• สานแสงอรุณ
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : ssamag@yahoo.com, ssamag.member@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-08-22
  • จำนวนเรื่อง : 82
  • จำนวนผู้ชม : 160706
  • ส่ง msg :
  • โหวต 16 คน
สานแสงอรุณ
นิตยสารสาระทางเลือกรายสองเดือน เพื่อ "ดุลยภาพในความงดงามของชีวิต"
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/sarnsaeng-arun
วันพฤหัสบดี ที่ 12 กุมภาพันธ์ 2552
Posted by สานแสงอรุณ , ผู้อ่าน : 2810 , 10:30:45 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน ลำชานบ้านบู โหวตเรื่องนี้

ล้อมวงตะวัน

สายน้ำชั่วนิรันดร์: เรื่อง

สมเจตน์  รูปกลม: ภาพ

อยู่กันอย่างสบาย

ในทัศนะของ มาโนช พุฒตาล

                 

“สวัสดีครับ ผมมาโนช พุฒตาล บุตรของนายเฉลียว กับนางอำไพ ผมจะมาชวนคุณผู้ฟังไปเที่ยวที่บ้านของผม จังหวัดอยุธยา...” 

หลายครั้งที่ผมฟังเพลงอยู่อยุธยา ของมาโนช พุฒตาล กับน้องในออฟฟิศ เขามักถามผมว่า “จริงหรือเปล่าพี่” เมื่อมาโนชเล่าถึงความอุดมสมบูรณ์ของแม่น้ำและปลาที่อยุธยา ผมให้คำยืนยันกับเขา เพราะสมัยเป็นเด็กผมยังเคยจับปลาในแม่น้ำด้วยมือเปล่า ปลาที่จับได้ส่วนใหญ่เป็นปลากระดี่ และปลาหมอโค้ว (ปลาหมอช้างเหยียบ) ที่ชอบอาศัยหากินตะไคร่น้ำอยู่ตามตอสะพานไม้ที่ทอดสู่แม่น้ำ จนถึงบัดนี้ภาพผู้คนที่มีวิถีชีวิตพันผูกกับสายน้ำยังแจ่มชัดอยู่ในความทรงจำของผม และยิ่งได้มีโอกาสฟังคนที่อยู่อยุธยาด้วยกันมาเล่าเรื่องราวเหล่านี้ ทำให้ผมไม่ยอมพลาดกับการมาเยี่ยมเยือนสานแสงอรุณของมาโนช พุฒตาล ในงานสานแสงอรุณสนทนา ครั้งที่ ๕/๒๕๕๑ เรื่อง “อยู่ที่ไหนก็ได้ ถ้าไม่ไร้ราก (เหง้า)” ชวนสนทนาโดยนักเพลงกวี พจนาถ พจนาพิทักษ์ ที่ห้องสมุดประชาชนแสงอรุณ เมื่อวันที่ ๓๐ สิงหาคม ๒๕๕๑ ที่ผ่านมา

และนี่คือเรื่องราวของคนอยุธยาที่คนอยุธยาเก็บมาเล่าฝาก...

 

โฆษกพากษ์บอล

เส้นทางการเป็นนักจัดรายการวิทยุของมาโนช พุฒตาล ที่มีแฟนคอยติดตามอย่างเหนียวแน่น ไม่ใช่เรื่องที่ไร้ที่มาที่ไปแต่อย่างใด เพราะนอกจากจะเคยเป็นนักจัดรายการทางโทรทัศน์ เที่ยงวันอาทิตย์ จัดทำนิตยสารบันเทิงคดี ทำค่ายเพลงไมล์สโตน และออกอัลบั้มเพลงของตัวเองหลายอัลบั้มแล้ว ยังมีเบื้องหลังเบื้องลึกกว่านั้น เขาเล่าว่า “ผมมีครูคนหนึ่งชื่อ ครูปัญญา น้ำเพชร ผมแทบไม่เคยเห็นครูแบบนี้ในปัจจุบัน แกเป็นครูที่ดูแลลูกศิษย์เหมือนลูก แม่นยำในการมองลูกศิษย์ ตอนนั้นผมอยู่ ป.๕ แกมองผมและบอกว่า นายมาโนช เธอต้องมาเป็นโฆษกในงานแข่งบอลของโรงเรียน และผมก็เป็นโฆษกมาตั้งแต่วันนั้น” 

          เขาบอกว่าระบบการศึกษาในห้วงกาลก่อน ความเป็นชีวิตได้เคี่ยวกรำคนทุกคนให้แกร่งขึ้นได้เองต่างจากเด็กสมัยนี้ ปัจจุบัน “คนที่เป็นพ่อแม่ในประเทศเรากำลังมีปัญหาเรื่องการหาการศึกษาที่ดีให้ลูก สมัยเรียนพ่อแม่ผมไม่ได้เหนื่อยยากขนาดนี้ ผมไปสมัครเรียนเอง ไปสอบเอง มอบตัวก็ไปเอง พ่อแม่ไปนั่งรอเซ็นชื่อเฉยๆ ที่เหลือเราทำเองหมด การศึกษาสมัยก่อนทำให้เข้าใจว่าชีวิตมันต้องปากกัดตีนถีบ็คือทำเ็ ทำให้คนแกร่งขึ้นมาได้ แต่เด็กสมัยนี้ พ่อแม่ดูแลหมด เด็กก็เลยทำอะไรไม่เป็น” ที่เป็นเช่นนี้ ส่วนหนึ่งมาจากระบบการศึกษาที่ขาดความเท่าเทียมกัน อีกทั้งยังมีข่าวอาชญากรรมเกิดขึ้นในโรงเรียน พ่อแม่ย่อมห่วงลูกเป็นธรรมดา จึงต้องพาลูกไปเรียนพิเศษ เกิดการแข่งขันเพื่อให้ลูกได้เข้าโรงเรียนดีๆ ที่อยู่ห่างไกลบ้าน “ถ้าการศึกษามันเท่าเทียมกัน บ้านผมอยู่รามอินทราก็พาลูกไปเรียนหนองจอกได้ โรงเรียนเข้าแปดโมง เราตื่นหกโมงครึ่ง แม่ทำอาหาร ลูกพ่อแม่กินข้าวด้วยกันตอนเช้า เสร็จลูกสามารถนั่งรถเมล์หรือขี่จักรยานไปได้ใกล้ๆ พ่อยังสามารถจิบกาแฟสักแก้ว มีเวลารื่นรมย์กับชีวิต แต่ถ้าไม่ใช่ ตีห้าต้องตาลีตาเหลือกตื่น แม่ต้องรีบทำกับข้าว ขึ้นรถไปส่งลูก กินข้าวในรถ เบรกทีกับข้าวหก จะกินต้มซุปก็ไม่ได้ ชีวิตมันลำบากขนาดนี้เพราะว่าการศึกษามันไม่เท่าเทียมกัน” 

แล้วจะทำเช่นไรเพื่อแก้ปัญหานี้ มาโนชวาดฝันว่า “ผมชอบพูดว่าถ้าผมตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาแล้วประสบความสำเร็จ ตั้งรัฐบาลได้ ผมจะขอกระทรวงศึกษาธิการ ทุ่มงบทั้งหมดให้การศึกษา มานั่งนึกดู ผมเกิดปี ๒๔๙๙ ผ่านรัฐบาลมาเยอะ แต่ไม่มีรัฐบาลไหนที่ทำให้ผมจดจำได้ว่าเขาได้สร้างอะไรที่มันมีคุณค่า ถ้าเป็นรัฐบาลผมจะทำให้ทุกคนจำได้ว่า รัฐบาลซันมันทำเรื่องการศึกษาได้สำเร็จ ทำให้โรงเรียนที่เจาะไอร้องมีคุณภาพใกล้เคียงกับสาธิตประสานมิตร ทำให้ทิไล่ป้า หนองจอก มีนบุรีมันใกล้เคียงกัน พอใกล้เคียงกันประเทศชาติจะประหยัดน้ำมัน ไม่ต้องวุ่นวายเหมือนทุกวันนี้ ไม่ต้องมีเรื่องโรงเรียนกวดวิชา เด็กก็ไม่เหนื่อย ไม่เครียด ชีวิตครอบครัวก็ดี ทุกอย่างมันดีไปหมด และการเลือกตั้งก็จะดีขึ้น การเมืองก็จะดีขึ้น ถ้าทุกคนมีการศึกษาอย่างค่อนข้างเท่าเทียมกัน ทั้งเรื่องหลักสูตร อุปกรณ์การศึกษา และครูบาอาจารย์” แล้วการศึกษาของประเทศนี้ จะมีทางเป็นไปได้ตามที่เขาฝันหรือ มาโนชบอกว่า “ผมว่าประเทศที่เจริญแล้ว เขาทำได้ทั้งนั้น” 

มาโนชยังให้ความสำคัญกับการอบรมสั่งสอนลูกในหลายๆ เรื่อง แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่าลำพังครอบครัวเดียวคงช่วยอะไรไม่ได้ “บางคนบอกว่าทำที่ตัวเองก่อนแล้วสังคมจะดีขึ้น แต่ในทางปฏิบัติผมว่าไม่สามารถทำได้จริง สมมุติเราขับรถพาลูกไปโรงเรียน รถติดเป็นปัญหาจราจร แล้วบอกว่าเราจะพาลูกเดินไป แต่ถ้าเราทำคนเดียวลูกเราก็เหนื่อย เดินเหงื่อแตกไปถึงโรงเรียนเขาก็เรียนลำบาก การที่เราทำคนเดียวมันไม่ช่วย สิ่งเหล่านี้ถ้าจะรณรงค์ทำไม่ได้หรอก มันต้องทำพร้อมกัน และการทำพร้อมกันได้มันต้องใช้วิธีบังคับ แต่สมัยนี้พูดยาก พอบังคับก็หาว่าเผด็จการ แต่เผด็จการในฐานะพ่อมันคนละแบบกับทางการเมืองนะ เพราะมันไม่ใช่เผด็จการเพื่อเราจะได้ประโยชน์สูงสุด แต่เผด็จการเพื่อให้ลูกได้รู้ว่าวันหน้าโลกจะลำบากขึ้น ถ้าไม่ยอมลำบากในวันนี้ วันข้างหน้าจะยิ่งอยู่ลำบาก ผมหวังแค่ว่าให้ตัวผมอยู่สบาย ครอบครัวอยู่สบาย พ่อแม่อยู่สบาย ญาติพี่น้องอยู่สบาย สังคมอยู่สบาย  ซึ่งถ้าจะทำจริงๆ ถูกบังคับให้ร่วมแรงร่วมใจกันทำ มันอยู่สบายได้ ตอนนี้ทรัพยากรยังมีพอสมควร แต่ถ้าช้ากว่านี้ มันจะไม่ทันการณ์แล้ว” 

 

อยู่กันอย่างสบาย

ใครที่เคยฟังเพลงอยู่อยุธยา คงจินตนาการได้ว่าแม่น้ำเจ้าพระยาในอดีตมีความอุดมสมบูณ์มากขนาดไหน คำโบราณที่ว่า ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว จึงมิใช่เรื่องที่เกินเลย ชีวิตในวัยเด็กเต็มไปด้วยเรื่องราวของความสุข สนุกสนาน หน้าน้ำได้พายเรือไปโรงเรียน ผู้คนใช้การสัญจรทางน้ำ แต่ปัจจุบันถนนได้เข้ามาแทนที่แม่น้ำลำคลองเสียแล้ว มาโนชบอกว่า “บ้านสมัยก่อนติดริมน้ำ แต่เดี๋ยวนี้ติดถนน เดิมมีคลองอยู่หน้าบ้าน พอมีถนนเข้ามาคนหันหน้าบ้านมาไว้ริมถนน และหันหลังบ้านเข้าหาคลอง พูดแล้วให้นึกเสียดายชีวิตแบบเมื่อก่อน มันมีความสุข สนุก เสียงพายเรือมันไม่รบกวน คนพายเรือผ่านหลังบ้าน เราหลับสบาย” 

          วิถีการใช้ชีวิตในรูปแบบสมัยใหม่พึ่งพาอาศัยถนนหนทางมากกว่าแม่น้ำลำคลอง ความต้องการสะดวกสบายแบบใหม่ของมนุษย์ เป็นสาเหตุของความเปลี่ยนแปลงที่นำพาเอาสิ่งที่เรียกว่าความเจริญเข้ามา ซึ่งมาโนชบอกว่า ความสะดวกสบายแบบนี้มันฆ่าวัฒนธรรมที่ดีงามของเรา เขาเล่าว่า “ตอนเป็นเด็ก เวลาอาบน้ำเราต้องลงไปอาบน้ำคลองที่ตีนท่า เวลาจะถ่ายทุกข์ กลางวันไปถ่ายส้วมหลุม แต่กลางคืนมันลำบาก เราต้องเดินไปหาบน้ำคลองสองปีบมาใส่โอ่งไว้ชำระล้างร่างกาย ซึ่งเป็นความไม่สะดวก แต่พอมีการประปาเกิดขึ้น สามารถต่อท่อประปาเข้ามาในบ้าน ผมบอกว่านี่เป็นความสะดวกสูงสุดแล้วที่มนุษย์พึงมี น้ำไหลมาถึงบ้านได้เลย ซึ่งมันเป็นความมหัศจรรย์สำหรับคนที่ไม่เคยมีประปามาก่อน ต่อมาก็ทำท่อขึ้นมาเจาะรูเป็นฝักบัว สามารถอาบน้ำในบ้านได้ ผมว่านั่นคือจุดสูงสุดของความสะดวกในชีวิตแล้ว ถ้าหยุดอยู่ตรงนี้ โลกเราจะพอดีมากเลย แต่มนุษย์ไม่เคยพอ เริ่มมีจากุชี่ โรงแรมบนตึกสูงๆ มีสระว่ายน้ำ ซึ่งมันเป็นความสะดวกสบายเกินเหตุ ส่งผลให้คนจำนวนมากต้องแย่งชิงน้ำกัน ผมว่าความสะดวกควรจะมีขีดจำกัด และการประปาเป็นจุดสูงสุดของชีวิตมนุษย์ ที่เกินเลยไปมันสิ้นเปลืองแล้ว” 

          ความประหยัดดูจะเป็นหนทางหนึ่งที่มาโนชบอกว่าสามารถนำมาซึ่งความหลากหลายได้ เพราะมันจะไม่มีอะไรถูกทำลายมาก ซึ่งอาจช่วยกู้วิกฤตโลกได้ ถ้าเปรียบโลกเป็นเหมือนกรุงเทพฯ ขณะนี้ “ผมว่าถ้ามีเงินอย่าเพิ่งไปซื้ออะไรเลย ดูของที่มีอยู่จัดให้เข้าที่เข้าทาง อะไรเอามาใช้ได้ก็เอามาใช้ แล้วเราจะอยู่ได้ง่ายขึ้น ยกตัวอย่างเรื่องรถไฟฟ้า เราต้องอย่าลืมสิว่าประเทศไทยโดยเฉพาะกรุงเทพฯ เป็นพื้นที่ลุ่ม น้ำท่วมได้ง่าย ฉะนั้นคนไทยต้องหาอะไรที่สอดคล้องกับน้ำ ต้องอยู่กับน้ำให้ได้ ในกรุงเทพฯ มีคลองอยู่เยอะ ผมว่ากรุงเทพฯ น่าจะเอางบประมาณที่มาดูแลเรื่องรถไฟฟ้ามาทำเรื่องเรือโดยสาร ผมว่าการจราจรทางน้ำมีความสอดคล้องกับกรุงเทพฯ และเรื่องเทคโนโลยีคนไทยกับเรือไปด้วยกันง่ายกว่า รถไฟฟ้าเราต้องซื้อมาจากยุโรป ต้องจ้างเทคนิคเชี่ยนจากยุโรป เงินเดือนแพง บริษัทต้องจ่ายมหาศาลเลย แต่อยุธยายังมีโรงเรียนช่างต่อเรืออยู่ ทำไมเราไม่พัฒนาเรื่องเรือ พัฒนาคลองทุกคลองที่มีอยู่ ผมว่ากรุงเทพฯ จะอยู่สบายขึ้น ถ้าน้ำท่วมเรือมันยังไปได้ ผมว่าเรือเป็นคำตอบให้กับสังคมไทย และเราก็แก้รัฐธรรมนูญเสียหน่อยว่าให้คนไทยต้องว่ายน้ำเป็น” 

“ผมเคยได้รับเชิญไปในโครงการจัดทำเว็บไซต์และให้ประชาชนคัดเลือกว่าที่ไหนเป็นจุดน่าเกลียดของกรุงเทพฯ ๑๐ ที่ โดยเขาจะเอาศิลปินอังกฤษและไทยมาเพ้นท์ตกแต่งให้ดูดีขึ้นมา แต่ผมมองว่า ผมอยากอยู่สบายก่อนที่มันจะสวย ผมคิดว่ากรุงเทพฯ มันน่าจะอยู่สบายก่อนที่มันจะสวย แต่เขากลับมองว่าต้องสวย ไม่ทำให้อยู่สบายก่อน” แม้ทุกวันนี้มาโนชจะใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่กรุงเทพฯ แต่เขาก็กลับไปอยุธยาทุกๆ สอง-สามอาทิตย์ “ผมเป็นคนอยุธยา ไปไหนผมก็ต้องกลับบ้าน เพราะพ่อแม่ญาติพี่น้องผมอยู่ที่นั่น เวลาผมไปอยุธยาเหมือนกับเป็นขาใหญ่ นั่งรถตุ๊กตุ๊กเขาก็รู้จัก กินก๋วยเตี๋ยวร้านไหนรู้จักแม่ค้าพ่อค้า มันคุ้นเคย ไม่ต้องทำความรู้จักกันใหม่ พอไปแล้วมีความสุข สนุก และสบายใจดี”

 

ความสุขหาได้ง่าย

มีไม่มากคนนักที่จะเป็นนักเล่าเรื่องได้ดีและสนุก แต่สำหรับมาโนช เขามีความเป็นคนช่างเล่าในตัวเอง “ผมคิดว่าคนต่างจังหวัดเขาชอบเล่า ช่างพูดกว่าคนกรุงเทพฯ เพราะธรรมชาติสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างนั้น สมัยเราเด็กๆ เวลามีงานบุญที่บ้าน ญาติพี่น้องที่อยู่ไกลๆ จะล่องเรือมาอยู่รวมกัน คนทำอาหารจะอยู่ใต้ถุนบ้าน ก่อไฟ เชือดไก่ ทำแกงมัสมั่น คนที่ไม่มีหน้าที่อะไรก็นั่งล้อมวงคุยกันอยู่ใต้ถุนบ้าน แล้วเขาก็จะเล่าเรื่อง ผู้ใหญ่บางคนจะเล่าเรื่องเก่งมาก เล่าสนุก เราก็ได้รับอิทธิพลมา โดยเฉพาะสมัยก่อนความบันเทิงอื่นมันไม่มี อยุธยามีโรงหนังอยู่แค่สองโรง โอกาสที่จะไปดูหนังเสียตังค์มีน้อย ความบันเทิงที่หาได้ง่ายๆ คือฟังผู้ใหญ่เขาคุยกัน”

          คนชนบทโดยส่วนใหญ่มักหาความสุขที่มีอยู่รอบๆ ตัว โดยไม่ต้องใช้เงินซื้อหา เช่น ดูต้นไม้ ดูฟ้า ดูฝน ด้วยความร้อนของอากาศบ้านเรา พอฝนตกมันเหมือนกับได้ปรับอากาศ “ความเย็นชื้นของละอองฝนที่ปลิวเข้ามาทำให้เรารู้สึกเย็น ชุ่มชื่น ในขณะเดียวกันเสียงของเม็ดฝนที่กระทบหลังคามันดังต่อเนื่องเป็นจังหวะ ฝนเม็ดละเอียดมันดังนุ่ม ฝนเม็ดใหญ่มันดังโป้งป้าง ฟังเหมือนเสียงดนตรี เวลาฟ้าสว่างวาบหนึ่ง เราจะเห็นเม็ดฝนเป็นทาง ผมเคยดูหนังเรื่องบัญญัติสิบประการ มีฉากที่ดูแล้วประทับใจ คือฉากที่โมเสสยืนอยู่ริมทะเล ตอนที่กองทัพฟาโรห์ตามชาวยิวมาหลังปล่อยให้เป็นอิสระ โมเสสถือคทาชูขึ้น เมฆสีดำทมึนม้วนตัวอยู่กลางท้องฟ้า อยู่ในโรงหนังเราจะเห็นเมฆครึ้มรอบตัวเลย นั่นเราต้องเสียตังค์ไปดู แต่อยู่บ้านเมฆมีความอลังการเหนือกว่าอีก เพราะมัน ๓๖๐ องศา มันสูดอากาศได้ สัมผัสความรู้สึกทางผิวหนังได้” 

          ยิ่งเล่าดูเหมือนเขายิ่งสนุกมากขึ้น รวมทั้งเราด้วย “อยู่บ้านผมชอบขึ้นไปนั่งมองเมฆบนดาดฟ้า มันเพลิดเพลิน เห็นเมฆลอยมันให้ความรู้สึกได้หลายแบบ หรือพอฝนตกปั๊บ ผมจะหายไปเลย เมียก็จะไปเห็นผมนั่งคู้คอยดูฝน แต่โชคดีเพราะคนที่บ้านเขามีแนวคิดไปในทางเดียวกัน เห็นสิ่งเดียวกันและสนุกด้วยกันได้ ตอนที่ผมยังซ่อมบ้านไม่เสร็จ ผมเดินดูบ้านกับลูกสาวคนเล็ก เขาบอกว่าที่ตรงนี้เสร็จเมื่อไหร่เรามานั่งดูฝนกันนะ หรือลูกสาวคนโต เวลาขับรถตอนฝนตก เขาบอกว่าไม่อยากให้ถึงบ้าน ขับอ้อมได้ไหม เพราะว่าอยู่ในรถฝนตกแล้วมันใกล้ชิด อยู่ในบ้านมันไม่ใกล้ชิดเท่ากับอยู่ในรถ คือมันไม่ต้องสอน เขาเห็นเราทำ เขาเห็นเราชอบเขาก็ชอบด้วย และถ้าเขาชอบตั้งแต่อายุ ๔-๕ ขวบมันจะยิ่งดี เพราะโตขึ้นเขาจะหาทักษะการชอบฝนได้มากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ”

          การจะฟังเสียงฝนให้มีความสุข คงไม่ใช่เป็นเรื่องที่ง่ายหรือยาก แต่จำเป็นต้องอาศัยทักษะอยู่บ้าง มาโนชยกตัวอย่างให้ฟัง เช่น “การทำให้ตัวเองทุกข์ก่อนแล้วค่อยสุข คือพอฝนตกให้เราวิ่งออกไปตากฝนจนหนาวสั่น แล้วขณะที่ฝนยังไม่หยุดให้รีบเข้าบ้านและเช็ดตัวให้แห้ง แล้วหาที่อุ่นๆ อยู่ เราจะรู้สึกทันทีเลยว่าชีวิตมันอบอุ่นจริงๆ หรือใครอยากฟังเสียงฝนให้ไปนอนเต๊นท์ตามอุทยานแห่งชาติจะดีมาก เต๊นท์กับตัวเรามันห่างกันไม่กี่นิ้ว เรานอนอยู่กับพื้นดิน ความชื้นมีสูงกว่า และในอุทยานจะค่อนข้างปลอดภัยด้วย”

          การไปเที่ยวป่ายังเป็นความสุขอีกรูปแบบหนึ่งที่เขาชอบ โดยเฉพาะเขาใหญ่ เหตุเพราะอยู่ใกล้กรุงเทพฯ และยังเป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชียอาคเนย์ “ป่าเขาใหญ่ หากคุณเข้าไปที่โป่งชมรมเพื่อนในช่วงทุ่มสองทุ่ม คุณอาจมีโอกาสได้เจอช้างป่า ผมเคยไปกับครอบครัว จอดรถดูช้างป่ามาเลียกินโป่ง ๕-๖ ตัว คิดดูห่างจากตรงนั้นแค่ ๓๐ กิโลเมตรก็ถึงปากช่องแล้ว แต่ชีวิตมันคนละแบบเลย มันมีป่า มีช้างป่าหลายตัวกำลังทำมาหากินใช้ชีวิตแบบสัตว์ป่า และเงียบสงัด ฉะนั้นเขาใหญ่จึงเป็นสิ่งที่เรียกว่ามหัศจรรย์”  

ทว่าแง่มุมในการหาความสุขของแต่ละคนนั้นแตกต่างกัน แล้วแต่ว่าใครมีรูปแบบความสุขอย่างใด “ถ้าเป็นสมัยปู่ย่าตายายหรือพ่อแม่ผม ถ้าชวนเขาไปแคมป์ปิ้ง เขาจะว่าที่อยู่นี้ก็ลำบากพอแล้ว จะไปลำบากในป่าทำไม เพราะมันไม่มีความจำเป็น แต่มาสมัยนี้ ต้องหารถโฟร์วีลไดรฟ์ขับเข้าไปในทางทุรกันดาร ฟันฝ่าเข้าไปนอนกลางดินกินกลางทราย แต่คนไทยสมัยก่อนเขาไม่เที่ยวกัน การท่องเที่ยวมันเพิ่งมาเป็นธุรกิจ เป็นวิถีชีวิตของคนยุคใหม่ สมัยก่อนคนเที่ยวเป็นคนไม่ดี พ่อแม่จะบอกว่าไอ้นี่มันไม่ทำมาหากินเอาแต่เที่ยว แต่สมัยนี้ต้องมีกระทรวงการท่องเที่ยว มีเงินงบประมาณรัฐบาลปีละหลายพันล้านเพื่อสอนให้คนเที่ยว” 

ดังที่เราเห็นว่ามีการโฆษณาเชิญชวนให้คนไปเที่ยวมากมาย เช่น “มีการเที่ยวเพื่อยกระดับจิตใจด้วยการไหว้พระให้ครบเก้าวัด ตอนนี้ที่อยุธยามีโฆษณาเต็มไปหมดว่าวัดฉันศักดิ์สิทธิ์กว่า วัดฉันห้องน้ำสะอาดที่สุดในประเทศไทย มันทำให้มองเห็นว่า เมืองไทยเป็นประเทศที่สะเปะสะปะ คนละทิศคนละทางเลย ขณะที่คนกลุ่มหนึ่งพยายามสอนว่าหลักการศาสนาพุทธคืออะไร แต่อีกกระทรวงหนึ่งสอนให้ทำสิ่งที่ไม่สอดคล้องกับหลักศาสนาจริงๆ หรือแม้แต่ในหน่วยงานก็ยังขัดแย้งกันเอง ครั้งหนึ่งผมกับมะเดี่ยว (ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล) เคยถูกเชิญไปพูดเรื่องการท่องเที่ยว เขาถามว่า คุณมีแนวคิดว่าจะสร้างหนังหรือทำเพลงแบบใดให้คนอยากไปเที่ยว ผมยกกรณีหนังเรื่องรักจัง มีฉากที่ตัวละครไปซื้อโปสการ์ดที่ร้านขายกาแฟแห่งหนึ่ง หนังเรื่องนี้ทำให้คนไปเมืองปายกันแออัดยัดเยียดมาก เพื่อไปยืนถ่ายรูปที่ร้านโปสการ์ดแห่งนี้ มะเดี่ยวบอกว่า ‘พี่ซันรู้ไหมเดี๋ยวนี้ไปปายเหมือนไปทองหล่อเลย’  แล้วถามว่าคุณอยากให้เป็นอย่างนี้หรือ ถ้าผมจะทำหนังทำเพลงต้องให้สื่อว่าไม่ควรไปเที่ยว เพื่อจะถนอมความรู้สึกของสถานที่ท่องเที่ยวเอาไว้ เพราะวิธีคิดของ ททท. มันขัดแย้งกับความเป็นจริง เขามีเอกสารมาให้ผมยาวเหยียดเลยว่า ปีล่าสุดมีคนเข้ามาเที่ยว ๑๐ ล้านคน ดูเขามีความสุขมาก ผมก็นึกในใจว่า ๑๐ ล้านคน เช้าตื่นมามันก็มีขี้ ๑๐ ล้านกองแล้ว คุณคิดว่าขี้ ๑๐ ล้านกองมันกำจัดยากหรือเปล่า” 

การที่ ททท. มองเห็นแต่ตัวเลขของคนมาเที่ยว และเงินรายได้หลายแสนล้านบาท แต่มาโนชตั้งข้อสังเกตว่า มีเงินกี่มากน้อยที่อยู่ในกระเป๋าคนไทยจริงๆ “คนญี่ปุ่นมาก็นอนโรงแรมญี่ปุ่น คนฝรั่งเศสมาก็นอนโรงแรมแกรนโฮเตล ภูเก็ต เขาหลัก กระบี่ พังงา ธุรกิจดำน้ำเป็นของฝรั่ง ๙๙ เปอร์เซ็นต์ เพราะเขาไม่ไว้ใจบริษัทคนไทย ทุกอย่างถูกวางรูปแบบมาไว้เพื่อทำธุรกิจของเขาเอง สุดท้ายประเทศไทยกลายเป็นเมืองลูกหาบ แล้วคุยว่าเราเป็นเมืองท่องเที่ยวที่เจริญเติบโตมาก แต่เราเป็นได้แค่เมืองลูกหาบ” 

          ความสุขนั้นหาได้ง่าย อยู่ที่ไหนก็ได้ ถ้าเรามีความสุขง่ายๆ กับเรื่องง่ายๆ แต่สิ่งที่สำคัญสำหรับชีวิต มาโนชบอกว่าแท้จริงแล้วมันไม่ใช่เรื่องของทรัพย์สมบัติ ไม่ใช่การประสบความสำเร็จในชีวิต แต่คือความรักความผูกพันของครอบครัว นั่นแหละคือความสุขที่สุดแล้ว  

 

               

คน ดนตรี และเรื่องเล่า

(ดนตรี)  เพลงที่ผมจะเล่นเป็นเรื่องราวของชายหนุ่มชื่อเชน บ้านอยู่แถวดงพญาเย็น สมัยก่อนเรียกป่าดงพญาไฟ เชนก็เหมือนคนในละแวกบ้าน ชอบเข้าป่าล่าสัตว์ แต่หลายครั้งที่เห็นเพื่อนล้มสัตว์ลงได้ เขาจะรู้สึกกระอักกระอ่วนใจ เขารู้สึกไม่ดี สงสัยว่าทำไมมนุษย์ทำแบบนี้ การที่ชอบเข้าป่าเพราะเขาชอบกลิ่นและบรรยากาศของป่า สุดท้ายเขาเลือกทำในสิ่งที่ตรงข้ามกับคนที่ปลิดชีวิตสัตว์ เขาทำเพื่อช่วยทะนุถนอมรักษาชีวิตสัตว์ เขาจึงทิ้งปืนแล้วหันมาหากล้องถ่ายรูป เขาฝึกฝนตัวเองเพื่อเป็นช่างภาพสัตว์ป่า นับแต่วันนั้นเขายังคงเข้าป่าเหมือนเดิมเพื่อถ่ายภาพสัตว์ป่า เรื่องราวนี้มีชื่อว่า เชนมีคู่หูเป็นลิง

(ดนตรี)  ลิงทโมน กระโจนไพร เชนตามไป ตามไปดู ลิงคงอยากรู้ เดินตามกูมาทำไม...

เชนนอนคนเดียว ริมลำธาร ตั้งหลายวัน ไม่เจอใคร พบคนได้ไหม ที่นี่ที่ไหน ใช่เมืองกรุง มีคนเข้ามา

บางคนมา เที่ยวชมไพร มาแล้วก็ไป อิ่มอกอิ่มใจ ป่าเขียวขจี  แต่ยังมี นายพราน เดินเข้ามาถือปืนไป ยิง เปรี้ยง ออกไป...

ไม่แม่นเท่าไร โชคเป็นของลิง กุ๊ก... ว้า... ฮู... ฮู ว้า ฮา ฮู        กุ๊ก... ว้า... ฮู ฮู ว้า ฮา ฮู

ใจกลางป่า มีตำนาน โบราณ สืบทอดส่งกันมา เป็นชนเผ่า บูชา ศรัทธาวิถีแห่งลิง จริง ใครบำเพ็ญเพียร กลายเป็นลิงป่า  กุ๊ก... ว้า... ฮู... ฮู ว้า ฮา ฮู      กุ๊ก... ว้า... ฮู ฮู ว้า ฮา ฮู

ลิงตัวนี้เป็นลิงเจ้า นายพรานพยายามจะปลิดชีวิตของมันเสมอมา แต่ไม่เคยมีใครเอาชีวิตมันได้ และแทบไม่เคยมีใครเห็นมันเลยจริงๆ ลือกันว่าลิงตัวนี้มาจากป่าแห่งหนึ่ง เรียกว่าสะดือป่า เป็นป่าที่ลี้ลับและไม่มีใครเคยเข้าไปถึง มีเพียงเรื่องเล่า...

(ดนตรี)  ดูเหมือนจะคล้าย มีแม่น้ำหลายสายไหลผ่าน มวลดอกไม้บาน ดอกบัวแดงฉานกลางบึงใหญ่ ไกลสุดตา ภาพคล้ายความฝัน ณ ที่นั้น เวิ้งว้างและเขียวขจี  สายชลล้นปรี่ ปาริชาติแต่งสีแต้มราวป่า วาสิฏฐี
          เรืองรองส่องแสงสดใส รูปกายอ่อนไหวล่องลอยลิบตา อีกทั้งเก้งกวางช้างป่า สุดปรารถนาล้วนได้มา ดั่งอธิษฐาน ไกลโพ้นขอบฟ้า คล้ายกับฟ้าคล้ายภาพความฝัน ทุกคืนทุกวัน เฝ้ามองสวรรค์ที่ท่านได้ ให้สัญญา
(ดนตรี)

ป่าแห่งนี้มีชื่อว่า วาสิฏฐี มีตำนานเล่าย้อนกลับไป ๕๐๐ ปีว่า มีหมู่บ้านเล็กๆ ชื่อ เลตองคุ อยู่ติดชายแดนป่าลึก ผู้คนสังเกตว่ามีช้างเดินหายเข้าไปในป่านี้บ่อยๆ สัตว์ป่าที่ป่วยหรือบาดเจ็บจะพากันเดินหายเข้าไปในป่าแห่งนี้ เด็กหนุ่มๆ พยายามติดตามเข้าไปแต่ไม่เคยมีใครเข้าไปถึง ป่าแห่งนี้เวลามีคนเข้าไป ต้นไม้เหมือนเคลื่อนไหวได้ตลอดเวลา จึงทำให้คนหลงทาง

มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งเดินหายเข้าไป เขาพบงาช้างขนาดใหญ่อันหนึ่งตั้งอยู่บนโขดหิน พร้อมกับเสื้อผ้าที่วิจิตรพิสดารหนึ่งชุด เขาพยายามจะนำมันกลับมาแต่ทำไม่ได้ เมื่อกลับมาเล่าให้ผู้หลักผู้ใหญ่ในหมู่บ้านฟัง ทุกคนจึงพากันไปดู แต่มีเด็กสาวคนหนึ่งยกงาช้างขึ้นได้ จึงพากันแห่งาช้างกลับหมู่บ้าน สร้างหอขึ้นมาบูชา เมื่อเด็กสาวลองสวมชุดเธอก็มีบารมีเปล่งประกายขึ้นทันที เธอได้กลายเป็นคนที่สามารถรักษาโรคภัยไข้เจ็บให้คนในหมู่บ้าน เธอร่างคัมภีร์ฉบับหนึ่งขึ้นเป็นเหมือนกติกาชีวิตว่า ในการดำเนินวิถีชีวิตของคนในป่าจะต้องถือศีลแปด ไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต เห็นใครยากลำบากให้ช่วยเหลือทันที นับแต่นั้นมา ป่าแห่งนี้อุดมสมบูรณ์ อยู่กันอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัย เกื้อกูลกัน ทุกชีวิตไม่ว่าต้นไม้ แมลง สัตว์ นก หนู ผู้คน มีความเท่าเทียมกัน ป่าจึงอุดมสมบูรณ์มาก อยู่กันด้วยความสอดคล้อง จนกระทั่งเวลาผ่านไป ๔๐๐  ปี

มีผู้หญิงในหมู่บ้านคนหนึ่ง เห็นเก้งตัวหนึ่งป่วยจึงพยายามจะเข้าไปช่วยเหลือ เธอเดินตามเก้งที่หนีหายเข้าไปในป่า เธอหายไป ๑๐ ปี กลับออกมาอีกทียังคงดูเป็นเด็กเหมือนเดิม เธอออกมาพร้อมงาช้างอีกหนึ่งอัน และสวมใส่เสื้อผ้าวิจิตรพิสดารมาด้วยหนึ่งชุด เธอทำหน้าที่เหมือนเป็นหัวหน้าหมู่บ้าน ถ่ายทอดความรู้เรื่องสมุนไพรและหลักคิดในการอยู่กันอย่างสอดคล้อง เธอเล่าว่าเธอไปถึงป่าวาสิฏฐี มันสวยงามเหมือนดั่งสวรรค์ มีแม่น้ำสามสาย สายหนึ่งสีฟ้า สายหนึ่งสีแดง อีกสายสีใสๆ ไหลมารวมกันกลายเป็นบึงตรงกลาง มีหมู่บ้านตั้งอยู่กลางป่า ผู้คนอาศัยอยู่ที่นี่ดูสุขุม ใช้ชีวิตอย่างนิ่งลึกด้วยการบำเพ็ญเพียรให้หลุดพ้นเพื่อจะได้กลายเป็นลิง เพราะการหลุดพ้นคือการไม่ยึดติดกับปัจจัยสี่ ไม่ปรารถนาเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค กินพืชสมุนไพรเป็นอาหาร ฉะนั้นคนที่ฝึกสำเร็จจะได้กลายเป็นลิง เป็นเจ้าป่า เป็นผู้ที่ทำหน้าที่รับใช้ป่ารับใช้แผ่นดิน

ตลอด ๕๐๐ ปีที่ผ่านมา มีคนทำสำเร็จเพียงแค่สองคน คนแรกกลายเป็นลิงตอนที่เด็กหนุ่มไปพบงาช้างพร้อมกับชุดวิจิตรพิสดาร คนที่สองก็มอบเสื้อผ้าให้ผู้หญิงคนที่ออกมาเล่าเรื่องราวให้ผู้คนในหมู่บ้านฟัง หลังจากนั้นมา หมู่บ้านก็นิ่งสงบ ป่ายิ่งสงบ ทุกคนมีความเชื่อ นับถือกราบไหว้ แต่เนื่องจากมีข่าวลือว่า นานทีจะมีคนเห็นลิงเจ้าตัวนี้ เพราะเมื่อไหร่ที่มีคนบุกรุกป่าหรือมาล่าสัตว์จะเจอลิงตัวนี้เสมอ แล้วคนเหล่านั้นก็หายไป บางคนกลับมาเป็นบ้า บางคนบวช ทิ้งปืน เลิกล่าสัตว์ แต่ไม่มีใครยืนยันว่าเคยเห็นลิงจริงๆ

เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่สอง อาวุธทันสมัยมีมากขึ้น มีรถเข้าป่ามากขึ้น เสียงปืนลั่นอยู่ทุกค่ำคืนเพราะคนบุกมาล่าสัตว์กันเยอะ ลิงเจ้าต้องทำงานหนักขึ้นจนแทบจะรับมือไม่ไหว แต่แล้วก็เกิดเหตุการณ์รุนแรงที่สุดประมาณปี ๒๕๑๔ มีคณะนายทหารกลุ่มหนึ่ง ได้ยินข่าวลือมาว่าในป่าวาสิฏฐีมีสุสานช้าง ชาวบ้านเล่ากันว่ามีงาช้างกองมหึมา ยามค่ำคืนจะเห็นแสงสีเขียวเรืองขึ้นมาจากสะดือป่า เวลาแสงสีเขียวเรืองจับท้องฟ้าจะเป็นเหมือนดั่งสวรรค์ ผู้คนกระชุ่มกระชวย สัตว์ร้องกันระงม ต้นไม้ที่เคยเหี่ยวเฉาก็เบ่งบาน นายทหารกลุ่มนี้เกิดกิเลส โลภอยากเข้าไปเอางาช้าง แต่ไม่มีใครนำทางเข้าไปได้ จึงใช้อิทธิพลของพ่อ จอมพลที่เป็นผู้นำรัฐบาลเผด็จการในขณะนั้น ใช้เฮลิคอปเตอร์บินไปล่าสัตว์ แล้วไปเจอหมู่บ้านวาสิฏฐีจริงๆ เขาทำพิกัดไว้จะได้เดินเท้าเพื่อมาเอางาช้าง แต่ด้วยความศักดิ์สิทธิ์ของป่า ขากลับเมื่อบินมาถึงนครปฐมเครื่องบินจึงตก กลายเป็นเรื่องเพราะพบหลักฐานจากหนังและเขาสัตว์มากมาย

ช่วงนั้นนักศึกษากำลังรวมตัวกันเคลื่อนไหว ได้ใช้กรณีนี้ออกมาเดินขบวนจนเป็นเรื่องบานปลายกลายเป็นการเรียกร้องรัฐธรรมนูญ จนสุดท้ายความศักดิ์สิทธิ์ของป่าวาสิฏฐียังทำให้ครอบครัวของนายทหารกลุ่มนี้กลายเป็นทรราช ถูกขับออกนอกประเทศ ทำให้ชื่อเสียงความศักดิ์สิทธิ์ของป่ายิ่งมีความขลัง “เห็นไหมเล่า ใครไปละเมิดป่าวาสิฏฐีต้องประสบชะตากรรมแบบนี้” แต่ด้วยความโลภที่เหนือกว่า ในที่สุดก็มีคนบุกรุกกันมากขึ้น อีกทั้งกรมป่าไม้ได้ประกาศเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เอาชาวบ้านที่อยู่ในป่าออกไป เกิดความขัดแย้งในวิธีคิดที่แตกต่างกัน ที่น่าหวาดหวั่นคือ หลังจากนั้นเป็นต้นมา แสงเรืองสีเขียวที่เคยจับท้องฟ้าทุกแรม ๑๕ ค่ำเริ่มซีดจาง ด้วยพลังของป่าเริ่มลดน้อยถอยลง ต้นไม้ใหญ่โค่นลงมาโดยไม่มีเหตุผล แร้งบินตกลงมาตายโดยไม่มีเหตุผล คล้ายเป็นสื่อสัญญาณเตือนว่า จุดจบกำลังจะเริ่มต้น...

(ดนตรี) ภายในป่าอันเคลื่อนไหว  เปิดเข้าไปยังใจกลาง ความมืดกลบฝัง บดบังแสงสว่าง ความลับถูกเปิดเผย สันติภาพถูกคุมขัง สุดท้ายก็ถึงซึ่งวันนั้น จนฟ้าดินสิ้นมลาย... หาย... ฮู ฮู ฮู ฮู๊ก... ฮู (ดนตรี)

เป็นเวลา เลยเที่ยงคืน เชนยังตื่นนอนดูดาว เหงาคืนนี้ช่างเหงา ขอดวงดาวเป็นเพื่อนใจ ลิงนั่งมอง คนนอนเปล โอ้ละเห่ นอนไม่หลับหรือไง

ลิงคอยเฝ้าติดตามพฤติกรรมของชายหนุ่มมานานแล้ว คืนนั้นสบโอกาส เชนนอนผูกเปลคนเดียวอยู่ริมลำห้วยขาแข้ง ลิงกระโดดตุบลงมาข้างเปล แล้วถามว่า “ไงล่ะพ่อหนุ่ม นอนไม่หลับล่ะสิ” เชนตกใจสุดชีวิต วิ่งโดดข้ามลำห้วยไปไกลจนเหนื่อยหอบ สักพักจึงตั้งสติได้ “เราก็อยู่ป่ามานาน ได้ยินข่าวเกี่ยวกับลิงเทพมานานแล้ว” จึงเดินกลับมาที่แคมป์ เห็นลิงรออยู่อย่างสงบ เลยทำความรู้จักพูดคุยกัน เชนเล่าให้ฟังว่าเขาเป็นช่างภาพถ่ายภาพสัตว์ป่า ลิงนั่งสงบนิ่งอยู่และคิดว่าชายหนุ่มคนนี้ถ้าได้ไปที่หมู่บ้านในป่าวาสิฏฐี ได้บำเพ็ญเพียรอย่างถูกหลักการ มีโอกาสหลุดพ้นกลายเป็นลิงได้เหมือนกัน แต่ ณ เวลานี้ ลิงต้องการความช่วยเหลือของหนุ่มคนนี้มากกว่า จึงปรึกษากับหนุ่มเชน “ช่วยเขาได้ไหม” เชนบอกว่า “จะช่วยได้ยังไง ขนาดสืบ นาคะเสถียร เป็นหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง มีความรู้จบวนศาสตร์ มีความกล้าหาญ เอาชีวิตเข้าแลกยังปกป้องป่าไม่ได้เลย แล้วผมเป็นแค่ช่างภาพจะทำอะไรได้” ลิงจึงบอกว่า “แล้วคุณจะปล่อยให้ความเสียสละของสืบ นาคะเสถียรผ่านไปโดยที่ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยหรือ” 

เชนคิดว่าการที่เขาได้มาเที่ยวป่าและถ่ายภาพสัตว์ป่า สืบมีส่วนทำให้ป่าดำรงอยู่ได้ตามสมควร เชนจึงตัดสินใจช่วย ปรึกษากันว่าจะทำยังไงดี ลิงบอกเอางี้ “คุณเป็นช่างภาพใช่ไหม แต่คุณมาอยู่ป่า ถ่ายได้แต่ภาพสัตว์กระจอก ไม่เคยถ่ายภาพสัตว์ดีๆ เลย ผมจะพาไปถ่ายสัตว์ป่าที่หายาก แล้วคุณเอาภาพไปเผยแพร่ในเมือง เพื่อทำให้คนรู้ว่าป่านี้ยังอุดมสมบูรณ์อยู่ จะได้ไม่มาบุกรุก” เชนจึงตกลง

นับแต่นั้น ลิงพาเชนไปเจอควายป่าเป็นฝูง เสือโคร่ง เสือดาวกำลังงับลิงแสมอยู่ที่ชายหาด ภาพนี้ตีพิมพ์ในหนังสือชีพจรไพร แต่พอถ่ายรูปได้เชนกลับมานอนไม่สบายใจ จึงพูดกับลิง “ท่านเป็นคนพาผมไป ท่านก็เป็นลิง ท่านไม่สะเทือนใจหรือ เพราะมันกัดพี่น้องร่วมสายเลือดของท่าน” ลิงบอกเฉยๆ เพราะมันเป็นความจริงของป่าซึ่งเป็นเรื่องที่เราไม่ควรไปแตะต้อง ปล่อยให้มันเป็นไปตามสิ่งที่มันเป็น อย่าไปทำให้มันมากเกิน หรือทำให้มันน้อยกว่าเดิม เขาเรียกว่า ความสมดุล

นับจากนั้นมา ภาพถ่ายของเชนนิ่งกว่าเดิม มีความลุ่มลึกเพราะเขาเข้าใจความสมดุล เข้าใจถึงความจริงที่โลกภายนอกไม่ควรแตะต้อง เชนเอาภาพมาตีพิมพ์และเขียนคอลัมน์ “คนใจสัตว์” ในนิตยสารสารคดี ได้ผลพอสมควร กิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมเริ่มคึกคักขึ้นมาอีก แต่ป่ายังคงถูกบุกรุกมากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงจุดหนึ่ง ลิงคิดว่าคงไปไม่รอดแล้ว แต่ก่อนที่ป่าจะวอดวาย ก่อนที่เขาจะตายจึงอยากให้เชนได้มีโอกาสไปสัมผัสป่าวาสิฏฐีสักครั้ง

ลิงจึงตัดสินใจพาเชนเข้าไปในป่าวาสิฏฐี เดินไปตามลำห้วยสีฟ้า สักพักหนึ่งก็ได้ยินเสียงตุบตับๆ มาแต่ไกล กระซู่ทั้งฝูงวิ่งตัดหน้าเชนที่ยืนนิ่งตะลึง เพราะข้อมูลบอกว่ากระซู่สูญพันธุ์ไปจากประเทศไทยแล้ว เดินไปอีกสักพัก แรดแคระที่ได้ยินว่าสูญพันธุ์ไปจากเมืองไทยนานแล้วก็ยังเจออยู่ในป่าแห่งนี้ สุดท้ายลิงพาเชนมาสัมผัสหมู่บ้าน ได้พบผู้คนที่ยังมีชีวิตอยู่ที่นี่ สุดท้ายพาไปเยี่ยมชมกองมหึมาของงาช้างที่ทุกคนใฝ่ฝัน เพราะที่นี่คือแหล่งที่ช้างจะพากันมาตายเพื่อเอางามาทิ้งไว้ และงาช้างจะเป็นพลังรวมตัวกลายเป็นแสงสีเขียวม้วนตัวขึ้นจับท้องฟ้า แสงสีเขียวปกคลุมไปทั่วเพื่อให้ชีวิตกับป่า ถ้าไม่มีงาช้างป่าก็จบสิ้น แต่อนิจจา งาช้างกำลังมอด แสงสีเขียวกำลังซีดจางลง เชนยืนดูด้วยความรู้สึกหดหู่ใจ มองออกไปเห็นทุ่งเขียวขจี เชนเห็นกวางฝูงหนึ่ง รู้สึกแปลกใจที่เขากวางสวยงามมาก สักพักมันวิ่งเข้ามาใกล้ๆ จึงรู้ว่ามันคือสมัน ที่เคยลือกันว่าสูญพันธุ์ไปจากประเทศไทยตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ แต่ยังมีอยู่ในป่าแห่งนี้ เชนแทบไม่อยากออกไปจากป่าเลย อยากอยู่และตายที่นี่ เพราะมันคือสวรรค์ แต่สุดท้ายเชนรู้สึกทนไม่ได้ที่จะปล่อยให้เหตุการณ์เป็นอยู่แบบนี้ เขาจับมือลิงลุกขึ้นชวนเข้าเมือง พูดกับลิงว่า “มีนายกคนหนึ่งบอกว่า ถ้ามีปัญหาอะไรให้เอามาแก้กันในสภา” เชนก็เลยพาลิงเข้าสภาเพื่อแก้ปัญหา

เชนพาลิงเดินทางมารัฐสภา ทั้งนายกรัฐมนตรี ทั้งรัฐมนตรี ส.ส. ฝ่ายค้านกำลังประชุมถกเถียงกันหน้าดำคร่ำเครียดอยู่ เชนจูงมือลิงเข้ามาในรัฐสภา ลิงเดินตรงไปที่โพเดี่ยม ไมโครโฟนว่างอยู่พอดี ลิงพูดว่า “สวัสดีครับ ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย” ทั้งรัฐสภาเงียบสนิท หันมองลิงอย่างตกตะลึง “เฮ้ยลิงพูดได้!!” ลิงก็เริ่มพูด “ผม และเพื่อนของผมคือคุณเชน ผมมาจากป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ผมมีเรื่อง...” ทุกคนฮือฮากันใหญ่ว่าลิงพูดได้ แต่ไม่มีใครได้ยินว่าลิงพูดอะไร ทุกคนสนใจแต่ว่าลิงพูดได้ แต่ไม่สนใจว่าลิงจะเล่าเรื่องราวอะไรให้ฟัง ลิงก็พยายามบอก “ถ้าผู้นำจะให้มีการสัมปทาน...” ท่านนายกโกรธมาก เดินมายืนจ้องหน้า ลิงกับเชนมาหลายวันแล้วยังไม่มีอะไรตกถึงท้อง ด้วยความหิวลิงจึงโดดงับจมูกเพราะนึกว่าเป็นชมพู่ รปภ.กรูเข้ามาทันที เชนเห็นท่าไม่ดีคว้ามือลิงหนี นี่คือรัฐสภาไทย  สนใจแต่ว่าลิงพูดได้ สนใจอะไรที่น่าตื่นเต้น แต่ไม่สนใจว่าตัวปัญหาคืออะไร เชนพาลิงหนีออกมาได้และนั่งคิด “เอาวะ เมื่อแก้ปัญหาในรัฐสภาไม่ได้ ไปสะพานมัฆวานกัน” เชนพาลิงไปสะพานมัฆวาน ตอนนั้นกำลังตรึงเครียดระหว่างนปก.กับพันธมิตร เชนพาลิงไปหาคุณสุริยะใส บอกว่าให้ลิงเพื่อนผมขึ้นเวทีสิ ลิงขึ้นเวทีพูดแค่คำแรก คนที่กำลังทะเลาะกันอยู่ทิ้งความชังไปชั่วคราว ทุกคนกรูมาหน้าเวที ยืนดูลิงพูดได้ ฮือฮากันอีก ลิงก็เล่าเรื่องทุ่งใหญ่... ไม่มีใครฟังอีก เดลินิวส์ ไทยรัฐ บางกอกโพสต์ถ่ายภาพ หนังสือพิมพ์รายวันทุกฉบับถ่ายภาพ พาดหัวตัวโตวันรุ่งขึ้น “ลิงพูดได้” แต่ไม่มีเนื้อข่าว เพราะไม่มีใครสนใจว่าลิงพูดอะไร ไม่มีใครสนใจว่าปัญหาของป่าคืออะไร สนใจแต่ว่าลิงพูดได้ นี่คือสื่อมวลชนของไทยที่สนใจกัน ลิงพูดไปตามความจริงเมื่อเห็นคนมารวมกลุ่มกันเป็นหมื่น ลิงบอกว่า “เนี่ย เวลาในป่าเมื่อสัตว์มารวมตัวกันเยอะๆ เขาเรียกว่าสัตว์รวมฝูง” นปก. กับพันธมิตรฟังก็เฮ้ยมันด่าเราเว้ย! ต่างฝ่ายต่างโกรธขว้างปาขวดใส่ลิง แต่ปาโดนกันเอง ทะเลาะกันเองอีก เชนเห็นท่าไม่ไหว หมดหนทางแล้วก็คว้ามือลิง กลับป่าของเราดีกว่า อยู่ต่อไปก็ไม่มีประโยชน์อะไร

เมื่อกลับไปถึงป่า ลิงกับเชนก็พบว่าพวกเขามาช้าเกินไป หมู่บ้านเลตองคุถูกรถไถไถราบหมด งาช้างหายไปแล้ว ทางเข้าป่าวาสิฏฐีถูกทลายราบเรียบ คนในหมู่บ้านล้มตาย รวมถึงนายพรานคนที่ตามยิงลิงทะโมน เชนกับลิงตาแดงก่ำ ทั้งเสียใจทั้งเคียดแค้น ทนไม่ไหว เชนที่เคยทิ้งปืนมาจับกล้อง วันนั้นเขาทิ้งกล้องมาจับปืน เขาคว้าปืนของนายพรานขึ้นมา “อย่างนี้ต้องตาต่อตา ฟันต่อฟัน” ลิงยืนตะลึงที่เชนเป็นแบบนี้ เขาคว้ามือลิง “เรากลับ ลอบสังหารแม่งเลย เขามาหน้ารัฐสภา ทำบังไพรแอบซุ่มอย่างดี เตรียมปืนไว้ลอบสังหาร ลิงนั่งดูอยู่ด้วย มือเขาสั่น ความคิดเขารบกันเองในใจ ครั้งหนึ่งเขาเคยเห็นสัตว์ถูกล้มในป่า เขาสะเทือนใจ การเอาชีวิตผู้อื่นมันเป็นสิ่งที่ทำได้ล่ะหรือ มันไม่น่าจะทำได้ เขาถึงทิ้งปืนมาจับกล้อง และมาวันนี้เขาจะเป็นคนเอาชีวิตผู้อื่นเองรึ ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นใคร จะเลวดีชั่วเขาก็ไม่มีสิทธิเอาชีวิตผู้อื่น เชนเลยตัดสินใจไม่เอาชีวิตผู้อื่น แต่ว่ามือถือปืนอยู่ รปภ.หันมาเห็นเข้า เลยส่องเปรี้ยงเข้าแสกหน้า เชนนอนตายจมกองเลือดตรงหน้ารัฐสภา ลิงเห็นเพื่อคู่หูเขาตายต่อหน้าต่อตา จึงคิดยอมตาย แต่สุดท้ายลิงชะงัก นึกในใจว่ามันอาจจะสู้กับรปภ. ๓๐ คนได้ แต่มองไปที่รัฐสภา ระบบทั้งระบบ มันไม่มีทางจะสู้กับระบบอันใหญ่โตมโหฬารที่มีความเชื่อมโยงซับซ้อนแบบนี้ได้ ไม่มีประโยชน์ จึงถอยหลังหนี

ลิงหนีกลับมาที่บ้านพักของเชน รื้อค้นได้กล้องถ่ายรูป ได้เศษสตางค์ที่เชนสะสมไว้ คิดว่าจะทำอะไรดี เลยตัดสินใจเอาเงินไปซื้อกีตาร์ที่เวิ้งนครเกษม หัดเล่นกีตาร์ ฟังข่าววิทยุ ได้ยินข่าวรับสมัครดีเจ ไปสมัครเป็นดีเจแม่งเลย! ปรากฏว่าได้จัดรายการวิทยุ ลิงก็ค่อยๆ เปลี่ยนจากลิงกลายเป็นคนตามเดิม มีกิเลสตัณหา มีชั่วมีดี กลับมาจัดรายการวิทยุ และมานั่งร้องเพลงอยู่แถวนี้

(ดนตรี)  ลิงมีเชน เชนมีลิง เป็นเพื่อนจริง เป็นคู่หู ดู ดูสิดู เชนมีคู่หูเป็นลิง ลิงทโมน กระโจนไพร เชนตามไป ตามไปดู ลิงคงอยากรู้ กุ๊ก... ว้า... ฮู... ฮู ว้า ฮา ฮู... (ดนตรี)

 

ปัจจุบัน มาโนช พุฒตาลจัดรายการวิทยุที่คลื่น ๙๖.๕ MHz ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลาห้าทุ่มครึ่ง

 

ที่มา: สานแสงอรุณ  ปีที่ ๑๒ ฉบับที่ ๖ พฤศจิกายน-ธันวาคม ๒๕๕๑

*นำไปเผยแพร่ต่อ  กรุณาอ้างอิงที่มา*

 





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
ลำชานบ้านบู วันที่ : 17/02/2016 เวลา : 12.09 น.

สวัสดีครับ
เคยได้คุยกับคุณมาโนชนานมาแล้ว สมัยทำวงดนตรี เป็นผู้ชายที่คุยแล้วมีความสุข (แม้กะทั่งผู้ชายด้วยกันอย่างผมฟัง)

น่าคบหาครับ.

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
หนุ่มร้อยปี วันที่ : 17/02/2016 เวลา : 10.29 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/centuryboy

อ่านจบแล้วครับ น่าสนใจมาก ผมติดตามผลงานของคุณมาโนช พุฒตาล อยู่ครับ

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
สานแสงอรุณ วันที่ : 13/02/2009 เวลา : 09.52 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sarnsaeng-arun

ต้องขออภัยคุณวิทิดาด้วยครับ เราไม่มีไฟล์เสียงของคุณมาโนชเลยครับ นอกจากงานครั้งนี้

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
วิทิดา วันที่ : 12/02/2009 เวลา : 12.26 น.

คุณมีไฟล์เสียงตอนเก่าๆมั๊ยคะ เพราะตอนนี้ในเวป ไม่สามารถฟังย้อนหลังช่วงปีที่แล้วได้เลย

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
ก.รัตนไตรมิตร วันที่ : 12/02/2009 เวลา : 10.39 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/album
การเริ่มต้นคือการมองคนข้างๆและบอกตัวเองว่านี่แหละคู่แข่ง

แวะมาเยี่ยม

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
สานแสงอรุณ วันที่ : 12/02/2009 เวลา : 10.32 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sarnsaeng-arun

อ่านเต็มๆ กันอีกครั้งกับ ผู้ชายอยู่อยุธยาที่ชื่อ มาโนช พุฒตาล

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< กุมภาพันธ์ 2009 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28



[ Add to my favorite ] [ X ]