• สานแสงอรุณ
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : ssamag@yahoo.com, ssamag.member@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-08-22
  • จำนวนเรื่อง : 82
  • จำนวนผู้ชม : 172415
  • ส่ง msg :
  • โหวต 16 คน
สานแสงอรุณ
นิตยสารสาระทางเลือกรายสองเดือน เพื่อ "ดุลยภาพในความงดงามของชีวิต"
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/sarnsaeng-arun
วันจันทร์ ที่ 5 ตุลาคม 2552
Posted by สานแสงอรุณ , ผู้อ่าน : 2325 , 10:44:42 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

เล็กนั้นงาม

วุฐิศานติ์  จันทร์วิบูล

เกียรติศักดิ์ กลิ่นหอมหวน

คนซ่อมรองเท้าแห่งตลาดสามชุก

 

มีไม่บ่อยครั้งนักหรอกที่เราจะมีโอกาสได้พบเจอใครสักคนที่ดูเหมือนหลุดออกมาจากนวนิยายสักเรื่องหนึ่ง ทั้งที่รู้ว่ามีนักเขียนหลายคนจับเอาบุคลิกของผู้คนธรรมดามาปั้นแต่งเป็นตัวละครให้โลดแล่นไปในโลกของตัวหนังสือ จนหลายครั้งข้าพเจ้าพานรู้สึกว่า ในโลกแห่งความเป็นจริงและโลกในหนังสือช่างมีความซ้อนทับกันจนไม่อาจแยกแยะความจริงความลวง คงเช่นเดียวกับ “มาร์เกซ (ช่างซ่อมรองเท้า)” ตัวละครในเรื่องสั้นชุดเหมือนว่าเมื่อวานนี้เอง ของเรวัตร์ พันธุ์พิพัฒน์ ใครจะรู้ได้ว่า เมื่อมีโอกาสได้มาเที่ยวตลาดร้อยปีสามชุกแล้วจะได้พบกับมาร์เกซ ตัวละครในโลกแห่งความเป็นจริงที่ไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่าโลกในหนังสือ กับยี่สิบกว่าปีของการเป็นคนซ่อมรองเท้าของเกียรติศักดิ์ กลิ่นหอมหวน

 

คนซ่อมรองเท้า ๑

“ชายผู้อยู่ในชุดกางเกงยีนส์เก่าปอนและเสื้อเชิ้ตลายตารางสีน้ำเงินแดง พันแขนขึ้นเหนือข้อศอก ผมยาวถึงกลางหลังถูกหวีแล้วรวบรัดไว้อย่างเรียบร้อย ร่างกายผอมเกร็งหากทว่ากระฉับกระเฉง และน่าจะมีอายุสักประมาณสี่สิบห้าปี เขานั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้บนฟุตปาธด้านหน้าอาคาร นั่งอยู่ในท่ามกลางโต๊ะสองตัว เก้าอี้สองตัว ชั้นวางรองเท้า ตู้กระจกใส่เครื่องไม้เครื่องมือ นั่งอยู่ท่ามกลางกองรองเท้าเก่าๆ กองหนัง ผ้าใบ แผ่นยาง เส้นเชือก และเหล่าโลหะเล็กๆ น้อยๆ ฝาผนังข้างเก้าอี้ที่เขานั่งทำงานมีไม้ค้ำยันข้างหน้าพิงอยู่ ครั้งเมื่อจับสังเกตจึงได้มองเห็นว่าขาข้างซ้ายของเขาเล็กลีบผิดปกติ อีกทั้งฝ่าเท้าข้างนั้นก็คดงอ ดังนั้นเขาจึงไม่ได้สวมใส่รองเท้าใดๆ” เรวัตร์เขียนบรรยายภาพของมาร์เกซเมื่อแรกพบเช่นนั้น มิต่างจากภาพที่ข้าพเจ้าได้พบเกียรติศักดิ์เป็นครั้งแรก นอกจากเสื้อผ้าที่เขาสวมใส่ วันนั้นเขาใส่โสร่งลายหมากรุกสีเขียวแดง เสื้อลายตารางสีน้ำเงิน อายุประมาณห้าสิบปี นั่งบนเก้าอี้ไม้อยู่ข้างประตูเหล็กหน้าบ้าน ด้านหน้ามีแผงขายปลาย่างอบแห้งของป้าคนหนึ่ง และมีตะกร้าที่ใส่ของเล่นจำพวกของเล่นไม้ อาทิ ปี่นก ป๋องแป๋ง วางขายอยู่ เมื่อเหลือบขึ้นมองข้างบนมีป้ายรับซ่อมรองเท้าแขวนไว้ ข้าพเจ้าคิดถึงมาร์เกซของเรวัตร์

          “ซ่อมรองเท้าเสียหน่อยซี สงสารมันบ้าง เห็นใจมันบ้างเถิด” เสียงนั้นทำให้ข้าพเจ้าชะงักหยุด ก้มมองดูรองเท้า และตัดสินใจพามันเข้าไปทำความรู้จักกับช่างซ่อมรองเท้าแห่งตลาดสามชุก

         

ภายหลังลาออกจากการเป็นเจ้าพนักงานของสหกรณ์สามชุก ในภาวะของคนว่างงาน เกียรติศักดิ์จึงชอบมานั่งเล่นอยู่หน้าร้านตัดผม อ่านหนังสือพิมพ์ พุดคุยกับเพื่อนฝูง หรือนั่งดูพี่ตุ้มซ่อมรองเท้าอยู่หน้าร้านแห่งนั้น ครั้นเห็นพี่ตุ้มมีงานเยอะมากจึงเอ่ยปากขออาสาช่วย “ตอนที่ตกงานนั้นพ่อโกรธมาก ไม่พูดด้วยเป็นปีเลย ก็อาศัยกินข้าวบ้าน เราไม่ได้ไปไหนก็ออกมานั่งเล่นหน้าร้านตัดผมทุกวัน ช่วงนั้นเห็นพี่ตุ้มมีงานซ่อมรองเท้าเยอะมาก ก็บอกเขาว่า ‘เดี๋ยวผมช่วย’ เขาก็ถามว่าทำได้เหรอ ตอนนั้นยังไม่ตัดสินใจเพราะกลัวจะไปเกะกะเขา เราว่างเหมือนนั่งเป็นคนไร้ประโยชน์ไปวันๆ ก็เลยไปช่วย เขาก็สอน ส่งไม้ป้ายกาวให้ บอกทาให้มันบาง ไม่ต้องทาหนา ให้ทากาวทางเดียว หนักเข้างานมันเยอะ รำคาญกาวมันติด เลยเอามือป้ายกาวแทน พี่ตุ้มถาม ‘เอางั้นเลยหรือวะ’ ‘ก็เห็นพี่ยังใช้มือเลย’ ‘กูกลัวว่ามือมึงจะเลอะ’ แกบอกว่าถ้าอย่างนี้มันจะเข้าถึงงาน คือคนถ้ารู้ใจมันจะรักไปเอง ลองทำช่วยแกไปก็ดีนะ ดีตอนไหนรู้เปล่า ‘เฮ้ เดี๋ยวเย็นนี้ไปกินเหล้าบ้านพี่’ ก็เข้าทางเลย (หัวเราะ) ช่วยแกอยู่หลายเดือนจนเริ่มเป็น แต่ยังเย็บไม่คล่อง แกพูดมาประโยคหนึ่งว่าถ้าแกไม่อยู่ ‘เฮ้ ตอกๆ แต้มๆ’” เกียรติศักดิ์เล่าย้อนความหลังอย่างนึกสนุก

“ยังมีอาอีกคนที่คอยเป็นแรงผลักดันให้ผม แกบอก ‘เฮ้ย! น้ำซึมบ่อทราย ทนทำไปเถอะ มีกินทุกวัน’ ไอ้คำว่ามีกินทุกวัน เราถึงได้อ๋อ ยังไงเราก็ไม่อดหรอก และถ้าพูดถึงเรื่องการทำรองเท้า หนึ่งใจมันต้องรัก ถ้าใจไม่รักเลิกเลย หลังจากช่วยพี่ตุ้มทำอยู่ไม่ถึงปี ไม่นานแกก็หายไป แต่ก่อนแกหายตัวไป แกเคยพูดว่าถ้าไม่อยู่ ให้ยกเครื่องมือออกมาทำได้ ตอนนั้นเครื่องมืออยู่ในบ้านที่เช่า พอยกออกมาเจ้าของบ้านก็ให้เรายกไปเก็บ ตอนหลังจึงมารู้ว่าพี่ตุ้มเป็นหนี้เขา ก็นั่งปรึกษากับน้องชาย เลยให้แม่ไปขอยืมสตังค์พ่อมาซื้อเครื่องมือที่ถนนเสือป่า แท่นเหล็กสามขา ค้อน ตะปู ได้อุปกรณ์มาครบ เริ่มทำวันแรกได้ ๘๐ บาท ก็ดีใจว่าเรารอดแล้ว” 

          เกียรติศักดิ์รับซ่อมรองเท้าอยู่หน้าร้านตัดผม ๒ ปี เสียค่าที่วันละ ๑๐ บาท ก่อนตัดสินใจย้ายเข้ามาอยู่หน้าบ้านในซอยเยื้องกับบ้านขุนจำนงจีนารักษ์ คหบดีชาวจีนผู้เป็นนายอากรคนแรกของสามชุก “ที่ย้ายเข้ามาเพราะมีเพื่อนรุ่นพี่คนหนึ่งบอกว่า ‘แขก ถ้าเราคิดว่าตัวเองมีฝีมือ คนติดเราแล้ว ทำอยู่ตรงนี้ตั้งสองปีกว่าแล้ว จะมาเสียค่าที่ให้เขาทำไมวันละสิบบาท ปีหนึ่งสามพันกว่า บางวันบ่นว่าไม่ได้ หรือได้ห้าบาทเสียค่าที่สิบบาท จะมานั่งทำไมวะ บ้านมึงก็มี ก็ทำหน้าบ้านสิ เดี๋ยวคนก็ตามเข้ามาเอง’ ตอนที่เข้ามามันไม่ค่อยมีคนเดิน พอไม่มีลูกค้าก็ขี่จักรยานไปนั่งเล่นหน้าร้านตัดผม ลูกค้าก็จะมาตาม ‘อะไรวะไปหาที่ร้านไม่อยู่’ แต่ก่อนมีช่างซ่อมรองเท้าเยอะ เลิกไปหลายคนแล้ว ถามว่าทำไมไม่เลิก ตราบใดที่ยังมีคนเข้ามาหาก็ทำ วันไหนไม่ได้ก็ไม่เดือดร้อน งานรองเท้าเดี๋ยวนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อน สู้เมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้วไม่ได้” 

 

ตลาดสามชุกในอดีต

สามชุกในอดีตเคยเป็นตลาดท่าเรือที่สำคัญของแม่น้ำท่าจีน เป็นแหล่งชุมทางการค้าขายและชุมทางการสัญจร ทว่าเมื่อการคมนาคมทางบกเริ่มเข้ามามีบทบาทในการพัฒนาจนทำให้การสัญจรทางน้ำค่อยๆ หมดความสำคัญลง ตลาดสามชุกจึงค่อยๆ ซบเซาและเงียบเหงา ชีวิตวัยเยาว์ของเกียรติศักดิ์ก็เหมือนกับเด็กคนอื่นๆ เขามีพ่อรับราชการ มีแม่เป็นครู วัยเด็กก็เที่ยววิ่งเล่นซุกซนอยู่ในชุมชนตลาดสามชุก “ถ้าอยากรู้ว่าตลาดสามชุกในอดีตเป็นอย่างไร ลองไปอ่านหนังสืออยู่กับก๋งของหยก บูรพา ดูสิ พอได้อ่านมันยิ่งทำให้ผมนึกถึงตัวเองในวัยเด็ก จินตนาการที่เขาเขียนถึง ไม่ได้ต่างอะไรกับคนที่อยู่ตลาดริมน้ำเลย” เขาเอ่ยเล่าด้วยนัยน์ตาเป็นประกาย

          “ตอนเด็กๆ เช้าๆ แม่จะทำครองแครงกรอบและกะหรี่ปั๊บ ตอนเย็นทำลาบ เราต้องกระเดียดไปขายกันที่สโมสรข้าราชการ” เกียรติศักดิ์เล่าย้อนถึงวัยเยาว์ พออายุ ๑๐-๑๑ ขวบ พ่อกับแม่ก็ได้รู้ว่า ลูกชายของตนเป็นโรคเซลล์กล้ามเนื้อตาย หรือเซลล์กล้ามเนื้ออ่อนแรง กล้ามเนื้อขาจะลีบตั้งแต่สะโพกจนถึงหัวเข่า และกล้ามเนื้อแขนจะลีบตั้งแต่หัวไหล่จนถึงศอก “ตอนนั้นลุงบังคับให้พาไปหาหมอทุกวันจันทร์ เช็คเกือบสองปี แต่มันก็สายไปแล้ว คืออายุของโรคนี้ ในระยะ ๑๐-๑๕ ปีอาจจะเดินไม่ได้, ๑๕-๒๕ ปีอาจเป็นอัมพาต, ๒๕-๓๕ ปี เป็นเรื่องระบบการทำงานของหัวใจ เพราะมันเกี่ยวกับกล้ามเนื้อหัวใจด้วย มันจะล้มเหลวโดยอัตโนมัติ เขาบอกว่าโรคนี้เป็นไม่เกิน ๓๐ ปี พอรู้เราก็ทำใจ จำได้เราเป็นตั้งแต่ ๑๑ ขวบ อยู่ก็คงไม่น่าจะเกินปี ๒๕๔๒ เอาวันเกิดตัวเองเป็นที่ตั้ง พอเลยวันเกิดเมื่อไหร่เราก็ถือว่าได้กำไรอีกปีหนึ่ง ตอนนี้ปี ๒๕๕๒ แล้ว” เกียรติศักดิ์พูดพลางหัวเราะ ตามมาด้วยเรื่องเล่าสนุกๆ เมื่อแม่พาเขาไปหาหมอทรงเจ้าเข้าผี หมอให้แป้งเสกมาทาจนเป็นหิดแป้ง ทั้งที่ตัวเองไม่เชื่อแล้วยังต้องมารักษาหิดอีก

“สุดท้ายแม่ไปหาหมอที่เป็นคนนั่งทางใน ตอนหลังแม่มาเล่าให้ฟัง บอกให้หมั่นทำบุญมากๆ เพราะหมอทางในเขาบอกว่ารักษาไม่หาย ‘คุณไม่ต้องพาไปรักษาที่ไหนหรอก เขาเป็นโรคเวรโรคกรรม’ แม่เล่าให้ฟัง ให้เรานึกดูว่าไปทำอะไรใครมาบ้าง จำได้ตอนเด็กๆ เราชอบใช้หนังสะติ๊กยิงอึ่งอ่าง คางคก จิ้งเหลน กิ้งก่า ตายบ้างไม่ตายบ้าง ก็จริงอย่างที่เขาว่า ให้หมั่นทำบุญ มันไปล้างบาปไม่ได้หรอก มันแค่ทำให้กรรมเบาบางลง ไอ้ที่ทำไปแล้วก็ให้หยุด อย่าไปสร้างเพิ่มมันจะได้ไม่หนา อะไรเลี่ยงได้ก็อย่าไปทำ เรื่องฆ่าสัตว์เราก็ไม่ได้ชอบอยู่แล้ว เราก็ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวร อย่าจองเวรซึ่งกันและกันเลย ทำแล้วมันก็ดี ใจเราก็สบาย ทุกวันนี้ก็คิดง่ายๆ ว่าเป็นเรื่องกฎแห่งกรรม เรื่องแบบนี้ถ้าสุขภาพจิตเราดีมันก็ดี อย่าไปเครียด เราเป็นแล้วก็ต้องยอมรับสภาพ อยู่ใช้กรรมไป เคยถัดๆ ไปแล้วขมำ กว่าจะลุกได้ก็ลำบากนะ แล้วให้นึกถึงเวลาจับคางคกอึ่งอ่างหงายท้อง มันลำบากเหมือนกันเลย ตอนนี้ลุกยืนเดินไม่ได้ จะไปไหนก็ต้องค่อยๆ ถัดไป ค่อยๆ เกาะไป ลำบากเหมือนอึ่งอางคางคกขาหัก แต่ถามว่าเครียดไหม จะไปเครียดทำไม ก็ใช้เวรใช้กรรมไป”

                   

คนซ่อมรองเท้า ๒

การซ่อมรองเท้าก็คงเหมือนกับการงานอื่นๆ ที่ต้องอาศัยทักษะ ความใส่ใจ และประสบการณ์เพื่อทำความเข้าใจลึกซึ้งกับงานที่ทำ จากประสบการณ์กว่ายี่สิบปีเกียรติศักดิ์ได้เรียนรู้มากกว่าการซ่อมรองเท้าเพียงอย่างเดียว เขาบอกว่าการซ่อมรองเท้ามันเป็นการฝึกการดูคนด้วยว่าคนนั้นมีลักษณะนิสัยเป็นอย่างไร “มันเหมือนมีทฤษฎีในการดูคน คือตอนเรียกราคานี่แหละ บางคนไม่ต้องเรียกร้องแต่คะยั้นคะยอให้ ไม่เอาก็คะยั้นคะยอให้ คือมันนิดเดียว วันหลังเอามาซ่อมเยอะค่อยเรียก บางคนควักสตังค์ให้แล้วเดินหนี บอกว่าวันหน้าก็ส่วนวันหน้าสิ แต่กับบางคน ขี้เหนียวต่อแล้วต่ออีก คือมันสื่อถึงอะไรบางอย่าง ทำให้เราพอจะรู้นิสัยคนได้ เพราะคนมันร้อยแปดจริงไหม มีเจ๊ขายก๋วยเตี๋ยวคนหนึ่งบอกว่า ‘เฮ้ย! เรียกขั้นต่ำห้าบาทนะ อย่าไปเรียก ๒-๓ บาท ตะปูตัวสองตัวตีไปเลย’ เราก็ถามเอางั้นหรือ แกว่า ‘เออ ถ้าไม่ยังนั้น เอาตังค์มาแลกกูไม่ให้แลกหรอก’ คือเราไปแลกเหรียญแกบ่อย ‘งั้นก็ไม่ต้องไปเอาตังค์เขา’ เราก็เลยมานั่งนึก เลยเอาตามแกว่าเพราะตอนนั้นก๋วยเตี๋ยวชามละ ๑๐ บาทแล้ว แต่มันก็สะท้อนกลับมาคือถ้าเราไม่เอาสตังค์ เขาจะกลับมาใหม่ กลายเป็นดึงงานเข้ามา คนเราอย่าไปเห็นแก่เล็กแก่น้อย หวังเอาวันข้างหน้า”  

          และจากประสบการณ์อันเนิ่นนานทำให้เขารู้สึกภาคภูมิใจกับงานซ่อมรองเท้าของตน เขาเล่าย้อนว่า “ตอนทำใหม่ๆ เคยคิดอยากไปทำอาชีพอื่น แต่ด้วยร่างกายที่ไม่พร้อม พอลงมาอยู่ตรงนี้แล้ว ถามว่าชอบไหม ร่างกายมันเหมือนจะชอบไปโดยปริยาย จากที่คิดว่าไม่น่ามาทำอาชีพนี้ แต่มันซึมเป็นอาชีพไปแล้ว ถ้าใครมาถามก็พูดได้เต็มปากว่าเป็นคนซ่อมรองเท้า เราเลือกของเราแล้ว เราก็รู้สึกภาคภูมิใจ และรู้สึกดีกับการเป็นช่างซ่อมรองเท้า ไม่เคยคิดดูถูกเลย ซ่อมรองเท้ามันต้องอาศัยความอดทน ถ้าใครจะมาทำต้องถามว่าวันหนึ่งเคยนั่งถึง ๖ ชั่วโมงไหม ถ้านั่งไม่ได้อย่ามาทำเลย เพราะเราต้องอยู่กับมัน ร่างกายก็น่าจะมีส่วนบังคับอยู่บ้าง เพราะร่างกายเราเป็นอย่างนี้ เหมือนกำหนดให้เราต้องทำในแนวนี้ อีกอย่างการซ่อมรองเท้ามันดึงเราไว้ได้ ทำให้ใจเราสงบ” 

          แน่นอนว่างานทุกสาขาอาชีพย่อมมีคุณค่าของตัวเอง งานซ่อมรองเท้าก็ไม่ต่างกัน “ผมไม่เคยมองข้ามการซ่อมรองเท้าของตัวเอง มันมีคุณค่า เราไม่ทิ้งมันหรอก มันเข้ากระแสเลือดแล้ว มีกินมีใช้ก็ตรงนี้ รองเท้าเราไม่เคยดูถูกนะ เราก็นอนตรงนี้ เคยเอาหนุนหัว ไม่ว่าจะเป็นรองเท้าใครก็แล้วแต่ เคยใช้เด็กให้เก็บรองเท้า ถ้าเขาเอาเท้าเขี่ยเราก็ไม่ชอบใจแล้ว ความจริงเท้ามันก็เป็นสิ่งสำคัญ ถ้าเท้าเจ็บไปไหนมาไหนไม่ได้ จะนึกถึงบุญคุณว่ามันมีคุณกับเราขนาดไหน ผมอยากให้คนเขาเห็นคุณค่าของเท้า บางคนเชิดหน้าชูตา แต่เห็นตีนต่ำ ตีนมันไม่ได้ต่ำอย่างที่เราคิดหรอก” 

ยิ่งได้ฟังเรื่องราวของเขา ยิ่งทำให้ข้าพเจ้าหวนคิดถึงมาร์เกซ “จะยากเย็นอะไรเล่า แค่เพียงเอาตีนเหล่านั้นเข้ามาไว้ในหัวใจเรา หรือไม่ก็เอาใจเราไปใส่ตีนเหล่านั้น หนุ่มเอ๋ย” 

 

ตลาดร้อยปีสามชุก

ภายหลังจัดตั้งคณะกรรมการพัฒนาตลาดสามชุกเพื่อการอนุรักษ์ในนามตลาดร้อยปีสามชุก ทำให้ตลาดที่เคยเงียบเหงาเริ่มคึกคักขึ้นมาเรื่อยๆ จนกระทั่งปี ๒๕๔๙ นักท่องเที่ยวเริ่มมากันมากขึ้น ทำให้ตลาดสามชุกเฟื่องฟูขึ้นมาอีกครั้ง หากเกียรติศักดิ์มองว่า การทำให้ตลาดสามชุกเป็นตลาดเพื่อการท่องเที่ยวย่อมมีผลดีและผลเสียควบคู่ไปด้วยกัน ทั้งหมดจึงขึ้นอยู่กับคนในชุมชนเองว่าจะคิดเห็นอย่างไร “ยิ่งตอนนี้ตลาดสามชุกเป็นชุมชนอนุรักษ์ที่ได้รางวัลด้วย ปัญหาก็อยู่ที่คนในชุมชนว่าจะทำให้มันยั่งยืนได้ยังไง ต้องสมัครสมานสามัคคี คอยพยุงกันไป ราคาสินค้าเป็นเรื่องใหญ่ คณะกรรมการจะประชุมทุกครั้งเมื่อมีปัญหาขึ้นมา มีตู้รับความคิดเห็นให้นักท่องเที่ยวสามารถร้องเรียนได้ ถ้าร้านค้าขายแพงเกินราคา ที่สำคัญของหายจะได้คืน ตรงนี้เป็นหัวใจของตลาดเลย แต่พวกมิจฉาชีพก็มีเข้ามาบ้าง ก็ต้องช่วยกันสอดส่องดูแล” 

          เมื่อถามถึงความเปลี่ยนแปลงในอนาคตที่อาจเกิดขึ้นกับชุมชนแห่งนี้ เขาบอกว่า “มันคงเกี่ยวกับเรื่องผลประโยชน์ที่หลากหลาย บางคนยอมรับได้ หรือบางคนยอมรับไม่ได้ก็ต้องปล่อยให้เป็นไปตามกรรม มันขึ้นอยู่กับคนในชุมชนด้วย กรรมการพยายามเรียกประชุมบ่อยๆ เพื่อให้เดินไปในแนวทางเดียวกัน แต่พอมีคนข้างนอกเข้ามาจึงทำให้เกิดการแข่งขันกัน มองดูแล้วมันก็เข้าตามหลัก คนมากเรื่องมาก คนน้อยเรื่องก็น้อย ไม่มีคนมันก็ไม่มีเรื่อง ก็ให้อยู่กันอย่างสามัคคี มีอะไรให้ถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน แต่สังคมแบบนี้ปัจจุบันมันหายาก น้อยคนที่เขาจะทำใจกันได้ ยุคนี้ เศรษฐกิจแบบนี้ ต่างคนต่างมุ่งหาเงิน เอาเงินเป็นตัวตั้ง พอเอาเงินเป็นใหญ่มันจะเริ่มแย่ลง” 

          เกียรติศักดิ์พูดทิ้งท้ายว่า “ตลาดสามชุกมันเคยเฟื่องฟูและเงียบเหงา แต่ก็กลับมาคึกคักอีกครั้งหนึ่ง มันเป็นธรรมดา มีเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป แต่มันจะตั้งอยู่ได้อีกนานแค่ไหน ก็แล้วแต่ว่าคนในชุมชนมีความเข้มแข็งมากน้อยแค่ไหน และถ้ามันจะกลับไปเงียบเหงาเหมือนเมื่อก่อน เราก็ต้องยอมรับ” 

           

หลังช่วยปิดประตูบ้านให้เขาในคืนนั้น ข้าพเจ้าเดินลัดเลาะออกมาจากตลาดที่เคยคึกคักในยามกลางวัน แต่กลับดูเหมือนเงียบร้างในค่ำคืนดึกดื่นเช่นนี้ ข้าพเจ้ายิ้ม พลันนึกถึงถ้อยคำของหญิงสาวในวันที่เราพบเกียรติศักดิ์ว่า “มันทำให้ฉันรู้สึกรักรองเท้าคู่เก่ามอมแมมขึ้นมาอย่างประหลาด ฉันจะบอกน้องสาวว่าเราต้องรักและทะนุถนอมรองเท้าของเรานะ เพราะขนาดคนที่ไม่สามารถเดินทางได้อีกแล้ว เขายังใช้เวลาของชีวิตที่เหลือซ่อมรองเท้าเพื่อให้คนอื่นได้เดินทาง” 

 

ที่มา: สานแสงอรุณ  ปีที่ ๑๓ ฉบับที่ ๓ พฤษภาคม-มิถุนายน ๒๕๕๒

*นำไปเผยแพร่ต่อ  กรุณาอ้างอิงที่มา* 

 

 




แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< ตุลาคม 2009 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30 31



[ Add to my favorite ] [ X ]