• สานแสงอรุณ
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : ssamag@yahoo.com, ssamag.member@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-08-22
  • จำนวนเรื่อง : 82
  • จำนวนผู้ชม : 172511
  • ส่ง msg :
  • โหวต 16 คน
สานแสงอรุณ
นิตยสารสาระทางเลือกรายสองเดือน เพื่อ "ดุลยภาพในความงดงามของชีวิต"
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/sarnsaeng-arun
วันพุธ ที่ 2 กันยายน 2552
Posted by สานแสงอรุณ , ผู้อ่าน : 2031 , 11:55:08 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

เล็กนั้นงาม

วุฐิศานติ์ จันทร์วิบูล

พระจันทร์พเนจร

และการเดินทางที่ไม่สิ้นสุด

 

“จำได้ไหมว่าเคยเห็นเงาครั้งแรกในชีวิตเมื่อไหร่ เราแทบจำไม่ได้เลยว่ารู้จักเงาเมื่อไหร่ ในศิลปะว่าด้วยเรื่องเงา เราเชื่อว่า เงาเป็นภาษาหนึ่งของมนุษย์ เพราะตั้งแต่อยู่ในท้องแม่เราจะสัมผัสได้ถึงความสว่างและความมืด เหมือนเวลาที่เราหลับตานั่งอยู่ในห้องมืด แต่เรายังรับรู้ว่าในห้องมืดนั้นมีไฟเปิดหรือปิดอยู่  หรืออย่างในสมัยโบราณเขาวาดรูปไว้ตามผนังถ้ำ ใช้ภาวะความเป็นขาวดำมาวาดเป็นเรื่องราวต่างๆ ที่สำคัญที่สุดเราเชื่อว่าโลกอยู่ในหลุมดำหรือความมืด  เพราะฉะนั้นทุกอย่างจะมีเงาเสมอไม่ว่ากลางวันหรือกลางคืน” ผู้หญิงคนหนึ่งกำลังบอกเล่าเรื่องราวความเป็นมาของหุ่นเงาให้กับเด็กพิเศษกลุ่มหนึ่งในโรงเรียนนครสวรรค์ปัญญานุกูล โดยมีอาจารย์แปลเป็นภาษามืออีกทอดหนึ่ง

ผู้หญิงคนนี้เธออาจหลงใหลในรูปเงาตั้งแต่ครั้งวัยเด็ก ทว่ารูปเงาที่ก่อให้เกิดรอยประทับในหัวใจกลับเกิดจากหุ่นเงาตัวแรกในชีวิตของเธอเอง และนับแต่วันนั้น การเดินทางที่ไม่สิ้นสุดได้เริ่มต้นขึ้น ในนามของพระจันทร์พเนจร เธอออกเดินทางเพื่อส่งมอบแรงบันดาลใจให้กับเด็กๆ ที่มักจะเรียกขานเธอว่าป้าทิพย์ หรือมณฑาทิพย์ สุขโสภา ลูกสาวคนเดียวของอาจารย์เทพศิริ สุขโสภา

 

เงาของพระจันทร์

มนุษย์รู้จักเงามาตั้งแต่ครั้งโบราณ และนำเงานั้นมามีส่วนสัมพันธ์กับชีวิต ไม่ว่าจะเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดตามธรรมชาติ เช่นจันทรุปราคา ปรากฏการณ์ที่เงาของโลกไปทาบบนดวงจันทร์ ต้นไม้ใหญ่หรือผาหินที่ให้ร่มเงาแก่สัตว์และมนุษย์ได้อาศัยพักพิง หรือเงาที่คิดประดิษฐ์ขึ้นเพื่อใช้ประโยชน์อย่างนาฬิกาแดด หรือนำมาทำเป็นหุ่นเงาเพื่อใช้ในการแสดง เช่นหนังใหญ่ หนังตะลุงของไทย วายังกูลิของอินโดนีเซีย (wayang kulit)  สะเบ็กทมของกัมพูชา (sbek tom)  หรือหุ่นเงาจากจีน อินเดีย มาเลเซีย ซึ่งหุ่นเงาของแต่ละประเทศจะมีลักษณะพิเศษที่แตกต่างกัน นอกจากนี้ยังมีหุ่นเงาร่วมสมัย ซึ่งมีหลายรูปแบบ สีสันสวยงาม และไม่มีพิธีรีตองอะไรในการเชิด  และหุ่นเงาร่วมสมัยนี่แหละ ที่เป็นเหตุให้พระจันทร์ออกพเนจร

          พระจันทร์พเนจรถือกำเนิดจากกลุ่มหญิงสาวที่ชอบมานั่งพูดคุยถกเถียงเรื่องปรัชญากันในร้านกาแฟย่านหน้ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จึงคิดตั้งชื่อกลุ่มกันเล่นๆ ว่า “พระจันทร์พเนจร” ทิพย์เอ่ยถึงการพบเจอของเธอกับหุ่นเงาว่าเหมือนกับเป็น “รักแรกพบ” เธอชอบเล่าเรื่องนี้อยู่เสมอว่า เมื่อครั้งต้องไปทำละครให้กับชุมชนปะล่องและมูเซอสามหมู่บ้านกับกลุ่มมะขามป้อม น้องเม้ยเป็นคนชักชวนให้เธอมาทำหุ่นเงาเรื่องถุงฝัน  “น้องเม้ยเป็นคนพาคณะลูกทีมทำหุ่น เราทำไม่เป็น เขาให้ทำก็ทำตามไม่ได้สนใจอะไรมาก เราตัดเป็นหุ่นเด็กผู้ชายน่าเกลียดๆ เม้ยถามว่า ‘พี่ทิพย์เคยเห็นหุ่นเงาหรือยัง ออกไปข้างนอกสิ เม้ยจะส่องไฟให้ดู’ พอเม้ยส่องไฟเท่านั้นแหละ เรากลายเป็นเหมือนเด็กที่ได้เห็นอะไรเป็นครั้งแรก เจออะไรที่ไม่เคยเห็นมาก่อน เพราะในทรงจำของคนเรามักคิดว่าเงาเป็นขาวดำ ไม่คิดว่าเงาจะมีสี พอเห็นเงามีสีครั้งแรก มันเหมือนเป็นรักแรกปิ๊ง ถอนตัวไม่ขึ้นเลย สีแสงมันเข้าไปในใจ มหัศจรรย์มาก มันเหมือนหลุดเข้าไปในโลกอื่นที่ไม่ใช่โลกของเรา

“โปรดักชั่นนี้ทำกันสิบคน เราเป็นคนพากษ์ ต้องเดินเท้าเข้าไปสามหมู่บ้าน เอาไข่เค็ม ปลาเค็มติดตัวเข้าไปกินไปนอนกับชาวเขาในหมู่บ้าน เกิดมาไม่เคยลำบากอย่างนี้มาก่อน มันมีหลายๆ อย่างทำให้รู้สึกประทับใจ สถานที่และบรรยากาศเหมือนทำให้เราลึกซึ้งในสิ่งที่ทำ คนทุกคนมีความใฝ่ฝันที่จะทำอะไรที่เป็นแบบอุดมคติ มันเป็นเรื่องโรแมนติคของคนในยุคสมัยพวกเราที่จะทำประโยชน์ให้สังคม ซึ่งถ้าย้อนกลับมาเดี๋ยวนี้ เรามักบอกว่าคนสมัยนี้มันฉาบฉวย ชอบอะไรลอยๆ เรารู้สึกว่าพวกเด็กอาสาสมัครในมหาวิทยาลัยถ้าเขาได้ทำประโยชน์ต่อชีวิตผู้คนบ้าง ประสบการณ์เหล่านี้มันจะฝังตัวเข้าไปอยู่ในคนที่กำลังเติบโตเหล่านี้ มันไปสร้างความประทับใจ มันหล่อหลอมให้เขาเกิดแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต แต่สำหรับหุ่นเงาแล้ว มันเป็นมากกว่านั้น เพราะมันเปลี่ยนชีวิตเราเลย” 

หลังกลับมาจากแสดงละครหุ่นเงาเรื่องถุงฝัน เธอจึงกลับมา และเริ่มทำเอง กลุ่มละครหุ่นเงาพระจันทร์พเนจรจึงถือกำเนิดขึ้นในปี ๒๕๔๒ จากการที่เธอเคยทำละครมาก่อน ทำให้ทิพย์คิดถึงการผสมผสานและนำหุ่นเงามาพัฒนาสายพันธุ์ต่อ “มันมาพัฒนาตอนได้ทุนของมูลนิธิไฮน์ริค เบิลล์ พอดีจังหวะนั้นมีนักศึกษาแลกเปลี่ยนมาจากฝรั่งเศส เขาเรียนเรื่องหุ่นมาโดยตรง อาจารย์ไหมที่สอนอยู่คณะวิจิตรศิลป์ อยากให้เราพาฝรั่งชุดนี้ไปโรงเรียนที่เราเคยเข้าไปทำกิจกรรมด้วยที่เชียงราย  เลยมีโอกาสได้แลกเปลี่ยนกัน เขาสอนวิธีการทำไฟไฮโดรเจนให้”  หากแต่ความประทับใจมันมีมากขนาดทำให้เธอหยุดทำไม่ได้ นั่นเพราะว่า

“มันเป็นอะไรที่ทำคนเดียวได้ แต่ทำหลายคนก็สนุกดี พอทำนานๆ มันก็มีการสะท้อนกลับมา คือเวลาคนดู ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ เห็นเงาที่เป็นแค่สองมิติ เหมือนปลาหมึกปิ้งแบนๆ แต่สามารถเอาคนดูให้อยู่กับเราได้เป็นเวลานานๆ  ทำไมเขาอยู่ แสดงว่าพื้นที่ (Spece) กับเวลา (Time) มันเปลี่ยน ซึ่งแสงเงามันมีอิทธิพลกับตรงนี้มาก ถ้าคนทำงานหุ่นเงามากๆ จะรู้ว่ามันมีความพิเศษ เพราะมันสามารถพาเราข้ามเวลาได้ ลึกเข้าไปในเวลา เหมือนหนังเรื่อง The Matrix เวลากระสุนมันแล่นเข้ามาจะเห็นเลย มันจะถ่างเวลาได้ เพราะฉะนั้นในภาวะแสงเงาแบนๆ ที่เห็นมันตรึงคนดูให้อยู่กับเราได้ ทั้งๆ ที่เรื่องก็ไม่ได้สนุกสนานอะไร พอทำมาเรื่อยๆ ก็มีคนมาขอให้ไปทำเวิร์กช็อบให้ พี่น้ำหวาน (กลุ่มรุ้งอ้วน สื่อเพื่อเด็กในชนบท) เป็นคนแรกที่เปิดโอกาสให้เราสร้างหลักสูตรหุ่นเงาขึ้นมา ในระหว่างสองปีที่ทำละครเงาก็ศึกษางานจากเว็บไซต์ เข้าไปดูเว็บไซต์ต่างประเทศว่ามันมีหุ่นเงาแบบไหน ตอนนั้นเราเห็นแต่รูป ก็เดาว่ามันน่าจะทำแบบนี้แล้วก็เอามาประยุกต์ แต่ที่สำคัญคือ เจ้ากระดาษแบนๆ นี่แหละที่พาเราท่องเที่ยวไปไกล

          “ตอนดูหนังเรื่องโหมโรง มีคำพูดที่พ่อคุยกับลูกว่า ‘ดนตรีจะพาให้ไปในที่ที่เอ็งไม่เคยไป เอ็งจะได้เห็นในสิ่งที่เอ็งไม่เคยเห็น และจะได้พบในสิ่งที่เป็นทิพย์’ คือฟังคำนี้ ทำให้นึกถึงหุ่นเงาที่เราทำ มันพาเราไปในที่เราไม่เคยไป เห็นในสิ่งที่ไม่เคยเห็น ซึ่งปรัชญาอันนี้ไม่ใด้อยู่แค่หุ่นเงา แต่มันอยู่ในศิลปะทุกๆ แขนง มันคือแก่นของงานศิลปะ ของคนทำงานศิลปะที่เรียนรู้และเติบโตไปกับงานที่ทำ เพียงแต่ต้องให้เวลากับมันเยอะๆ ” 

          ความพิเศษของหุ่นเงาอีกอย่างคือ คนทำละครเงาเชื่อว่า หุ่นเงามีชีวิต “เงาทุกตัวมีชีวิตเป็นของมันเอง สมมุติว่าเราตัดหุ่นเงาตัวแรกเป็นกระต่าย เล่นไปมันต้องมีสึกหรอ ถ้าเราทำซ้ำขึ้นมาอีกตัวหนึ่งเหมือนกันเด๊ะเลย มันจะไม่ใช่ตัวเดิม วิญญาณของมันไม่ใช่ตัวเดิม ซึ่งมันไม่ใช่แค่หุ่นเงา ศาสตร์ที่เรียกว่าหุ่นทุกที่ในโลกจะมีภาวะที่เรียกว่าหุ่นมีวิญญาณของมันเอง ซึ่งเป็นเหมือนกันหมด อย่างในหนังสารคดีที่เล่าเรื่องนักเล่นหุ่นจากรัสเซียบอกว่า หุ่นสายของเขา ถ้าหากไปเปลี่ยนเสื้อผ้า ทรงผม หรือเปลี่ยนแปลงบางส่วนของมัน เวลาที่แสดงออกมาก็จะพบว่ามันไม่ใช่ตัวเดิมอีกแล้ว หรือถ้าเอาเสื้อผ้าหุ่นไปซักแล้วมาใส่ให้มันใหม่ มันจะเปลี่ยนคาแรกเตอร์หลายๆ อย่าง มันจะเปลี่ยนของมันเองโดยไม่มีเหตุผล หุ่นเงาก็เหมือนกัน การเป็น อยู่ คือ ของตัวหุ่น เขาจะมีชีวิตเป็นของเขาเอง แต่ถ้าเราเปลี่ยนตัวแล้ว ลองมาดูรอบใหม่มันจะไม่เหมือนเดิม มันอาจจะประกอบกันหลายๆ อย่าง ซึ่งคนที่ทำหุ่นเงาจะเชื่อเรื่องพวกนี้ค่อนข้างมาก โดยเฉพาะหุ่นเงาสมัยใหม่ อย่างอาจารย์ที่เป็นศิลปินจากอิตาลี เขาจะพูดเรื่องนี้ เรื่องเงามีชีวิต ซึ่งเราคิดว่ามันต้องเป็นคนที่ทำหุ่นมาแล้วในระดับหนึ่ง ต้องเป็นคนที่ทำหุ่นมาแบบจริงจัง เข้าไปจนถึงแก่น ถึงจะไปค้นพบสิ่งเหล่านี้” 

 

ละครหุ่นเงา

หลังจากเล่าประวัติความเป็นมาของหุ่นเงาแล้ว พี่ๆ กลุ่มพระจันทร์พเนจรชักชวนเด็กๆ เข้ามาทำความรู้จักกับโลกแห่งเงา ด้วยการแปลงตัวเองให้กลายร่างเป็นรูปเงาสัตว์ต่างๆ บนฉากสีขาว หรือการจับเงาของแต่ละคนประทับลงบนกระดาษ จากนั้นจึงใช้จินตนาการอย่างอิสระกับภาพเงาที่ได้ เติมสีสันลงไปจนกลายเป็นภาพที่สวยงาม ก่อนเข้าสู่กระบวนการคิดเรื่องและการสร้างหุ่นเงาขึ้นมา กระบวนการทำงานของพระจันทร์พเนจรก็มิได้ต่างจากการอบรมเด็กมากนัก จะต่างกันที่ประสบการณ์อันยาวนานถึงสิบปี ทิพย์เล่าถึงงานชิ้นใหม่เรื่องตัวโอสีเหลืองว่า “ความจริง ช่วงปีนี้ทำละครเด็กเยอะมาก อย่างนิทานปายฟ้า มันมีซีรีย์ละครเด็กมาก่อนหน้าแล้วเอามาพัฒนาอีกทีหนึ่ง ตอนแรกว่าจะเอาเรื่องเดิมมาปรับ ปรับไปปรับมาต้องทำใหม่หมดเลย เราอยากทำโปรดักชั่นเล็กๆ เพราะไม่เคยทำมาก่อน การคิดงานมาจากโจทย์ที่ว่าเรามีงบจำกัด มีเวลาน้อย ทำยังไงให้สนุกโดยใช้คนแค่สามคน แต่ทีมงานก็จะบ้า ต้องมีเซอร์ไพรส์ทุกเรื่อง เพราะฉะนั้นแต่ละเรื่องก็จะไม่เหมือนกัน แต่ละเรื่องจะมีเทคนิคเป็นของตัวเอง แต่ยังคงสไตล์ของพระจันทร์ฯ จะมีเงาที่มาจากตัวคนอยู่ในเรื่องทุกครั้ง พอมีโจทย์ว่ามีเวลาเท่านี้ ต้องใช้คนที่รู้มือกันมาก่อน ช่วงที่ทำโปรดักชั่นเป็นช่วงที่มีความสุขมาก แม้จะเครียดก็ตาม สามวันหมดไปกับการคิดสตอรี่ย์บอร์ด ได้เรื่องประมาณวันที่ห้า ทำ Prop สามวัน แทนที่จะได้ใช้อุปกรณ์ของเก่าที่มีแต่มักจะจบด้วยการทำ Prop ใหม่ทุกครั้ง”

          การจะนำเสนอหุ่นเงาสักเรื่อง สิ่งที่ต้องคำนึงถึงให้มากที่สุดคือคนดู “เรารู้ว่าเราทำให้ใครดู เวลาทำให้เด็กดูเราไม่จำเป็นต้องเน้นหนักประเด็นก็ได้ แต่กับเด็กออทิสติกกับเด็กหู (หนวก) เราไม่เคยทำมาก่อน เดาว่าเขาต้องพิเศษ เขาอาจมีโลกในแบบที่ไม่ธรรมดา เพราะฉะนั้นเราต้องเอาสนุกไว้ก่อน อะไรที่มันฟุ้งๆ ไม่ต้องสื่อความหมายมาก แค่ต้องการแสดงศักยภาพของเงาเท่านั้น คิดแค่นี้แล้วทำเลย ในเวลาอันจำกัด คนที่จำกัด เพราะแต่ก่อนเคยคิดมากจนทำไม่ได้ มันคิดมากเกินไป”  ทว่ากระบวนการทำงานในแต่ละเรื่องก็แตกต่างกันไปตามประเด็น เช่นเรื่องสิ่งแวดล้อม หรือเรื่องสังคม “ทำเรื่องประเด็นต้องคิดเยอะ ค่อนข้างซับซ้อนเพราะเรื่องไม่มีบท ไม่มีคำพูด ภาพต้องเล่าเรื่อง เพราะหุ่นเงาสมัยใหม่มันอยู่ที่วิธีการเล่าเรื่อง ใจความสำคัญของหุ่นเงาร่วมสมัยคือการเล่าเรื่อง ฉะนั้นทุกอย่างในภาพต้องเป็นสัญลักษณ์ มันมีความหมายในสัญลักษณ์นั้นๆ ซึ่งต้องระวังในการแสดง มันเป็นภาพที่วางเรียงกันเหมือนหนัง ตัดต่อ สลับภาพกันความรู้สึกก็จะเปลี่ยน อันนั้นเป็นเรื่องทักษะ ต้องฝึกฝน”

          ลักษณะเด่นในละครหุ่นเงาของพระจันทร์พเนจร นอกจากการมีคนเข้าไปร่วมแสดงเป็นเงาแล้ว ทิพย์บอกว่าละครเงาของเธอจะไม่มีเสียงพากษ์ และสิ่งนี้ดูจะเป็นเอกลักษณ์อีกอย่างของพระจันทร์พเนจร “ละครเงาของพระจันทร์ฯ เกือบทุกเรื่องจะไม่มีการเล่าเรื่อง เพราะเราคิดว่าการที่ภาพเล่าเรื่องโดยที่ไม่ใช้คำพูด ภาพสามารถสื่อความหมายได้มากกว่า เพราะเสียงเล่าจะเป็นอุปสรรคมากเวลาแสดงในประเทศหรือต่างประเทศ เพราะจะไปทำให้ผู้ชมดูลำบาก และตัวเองก็ต้องลำบากมานั่งแปล ก็จะมีเรื่องย่อให้...คนส่วนใหญ่ที่ดูงานพระจันทร์ฯ จะบอกว่างานพระจันทร์พเนจรเป็นงานที่ใช้ความรู้สึกมากกว่า และเรารู้สึกว่ามันไม่จำเป็นต้องใช้คำพูดก็ได้ บางทีคำพูดมันไปลดทอนอะไรบางอย่าง คนบางคนอาจบอกว่าต้องการคำอธิบายเพราะว่าไม่เข้าใจ แต่ทำไมต้องเข้าใจด้วย มันมีอะไรตั้งหลายอย่างในโลกนี้ คุณหัดใช้ความรู้สึกบ้างก็ได้ แต่เราต้องรู้ว่าทำอะไรอยู่นะ คือต้องรู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่ ต้องตอบได้ การเดินทางของตัวโอสีเหลือง มันมาจากหนังสือ ตอนแรกมีเด็กผู้หญิงไปหยิบหนังสือมาอ่าน มันเป็นเรื่องเล่าจากหนังสือนิทาน เพียงแต่เรื่องราวมันมีชีวิต ทำให้เด็กผู้หญิงหรือคนดูหลุดเข้าไปในหนังสือ เข้าไปในอีกที่หนึ่ง และสไตล์ละครเงาของพระจันทร์พเนจรก็จะกึ่งฝันกึ่งจริง ไม่รู้ว่าอันไหนจริง อันไหนไม่จริง” 

            เมื่อลองถามถึงความคาดหวังจากละครเงาเรื่องนี้ เธอบอกว่า “ขอให้เขาดูแล้วสนุก เพลิดเพลิน ดูแล้วนอนหลับฝันดี พอแล้ว ประเด็นคือให้เขาได้เห็น เรื่องนี้ไม่ได้สร้างให้เด็กทั้งโรงเรียนดู แต่นัยยะของเราคือการให้เด็กที่ได้ทำหุ่นเงาเห็น เป็นกลุ่มสำคัญที่เขาต้องเห็นตัวอย่าง งานต้นแบบเป็นสิ่งที่สำคัญในโลกปัจจุบัน เพราะโลกนี้มีต้นแบบเลวๆ มากมาย เพราะฉะนั้นการสร้างงานต้นแบบมีความสำคัญกับคนรุ่นหลัง ต้องทำให้เห็น คนที่ไม่เห็นไม่มีทางรู้เลยว่าสิ่งนั้นคืออะไร หลายคนจินตนาการไม่ได้ ฉะนั้นมันต้องมีขึ้นมา เหมือนครูบอกว่าทำไมไม่เล่นให้ดูก่อนเด็กจะได้เห็นและเข้าใจ แต่บางครั้งเราคิดว่าไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นด้วยการเห็นก่อนก็ได้ เพราะถ้าเขาได้ทำก่อนเขาจะรู้ผิดถูก เขาจะเห็นว่ามันสามารถพัฒนาไปถึงขั้นนั้นได้ ก็บรรลุวัตถุประสงค์แล้ว ไม่จำเป็นต้องมาเข้าใจเรื่องราวอะไร” ส่วนความคาดหวังในการเข้ามาทำกิจกรรมกับเด็กๆ สำหรับเธอแล้ว มันเป็นเหมือนกับการส่งต่อแรงบันดาลใจ “เราคาดหวังแรงบันดาลใจมากกว่า เพราะจากที่ทำหุ่นเงามา คนส่วนใหญ่จะบอกว่าหุ่นเงาเป็นงานสร้างแรงบันดาลใจ และทุกครั้งที่แสดงเสร็จ เดินออกมาพบผู้ชมข้างหน้าจอ จะเห็นจะรู้เลยว่า แววตาของผู้ชมทั้งเด็กและผู้ใหญ่ มันจะมีแสงออกมา เราก็เลยคาดหวังว่ามันจะเป็นแรงบันดาลใจสำหรับคนทำงานศิลปะ ไม่ใช่แค่การทำหุ่นเงา แต่ให้มองเห็นสิ่งเล็กๆ ที่สวยงาม ที่มีพลังมากกว่า เพราะปกติสื่อขนาดเล็กมันเป็นสิ่งที่ถูกมองข้ามเสียเป็นส่วนใหญ่” 

          แต่มิใช่แค่ผู้ชมหรือเด็กๆ เท่านั้นที่ได้รับการส่งต่อแรงบันดาลใจ แม้แต่ตัวเธอหรือทีมพระจันทร์พเนจรที่มาช่วยกันอบรมละครหุ่นเงาก็คงได้อะไรด้วยเหมือนกัน “การได้ทำอบรมละครเงา มันทำให้เราเติบโตในสิ่งที่เราทำ เพราะมันคือการให้ ในการที่เราให้ใคร เราจะคิดๆๆ ทำยังไงให้เขาเข้าใจว่าหุ่นเงาคืออะไร เพราะมันมีประวัติศาสตร์ มีที่มาที่ไป มีความพิเศษ เราอยากให้คนสัมผัสถึงความพิเศษของหุ่นเงาเหมือนที่เราเคยทำมาแล้วตลอดสิบปี ฉะนั้นตลอดเวลาที่ทำอบรมพยายามจะพัฒนากระบวนการในการสอนทุกครั้ง ซึ่งมันทำให้เราเข้าใจหุ่นเงามากขึ้นด้วย เพราะหุ่นเงามันเป็นอะไรที่ยากจะอธิบายให้คนที่ไม่เคยเห็นเข้าใจ ฉะนั้นเวลาที่สอนเด็ก ต้องสอนให้เขาเข้าใจว่ามันมีความลึก หุ่นเงามันมีระดับของมัน ใช้ร่างกายได้ ใช้มือได้ มันเป็นศิลปะในการใช้แสงเงา...หลายคนจะถามว่าหุ่นเงาต่างจากละครเงาอย่างไร เราใช้คำว่า ละครเงา Shadow Theatre ไม่ใช่หุ่นเงา shadow puppet  ละครเงาจะมีการใช้พื้นที่กับเวลาเหมือนการแสดงละคร เป็นการแสดงอารมณ์ ต้องมีการจัดวางที่ถูกต้องในสัดส่วนของละครเวที ละครเงาก็เหมือนกัน มันไม่ใช่แค่กว้างยาว แต่มันมีความลึก เพราะเราใช้ไฟ ใช้ช่องว่างระหว่างไฟ หุ่น ฉาก ทั้งหมดเรียกว่าละครเงา มีการเลือกใช้ไฟ ใช้เงาจากคน ใช้ฉากที่ผ่านการออกแบบ เรียกว่าละครเงา มันมีการแสดงด้วย ไม่ใช่แค่เอาหุ่นขึ้นมาแปะแล้วเล่าเรื่องเท่านั้น” 

         

การเดินทางที่ไม่สิ้นสุด

พระอาทิตย์ลาลับไปแล้ว ความมืดโรยตัว โอบคลุมท้องฟ้า ในขณะที่พระจันทร์เสี้ยวเหลืองนวลกำลังจะออกพเนจรวาดแสงเงาบนฉาก ขณะเดียวกัน เด็กๆ ก็มารอกันอยู่พร้อมแล้วที่จะเปิดการแสดงให้กับเพื่อนๆ ของเขาได้ชมศิลปะที่เรียกว่าหุ่นเงา กับเรื่องเล่าที่เกิดจากการคิดสร้างสรรค์ของพวกเขาเอง จอผ้าสีขาวมืดลง ดวงไฟสว่างเรืองโรจน์ การแสดงกำลังจะเริ่มขึ้น...

          ละครเงาของพระจันทร์พเนจรไม่ได้เป็นละครสำหรับเด็กเท่านั้น พวกเขายังทำงานหลากหลายประเด็น ทั้งเรื่องเพศ Gender และสิ่งแวดล้อม เช่นเรื่องนิทานริมฝั่งโขง ซึ่งเป็นงานที่ค่อนข้างยากและมีความซับซ้อนสูง ทิพย์บอกเล่าถึงความรู้สึกในการทำเรื่องนี้ว่า “เราทำนิทานริมฝั่งโขงไม่ใช่เพราะเราอยากได้เงินทุนนะ แต่ทำเพราะเราอยากทำ รู้สึกว่าต้องทำเลยด้วยซ้ำในตอนนั้น รู้สึกเหมือนมีอะไรมาเรียกให้ทำเรื่องนี้ บอกได้เลยว่าทุกโปรดักชั่น ไม่มีเรื่องไหนที่ทำแบบสุมๆ ทำเพราะว่ามันมีแรงบันดาลใจหรือมีแรงขับอะไรบางอย่างให้ต้องทำชิ้นงาน” ด้วยผลงานที่มีออกมาอย่างต่อเนื่องปีละ ๓ เรื่อง ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ในปี ๒๕๔๘ พระจันทร์พเนจรจึงมีโอกาสได้เข้าร่วมเป็น ๑ ใน ๑๔ คณะจากทั่วโลกที่ได้รับเชิญไปแสดงในงานเทศกาลละครหุ่นเงาร่วมสมัยโลกที่กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี จึงถือเป็นโอกาสได้นำผลงานของตนไปเสนอต่อสายตาชาวโลก และเธอได้นำเอาวิธีการของต่างประเทศมาปรับประยุกต์และพัฒนาหุ่นเงาของตัวเองเพิ่มขึ้น แต่ถึงกระนั้นสำหรับละครหุ่นเงา ทิพย์บอกว่าเรายังคงเป็นเหมือนชนกลุ่มน้อยที่นับวันจะลบเลือนหายไป “ส่วนใหญ่จะคุยกับพวกที่ทำหุ่นเงาร่วมสมัยของต่างประเทศว่าไม่มีใครเขาให้เข้าพวกด้วย หุ่นเงาจะถูกกีดกันจากพวกหุ่นด้วยกัน เช่น หุ่นสายหรือหุ่นกระบอก จะบอกว่าเราไม่ใช่หุ่น หาว่าเราเป็นหนัง พอไปเข้าพวกกับภาพยนตร์ ก็บอกว่าเราเป็นหุ่น สรุปเลยไม่มีใครเอาเราสักคน มันเลยกลายเป็นคนกลุ่มน้อย เป็นศิลปะที่น้อยกว่าที่มันมีอยู่แล้ว หุ่นเงาร่วมสมัยหายาก มีน้อยมาก ซึ่งก็ทำให้เราเข้าใจภาวะของหนังใหญ่ซึ่งกำลังจะตายได้ เราเลยเข้าไปแลกเปลี่ยนกับหนังใหญ่วัดขนอน เราน่าจะช่วยฟื้นหนังใหญ่ให้ดีขึ้นได้ เพราะคนเข้าถึงหุ่นเงาร่วมสมัยได้ง่ายกว่า ก็เจียดทุนที่ได้รับจากมูลนิธิไฮน์ริค เบิลล์ไปทำ แต่จริงๆ แล้วเขาจะไม่สนับสนุนศิลปะเพื่อศิลปะโดยตรง  ความจริงเราอยากทำกับหนังใหญ่ต่อ เพราะมันเป็นอะไรที่เกื้อกูลกัน เป็นทางที่ไปแนวเดียวกัน ก็ยินดีจะช่วย”

          ด้วยความเชื่อมั่นในความสำคัญของจินตนาการ ทิพย์จึงต้องการเพาะเชื้อแห่งจินตนาการให้กับเด็กๆ เพราะเธอคิดว่า “จินตนาการสำคัญกับการใช้ชีวิต คนที่ไม่มีจินตนาการมันจะทำให้โลกมืด จริงๆ นะ เวลาคนดูละครสนุกๆ มันได้ยิ้ม ได้หัวเราะ ดวงตาเปล่งประกายด้วยความอยากรู้อยากเห็น และตื่นตะลึง มันอาจจะเกิดแสงอะไรสักอย่างในวิญญาณของคนที่มันรู้สึกอิ่มเอิบกำซาบ เป็นอาหารของวิญญาณ เหมือนคนทำงานศิลปะ ทำๆ ไปมันเหมือนกับเข้าฌาน นั่งสมาธิถึงจุดหนึ่งก็เกิดปีติกำซาบ เราก็สัมผัสแบบนี้ และที่สำคัญจินตนาการมันทำให้คนกล้าคิดกล้าฝัน กล้าเดินทางไปหาสิ่งที่เขาอาจจะคิดว่าเขาทำไม่ได้ กล้าทำอะไรที่แหวกแนวออกไป กล้าเดินในทางที่คนอื่นไม่กล้าเดิน เหมือนหุ่นเงาที่บอกว่า เห็น มอง ชอบ จบ แค่นั้นไม่มีทางที่จะสัมผัสความพิเศษของหุ่นเงาได้ คือคุณจะต้องทำเอง คุณต้องเจอเอง ฉะนั้นจึงบอกได้ว่า เวลาไปอบรมเด็ก ทำไมต้องเล่นกลางคืน ทำไมต้องมาเล่น Out Door ทำไมต้องมาทนนั่งตบยุง ประเด็นคือเราต้องพาเขาออกมา เพราะนี่คือโลกของเงา บรรยากาศของกลางคืน ทำไมหนังใหญ่ หนังตะลุงต้องมาเล่นกลางคืน เพราะมันสร้างชุมชน มันเป็นมากกว่าแค่คนทำหุ่น กลายมาเป็นคนที่ช่วยจัดการชุมชน มันก็เหมือนหนังตะลุงหรือละครชุมชนที่เข้าไปในชุมชนและสังคมมีส่วนร่วมได้  อย่างเด็กๆ ที่นี่ เขาได้มาแบ่งปันความสุขและเขาก็มีความสุข แม้เรื่องจะไม่เนี๊ยบ หุ่นไม่สวยแต่ทุกคนได้หมด จะได้มากได้น้อยก็แล้วแต่ เราก็ทำหน้าที่แค่เพาะพันธุ์ เพาะเชื้อไป” 

          และด้วยเหตุนี้เองที่ดูเหมือนว่าจะทำให้พระจันทร์พเนจรยังคงเดินทางไม่สิ้นสุด “ยิ่งทำหุ่นเงามันยิ่งทำให้รู้ว่า มีอะไรอีกเยอะที่เรายังไม่รู้ ต่อให้ไปเมืองนอกมา ไปเห็นคณะละครไม่รู้กี่สิบคณะ บางคณะใหญ่กว่าเรามาก เก่าแก่กว่าเรา แต่ละคณะก็มีความต่างกันไป แต่ส่วนตัวยิ่งทำเหมือนเรายิ่งชอบ มันมีอะไรที่ทำให้เราเซอร์ไพรส์ได้ตลอด เราคงต้องทำไปจนกว่ามันจะตายไปข้างหนึ่ง เพราะมีคนอีกเยอะที่ยังไม่เคยเห็นหุ่นเงา” ตลอดสิบปีที่ทำงานมา เธอยังคงมุ่งมั่นทำงานต่อเนื่อง เธอเผยถึงโครงการใหม่ๆ ที่ฝันอยากทำว่า “ปลายปีนี้คิดจะทำโรงละครเล็กๆ ที่บ้าน เป็นโรงละครหุ่นเงา ครบรอบสิบปีพระจันทร์พเนจรแล้ว คิดจะทำเป็น Season มีโชว์ที่บ้านในช่วงสามเดือน เพราะปกติเราไม่เคยมีโชว์เลย ระหว่างสามเดือนนี้จะเปิดอบรมด้วย และมีความใฝ่ฝันว่าจะตั้งโรงเรียนหุ่นเงาขึ้นในอนาคต”

          ค่ำคืนนี้ การเดินทางของตัวโอสีเหลือง คงกำลังเดินทางเข้าไปอยู่ในความฝันของเด็กๆ เช่นเดียวกับตัวละครมากมายที่โลดแล่นอยู่บนจอในช่วงหัวค่ำ ซึ่งอาจฝังลึกอยู่ในหัวใจของพวกเขา รอเวลาบ่มเพาะเพื่องอกงามขึ้นในวันหนึ่งข้างหน้า ด้วยสิ่งที่เด็กๆ ได้ดื่มด่ำในค่ำคืนนี้ มันได้ทอแสงแห่งความสดชื่นปีติในแววตา และเป็นความหวังเล็กๆ ที่คอยต่อเติมพลังชีวิตให้เหล่าพระจันทร์พเนจรออกเดินทางต่อไป

 

สนใจละครหุ่นเงา สามารถติดต่อได้ที่ สื่อสร้างสรรค์ พระจันทร์พเนจรและการเดินทางที่ไม่สิ้นสุด (The Wandering Moon performing group and Endless Journey) ๑๐๐/๔ หมู่ ๑๐ ซอยวัดอุโมงค์ ตำบลสุเทพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ๕๐๒๐๐ โทรศัพท์/โทรสาร ๐๕๓-๙๐๔-๐๗๖ และ ๐๘๕-๐๔๐-๑๕๖๕  อีเมล: info@wanderingmoontheatre.com  เว็บไซต์ www.wanderingmoontheatre.com

 

ขอบคุณ

ฐนพัชร์ แพทย์ประสิทธิ์  นัฐจภรณ์ สวัสดิ์พร้อม และพันธ์ธวัช บุญอาจ เหล่าพระจันทร์พเนจร ที่สร้างสรรค์หุ่นเงาเล็กๆ ไว้ในหัวใจของผู้คน   อาจารย์สมบัติ พวงบุหงา  อาจารย์เอม ทิโน และอาจารย์นพนันท์ แจ่มสุวรรณ์ คณาจารย์จากโรงเรียนนครสวรรค์ปัญญานุกูล ที่ช่วยอนุเคราะห์และคอยอำนวยความสะดวกทุกอย่าง

 

ที่มา: สานแสงอรุณ  ปีที่ ๑๓ ฉบับที่ ๒ มีนาคม-เมษายน ๒๕๕๒

*นำไปเผยแพร่ต่อ  กรุณาอ้างอิงที่มา* 

 




แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< กันยายน 2009 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30      



[ Add to my favorite ] [ X ]