• สานแสงอรุณ
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : ssamag@yahoo.com, ssamag.member@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-08-22
  • จำนวนเรื่อง : 82
  • จำนวนผู้ชม : 172510
  • ส่ง msg :
  • โหวต 16 คน
สานแสงอรุณ
นิตยสารสาระทางเลือกรายสองเดือน เพื่อ "ดุลยภาพในความงดงามของชีวิต"
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/sarnsaeng-arun
วันจันทร์ ที่ 28 กันยายน 2552
Posted by สานแสงอรุณ , ผู้อ่าน : 2845 , 12:10:27 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ประกายอรุณ

กองบรรณาธิการ: เรื่อง/ภาพ

 

ตลาด

ที่มี

ชีวิต…

 

(ตลาดสามชุกในวันธรรมดา)

หากย้อนกลับไปในวัยเด็ก เชื่อว่าหลายคนคงเคยมีโอกาสวิ่งเล่นคลุกคลีอยู่ในตลาดใกล้บ้านสักแห่ง เช่นเดียวกับเรา ความทรงจำวัยเยาว์ของเราผูกพันอยู่กับตลาดบ้านแพน ด้วยอาศัยอยู่ในเรือเอี้ยมจุ๊นจอดนอนอยู่ริมฝั่งน้ำย่านตลาด ทุกเช้าพ่อจะปลุกเรียกให้ลุกขึ้นไปซื้อกาแฟและโอวัลตินใส่กระป๋องผูกเชือกกล้วยบนฝั่ง ขณะที่บริเวณท่าเรือจอแจไปด้วยเรือโดยสาร เรือแม่ค้าแม่ขาย และเรือหางยาวที่ส่งเสียงดังสนั่นไปทั้งคุ้งน้ำ ผู้คนพลุกพล่านอยู่ตามร้านรวงขายสินค้า ร้านขายข้าวสารอาหารแห้งและของโชว์ห่วย ร้านตัดเสื้อ ร้านขายผ้า ร้านตัดผม ร้านขายต้มเลือดหมูที่เปิดขายแต่เช้า เราเที่ยวเล่นซุกซนอยู่ตามซอกซอยของตลาดริมน้ำ หากไปไกลอีกหน่อยก็จะเป็นตลาดขายผลหมากรากไม้และร้านขายเสื้อผ้าสมัยใหม่ ถัดไปเป็นแผงขายอาหารสดจำพวกเนื้อสัตว์ ตลาดปลา และถ้าล่วงเลยออกไปถึงถนนจะเป็นร้านรวงห้องแถวไม้ยาวเหยียด บ้างซ่อมรถปะยาง บ้างเป็นร้านค้าขายของ ซึ่งภายหลังถูกไฟไหม้หมดจนเกิดเป็นตลาดใหม่ขึ้น

 

(บรรยากาศเงียบเหงาของตลาดบ้านแพน)

เมื่อการพัฒนาย่างกรายเข้ามาพร้อมด้วยถนนหนทาง การสัญจรทางน้ำเริ่มลดความสำคัญลง ตลาดริมน้ำบ้านแพนจึงเริ่มซบเซา ด้วยการค้าขายขยับขยายจากริมน้ำออกไปสู่ถนนหนทางด้านนอก เฉกเช่นเดียวกับตลาดริมน้ำแห่งอื่นๆ หลายครั้งที่ได้กลับบ้าน เรามักหาโอกาสไปเดินเล่นในตลาดริมน้ำ ไปดูร่องรอยของอดีตที่หลงเหลืออยู่อย่างเงียบเหงา พลางให้นึกถึงตลาดโบราณที่เริ่มมีการฟื้นฟูขึ้นใหม่ในช่วงหลายปีมานี้ ไม่ว่าจะเป็นตลาดร้อยปี อาทิ ตลาดสามชุก ตลาดคลองสวน ตลาดบ้านใหม่ ตลาดเก้าห้อง ฯลฯ หรือตลาดน้ำ อาทิ ตลาดน้ำอัมพวา ตลาดน้ำท่าคา ตลาดน้ำดำเนินสะดวก ตลาดน้ำบางน้ำผึ้ง ตลาดน้ำบางพลี ตลาดน้ำคลองลัดมะยม ฯลฯ จนกลายเป็นกระแสการท่องเที่ยวที่ผู้คนให้ความสนใจอยากไปสัมผัสบรรยากาศเก่าๆ ที่ขาดหายไปเนิ่นนาน จึงอยากพาท่านหวนกลับไปเดินอยู่ในตลาดเก่าอีกครั้ง...   

 

(ตลาดเก้าห้อง)

 

ตลาดน้ำบางนกแขวก

 

ตลาดน้ำบางนกแขวก ตั้งอยู่ริมคลองบางนกแขวก ที่เชื่อมระหว่างคลองดำเนินสะดวกกับแม่น้ำแม่กลอง อำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม เรียงรายไปด้วยเรือนแถวไม้ริมน้ำอายุนับ ๑๐๐ ปี เดิมเป็นตลาดเก่าที่เพิ่งฟื้นฟูจากรายการตลาดสดสนามเป้าทางช่อง ๕ ปลายเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๒

 

ป้าเพ็ญจันทร์ วีระปรีชานนท์ (เจ๊เซี้ยม) อายุ ๖๕ ปี ร้านขายน้ำมะพร้าว

ตรอกแคบตรงทางเข้าตลาดน้ำบางนกแขวก ที่ตรงนี้ลุงคงศักดิ์ บอกว่าเคยเป็นโรงฝิ่นเก่า เดินตรงเข้ามาพบกับร้านขายน้ำมะพร้าวและผลิตผลจากสวนของเจ๊เซี้ยม รู้สึกหิวน้ำขึ้นมาพลัน “ตลาดนี้มีอายุประมาณ ๑๕๐ ปี ในสมัยก่อนจะคึกคักมาก มีนัดเรือตรงปากคลอง มีเรือพายมาขายของทุกอย่าง และมีเรือเมล์ เรือป่องเหลือง ป่องเขียวจากอัมพวาไปราชบุรี จากนั้นก็เปลี่ยนเป็นเรือหางยาว พอมีถนนเข้ามา เรือก็เลิกวิ่งไปโดยปริยาย คนหนุ่มสาวออกไปเรียนไปทำงานกันหมด เหลือแต่คนแก่อยู่บ้าน มีร้านขายของไม่กี่ร้าน เพิ่งจะมาฟื้นฟูตอนที่รายการตลาดสดสนามเป้าของช่อง ๕ มาถ่ายทำ โดยชาวบ้านรวมตัวกันและมีเทศบาลบางนกแขวกเข้ามาสนับสนุน ก็เริ่มมีร้านเปิดขายของมากขึ้น เช่น ร้านขายยาจีน ขายผัดไท กาแฟโบราณ ร้านเครื่องเหล็ก ร้านขายทอง ฯลฯ ถ้ามีคนมาเยอะขึ้นก็ดี จะได้คึกครื้น ทำให้ผู้สูงอายุได้มีงานทำ ได้มาขายของ นี่คือความสุข ได้พูดคุยกับลูกค้าอย่างนี้มีความสุข” 

 

ณรงค์ ทรงสายชลชัย อายุ ๕๗ ปี ร้านเฮงเฮง

เดินมาจนเกือบสุดตลาด พบร้านขายกาแฟโบราณเฮงเฮง และขายก๋วยเตี๋ยวสูตรโบราณจากดำเนินสะดวก จึงมีโอกาสได้พูดคุยกับเจ้าของร้าน “ร้านนี้มีมาตั้งแต่รุ่นอาม่า รุ่นก๋ง รุ่นเตี่ย จนรุ่นลูกหลานเป็นรุ่นที่สี่แล้ว ป้ายร้านมีอายุ ๑๐๙ ปี เราหยุดไปพักหนึ่งตอนที่ตลาดซบเซาจนฟื้นฟูตลาดขึ้นอีกครั้ง ที่ร้านเราขายกาแฟมาตั้งแต่แรกเริ่ม ซื้อเม็ดกาแฟจากแม่กลองมาคั่วบดเอง ช่วง ๗-๘ ปีก่อนตลาดซบเซาลง จึงใช้เป็นที่พักอาศัย ไม่ค่อยมีร้านค้า หลังจากออกทีวีช่อง ๕ ตลาดเริ่มดีขึ้น มีนักท่องเที่ยวมาเที่ยว มีร้านมาเปิดขายตามปกติ  

“อยากให้ทางเทศบาลเข้ามาช่วยโปรโมทและวางแผนประชาสัมพันธ์ให้มากขึ้น เพราะผมอยู่ที่นี่ตั้งแต่เกิด สมัยก่อนตลาดนี้ถือว่าเจริญมาก คนจีนจากผืนแผ่นดินใหญ่เข้ามาบุกเบิกตลาดและพัฒนาเรื่อยมา เรือที่จะมาค้าขายต้องมาแวะซื้อข้าวของ มีการคมนาคมทางน้ำเดินทางไปแม่กลอง ไปราชบุรี มีคานซ่อมเรือ คนพลุกพล่านมาก พอฟื้นฟูแล้วดีนะ ทำให้ตลาดคึกคัก ประชาชนมีรายได้ คนที่มาเที่ยวเขาก็มีความสุข ได้มาดูตลาดโบราณ มาสูดอากาศบริสุทธิ์” 

 

ลุงคงศักดิ์ แซ่เบ๊ อายุ ๖๔ ปี ขายยาสมุนไพร

เดินเรื่อยๆ รับลมแม่น้ำแผ่วเย็นสบาย ลุงคงศักดิ์นั่งถอดเสื้อ ขายยาสมุนไพรอยู่คนเดียว จึงแวะเข้าไปทักทาย “ผมเป็นคนที่นี่ สมัยก่อนพ่อผมวิ่งเรือเมล์รับจ้าง พอผมโตขึ้นก็ไปกับพ่อ ขับเรือเมล์ตั้งแต่อายุสิบกว่าขวบ รับคนจากบางนกแขวกไปราชบุรี หรือหาเรือทรายลาก สมัยนั้นมีเรือเป็นร้อยๆ ลำมาจอดรอน้ำขึ้นเพื่อเข้าคลอง เช่นเรือบรรทุกหิน บรรทุกทราย คนในสวนจะไปไหนก็พายเรือมาจอดไว้ที่นี่ นั่งเรือเมล์ไปคนละ ๒ บาท มีเรือบริษัทสุพรรณสองชั้น เรือด่วนนี้มาทีหลัง แต่พอเริ่มมีถนนก็เลยเลิก หลังจากผมไปเป็นทหารสองปี ผมไม่ค่อยได้กลับบ้าน เที่ยวไปเรื่อยเปื่อย ไปอยู่เชียงใหม่กับอุทัยธานีนานหลายปี ผมกลับมาอยู่บ้านเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว กลับมาขับเมล์เครื่อง หยุดมาปีกว่าแล้ว” 

“พอมีคนเริ่มมาเที่ยว ผมอยู่เฉยๆ น้องสาวเลยเอายามาให้ขาย เป็นยาหม่อง ใบมะรุม ยาหอม ก็พอขายได้ คนมาเที่ยวมันก็ดีนะ จะได้คึกครื้น แต่ก็มีปัญหาหลายอย่าง ที่จอดรถก็น้อย ทางเข้าก็แคบ...”

 

 

 

ตลาดน้ำบางน้อย

จากตลาดน้ำบางนกแขวก นั่งรถย้อนกลับมาตามเส้นทางสู่อัมพวาประมาณ ๕ กิโลเมตร จะเห็นคลองบางน้อยไหลผ่านวัดเกาะแก้ว มีตลาดน้ำอีกแห่งที่เพิ่งเปิดอย่างเป็นทางการในวันที่ ๑๑ เมษายน ๒๕๕๒ ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ ตลาดน้ำบางน้อยเป็นชุมชนห้องแถวไม้ริมน้ำสองฟากฝั่ง ที่ยังคงหลงเหลือเรือนแถวไม้เก่าแก่กับบรรยากาศของชุมชนริมน้ำที่ยังคงมีชีวิตอยู่จริง 

 

ประพีร์ภัทร พิเสฎฐศลาศัย เจ้าของพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านไหพันใบ (ตั้งเซียมฮะ)

พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านไหพันใบตั้งเซียมฮะ ตั้งอยู่ตรงปากทางเข้าตลาดน้ำบางน้อย เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมในวันเสาร์-อาทิตย์ แต่หากต้องการเข้าชมเป็นหมู่คณะ สามารถติดต่อได้ที่ ๐๓๔-๗๖๑-๐๙๘ ประพีร์ภัทรผู้เป็นเจ้าของเล่าให้ฟังว่า “สมัยก่อนมีนักประดาน้ำมางมของเก่าขายให้พ่อค้าจากราชบุรี ซื้อไปขายต่อสนามหลวง หรือต่างประเทศ เขามาอาศัยจอดอยู่หน้าบ้าน เราเห็นแล้วเสียดายเลยซื้อเก็บเอาไว้ แต่ไม่ได้มีจุดมุ่งหมายอะไร พอตลาดน้ำเริ่มซบเซา เราก็ย้ายออกไปอยู่ริมถนน ตรงนี้เราจึงเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ เราสะสมมา ๒๐ กว่าปีแล้ว มีทั้งหมดสามพันกว่าชิ้น ๘๐ เปอร์เซ็นได้จากแม่น้ำแม่กลอง เราเรียกว่าสมบัติจากลุ่มน้ำแม่กลอง ส่วนใหญ่เป็นวัตถุที่ใช้ในครัวเรือนทั่วไป หรือของจากเรือสินค้าที่มาจมลงบ้าง สะสมมาตั้งแต่สมัยอยุธยา อย่างเตาเชิงกราน หม้อทะนน หม้อตาล เป็นของเก่าตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา” 

ในฐานะที่ทำงานเป็นสมาชิกสภาเทศบาลด้วย จึงมีโอกาสได้เข้ามาช่วยให้มีการฟื้นฟูและกระจายรายได้ให้กับชาวบ้านและคนในชุมชน โดยใช้แม่น้ำลำคลองให้เป็นประโยชน์ เธอบอกว่า “ตลาดน้ำมันน่าจะดำรงไว้ซึ่งวิถีชีวิตเก่าๆ พยายามฟื้นฟูและรณรงค์ให้ใช้ใบตอง หรือโฟมชานอ้อย พี่เป็นสมาชิกสภาเทศบาล พยายามปลูกฝัง ช่วยเหลือชาวบ้าน อยากให้มีกฎระเบียบก่อนที่มันจะเจริญ เพราะถ้าเจริญเราคงไม่ได้กลับมาดูกฎระเบียบ เราจะดูจากที่อื่นเป็นตัวอย่าง เอาข้อด้อยเขามาปรับปรุง โดยเฉพาะเรื่องความสะอาด... สมัยก่อนที่นี่เป็นตลาดน้ำที่เยอะมาก พอปี ๒๕๒๙-๓๐ ตลาดน้ำเริ่มซบเซาและค่อยๆ หายไป เริ่มฟื้นขึ้นมาช่วงปลายปี ๒๕๕๑ เริ่มจากชุมชนก่อน โดยเทศบาลเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการ สนับสนุน เราอยากให้ค่อยเป็นค่อยไป ให้คนมาเที่ยวพอใจ เดินสบายไม่เบียดเสียด อาหารราคาถูก คนที่มาขายเราจะเลือกคนในเขตก่อน อยากให้เขาได้กินดีอยู่ดี ถ้าคนในเขตพอแล้วก็จะให้คนข้างนอกเข้ามา เราคาดหวังอยากให้นักท่องเที่ยวมาเที่ยวเยอะๆ อยากให้เจริญมากๆ แต่ไม่อยากให้ธรรมชาติเสียไป สิ่งนี้สำคัญมาก” 

 

เจ๊สงวน เพชรจันทรานนท์ อายุ ๔๙ ปี ร้านก๋วยเตี๋ยวหมูสูตรโบราณน้ำใส

          ร้านก๋วยเตี๋ยวของเจ๊สงวนถือเป็นร้านอาหารร้านแรกที่ลงมาขายในตลาดน้ำบางน้อย เราไปฟังแรงดลใจของเธอกันดีกว่า “พี่มาอยู่ที่นี่เป็นร้านแรก เมื่อก่อนขายส้มตำอยู่บนตลาด เราเห็นว่าที่นี่มันเงียบก็เลยตัดสินใจลงมาขาย เพราะตรงนี้เป็นบ้านเราอยู่แล้ว คือเราอยากให้ตลาดมันคึกครื้น ไม่อยากให้มันเงียบเหงา ตอนมาอยู่ใหม่ๆ ขายไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ก็ต้องทำใจ คือเราทำให้ดีที่สุด สร้างบรรยากาศขึ้นมา คนมาเห็นก็บอกว่าดีนะ พี่ทนอยู่เป็นปีเลย พอเริ่มมีนักท่องเที่ยวมา เริ่มคึกครื้นขึ้น คนเขาก็อยากลงมาค้าขาย ตลาดเริ่มคึกคักช่วงก่อนสงกรานต์ พอเทศบาลลงมาประชาสัมพันธ์ นักท่องเที่ยวก็ตามมา เสาร์-อาทิตย์จะขายดี วันธรรมดาก็เริ่มมีคนแล้ว” 

เมื่อถามถึงความคาดหวัง เจ๊สงวนบอกว่า “อยากให้ชาวบ้านแถวนี้ลุกขึ้นมาขายของจะได้มีรายได้ จัดระเบียบบ้านให้ดูดี ต้อนรับนักท่องเที่ยว มอบสิ่งดีๆ ให้นักท่องเที่ยว ถ้าเราทำแบบมีส่วนร่วม มีกฎกติกา มีการประเมิน ช่วยกันคิดช่วยกันทำ ถ้าทางชุมชนต้องการอะไรแล้วเสนอให้ทางเทศบาลมาช่วยดูแล จัดกิจกรรมให้นักท่องเที่ยวมีส่วนร่วม หรือปรับปรุงให้ดีขึ้นเรื่อยๆ ทั้งแม่ค้าและสถานที่ ทางเทศบาลต้องลงมาช่วยทำกันจริงๆ คิดว่าสำเร็จนะ เพราะที่นี่นักท่องเที่ยวอยากมาเที่ยว ตรงนี้มันเป็นวิถีชีวิตจริงๆ “

 

สมิทธิ ธนานิธิโชติ ร้านบางน้อยคอยรัก coffee & gallery

          สมิทธิเป็นนักเขียนสารคดีและช่างภาพอิสระ เปิดร้านบางน้อยคอยรักอยู่ที่ตลาดริมคลองบางน้อยมาสองปีแล้ว ในฐานะที่เขาได้มีโอกาสเดินทางถ่ายภาพไปหลายหนหลายแห่ง จึงมีหลากหลายแง่มุมเกี่ยวกับตลาดมาเปิดเผยให้เราฟัง “ความจริงตลาดเป็นลักษณะพื้นฐานของบ้านเรา แต่เท่าที่ดูมันมีตลาดเก่าอยู่สองลักษณะ ตลาดริมน้ำในแม่กลองและราชบุรีจะมีลักษณะเฉพาะ คือเป็นตลาดริมน้ำ มีห้องแถวอยู่ริมน้ำ มีทางเดินอยู่ข้างหน้า ต่างจากที่สุพรรณบุรี เขาเป็นตลาดริมน้ำก็จริงแต่หันหลังลงน้ำ มันจึงเป็นตลาดบก มีท่าเรือก็ขึ้นมาค้าขาย อย่างตลาดสามชุก บ้านใหม่ คลองสวน เป็นตลาดที่หันหลังให้น้ำ เป็นตลาดขนาดใหญ่ที่นายทุนสร้าง แต่ที่แม่กลอง อย่างตลาดอัมพวา บางน้อย บางนกแขวก ชาวบ้านมาปลูกอยู่กันเอง เมื่อก่อนอาจเป็นแพอยู่ริมน้ำ จากนั้นย้ายขึ้นบก และด้วยวัฒนธรรมของชาวสวนที่ใช้เรือพายก็เลยทำให้ต้องหันหน้าหาน้ำ ที่บ้านแพร้วและดำเนินสะดวกก็มีลักษณะคล้ายๆ กัน เพราะคนที่มาซื้อของสมัยโบราณเขาใช้การสัญจรทางเรือ ทำให้หันหน้าบ้านเข้าหาน้ำ เราอาจจะเห็นตลาดเก่าทั่วไปแต่ไม่เหมือนกัน หรืออย่างเชียงคานก็เป็นตลาดที่หันหลังลงน้ำ เป็นตลาดเมื่อประมาณ ๕๐-๖๐ ปี มีถนนเข้าไปถึง น้ำไม่ใช่หน้าบ้านเราอีกแล้ว แต่ที่นี่ถนนมาถึงก็จริงแต่ไม่ได้ทำลายตรงนี้ อย่างน้อยสองอำเภอของแม่กลอง เหลือสามตลาดที่ให้คนมาเดินเที่ยว

          “ในสมุทรสงครามมีตลาดริมน้ำเยอะ แต่ไม่ใหญ่เมื่อเทียบกับขนาดคลองอย่างคลองบางน้อย คลองบางนกแขวก และคลองอัมพวา เพราะมันไปเชื่อมกับเส้นทางคมนาคมสำคัญ เลยเป็นจุดค้าขายสำคัญ คนทะเลก็เอาของมาขายเพื่อซื้อของคนสวน คนสวนก็ขายของสวนมาซื้อของกินของใช้ ที่ตลาดบางน้อย คนเล่าว่าชาวสวนมะพร้าวเขาจะออกมาตลาดตอนกลางคืนหลังจากขึ้นมะพร้าวหรือทำน้ำตาลเสร็จแล้ว ฉะนั้นตลาดบางน้อยมันจะคึกคักตั้งแต่กลางคืนไปถึงเช้าของอีกวันหนึ่ง”

          สมิทธิบอกว่าสำหรับเขาแล้ว เสน่ห์ของตลาดริมน้ำคือโครงสร้างทางสถาปัตยกรรม “ความเป็นสถาปัตยกรรมแบบห้องแถวริมน้ำมันต่างจากที่อื่น อัมพวาเป็นตัวอย่างที่ชัดของโครงสร้างทางสถาปัตยกรรม ที่อื่นไม่มีนะ บางน้อยก็มีแค่ตัวตลาด บ้านเรือนดั้งเดิมมีน้อยกว่า ที่บางนกแขวกก็เก็บไว้เยอะ บ้านพวกนี้มันมีอายุไม่ถึงร้อยปี พัฒนามาจากเรือนแพ มันจึงมีบุคลิกชนิดหนึ่งที่แตกต่าง ที่อัมพวาผมไม่มั่นใจว่าทำไมเขาเก็บไว้ได้ยาวขนาดนั้น ถ้าไม่นับที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงโดยมูลนิธิชัยพัฒนา ที่มีเยอะจริงคือดำเนินสะดวก แต่ปัญหาคือว่าพอทัวร์และนักท่องเที่ยวเข้าไป มันไม่ได้สนใจอะไรแล้ว แค่ขายของได้มันจบแล้ว มันไม่ได้เริ่มมาจากการเข้าไปดูตลาดเก่ากัน แต่จริงๆ ตัวของดำเนินสะดวกมันเป็นห้องแถวริมน้ำที่ยาวกว่าอัมพวา เพียงแต่มันไม่ถูกหยิบเอามาเป็นการท่องเที่ยว น่าเสียดายที่กลายเป็นแบบนี้” 

เมื่อพูดถึงเรื่องผลกระทบต่อชุมชนของการท่องเที่ยวแบบนี้ สมิทธิมองว่ามันมีผลสองด้าน “ด้านหนึ่งมันทำให้เศรษฐกิจในชุมชนดีขึ้น ทำให้คนไม่ทิ้งรากดั้งเดิม เขาจะไปรวบรวมสมบัติเก่าออกมา เมื่อก่อนมันถูกผ่องถ่ายไปสู่มือของนักเล่นของเก่า แต่พอเกิดกระแสตลาดเก่าฟรีเวอร์ ของเก่าพวกรูปเก่า รูปโบราณ หรือกระทั่งกระป๋องฮอลล์มันก็กลายเป็นของมีค่ามีราคา เห็นความสำคัญของสิ่งเหล่านี้มากขึ้น แต่ด้านลบมันก็เป็นความวุ่นวาย พอเม็ดเงินเข้ามา คนก็เห็นแก่เงินมากขึ้น อย่างอัมพวา ไล่คนเก่าที่อยู่อาศัยออกไป เพื่อให้คนใหม่เช่าในราคาสูง แย่งที่กัน ตบตีกัน มันทำลายหมด ผมว่าจุดสมดุลมันอยู่ที่พื้นฐานของชุมชน คือมันต้องเริ่มจากชุมชน อย่างที่นี่ชาวบ้านมีความเท่าทันกว่าเพราะเขาเห็นอัมพวา มีความพยายามหลายอย่างที่แหวกแนวสร้างโน้นนี่เพื่อดึงคน แต่มันมีการเบรกจากนักวิชาการที่มาลงพื้นที่ว่าต้องดูตัวอย่างจากอัมพวาว่ามีปัญหายังไง พอชาวบ้านคิดได้ว่าต้องสกรีนการค้าขาย ไม่ปล่อยให้มันเละเทะ โดยมีเทศบาลเข้ามาดูแลเป็นแกนกลาง วิธีคิดพื้นฐานก็คือว่า ทำยังไงก็ได้ให้ตลาดติด แต่ต้องสร้างเอกลักษณ์ของตัวเองขึ้นมาว่าดั้งเดิมคุณคืออะไร ที่นี่เขาคิดอยากทำตลาดน้ำ ส่วนข้างบนเขาทำให้เป็นสีสัน แค่พอดีๆ ชุมชนเขาคิดอย่างนี้ นักการเมืองท้องถิ่นก็ไม่เข้ามายุ่งเยอะ เหมือนกับตลาดน้ำท่าคา เป็นตลาดน้ำโบราณแห่งเดียวที่เหลืออยู่ที่ไม่ได้เป็นห้องแถว นัดกันวันแรม ๒ ค่ำ ๗ ค่ำ ๑๒ ค่ำ แต่อบจ. เข้าไปผลักดันให้ชาวบ้านเปิดเสาร์-อาทิตย์ วัฒนธรรมมันก็เสีย เอาเงินมาจ้างให้ชาวบ้านพายเรือออกมาขาย พยายามสร้างให้ตลาดเสาร์-อาทิตย์เกิดเป็นตลาดบนบก พอทำไปชาวบ้านก็เริ่มงงไม่รู้ว่าจะเอายังไง ถ้าเราชาวบ้านไม่เท่าทัน หรือองค์กรท้องถิ่นไม่เท่าทัน ขายตลาดบกก็ได้วะ พี่ว่าเสน่ห์จะหายไป

“การจะฟื้นฟูตลาด เราควรศึกษากลับไปให้ถึงราก เพราะไม่งั้นจะไม่มีประโยชน์เลย มันต้องสร้างให้ถึงวัฒนธรรมดั้งเดิม ไม่ลืมรากเหง้าตนเอง แต่ส่วนใหญ่ผมคิดว่าไม่เลวร้ายนะ อย่างอัมพวาชาวบ้านดั้งเดิมเขาเก็บประวัติศาสตร์ตัวเองว่าคืออะไร ทำอะไรมาก่อน เพียงแต่ว่าอัมพวามีคนนอกเข้าไปมาก แต่ว่าจุดเริ่มต้นของอัมพวาก็เหมือนหลายๆ ที่” 

แล้วมองว่าต่อไปในอนาคต ตลาดน้ำบางน้อยจะเป็นยังไง เขาเองก็รู้สึกไม่มั่นใจ “ขึ้นอยู่ว่าชาวบ้านจะเข็มแข็งแค่ไหน มันอาจฟุบไปเลยเหมือนเมื่อปีก่อนก็ได้ ไม่มีใครมาอีกแล้ว หรือมันอาจจะกลายเป็นอัมพวาสอง เป็นได้ทั้งสองทาง ต้องลองดูว่าเขาเข้มแข็งแค่ไหน ผมว่าอยู่จุดพอดีๆ ไม่เงียบเหงามาก ชาวบ้านพอมีรายได้เสริม ค้าขายได้ ทำอะไรที่จะให้คนมาเที่ยวได้รับความรู้มากกว่าทำเพื่อไปรองรับเขา เหมือนกับเป็นกระบวนการเรียนรู้ให้กับสังคม อย่างเรื่องประวัติศาสตร์หรือกิจกรรมทางศิลปะ ที่นี่มีอย่างหนึ่งคือเขามีแข่งเรือพายหัวใบ้ท้ายบอด เรือเล็กๆ สองคน ปิดปากคนข้างหน้า คนข้างหลังปิดตา มันเป็นกิจกรรมท้องถิ่นที่สนุก มีกันทุกคลอง ที่นี่เขาพยายามทำทุกเดือน และทำยังไงให้คนหนุ่มสาวที่ไปทำงานกรุงเทพฯ กลับมา ตอนนี้เริ่มกลับมาบ้าง อย่างตรงหัวมุมเขากลับมาทำบ้าน เอารูปพ่อแม่มาบอกว่าประวัติศาสตร์ของเขาคืออะไร อย่างนี้ถึงจะได้ประโยชน์กับคนมาเที่ยว ไม่ใช่ว่าเราหาสินค้ามาเพื่อขาย มันก็เหมือนจตุจักร เราต้องพยายามสร้างอะไรที่เป็นของท้องถิ่น อย่างไอติมมะพร้าว โรตีแต้จิ๋ว หรือร้านเสื้อผ้าที่มีอยู่เขาเย็บกันเอง มันก็มีเสน่ห์ แม้มันอาจไม่ใช่รากดั้งเดิมของที่นี่ แต่มันเป็นกระบวนการที่ชาวบ้านเขาทำขึ้นเอง ผมว่ามันมีคนที่เข้าใจและอยากมาเที่ยวตลาดแบบนี้ ไม่ได้จะมาช็อปกันอย่างเดียว มันสกรีนคนได้ส่วนหนึ่ง เลือกเอาคนที่มีคุณภาพมาเที่ยว”

ครั้นถามถึงเหตุผลของการมาเปิดร้านที่นี่ เขาบอกว่า “ตอนแรกๆ ไม่ได้คิดอะไรเลยนะ สามชั่วโมงมีเดินผ่านคนหนึ่ง ผมอยู่มาเกือบสองปี เพิ่งมีคนมาสามอาทิตย์นี้เอง คือเราอยากสร้างกระแสที่มันเป็นทางเลือก มาอยู่ผมก็ใช้อินเตอร์เน็ต มีคอนเน็กชั่นบอกต่อๆ กันไป ของเรามีที่พัก ขายกาแฟ ทำให้พออยู่ได้ ไม่ต้องมีตลาดเราก็อยู่ได้ แต่อยากให้คนมา เหมือนคุณเจอความวุ่นวายเยอะแล้ว มาพักที่นี่ มานั่งเฉยๆ คุณไม่ต้องมาซื้อเลยก็ได้ มานั่งเล่น มาดู มาอ่านหนังสือ มาทำงาน มาเขียนรูป คอนเซ็ปต์มันเป็นอย่างนั้น เราอยากให้เป็นที่พักผ่อนแบบนั้น ไม่ใช่แบบมาลุยซื้อ ที่นี่ผมอยากให้เป็นแกลลอรี่ ใครอยากแสดงงานก็มา ทำเป็นที่นั่งให้คนมาอ่านหนังสือ คนในชุมชนมายืมหนังสือได้ ไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายอะไร เป็นทางเลือกจริงๆ ” 

 

ตลาดน้ำอัมพวา

ตลาดน้ำอัมพวา เป็นตลาดน้ำที่เปิดทุกวันศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์ เป็นตลาดที่นักท่องเที่ยวทุกเพศทุกวัยปรารถนาที่จะไปเดินเที่ยว นั่งเรือเที่ยว ชมหิ่งห้อย และช็อปปิ้ง วันนี้นักท่องเที่ยวมากมายเหลือเกิน…

 

ภัทรพร อภิชิต ร้านทุ่งนากาแฟ

          เราแวะมาตลาดน้ำอัมพวาในช่วงบ่าย คนเดินกันแน่นขนัดทั้งสองฟากฝั่งคลองเป็นแนวยาวลึกเข้าไป เราแวะมาที่ร้านทุ่งนากาแฟ และได้พบกับภัทรพร บรรณาธิการนิตยสารมนต์รักแม่กลอง จึงถือโอกาสพูดคุยถึงความเป็นมาและเป็นไปของตลาดอัมพวา “ตลาดอัมพวาเริ่มตั้งแต่ปลายปี ๒๕๔๗ โจ (วีรวุฒิ กังวานนวกุล) มาเปิดร้านตอนปี ๒๕๔๘ ตอนนั้นยังจ้างแม่ค้าพายเรือมาขายของอยู่เลย พอปี ๒๕๔๙ เริ่มเป็นที่รู้จักเรื่อยๆ จนปีที่แล้วเหมือนกับป่าแตก คนเยอะมาก มีสื่อออกไปเรื่อยๆ มีรายการมาถ่ายตลอดเวลา ตลาดโตขึ้นมาก มีร้านค้าเยอะเรื่อยลึกเข้าไปถึงวัดปากง่ามโน่น คือมันก็มีดีและไม่ดี แง่ดีคือมันเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สมบูรณ์ แต่ในความรู้สึกเราก็ไม่คิดว่ามันดีนะ ตอนหลังคนมักพูดว่าอัมพวาเหมือนกับจตุจักรสอง เหมือนปายสอง ซึ่งที่นี่ไม่ใช่ จตุจักรคนมาเปิดร้านขายอะไรก็ได้เพราะมันเป็นแหล่งช็อปปิ้ง แต่อัมพวามันมีเรื่องราวมากกว่านั้น มีประวัติศาสตร์ มีความเป็นมา มีผู้คน มีชีวิตจริง แต่ตอนนี้มันถูกทำให้เป็นอย่างนั้น น่าเสียดายมากที่ถูกมองว่าเป็นแค่นั้น” 

          เป็นไปได้หรือไม่ว่าเมื่อพอไปถึงจุดหนึ่งแล้วมันจะถอยกลับมา “มันเป็นแบบนั้นแน่นอนอยู่แล้ว ถ้าเราไม่กลับมาพูดถึงเรื่องความยั่งยืน ความยั่งยืนก็คือคุณต้องรู้ว่าคุณเป็นใคร เสน่ห์คุณอยู่ตรงไหน และรักษาตรงนั้น แต่ยังไม่เคยเห็นที่ไหนในเมืองไทยที่รักษาความยั่งยืนไว้ได้เลย ที่ซึ่งมีทะเลสวยที่สุด คุณก็ทำลายความสวยตรงนั้น และสร้างอย่างอื่น ที่นี่ก็เหมือนกัน สิ่งที่สวยงามที่สุดของอัมพวาก็คือวิถีชีวิต ผู้คน มันไม่ใช่บ้านเรือนนะ เพราะบ้านเรือนแถวริมน้ำ ประตูเฟี้ยม สร้างขึ้นมาใหม่ก็ได้ เรื่องสถานที่เป็นแค่องค์ประกอบ แต่เสน่ห์อยู่ที่มันมีเรื่องราว มีประวัติ มีชีวิตคน ตอนหลังคุณก็ไม่ได้รักษาตรงนั้น วิถีชีวิตคุณก็เปลี่ยน ความคิดคนก็เปลี่ยน ทุกอย่างเป็นผลประโยชน์หมด และพอมันถูกทำให้เป็นแค่ร้านค้า สินค้ามาจากข้างนอก เป็นสินค้าอุตสาหกรรม มันไม่ได้เพิ่มเสน่ห์เลย มันกลายว่าทำให้เป็นเหมือนกันหมด” 

แล้วจุดลงตัวหรือความพอดีมันอยู่ตรงไหน เธอบอกว่า “ความพอดีมันต้องมีการจัดการ เราต้องเรียนรู้ว่าที่นี่สภาพทางกายภาพมันแค่ไหน เท่าไหร่ อย่างไร มันเป็นเมืองเล็กๆ ไม่สามารถรองรับการเติบโตแบบไร้ขีดจำกัด เสน่ห์ของอัมพวาในตอนแรกที่เริ่มเปิดตัวคือ วิถีวัฒนธรรมดั้งเดิม บ้านริมน้ำ วิถีชีวิตริมน้ำ และดูหิ่งห้อย เป็นสองอย่างที่โดดเด่นสุดของอัมพวา สองอย่างมันขึ้นกับเรื่องของการอนุรักษ์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถ้าคุณไม่อนุรักษ์หิ่งห้อยก็ไม่อยู่ วิถีวัฒนธรรมริมน้ำก็ไม่อยู่ แต่น่าเสียดายมากที่กระแสอนุรักษ์ไม่ถูกหยิบยกขึ้นมา เราเอาแต่เรื่องขายๆ ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องเดียวกัน ถ้าถามว่าจุดลงตัวอยู่ตรงไหน คุณต้องคิดเรื่องอนุรักษ์แม่น้ำลำคลอง อนุรักษ์วิถีชีวิตริมน้ำให้คงอยู่ ให้หิ่งห้อยยังอยู่ คือตอนนี้มีการพูดกันว่าหิ่งห้อยหายเราจะขายอะไร จริงๆ แล้วมันไม่ใช่แค่เรื่องของหิ่งห้อย เพราะมันต้องหายไปแน่เมื่อถูกรบกวนมากๆ แต่การที่หิ่งห้อยหายไปมันสะท้อนหลายอย่าง เพราะตัวหิ่งห้อยมันบอกเรื่องสภาพแวดล้อม มันก็ยังสะท้อนเรื่องราวไปอีกว่าถ้าเมืองนี้ไม่มีหิ่งห้อย ผู้คน วิถีชีวิตจะเป็นยังไง

“พอนักท่องเที่ยวเยอะ คุณก็ไม่ได้ส่งเสริมเรื่องการอนุรักษ์ คนก็ประเมินค่ามันเป็นแค่ตลาดวันหยุด มาเที่ยวมากินมาช็อป คนที่ไปซึ่งเขาสามารถเที่ยวกินช็อปได้ เขาไม่ได้ห่วงเรื่องคนอื่นเลย เขาห่วงเรื่องตัวเอง เขาคิดแค่ว่า ‘ฉันมาเพื่อหาความสุขจากการกิน ช็อปปิ้ง’ ไม่สนใจว่าขยะจะเยอะหรือเปล่า เพราะมันไม่มีความคิดเรื่องการท่องเที่ยวแบบอนุรักษ์ แน่นอนว่าการท่องเที่ยวทำให้เศรษฐกิจชุมชนดีขึ้น ลูกหลานไปทำงานที่อื่นได้กลับมาอยู่บ้าน มีอาชีพ มีงานทำ เป็นเรื่องที่ดีมาก แต่ในขณะเดียวกัน มันก็มีสัดส่วนของคนนอกเยอะ ความเป็นชุมชนคือคนอยู่ด้วยกัน ใครทำดีทำชั่วอย่างไรข้างบ้านรู้หมด เราจะมีความเกรงอกเกรงใจกัน แต่พอคนนอกเข้ามาเยอะ เขาไม่ได้อิงอะไรกับชุมชนเลย สมมุติว่าร้านค้าคุณเปิดเพลงเสียงดัง ไม่ควบคุมพฤติกรรมนักท่องเที่ยวของคุณ เพราะวันธรรมดาคุณไม่ได้อยู่ ไม่ได้ไปตลาดแล้วเจอชาวบ้าน มันไม่มีเรื่องทางสังคม  ถ้าเราอยู่ในชุมชน เราไม่กล้าทำสิ่งที่ไม่ดีหรอก ไอ้ความเป็นชุมชนมันควบคุมความสงบสุขซึ่งกันและกัน การให้เกียรติ เคารพกัน เราน่าจะส่งเสริมให้คนไปเที่ยวแบบไปใช้ชีวิตที่นั่น ไปเรียนรู้วิถีชีวิต มันควรจะเป็นการท่องเที่ยวที่เราน่าจะส่งเสริมกัน แต่เราไม่เคย”  

ตลาดในลักษณะนี้ ความจริงแล้วควรจะเป็นอย่างไร “เรื่องดีมากที่กระแสตลาดโบราณมันขึ้นมา ทำให้การท่องเที่ยวลงไปในชุมชน เวลาเราไปแต่ละที่จะมีความน่าตื่นตาตื่นใจ ถ้าจะดีได้คนในชุมชนต้องลุกขึ้นมาจัดการและเป็นเจ้าของว่าต่อไปจะเป็นยังไง มีการตั้งตัวก่อนที่จะเปิดรับไม่เช่นนั้นจะเกิดผลเสียมาก อาจารย์ศรีศักร ชอบใช้คำว่า ‘เสียตัว’ เพราะถ้ากระแสมาโดยที่คุณไม่ตั้งรับ คุณจะทำทุกอย่างไปตามกระแส พร้อมบริการนักท่องเที่ยว เป็นเรื่องน่าเสียดายว่าเราน่าจะส่งเสริมอะไรที่เป็นคุณค่าที่มีอยู่เดิมตรงนั้น จริงๆ แล้ว ถ้าเป็นไปได้เราอยากเห็นความยั่งยืน ในฐานะที่เราทำร้านด้วย สิ่งที่สังเกตได้คือคุณภาพของนักท่องเที่ยวไม่เหมือนเดิม ปริมาณมันเยอะขึ้นแต่คุณภาพไม่เหมือนเดิม อาจจะขายได้เยอะขึ้น แต่จริงๆ แล้วไม่สนุกหรอก ถามว่าเราคาดหวังอะไร ตอนแรกที่มาเห็นเรารู้สึกอัศจรรย์มาก ที่ยังรักษาอะไรไว้ได้ ที่นี่มีธรรมชาติ มีสภาพบ้านเรือน วิถีชีวิตผู้คน วิธีคิดก็ไม่เหมือนกับที่เราเคยเจอในสังคมเมือง คาดหวังอยากให้สภาพอย่างนี้มันคงอยู่ เราโตขึ้นในแบบให้คนมาเที่ยวบ้านเราแล้วให้เขามาสัมผัสความดีงามเหล่านั้นไม่ได้เหรอ” 

ในฐานะของสื่อ มนต์รักแม่กลองกำลังทำอะไร “เราพยายามสื่อสารทั้งหมดที่เราพูดมา พยายามคุยเรื่องการเที่ยวอย่างมีคุณภาพ เราจะบอกว่าอัมพวาเป็นเมืองที่น่ารักมาก แม่กลองเป็นเมืองน่ารักมาก อยากให้คนมาเที่ยว แต่เราอยากให้เขาเข้าใจด้วยว่ามาแล้วจะเจออะไร นี่คือสิ่งที่เราพยายาม แต่เราก็เป็นสิ่งเล็กๆ เหมือนหิ่งห้อยนั่นแหละ สู้แสงไฟยังไม่ได้เลย” 

 

ลุงบัญชา ไตรยะเมฆิน อายุ ๗๖ ปี ร้านขายยาสวรรค์โอสถ

เราพยายามเดินเบียดแทรกผู้คนออกมา เดินเรื่อยลึกเข้าไปยังบ้านเรือนที่ครั้งหนึ่งเคยเงียบสงบ ทว่าบัดนี้กลับพลุกพล่านด้วยผู้คน ครั้นเดินเลี้ยวมาถึงสะพานแห่งหนึ่ง เรายืนมองเด็กๆ กระโดดเล่นน้ำ และเดินต่อมาจนเห็นป้ายสวรรค์โอสถ จึงแวะเข้าไปหมายพูดคุยกับคนปรุงยาเก่าแก่ของย่านตลาดอัมพวา ลุงบัญชาเล่าถึงอัมพวาในสมัยก่อนให้ฟังว่า “สมัยก่อนมีแม่ค้าแม่ขายทางน้ำจากบ้านแหลม บางขุนไพร ดำเนินสะดวก ราชบุรี เพชรบุรี มาค้าขายแลกเปลี่ยนกันแถวนี้ แรกเริ่มเดิมทีดูจะไม่ได้ใช้สตางค์ เอามาแลกกันกินกันใช้ แล้วค่อยๆ เปลี่ยนมาใช้สตางค์ทีหลัง ตลาดจะมีจนถึงสว่าง อย่างถ้าจะมาขายพรุ่งนี้ เย็นนี้เขาจะมานอนค้างแถวๆ นี้ พวกข้าวต้ม กาแฟจะมีขายถึงสว่าง ช่วงหัวค่ำจะขายจนถึงหกทุ่ม ตีหนึ่งเสร็จแล้วเก็บกลับ ชุดที่จะขายตอนเช้าก็มาแล้ว มีคนแน่นตลอด มาขายรวมกันอยู่ที่นี่ แต่ตอนหลังที่มันซบเซาเพราะว่าการคมนาคมทางรถสะดวกขึ้น พวกเรือแม่ค้าแม่ขายก็เลยเลิกกันหมด ตลาดก็ซบเซาลง จนกระทั่งตลาดมีการฟื้นฟู ตอนแรกผมคิดว่าหิ่งห้อยจะดูได้สักกี่วัน แต่คนกรุงเทพฯ เขาไม่เคยเห็นว่าหิ่งห้อยมันเป็นยังไง หิ่งห้อยมันจะอยู่ในที่มืด ฝนยิ่งตกยิ่งเยอะ ไฟฟ้าสว่างมันก็หลบหายหมด” 

เราตั้งคำถามว่า พอมีคนมาเที่ยวเยอะขึ้น มีเรือวิ่งเยอะขึ้น ไม่เป็นปัญหาหรือ? ลุงบอกว่า “พอคนเยอะขึ้น รายได้คนดีขึ้น เพราะรายได้มันเกิด ตอนกลางคืนตรงนี้เรือวิ่งกันเยอะ ทางเทศบาลก็ขอร้องให้ชาวเรือวิ่งเบาๆ หน่อย คนเขาจะหลับจะนอน เรือก็รับปากแต่เขาทำไม่ได้ ‘เพราะถ้าฉันวิ่งเบาฉันได้เที่ยวเดียว แต่ถ้าวิ่งแรงฉันไปรับข้างหน้าได้อีกเที่ยว’ ทีนี้ก็ต้องเห็นใจเพราะอาชีพของเขา เราต้องน้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า อยู่แบบถ้อยทีถ้อยอาศัยกันไป จะไปเข้มงวดกวดขันอะไรนัก ก็แค่สามวันเท่านั้นเอง อีกหลายวันก็นอนสบาย ชาวบ้านทั่วไปเขาก็ไม่ได้ว่าอะไร มันเป็นอาชีพของเขา เขาจะทำมาหากินห้ามกันไม่ได้หรอก” 

สำหรับร้านขายยาสวรรค์โอสถ ลุงบอกว่า “ร้านนี้เปิดขายมาร้อยกว่าปี ผมช่วงที่สามแล้ว ตายไปสองแล้วและผมก็เตรียมจะตายอยู่แล้ว ก็มีคนเอาใบสั่งยาจากหมอโบราณมาซื้อบ้าง เราก็จัดยาตามใบสั่ง แต่กับนักท่องเที่ยว จริงๆ เขาไม่ได้ตั้งใจมาซื้อยาหรอก เพราะเขาตั้งใจมาเที่ยวไม่ได้อยากมากินยา หรือมาแล้วบางครั้งเสียไม่ได้ซื้อไปฝากผู้ใหญ่ พวกยาหอม ยาลมบ้าง แต่เราก็คงอยู่ได้สบายๆ ไม่เดือดร้อน” 

 

 

ตลาดร้อยปีบ้านใหม่

ตลาดบ้านใหม่เป็นตลาดเก่าแก่อายุกว่า ๑๐๐ ปี เป็นชุมชนชาวไทยเชื้อสายจีนที่ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำบางปะกง ในอดีตเคยคับคั่งไปด้วยผู้คนที่มาค้าขาย และเป็นจุดแลกเปลี่ยนสินค้าที่สำคัญของจังหวัดฉะเชิงเทราก่อนที่จะซบเซาเช่นเดียวกับตลาดริมน้ำแห่งอื่นๆ ปัจจุบันกลับคืนความมีชีวิตชีวาอีกครั้งในช่วงวันหยุดเช่นนี้

 

ป้าสร้อยทอง แสงรุ้งเพชร ร้านขายทองม้วน ทองอัฐ ทองทัต

ร้านขายทองม้วนเจ้าแรกของตลาดบ้านใหม่ เริ่มขายตั้งแต่วันแรกที่มีการเปิดตลาด ป้าสร้อยทองเล่าว่า “สมัยก่อนที่นี่เป็นตลาดธรรมดา มีร้านค้าแค่สาม-สี่ร้าน ที่เหลือเป็นบ้านคนหมดเลย พอมาเปิดเป็นตลาดร้อยปี ก็มาขายตั้งแต่เปิดวันแรก เราเคยทำขายทำส่งอยู่ฝั่งโน้น พอเขาจะทำตลาดก็ชวนมาขาย ขายวันแรกได้ ๒๕ บาทเอง ท้อจนเกือบเลิกแล้วด้วย ต่อมาพอมีประชาสัมพันธ์คนมามากขึ้นก็เลยขายดี ตอนแรกขายแต่ทองม้วน แล้วไปได้สูตรทำทองทัตมา เราคิดสูตรไส้เพิ่มขึ้น เช่น ไส้งา ไส้สับปะรด ไส้หมูหยอง แต่ช่วงนี้คนน้อยกว่าเดิม ขายไม่ค่อยดีนัก แต่ช่วงวันเกิดของตลาดจะขายดีมาก วันที่ ๑๓ ตุลาคม ทุกปีมีจัดกิจกรรมพิเศษ มีผู้ว่าฯ มาเปิดพิธี ต่อไปก็คิดว่ามันจะดีขึ้น” 

 

ลุงบุญทรง เล็กเจริญ อายุ ๖๓ ปี ร้านตัดผม

หากเดินอยู่ในตลาดบ้านใหม่ เราจะเห็นร้านตัดผมเล็กๆ แทรกอยู่ท่ามกลางร้านขายของมากมาย เป็นร้านของช่างเล็ก ได้ข่าวว่าเปิดมานานแล้ว ผมเราก็ยาวแล้วเสียด้วย... “ผมเปิดร้านตั้งแต่ปี ๒๕๑๔ ตลาดก็อยู่เหมือนเดิม ไม่เห็นเปลี่ยนแปลงอะไร ตอนที่มาเปิดเพราะเราอยากมาอยู่ที่นี่ เมื่อก่อนคนเยอะมาก ผมมาจากกรุงเทพฯ คนเดินไปเดินมาเหมือนในกรุงเทพฯเลย เพราะรถบางน้ำเปรี้ยวจะมาจอดแค่ป้อม คนต้องเดินผ่านตลาดเพื่อไปขึ้นรถต่ออีกที เรามองเห็นว่ามันน่าอยู่ พอมาอยู่ได้ไม่กี่ปี รถไม่วิ่งผ่าน คนก็เลยไม่มีเดิน ตลาดก็เริ่มเสื่อมลง พอปรับปรุงขึ้นใหม่เป็นตลาดร้อยปีก็ดีขึ้นมาก แต่เฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ เป็นเหมือนตลาดนัด แต่ดูแล้วก็ไม่ดีเท่าที่ควร มีการเก็บค่าแผงร้านที่มาวางขายร้านละ ๒๐ บาท บางทีมันก็ลำบากเหมือนกัน ตลาดก็คงอยู่อย่างนี้ไปเรื่อยๆ ผมอยู่มา ๓๐ กว่าปีก็เห็นเป็นอย่างนี้ ส่วนในแง่รายได้แต่ละวันผมพออยู่ได้นะ เลี้ยงครอบครัวได้ ลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นคนเก่าคนแก่ เป็นลูกค้าขาประจำ อยู่ที่นี่ผมเปิดร้านทุกวัน แม้วันธรรมดาจะไม่มีคนก็ตาม”

 

 

ตลาดร้อยปีคลองสวน

ตลาดคลองสวนตั้งอยู่ริมคลองประเวศน์บุรีรมย์ในเขตพื้นที่พรมแดนจังหวัดฉะเชิงเทราและสมุทรปราการ เป็นตลาดเก่าแก่ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ อดีตเคยเป็นจุดแวะพักของเรือและเป็นศูนย์ร่วมของชุมชน ปัจจุบันคนในชุมชนได้ร่วมกันอนุรักษ์บ้านเรือนและวิถีอันเรียบง่ายไว้ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว ให้ผู้คนได้มาเที่ยวชมบรรยากาศของตลาดเก่าและวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวคลองสวน

 

แป๊ะหลี อายุ ๘๖ ปี ร้านกาแฟโบราณ

          หากใครได้มีโอกาสมาเที่ยวตลาดร้อยปีคลองสวนฝั่งฉะเชิงเทรา จะพบร้านกาแฟโบราณรสชาติกลมกล่อมของแป๊ะหลี ที่เปิดขายมา ๗๒ ปีแล้ว ร้านก็โบราณ คนชงกาแฟก็โบราณ แป๊ะหลีว่าอย่างนั้น “ผมเปิดขายกาแฟมาตั้งแต่อายุ ๑๔ ก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง ระหว่างช่วงที่ผมขาย กาแฟดำเขาเรียกโอยั๊วแก้วละ ๓ สตางค์ กาแฟดำเย็นเขาเรียกว่าโอเลี้ยงแก้วละ ๔ สตางค์ ก๋วยเตี๋ยวชามละ ๓-๕ สตางค์ เม็ดกาแฟผมไปเลือกซื้อมาจากกรุงเทพฯ สมัยก่อนยังไม่มีถนนต้องไปเรือเมล์ขาวนายเลิศถึงประตูน้ำ (วังสระปทุม) เรือเมล์ขาวออกจากนี่ ๗-๘ โมงเช้า ไปถึงประตูน้ำบ่าย ๓ โมง ไปนอนค้างคืนหนึ่งเพื่อซื้อเม็ดกาแฟ ผมใช้กาแฟอาราบีก้าของบลาซิล แล้วเอาเม็ดกาแฟมาคั่ว ตอนแรกๆ ก็คั่วไม่เป็น คั่วสุกบ้างดิบบ้าง (หัวเราะ)

“ตลาดคลองสวนเป็นตลาดใหญ่ สมัยก่อนใช้เรือพาย เรือแจว ตลาดเป็งก็มานี่ ตลาดบางพลีน้อยก็มานี่ บางพระก็มาที่นี่ บริเวณแถวนี้ต้องมาที่นี่ทั้งนั้น เพราะตลาดนี้มีทุกอย่าง มีช่วงหนึ่งเงียบ ไม่ค่อยดี มีคนน้อย พอเริ่มฟื้นตลาด เริ่มเป็นที่รู้จักเรื่อยๆ เทศบาลเข้ามาช่วยโปรโมท วันเสาร์-อาทิตย์คนเยอะ วันธรรมดาก็มีบ้าง ตลาดเขาดีอย่าง ๑๐๘ ปีเขาไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร หลังคารั่วก็ซ่อมเอาบ้าง แต่โครงสร้างยังอยู่อย่างเก่า เพราะถ้าจะทำอะไรต้องบอกเจ้าของตลาด ถ้าเขาอนุญาตถึงจะทำได้ ถึงรักษาโครงสร้างเก่าเอาไว้ได้” 

 

จาตุรนต์ ฉายแสง อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และอดีตรักษาการพรรคไทยรักไทย

          ในระหว่างนั่งดื่มด่ำกาแฟอยู่ที่ร้านแป๊ะหลี พอดีกับที่คุณจาตุรนต์ ฉายแสง เดินเข้ามาทักทายเจ้าของร้าน และนั่งกินกาแฟในร้าน เราจึงแอบเมียงมองก่อนขอสัมภาษณ์ในฐานะของคนเดินตลาด “ผมมาเดินตลาดอยู่เรื่อยๆ เมื่อก่อนผมต้องมาอยู่แล้วเพราะอยู่ในเขตพื้นที่ พอเขาฟื้นฟูแล้วก็มาบ่อยหน่อย มาเดินดูตลาดคลองสวน ตลาดบ้านใหม่ ช่วงหลังมีตลาดริมแม่น้ำที่บางคล้าด้วย ตลาดนี้ผมเคยมาสมัยเป็นผู้แทนตั้งแต่ปี ๒๕๒๙ ตอนนั้นที่นี่มีความเป็นตลาดเก่าที่ยังมีชีวิตอยู่ เพราะช่วงนั้นคนใช้เรือกันเยอะ บริเวณนี้เป็นท่าเรือ เป็นชุมทาง คนมาซื้อข้าวซื้อของ เช่น ของใช้การเกษตร ของใช้ในชีวิตประจำวัน และแถวนี้มีคนมุสลิมอยู่ด้วย กระทั่งมันซบเซาไป บ้านใหม่ซบเซาก่อนหน้านี้ ตลาดแบบนี้หลายแห่งในฉะเชิงเทราที่เป็นตลาดริมน้ำซบเซาลงไปจนถึงขั้นร้างไปเลย เพราะคนเปลี่ยนวิธีเดินทาง เมื่อก่อนมาผมก็ต้องนั่งเรือ ไปโน้นไปนี่ชาวบ้านก็ต้องใช้เรือ จะออกสู่ถนนก็ต้องมาขึ้นตรงนี้ พอใช้รถมากขึ้นๆ คนก็เลิกใช้เรือ ถ้าเป็นคลองที่ยังสมบูรณ์แบบนี้ก็มีใช้เรือบ้าง แต่มีน้อย พอตลาดได้รับการฟื้นฟูขึ้นมา ก็ฟื้นฟูเอาความเก่าขึ้นมาเป็นจุดขาย และมันยังพอจะฟื้นได้เพราะมันยังเป็นชุมชนอยู่

“การฟื้นฟูตลาดแบบนี้ยังพอทำได้ ในบางแห่งที่ยังมีความเป็นชุมชนอยู่ ยังขายของอยู่ และเดินทางสะดวก ถ้าเขาสนใจจะพัฒนาจริงๆ มันต้องรักษาจุดขาย เสริมจุดเด่นให้ดีขึ้นมันก็จะอยู่ได้ พอมันมีชีวิตขึ้นมาแล้ว เราก็รักษาความเก่าไว้ ไม่รีบร้อนไปแต่งมัน ส่วนใหญ่เกิดจากการคุยแนวความคิดกัน แล้วมีนักวิชาการมาช่วย มีพวกอนุรักษ์กับพวกธุรกิจท่องเที่ยวมาช่วย ทำให้ยังไม่เปรอะเกินไป แต่คิดว่าคงต้องระวัง ถ้ารีบหรือต่างคนต่างคิดต่างคนต่างทำ มันจะกลายเป็นเลอะไปเหมือนเป็นตลาดนัด”   

เมื่อถามถึงการมาร้านกาแฟแห่งนี้ เขาบอกว่า “ร้านแป๊ะหลีผมมา ๒๐ กว่าปีแล้ว เดี๋ยวนี้รู้สึกคนจะนิยมความดังของร้านมากกว่ารสชาติกาแฟ” พร้อมกับหัวเราะอย่างอารมณ์ดี

 

กนกวรรณ เอมอิ่ม อายุ ๑๘ ปี ร้านก๋วยเตี๋ยวปากหม้อแม่พิมพ์  

          เมื่อเดินมาถึงร้านแม่พิมพ์ ร้านก๋วยเตี๋ยวปากหม้อสูตรจากอำเภอพนมสารคามที่สืบทอดภายในระบบครอบครัวมายาวนานกว่าร้อยปี ใบหน้าของแม่ค้าสาวเอมอิ่ม ยิ้มแย้มทักทาย “ขายมาเกือบสองปีแล้ว ตลาดเปิดทุกวัน แต่ก๋วยเตี๋ยวปากหม้อจะขายเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ช่วงแรกขายไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่พอมีคนรู้จักมากขึ้น เขาก็แนะนำต่อๆ กันไป ทำให้มีลูกค้าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ” เธอเล่าต่อไปอีกว่า “ก่อนหน้าที่จะฟื้นฟูตลาดจะมีพวกกองถ่ายมาถ่ายละครกันทุกวัน พอเริ่มเป็นตลาดก็มีรายการทีวีมาถ่ายทำบ่อยๆ ตอนนี้เขามีโครงการจะพัฒนาริมชายคลอง ทำเป็นที่เดินเที่ยวชมได้สองฝั่งคลอง ถ้าเราอยากให้คนมาเที่ยวมากขึ้น เราต้องช่วยกันรักษาความสะอาด อาหารต้องมีคุณภาพ เราต้องเป็นคนบริการที่ดีด้วย ทำให้ลูกค้าประทับใจ สิ่งไหนที่เราไม่ชอบก็จะไม่ทำให้กับลูกค้า ทุกคนต้องช่วยกัน”  

อยากเห็นตลาดคลองสวนเป็นอย่างไรในอนาคต เธอบอกว่า “ตลาดทุกแห่งมีข้อดีและไม่ดี คิดว่าทุกคนต้องร่วมมือกัน อย่างราคาสินค้า บางร้านดูจะแพงเกินไป อยากให้เขาลดราคาลง เพราะลูกค้ามักบอกว่าสินค้าแพง ส่วนสภาพทั่วไปก็อยากให้มันเป็นอย่างนี้ เพราะดั้งเดิมก็เป็นอย่างนี้อยู่แล้ว ตอนเด็กสภาพตลาดก็เป็นแบบนี้ เพียงแต่ตอนนี้มีของขายมากขึ้น แล้วก็มีนักท่องเที่ยวมา ก็ดีใจที่ตลาดของเราเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแล้ว มีของกินเยอะแยะ รู้สึกภูมิใจกับการมีตลาด อยากให้มันสะอาดมากขึ้น มีร้านขายของเยอะขึ้น”

 

ที่มา: สานแสงอรุณ  ปีที่ ๑๓ ฉบับที่ ๓ พฤษภาคม-มิถุนายน ๒๕๕๒

*นำไปเผยแพร่ต่อ  กรุณาอ้างอิงที่มา* 

 




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
ภูพานลานดาว วันที่ : 04/10/2009 เวลา : 21.58 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/phupanlanjai

อ่านหนังสือแล้ว เป็นกำลังใจให้เสมอค่ะ

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
ทะเลไร้คลื่น วันที่ : 28/09/2009 เวลา : 12.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/talay
http://www.oknation.net/blog/yeewawa/2009/11/17/entry-1 " ลูกหลานสายน้ำตาปีเมืองปักษ์ใต้ "

ภาพสวยนะคะ ชื่นชมๆ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
รำพึง@ริมเล วันที่ : 28/09/2009 เวลา : 12.29 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kodarayong

น่าสนใจครับ..
แล้วจะกลับมาอ่าน

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
คนเลวที่แสนดี วันที่ : 28/09/2009 เวลา : 12.27 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/natentertain
รับรู้ไว้ในใจแต่สิ่งดีงาม

นึกถึงวัยเด็ก ไปตลาดเช้ากับแม่ แอบหลับในรถ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
musicddd วันที่ : 28/09/2009 เวลา : 12.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/musicddd

ชอบครับ..ถ่ายภาพสวย มุมกว้าง ดูมีชีวิตดี น่าไปชม..ครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< กันยายน 2009 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30      



[ Add to my favorite ] [ X ]