมดี แต่จะดับเสียซึ่งอำนาจแห่งกรรมทุกชนิด ไม่มีการเวียนว่ายไปตามกรรม เรียกว่านิพพาน  พระพุทธเจ้าทรงสอนเรื่องกรรมไว้ทั้งหมดว่า กรรมนี้เป็นอย่างไร (ทุกข์) แล้วกรรมนี้มาจากไหน (สมุทัย) กรรมนี้จะดับหรือสิ้นสุดลงไปได้อย่างไร (นิโรธ) และทางที่จะดับกรรมได้นั้นคืออะไร (มรรค)  เพราะเมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้ย่อมมี, เพราะสิ่งนี้เกิดขึ้น สิ่งนี้ย่อมเกิดขึ้น, เมื่อสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้ย่อมไม่มี, เพราะสิ่งนี้ดับไป สิ่งนี้ย่อมดับไปด้วย

เห็นได้ชัดจากภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นภัยแล้ง พายุ น้ำท่วม หรือแผ่นดินไหว ล้วนเกิดจากธรรมชาติสูญเสียความสมดุลที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์ เช่นกรณีเกิดแผ่นดินไหวในประเทศจีน สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการพัฒนาพลังงานสร้างเขื่อนยักษ์ เพิ่มน้ำหนักบนพื้นปฐพีทำให้แกนโลกเสียดุลกับน้ำหนักน้ำ ขณะที่ใต้แผ่นดินโลกยังเป็นของเหลวร้อน แผ่นผิวโลกยังเคลื่อนไปตามธรรมชาติ นั่นเป็นเพราะสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี สิ่งนี้เกิดขึ้นย่อมมีผลอย่างใดอย่างหนึ่งเสมอ เหมือนกับการพัฒนาในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ด้วยความต้องการพลังงานและการกักเก็บบังคับใช้น้ำของจีน จึงเกิดโครงการสร้างเขื่อนมากมายในแม่น้ำโขง ทำให้ประเทศตอนล่างต้องเดือดร้อน ระบบนิเวศทางธรรมชาติเสียหาย กลายเป็นผลกระทบใหญ่หลวงต่อผู้คนใต้น้ำอีกห้าประเทศ หรืออย่างกรุงเทพฯ เอง ก็มีการทำนายว่าจะจมอยู่ใต้บาดาล เหตุเพราะกรุงเทพฯ ตั้งอยู่บนพื้นที่ดินเลนอ่อนชายทะเลใหม่ที่เกิดจากการสั่งสมของตะกอน การสร้างเขื่อนทำให้ตะกอนลดลง รวมถึงโครงการก่อสร้างตึกสูงที่มีให้เห็นอยู่ทุกมุมเมือง การสูบน้ำบาดาลขึ้นมาสนองความต้องการอย่างไม่สิ้นสุด เพราะสิ่งต่างๆ เหล่านี้มี สิ่งที่จะเกิดกับกรุงเทพฯ ย่อมมีตามมา

เมื่อเหลียวมองดูรอบกาย สิ่งต่างๆ ล้วนเกิดขึ้นด้วยอำนาจแห่งอิทัปปัจจยตา เรื่องง่ายๆ ที่เกิดในชีวิตประจำวันหรือแม้แต่เรื่องซับซ้อนทางเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ ล้วนหลีกไม่พ้นจากเรื่องนี้ หรือแม้แต่วิกฤตการณ์เรื่องโลกร้อน ก็สืบเนื่องเป็นไปตามกฎแห่งอิทัปปัจจยตา ยิ่งทำให้หวนนึกไปถึงเพลงฝนตกเพราะกบมันร้องที่เคยร้องเล่นเมื่อวัยเด็ก หรือนี่คือกุศโลบายที่ทำให้เราเข้าใจความเชื่อมประสานโยงใยของสรรพสิ่งในโลก บอกถึงความเป็นอย่างนั้นเอง ด้วยเพราะสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น

 

กบปวดท้องเพราะกินข้าวดิบ

  

ลัทธิความเชื่อเกี่ยวกับอาหารของจีน ตะวันตก และทิเบต ภาพ:www.picasaweb.google.com

 

หากเราหวนนึกถึงตอนเด็กๆ ที่เคยร้องเล่นเพลงฝนตกเพราะกบมันร้อง เราจะสามารถไล่เลียงถึงสาเหตุความเป็นไปที่หมุนเวียนเป็นวงกลมไม่สิ้นสุดนี้ ตอนหนึ่งจะเห็นว่ากบปวดท้องเพราะกินข้าวดิบ เนื่องเพราะข้าวดิบ เมื่อกบกินเข้าไปแล้วไม่ย่อย มันจึงปวดท้อง การที่เรากินสิ่งไม่ดีเข้าไปจึงอาจทำให้เกิดโรคาพยาธิได้ง่าย ให้นึกถึงบางประโยคเกี่ยวกับเรื่องโภชนาการที่มักได้ยินอยู่เสมอว่า you are what you eat คุณกินอย่างไรได้อย่างนั้น หรือเราเป็นในสิ่งที่เรากิน

          จากบทพิจารณาอาหาร พระพุทธเจ้าสอนว่า ในการบริโภคอาหารนั้นไม่ให้เป็นไปเพื่อความสนุกสนานเพลิดเพลิน ไม่เป็นไปเพื่อความเมามันเกิดพลังทางกาย ไม่เป็นไปเพื่อประดับและตกแต่ง แต่ให้เป็นไปเพื่อความตั้งอยู่ได้แห่งกายนี้ที่สึกหรอทรุดโทรม เพื่อความสิ้นไปแห่งความลำบากทางกาย เพื่อระงับความหิวอันเป็นทุกขเวทนาเก่า และไม่ทำทุกขเวทนาใหม่ให้เกิดขึ้น เพราะถ้าเราบริโภคด้วยความสนุกสนาน เพิ่มพลังทางกาย หรือประดับตกแต่งอวดตัวตน ทุกข์โทษย่อมเกิดขึ้นโดยง่าย โดยเฉพาะในยุคบริโภคนิยมได้ย้ำเน้นให้เรากินอาหารที่มุ่งพละกำลังเกินจำเป็น เพื่อความสนุกเพลิดเพลิน เพื่อประดับบารมี เพื่อให้เกิดความสวยงาม สนองคุณค่าตัวตนที่ถูกปรนเปรอด้วยเทคนิคการขายและโฆษณาอันสวยหรู       

          พระสันติพงศ์ เขมปญฺโญ บอกว่า “อาหารทำให้เกิดกรรมง่ายที่สุด ถ้าเรากินอาหารรสเผ็ดร้อน เรารับกรรมทันทีตั้งแต่อาหารเข้าสู่ปาก อวัยวะในปาก ลิ้น ฟันของเรา พออาหารเลื่อนลงท้องมันก็วูบตั้งแต่ลำไส้จรดกระเพาะ แม้กระทั่งเวลาขับถ่ายก็เป็นทุกข์ เราบริโภคอาหาร แต่กลับไปพิจารณาดูว่าอาหารอร่อยหรือไม่อร่อย ชอบหรือไม่ชอบ มันไม่ใช่อาหารอีกต่อไปเมื่อเราตักเข้าปาก แต่มันกลับกลายเป็นทุกข์ เมื่อเราตักทุกข์เข้าปาก คนที่ได้รับทุกข์ก็คือตัวเรา” ถ้าเราบริโภคตามใจอยากอย่างเดียว ความอยากทำให้มันไม่รู้จักพอ เพราะกายเราอิ่มได้ แต่ใจเราไม่เคยอิ่ม กายเราก็รับทุกข์ไปเรื่อยไม่สิ้นสุด ทำให้นึกถึงยักษ์กาละผู้โหยหิวถึงกับกลืนกินตัวเองในตำนานของหน้ากาล ดูจะไม่แตกต่างไปจากมนุษย์ผู้หิวโหยในโลกยุคปัจจุบันที่มักเป็นโรคนั่นโรคนี่อยู่เสมอ ส่วนหนึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากการกิน ไม่ว่าจะเป็นโรคหัวใจหรือโรคหลอดเลือดอุดตัน หรืออย่างที่เรารู้กันดีว่า ปัจจุบันอัตราการเป็นโรคอ้วนพุ่งพรวดสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว สาเหตุเกิดจากการบริโภคอาหารเกินความต้องการซึ่งกลายเป็นกระแสของคนทั่วโลกที่ถูกครอบงำด้วยการการดำเนินชีวิตแบบตะวันตก โดยเฉพาะคนเมือง นั่นเป็นเพราะเราสวาปามอาหารแปรรูปที่อุดมด้วยน้ำตาลและไขมัน จำพวกอาหารฟาสต์ฟู้ด หรือที่หลายคนเรียก Junk Food โดยหารู้ไม่ว่าการดำเนินชีวิตการบริโภคแบบนี้ก่อให้เกิดมหันตภัยร้ายแรงที่เป็นการบ่อนทำลายสุขภาพของเรา ทำให้ร่างกายของเราเป็นแหล่งซ่องสุมของโรคภัยไข้เจ็บสารพัดสารพัน

          หากเรามองดูความจริงจะเห็นว่าแม้ในการกินอาหาร เราจะมองเห็นสัมพันธ์เชื่อมโยงของสรรพสิ่งที่เป็นไปตามกฎอิทัปปัจจยตา เช่นเมื่อเรากำลังดื่มน้ำเต้าหู้ เราจะมองเห็นว่าน้ำเต้าหู้ทำมาจากเมล็ดถั่วเหลืองที่ถูกปลูกโดยชาวไร่ชาวนา เมล็ดถั่วเหลืองต้องอาศัยดินที่อุดมสมบูรณ์ อาศัยน้ำ แสงแดด กว่าจะเติบโตแตกฝักจนได้เมล็ดที่สมบูรณ์ แต่หากเราบริโภคอาหารฟาสต์ฟู้ดมากๆ นอกจากเรากำลังทำร้ายตัวเองแล้ว เรายังทำร้ายสรรพชีวิตในโลกอีกด้วย เพราะเบื้องหลังอาหารจำพวกฟาสต์ฟู้ดสามารถสืบสาวไปยังฟาร์มอุตสาหกรรมที่มีการใช้ปุ๋ยเคมี ย่าฆ่าแมลง อาหารสัตว์แบบเข้มข้น ยาปฏิชีวนะเพิ่มประสิทธิภาพในการย่อยฮอร์โมนเร่งการเจริญเติบโต การผสมพันธุ์อย่างไม่ปรานีปราศรัย การดัดแปลงพันธุกรรม กลเม็ดทางวิทยาศาสตร์ต่างๆ ที่มนุษย์รู้จักนำมาใช้เพื่อลดค่าใช้จ่าย เพิ่มผลผลิต เร่งปศุสัตว์และพืชให้เติบโตเร็วขึ้นกว่าเดิม และแน่นอนว่าฟาร์มอุตสาหกรรมได้สร้างความเสียหายให้กับสัตว์ที่เลี้ยง สิ่งแวดล้อม (น้ำ ดิน อากาศ) และแม้กระทั่งผู้บริโภค

          การบริโภคสามารถเชื่อมโยงว่าสิ่งที่เรากินนี้เป็นอาหารมาจากไหน มีผลอะไรบ้างต่อสุภาพ และจะสะท้อนตัวตนของมนุษย์คนนั้นๆ ได้ ไม่ใช่ว่าเรากินอาหารญี่ปุ่นแล้วสะท้อนว่าเราเป็นคนญี่ปุ่น แต่มันสะท้อนว่าวิถีชีวิตของเราถูกครอบงำด้วยกระแสบริโภคนิยมเห่อเหิมแบบญี่ปุ่น เราให้คุณค่ากับสิ่งภายนอกมากกว่าคุณค่าภายใน เราย่อมทุกข์กับการวิ่งตามกระแสที่มันไม่เคยหยุดนิ่ง ซึ่งมันสะท้อนให้เห็นถึงสภาพของสังคมโดยรวม เหมือนที่ อองเตล์ม บรียาซาวาแรง นักการเมืองนักชิมชาวฝรั่งเศสเคยกล่าวไว้ว่า “ชะตากรรมของชาติขึ้นอยู่กับรูปแบบการกินของคนในชาติ” ดั่งประโยคที่ว่า you are what you eat เรากินอะไร เราก็เป็นอย่างนั้น เราทำอะไร เราก็ได้อย่างนั้น คือผลกรรมจากการกระทำของเราเอง      

 

หนอนในลูกขนุนเน่า

 

 

ควันพิษจากโรงงานอุตสาหกรรม, ภาพ: www.sarakadee.com

 

                        

การก่อรูปของพายุไซโคลนนาร์กีส ภาพ: www.arip.co.th

 

แม้จะผ่านพ้นเดือนเมษายนมาเนิ่นนาน แต่ความชุ่มฉ่ำของสายฝนตลอดช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาดูจะมิได้ผ่อนถ่ายเอามวลความร้อนอบอ้าวของอากาศออกไปได้สักเท่าไหร่ หลังฝนตกอากาศยังคงร้อนร้ายแม้ในยามค่ำคืน อย่าว่าแต่ในเมืองใหญ่แห่งนี้เลย แม้ในชนบทมวลความร้อนก็ยังแผ่คลุมอย่างทั่วถึง เพราะเหตุใด? หากมิใช่สภาวะของโลกที่ทวีความร้อนขึ้นทุกๆ วัน

          หากจะลองสืบสาวถึงสาเหตุของวิกฤตการณ์โลกร้อนว่าเกิดมาจากอะไรนั้นก็คงหลีกไม่พ้นมนุษย์เรานี่เองที่เป็นต้นเหตุ ทำให้นึกถึงปรัชญาเรื่องหนอนในลูกขนุนเน่าของชาวสวนยางแห่งเมืองหาดใหญ่ ที่บอกเล่าเรื่องราวของหนอนที่เกิดอยู่ในลูกขนุน มันขุนตัวเองด้วยเนื้อขนุนอันหอมหวานจนลูกขนุนกลวงเปล่าเน่าใน โดยหารู้ไม่ว่าตัวเองกำลังทำลายลูกขนุนอันเป็นสถานที่เกิดกายและเลี้ยงดูชูอุ้มตัวของมันเอง

มิต่างอะไรกับมนุษย์ในยุคปัจจุบัน

มนุษย์เราเพิ่งเริ่มตระหนักถึงภัยจากภาวะโลกร้อนเป็นครั้งแรกเมื่อ ๒๐ ปีที่ผ่านมา เราเริ่มมองเห็นความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้นบนโลกมากมายราวกับโลกต้องการสื่อสารให้เราได้รู้ ผ่านภัยธรรมชาติที่ผิดปกติอันเป็นผลมาจากสภาพอากาศอันวิปริต และบางครั้งคร่าชีวิตมนุษย์นับแสน เช่นกรณีพายุเฮอริเคนแคทรีนาที่พัดถล่มสหรัฐอเมริกา พายุไซโคลนนาร์กีสพัดถล่มพม่า คลื่นความร้อนมีความถี่สูงผิดปกติที่เกิดขึ้นในยุโรป หรืออัตราการละลายของน้ำแข็งบริเวณขั้วโลกเหนือที่ร้ายแรงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ในนามคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยความเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ หรือ IPCC ผู้นำเสนอรายงานสถานการณ์สิ่งแวดล้อมจนทำให้ภาวะโลกร้อนกลายเป็นวาระของมนุษยชาติ และเสนอมาตรการลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่อรัฐบาลทั่วโลก เปิดเผยว่า มนุษย์เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้โลกต้องเผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้ “มนุษย์กำลังทำลายสมบัติที่มีค่าที่สุดด้วยมือของมนุษย์เอง”

          วิกฤตการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นกับโลก ปีเตอร์ รัสเซลล์ ได้อธิบายไว้อย่างชัดเจนในหนังสือรู้ตื่นให้ทันการณ์ว่า จำนวนประชากรโลกที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทำให้ทุกคนต้องแสวงหาปัจจัยสี่มาสนองความต้องการที่มากขึ้น จึงต้องมีอุปกรณ์และเครื่องมือที่ใช้ในการผลิตต่างๆ พลังงานที่ต้องใช้มีเพิ่มขึ้น การพัฒนาด้านเทคโนโลยีทำให้การบริโภคของมนุษย์แต่ละคนสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งทำให้ปริมาณขยะมีมากขึ้นตามตัว และพลังงานส่วนใหญ่ที่มนุษย์ใช้ได้มาจากการเผาไหม้ เริ่มจากไม้ฟืน ถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซ ทำให้ทรัพยากรธรรมชาติถูกใช้ไปโดยไม่มีการทดแทนใดๆ ยิ่งมนุษย์พัฒนาเร็วเท่าไหร่ ป่าไม้ ป่าต้นน้ำ และป่าฝนยิ่งถูกทำลาย พืชและสัตว์นานาพันธุ์สูญหาย จนทำให้เกิดการสูญเสียความสมดุลทางธรรมชาติ ภัยแล้งที่จะเกิดขึ้นตามมา ภาวะทะเลทรายจากการปลูกพืชเชิงเดี่ยวและการเลี้ยงปศุสัตว์ซึ่งมีผลมาจากการทำลายความอุดมสมบูรณ์ของดิน มีผลต่อสภาพความเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศที่สูงขึ้น ยิ่งมีการเผาไหม้ทำให้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้นจนพืชพันธุ์ที่เหลือน้อยนิดมิอาจดูดซับได้หมด เกิดเป็นก๊าซเรือนกระจกที่กักเก็บเป็นความร้อนเอาไว้เพิ่มมากขึ้น เป็นเหตุให้น้ำแข็งขั้วโลกละลาย และทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นนำไปสู่การเกิดน้ำท่วมแผ่นดินชายฝั่งทะเล และการที่อุณหภูมิสูงขึ้นอาจทำให้การไหลเวียนของกระแสน้ำในมหาสมุทรที่หมุนเวียนนำความร้อนจากแถบร้อนชื้นไปยังยุโรปตะวันตกหยุดลง บางพื้นที่อาจจะประสบกับความหนาวเย็นแทนที่จะอบอุ่น

หรือมนุษย์เราจะปฏิเสธว่าเรามิได้กระทำสิ่งเหล่านี้ เพราะในกิจกรรมที่มนุษย์กระทำมีผลต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้น ๙๐ เปอร์เซ็นต์ ทั้งก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ก๊าซมีเทน ก๊าซไนตรัสออกไซด์ ฯลฯ ซึ่งเกิดจากภาคอุตสาหกรรม การเกษตร ก่อสร้าง เหมืองแร่ การใช้ที่ดิน บ้าน ธุรกิจ ไฟฟ้า คมนาคม น้ำมันเชื้อเพลง ขยะ น้ำเสีย ฯลฯ เฉพาะคนไทยเองโดยเฉลี่ยปล่อยก๊าซปีละ ๓๔๔ ล้านตัน มากเป็นอันดับ ๓ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

นับตั้งแต่ปี ๑๙๗๐ (พ.ศ. ๒๕๑๓) เป็นต้นมา แต่ละองศาที่เพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงต่อธรรมชาติ อุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นในองศาแรก โลกจะพบกับภาวะขาดแคลนน้ำ น้ำท่วม เกิดพายุบ่อยมากขึ้น องศาที่ ๒ ภายใน ๒๐ ปีข้างหน้า ๓๐ เปอร์เซ็นต์ของสิ่งมีชีวิตล่อแหลมต่อการสูญพันธุ์ ผลผลิตข้าวและธัญพืชลดลง องศาที่ ๓ ภายใน ๓๐ ปี ธารน้ำแข็งบนเทือกเขาหิมาลัยละลายหมด ผลผลิตอาหารทั่วโลกลดลงต่อเนื่อง ปะการังตายทั่วโลก องศาที่ ๔ ภายใน ๔๐ ปีข้างหน้า สิ่งมีชีวิตทั่วโลกสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ น้ำแข็งขั้วโลกละลายหมด เมืองริมชายฝั่งทะเลรวมทั้งกรุงเทพฯ จะจมอยู่ใต้น้ำ และภายใน ๔๐ ปี หากมนุษย์ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ มนุษย์หลายพันล้านคนจะประสบภาวะวิกฤตอย่างถึงที่สุด ตรงตามรายงานของ IPCC ที่คาดการณ์ว่าในช่วงระหว่างปี ๑๙๙๐-๒๑๐๐ หากมนุษยชาติยังคงดำเนินชีวิตแบบเดิม อุณหภูมิเฉลี่ยบนผิวโลกจะเพิ่มขึ้น ๑.๔-๕.๘ องศาเซลเซียส และระดับน้ำทะเลจะเพิ่มขึ้น ๐.๑-๐.๙ เมตร

          วิกฤตการณ์โลกที่เกิดขึ้นนี้คงหนีไม่พ้นความจริงแท้ที่ว่า เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น เป็นไปตามสายกรรมอันเกิดจากการกระทำของมนุษย์ที่เร่งบริโภคจนทำลายความสมดุลของธรรมชาติ เพราะว่ามนุษย์ สัตว์ พืชและสิ่งไม่มีชีวิตสามารถดำรงอยู่ร่วมกันได้อย่างมีเหตุผล ธรรมชาตินั้นสร้างความสมดุลให้ตัวมันเอง ภัยพิบัติจะเกิดเมื่อธรรมชาติเสียสมดุล มากน้อยขึ้นอยู่กับขีดความเสียหายที่เกิดขึ้น

ในทางพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าทรงสอนหลักธรรมความจริงของอิทัปปัจจยตา เพราะเมื่อสิ่งนี้มีอยู่ สิ่งนี้ย่อมมี, เพราะความเกิดขึ้นแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้ย่อมเกิดขึ้น, เมื่อสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้ย่อมไม่มี, เพราะความดับไปแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้ย่อมดับไป สรรพสิ่งเป็นไปตามเหตุปัจจัย เมื่อมีปัจจัยสำหรับจะเป็นทุกข์ มันก็เกิดทุกข์ เมื่อมีปัจจัยสำหรับจะดับทุกข์ มันก็ดับทุกข์ และการที่เราจะค้นหาหนทางแห่งการดับทุกข์ได้นั้น เราต้องตระหนักและตื่นรู้เพื่อทำความเข้าใจกฎความจริงข้อที่ว่า เพราะสิ่งนี้มีอยู่ สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น การตระหนักรู้เช่นนี้จะทำให้เราค้นลึกเข้าไปในตัวเองเพื่อยอมรับว่า ชีวิตที่แท้จริงต้องอิงอาศัยซึ่งกันและกัน ตั้งอยู่อย่างขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไม่ได้ ไม่ว่าสิ่งนั้นจะมีชีวิตหรือไม่มีชีวิต ซึ่งจะทำให้เรามองเห็นความจริงว่าสถานการณ์วิกฤตโลกเกิดมาจากการกระทำของพวกเราทุกคน มนุษย์ทุกคนมีส่วนในการรับผิดชอบ

 ไดซากุ อิเคดะ เคยพูดถึงการรักษาสมดุลระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติไว้ว่า “การจะรักษาต้นตอแห่งชีวิตในจักรวาลนี้ให้พ้นความวิบัติ มนุษย์จะต้องเริ่มต้นด้วยการสำเหนียกว่า พฤติกรรมของตนจะมีผลต่อความผสมผสานกลมกลืนของธรรมชาติ และจะต้องควบคุมการกระทำของตน ที่จะมีผลต่อธรรมชาติอย่างเข้มงวดเป็นระบบ” 

 

โยงใยแห่งตาข่ายของแมงมุม

            

ภาพแสดงความเกิดและความดับแห่งทุกข์ ลายมือท่านพุทธทาสภิกขุ

 

การที่เราจะมองเห็นความเป็นหนึ่งเดียวของโลกได้ เราต้องทำความเข้าใจความจริงที่ว่า สรรพสิ่งล้วนสัมพันธ์โยงใยต่อกัน ไม่มีสิ่งใดดำรงอยู่โดยแยกเป็นอิสระอย่างแท้จริง ดังเมื่อเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นในที่ห่างไกล ผลพวงย่อมสะท้อนต่อเนื่องมาถึงชุมชนของเรา หายนะภัยของเพื่อนบ้านหรือแม้แต่ศัตรู ที่สุดย่อมเป็นหายนะของเราด้วย วิกเตอร์ ชาน สะท้อนให้เห็นแนวคิดจากมโนทัศน์ทางพุทธของทะไลลามะว่า สภาวะที่แท้จริงของชีวิตเป็นดั่งใยตาข่ายของพระอินทร์ ที่มองจักรวาลเป็นโยงใยตาข่ายขนาดมหึมา สานถักด้วยเส้นด้ายนับอนันต์ แต่ละปมประดับด้วยเพชร และหน้าตัดที่นับไม่ถ้วนของเพชรแต่ละเม็ด ต่างสะท้อนเพชรเม็ดอื่นเหมือนภาพสะท้อนไม่รู้จบในโถงกระจก เพชรแต่ละเม็ดจึงโยงใยเชื่อมต่อสายกันอยู่ไม่รู้จบสิ้น เสมือนโยงใยแห่งตาข่ายของแมงมุม การรบกวนจุดใดจุดหนึ่งของตาข่ายย่อมส่งแรงกระเพื่อมแม้น้อยนิดไปยังส่วนอื่น ในหลักการเดียวกันกับทฤษฎีปรากฏการณ์ผีเสื้อขยับปีก ที่เชื่อว่าการขยับปีกของผีเสื้อตัวหนึ่งในปักกิ่งอาจมีผลเพียงเล็กน้อยต่ออากาศ เมื่อผ่านช่วงกาลหนึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภูมิอากาศในประเทศไทยได้ มันคือสารัตถะความจริงที่บอกว่า สรรพสิ่งมีความเชื่อมโยงถึงกัน เด็ดดอกไม้ย่อมสั่นสะเทือนไปถึงดวงดาว

คงเหมือนกับที่ ติช นัท ฮันห์ เคยเขียนถึงความเชื่อมโยงแห่งสรรพสิ่งไว้ว่า “หากเธอเป็นกวี เธอย่อมหยั่งเห็นก้อนเมฆในกระดาษแผ่นนี้ เพราะหากปราศจากเมฆย่อมไม่มีฝน หากไร้ฝน ต้นไม้ย่อมไม่งอกงาม และเมื่อไม่มีต้นไม้ ย่อมไม่มีกระดาษแผ่นนี้” กระดาษเพียงแค่แผ่นเดียวยังทำให้เรามองเห็นความเชื่อมโยงสัมพันธ์กันของต้นไม้ เมฆและฝนได้ถึงเพียงนี้ แล้วสรรพสิ่งอื่นๆ ในโลกเล่า ทะไลลามะบอกว่า ด้วยความเข้าใจในภาวะความจริงที่ว่าสรรพสิ่งล้วนพึ่งพาอาศัยกัน “ท่านย่อมตระหนักว่า หากสิ่งดีๆ เกิดขึ้นกับผู้อื่น ย่อมยังประโยชน์แก่ตัวท่านด้วย อาจไม่ทันทีทันใด แต่จะเห็นผลในที่สุด หากพวกเขาเป็นทุกข์ ถึงจุดหนึ่งท่านย่อมพลอยรับทุกข์ไปด้วย ท่านควรรู้จักเห็นใจในทุกข์สุขของผู้อื่นแม้แต่ผู้ที่แตกต่างห่างไกลกับท่าน หากโน้มนำได้เช่นนี้การุณยจิตย่อมเกิดได้โดยง่าย”  และเมื่อความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสรรพสิ่งแน่นแฟ้น ย่อมชักนำให้เกิดความรักความเมตตาขึ้นในดวงจิต

กับโลกของเราก็เช่นเดียวกัน

          ในสภาวะที่โลกกำลังร้อนขึ้นทุกขณะ แม้ IPCC จะบอกว่า ต่อให้หยุดกิจกรรมทุกอย่างที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกทันทีในวันนี้ ปริมาณก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศก็ยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งต้องใช้เวลาอีกหลายร้อยปีกว่าจะลดระดับลง นั่นหมายความว่ามวลมนุษยชาติไม่สามารถหลีกเลี่ยงภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องยาวนานได้ แต่ถึงกระนั้น ความพยายามที่จะเกิดขึ้นย่อมไม่สูญเปล่า เพราะยิ่งมนุษย์ลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปัจจุบันได้มากเท่าใด ภาระที่จะตกทอดถึงลูกหลานของเราในอนาคตก็จะน้อยลงเท่านั้น แต่วันนี้ เราได้เริ่มต้นทำอะไรเพื่อบรรเทาทุกข์ให้กับโลกของเราแล้วบ้างหรือยัง

          ในปัจจุบันกำลังมีการพัฒนาเทคโนโลยีทางเลือกเพื่อบรรเทาภาวะโลกร้อน อย่างในแวดวงอุตสาหกรรม คมนาคม เช่น การผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ โรงไฟฟ้าพลังงานลม การใช้น้ำมันไบโอดีเซล การสร้างระบบขนส่งมวลชนที่มีประสิทธิภาพ และบางอย่างสามารถนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างการใช้รถจักรยาน การใช้กระดาษอย่างรู้คุณค่า การลดขยะให้เหลือศูนย์ด้วยการคัดแยกขยะ ฯลฯ มีหลายกิจกรรมที่เราสามารถช่วยโลกได้ด้วยเพียงปลายนิ้วของเรา เช่น การปิดสวิตช์ไฟที่ไม่ใช้งาน การกดไม่รับสลิปเอทีเอ็ม เป็นต้น เราคงรู้กันดีว่า ต้นไม้มีส่วนช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศ ต้นไม้หนึ่งต้นช่วยดูดซับก๊าซได้ปีละ ๑๐-๒๐ กิโลกรัม เพียงเราช่วยกันปลูกต้นไม้เยอะๆ เพิ่มพื้นที่ป่าที่ถูกทำลายไป กระบวนการกอบกู้โลกอย่างค่อยเป็นค่อยไปทั้งหมดทั้งมวลก็หลีกไม่พ้นกฎแห่งอิทัปปัจจยตา เพราะเมื่อมีปัจจัยที่จะดับทุกข์ มันก็ดับทุกข์ มันก็ไม่มีทุกข์ และหนทางที่จะนำไปสู่การดับทุกข์ที่เกิดจากภาวะโลกร้อนนั้น เชื่อว่าทุกคนคงรู้อยู่แก่ใจเป็นอย่างดี ด้วยว่า เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนี้ย่อมเกิดขึ้น 

          เมื่อเราตระหนักได้ว่ามนุษย์กับโลกมีความสัมพันธ์โยงใยกัน การแตะต้องทำร้ายโลกก็เท่ากับมนุษย์กำลังกระทำย่ำยีตัวเอง เราต้องหวนกลับมารู้สึกตัวอยู่กับปัจจุบันว่าโลกกำลังต้องการความรัก ความกรุณา และการเยียวยารักษาจากเรา เพราะนานนับพันปีมาแล้วที่โลกได้มอบให้โดยมีเราคอยรีดนาทาเร้นอยู่ตลอดเวลา คงถึงเวลาแล้วที่เราจะหันกลับมาดูแลและตอบแทนคุณแก่โลกบ้าง ด้วยการเปลี่ยนแปลงโลกด้วยมือของเราเอง

 

…สายฝนสร่างซาลงแล้ว เหลือเพียงเส้นฝอยฝนกระเซ็นสาย เด็กชายหญิงคู่นั้นวิ่งถลาออกมาบนลานอีกครั้ง แล้วกระโดดเต้นเล่นร้องกันอย่างสนุกสนาน แว่วเสียงร้องเล่นเพลงฝนตกเพราะกบมันร้องแผ่วจางบางเบา ฟังไม่จบไม่สิ้น ให้หวนระลึกถึงถ้อยคำขององค์ทะไลลามะที่ว่า “ความกรุณาคือต้นธารที่ดีที่สุดแห่งความสุข ชีวิตที่เป็นสุข โลกที่สันติสุข”

 

เอกสารประกอบการเขียน

อิทัปปัจจยตา. พุทธทาสภิกขุ, สำนักพิมพ์สุขภาพใจ: ๒๕๔๔

รู้ตื่นให้ทันการณ์. ปีเตอร์ รัสเซลล์: เขียน, สุรพงษ์ สุวจิตตานนท์: แปล, สำนักพิมพ์สวนเงินมีมา: ๒๕๔๘

ปัญญาญาณแห่งการอภัย.  ทะไลลามะ และ วิกเตอร์ ชาน: เขียน, สายพิณ กุลกนกวรรณ ฮัมดานี: แปล,

สำนักพิมพ์สวนเงินมีมา: ๒๕๕๑

จักรวาลในหนึ่งอะตอม (การหลอมรวมวิทยาศาสตร์กับจิตวิญญาณ). พระนิพนธ์ทะไลลามะ,

เพชรรัตน์ พงษ์เจริญสุข: แปล, สำนักพิมพ์สวนเงินมีมา: ๒๕๕๐

ภัยพิบัติโลก. น.พ. ประสาน ต่างใจ: เขียน, นิตยสารเส้นทางไทย: ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๕๑

นิตยสารสารคดี. ปีที่ ๒๔ ฉบับที่ ๒๗๗ มีนาคม ๒๕๕๑

บทสนทนาชีวิตเลือกได้.  อาร์โนลด์ ทอยน์บี และไดซากุ อิเคดะ, สดใส ขันติวรพงศ์: แปล,

สำนักพิมพ์เคล็ดไทย: ๒๕๓๐

เร็วไม่ว่าช้าให้เป็น: ศิลปะแห่งการใช้ชีวิตเนิบช้า.  Carl Honore: เขียน, กรรณิการ์ พรมเสาร์: แปล,

มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค: ๒๕๔๙

 

 

ที่มา: สานแสงอรุณ  ปีที่ ๑๒ ฉบับที่ ๕  กันยายน-ตุลาคม ๒๕๕๑

*นำไปเผยแพร่ต่อ  กรุณาอ้างอิงที่มา*

 

 

 

 



* กฎแห่งกรรม คือกฎแห่งการกระทำ เน้นเฉพาะกับมนุษย์เท่านั้น เหตุเพราะสรรพสัตว์ ไม่มีอวิชชา ไม่มีกิเลสตัณหา และมีชาติตามที่เกิดจากท้องแม่ของมัน




แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< ธันวาคม 2008 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30 31      



[ Add to my favorite ] [ X ]