• สานแสงอรุณ
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : ssamag@yahoo.com, ssamag.member@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-08-22
  • จำนวนเรื่อง : 82
  • จำนวนผู้ชม : 172510
  • ส่ง msg :
  • โหวต 16 คน
สานแสงอรุณ
นิตยสารสาระทางเลือกรายสองเดือน เพื่อ "ดุลยภาพในความงดงามของชีวิต"
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/sarnsaeng-arun
วันอังคาร ที่ 20 ตุลาคม 2552
Posted by สานแสงอรุณ , ผู้อ่าน : 1301 , 15:11:48 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

คนของเส้นขอบฟ้า

ฐาปนา  พึ่งละออ: เรื่อง / วุฐิศานติ์  จันทร์วิบูล: ภาพ

 

“ทำไมไม่ฟื้นพวกนี้ขึ้นมา...ฟื้นความเป็นจริง”

สนทนามันๆ เรื่องตลาด กับ รศ.ศรีศักร วัลลิโภดม

 

 

          นามของ รศ.ศรีศักร วัลลิโภดม ไม่จำเป็นต้องอธิบายขยายความมากนัก สำหรับผู้สนใจประวัติศาสตร์ โบราณคดี และมานุษยวิทยา เพราะผลงานทางวิชาการยาวนานกว่าสี่สิบปีล้วนสะท้อนรากเหง้าและประกอบภาพของสังคมไทยอย่างเชื่อมโยงถึงกัน ที่สำคัญงานวิชาการของอาจารย์ศรีศักรไม่ได้เดินตามการศึกษากระแสหลัก แต่กล้าที่จะท้าทายด้วยแนวคิดใหม่ๆ ข้อมูลใหม่ๆ แม้จะเป็นประเด็นเก่าทว่าไม่ซ้ำซาก เสนอให้สังคมได้ร่วมกันคิดในหลากหลายแง่มุม

          นอกจากนี้ อาจารย์ศรีศักรยังได้ชื่อว่าเป็นนักวิพากษ์ผู้ไม่เคยประนีประนอมกับความไม่ถูกต้อง ความตรงไปตรงมาทั้งในทางวิชาการและความเห็นส่วนตัว มักจะเป็นที่ขึ้นชื่อลือชาเสมอ แต่ภายใต้ความร้อนแรงของคำพูด หากพิจารณาให้ดีจะรับรู้ได้ว่า อาจารย์ศรีศักรเต็มไปด้วยความห่วงใยต่อสถานการณ์บ้านเมืองอย่างลึกซึ้ง

          โลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เราทุกคนกำลังเปลี่ยนไป แต่น้อยคนที่จะสำเหนียกถึงภัยจากการล่มสลายทางวัฒนธรรมที่คืบคลานมาอย่างรวดเร็วในความมืดบอดของความไม่รู้

          ในวันที่ผู้คนถูกความโลภยึดครองหัวใจ การขายและการมุ่งทำกำไรบั่นทอนความเป็นมนุษย์ จนกระทั่งบางครั้งเราอาจหลงลืมไปแล้วว่า การค้าขายมิได้มีความหมายเพียงแค่เอาเงินไปต่อเงินเท่านั้น แต่การค้าขายคือรูปแบบหนึ่งของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ด้วยกัน คือรูปแบบหนึ่งของวัฒนธรรม และคืออีกรูปแบบหนึ่งของการบ่มเพาะความดีงามในใจคน

          การสนทนากับอาจารย์ศรีศักรได้ตอบคำถามที่เกี่ยวเนื่องกับบริบทความเป็น “ตลาด” หลายข้อ ทั้งยังกว้างไกลไปถึงความเป็นชุมชน และความเป็นมนุษย์ 

          ความงามของตลาด ความงามในวิถีชีวิตผู้คน เป็นคำตอบของบางคำถามที่ผู้อ่านอาจยังไม่ได้เรียกร้องจากตัวเอง หวังว่าบทสนทนานี้ จะชี้ชวนให้ผู้อ่านได้ตั้งคำถาม เมื่อมีโอกาสได้ “เดินตลาด” ในวาระต่อไป

 

ตลาดเก่ามันมีความเป็นมาอย่างไรครับ

            ตลาดเก่าส่วนใหญ่มันเกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ห้า ยุคนั้นบ้านเมืองใหม่มันเกิดขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นคือมันเกิดย่านตลาดขึ้นมา อย่างเช่นตามที่ชุมทางคมนาคม สถานีรถไฟบ้าง ตามท่าเรือเมล์ที่มาจอดบ้าง ตัวตลาดมันมาพร้อมกับความเป็นเมือง คือเมืองสมัยก่อนไม่ได้เน้นตลาด มันเน้นที่วัด เน้นที่หน่วยงานปกครอง แต่พอมาถึงรัชกาลที่ห้ามันมีกระบวนการการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและการเมืองสูงเลย เพราะได้รับวัฒนธรรมตะวันตกเข้ามา มันก็เลยขยายเป็นย่านตลาด แล้วตลาดก็เป็นแหล่งที่คนหลายกลุ่มเหล่าเข้ามาอยู่ แล้วมันก็มีย่านที่มีการค้าขาย คือหมายความว่ามันเกิดเมืองใหม่ขึ้นมา แต่หัวใจของเมืองมันอยู่ที่ตลาด แล้วตลาดแบบนี้เกิดทั้งทางบกทางน้ำ เพราะมันเป็นตัวเมืองเป็นแกนกลางของเมือง ฉะนั้นบางทีมันก็ออกมาในรูปของห้องแถว เป็นบ้านช่องห้องแถว หรือย่านห้องแถว มีถนนมีอะไรพวกนี้ แล้วก็มีพื้นที่ที่ทำตลาดเช้าเย็น คือตลาดสดรวมอยู่ในนั้น เพราะฉะนั้นย่านตลาดเก่ามันก็จะเป็นแบบนี้ทั้งนั้น

 

ส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากคนจีนใช่ไหมครับ

            มาจากพวกคนจีนนะ แต่จริงๆ ตลาดพวกนี้มันมีกำเนิดจากบาซาร์ (barzarr) สมัยที่พวกอาหรับเข้ามา เพราะฉะนั้นจะเห็นว่ามันจะมีห้องแถวยาวๆ มีตรอกเข้าไป รูปแบบนี้มีกำเนิดมาจากตรงนั้น คือมันก็สะเปะสะปะ แต่มันมาเป็นรูปเป็นร่างจริงๆ สมัยรัชกาลที่ห้าซึ่งพวกคนจีนเข้ามา แล้วย่านตลาดมันก็เกิดเป็นแหล่งการพนันขึ้นมา มันก็เป็นการเปลี่ยนแปลงเป็นจุดเริ่มต้นของสังคมเมือง คือคนหลากหลายชาติพันธุ์หลายกลุ่มเหล่าเข้ามา ตั้งถิ่นฐานรวมกันในบริเวณที่เป็นเมือง ก็ต้องอาศัย market place คือพื้นที่ที่ขายของแลกเปลี่ยนกัน แล้วมันก็ค่อนข้างจะถาวร แล้วพื้นที่อันนั้นมันก็ประกอบไปด้วยที่อยู่อาศัยด้วย คือเปิดหน้าร้านขายของได้ แล้วก็มีพื้นที่ว่าง ซึ่งต่อมาก็กลายเป็นตลาดเทศบาล ก็เกิดเป็นย่านตลาดขึ้นมา

          ตลาดแต่ละแห่งมันก็ตอบสนองคนที่อยู่ในท้องถิ่นนั้น มันเป็นที่รับสินค้าจากที่ที่อยู่ห่างออกไป แล้วบางทีมันก็มีความเฉพาะของมัน สินค้าอะไรต้องไปซื้อที่ตลาดนี้ ส่วนมากมันก็พัฒนามาในสมัยรัชกาลที่ห้า ช่วงนั้นคือการเกิดบ้านเมืองใหม่ขึ้น แล้วมีคนหลายกลุ่มเข้ามา โดยเฉพาะคนจีนที่เป็นพ่อค้า ทีนี้มันก็เกิดทั้งตลาดทางบกและทางน้ำ อย่างทางบกก็คือเขตกรุงเทพฯ ย่านตลาดเก่าพวกนี้ก็คือทางบก แต่ถ้าเป็นทางน้ำ ริมแม่น้ำ ลำคลอง ตรงไหนที่เป็น “สบ” คือแม่น้ำกับลำคลองมาพบกัน มันก็จะเกิดเป็นย่านตลาดขึ้นมา แล้วคนจีนเขาก็ไปอาศัยอยู่ จะเห็นได้ว่าจะมีศาลเจ้า คือไม่ใช่มีวัดอย่างเดียว แล้วบางแห่งที่เป็นย่านที่อยู่อาศัยใหญ่ๆ ก็มีมัสยิดด้วย แถวฝั่งธนฯ เยอะเลย แต่ขณะเดียวกันมันก็มีย่านตลาดที่คนหลากหลายชาติพันธุ์ หลากหลายอาชีพเขาอยู่ด้วยกัน

 

ช่วงที่ผ่านมาตลาดเหล่านี้เสื่อมความนิยมไปหรือไม่

            มันไม่ได้เสื่อมความนิยม แต่มันเปลี่ยนรูป คือต่อมารัฐบาลเขาก็ทำให้เกิดตลาดเทศบาลขึ้นมา ก็กลายเป็นอาคารที่มีหลังคาสูงๆ ใหญ่โตขึ้นมา แต่มันก็ยังมีพวกเรือนห้องแถวอยู่ นครปฐมก็มี ที่ไหนก็มีทั้งนั้น นั่นคือย่านตลาดเก่าแล้วมันก็พัฒนาขึ้นมา คือปกติมันจะเป็นตลาดชาวบ้าน เป็นพื้นที่โล่งๆ อย่างที่ทางภาคเหนือเขาเรียกกาด พอถึงเวลาก็มาขายของกัน พอเสร็จแล้วก็เลิกไป เป็นกาดนัดเช้าเย็น ทำนองนั้น

 

ตลาดน้ำบางที่ พอมีถนนเกิดขึ้น การสัญจรทางน้ำหายไป ตลาดก็หายไปเลย

            ก็ขึ้นบกไปไง คือตลาดน้ำมันจะใช้พื้นที่ท้องน้ำเป็น market place คือชาวบ้านก็เอาเรือใส่สินค้ามาขายมาแลกเปลี่ยนตามมีตามเกิดของเขา แต่ตลาดน้ำแบบนี้มันแสดงถึงความเป็นเมืองนะคุณ เพราะข้างบนเขาก็เป็นที่อยู่ที่อาศัย แล้วเขาก็มาลอยลำขายของ แต่ถ้าพายเรือมาจากทางไกลก็ไปซื้อของในร้านที่อยู่บนบก มันก็เกิดเป็นตลาดน้ำขึ้น อย่างตลาดร้อยปีนี้เป็นตัวอย่าง สามชุกก็เหมือนกัน การขายของในชีวิตประจำวันก็สมมุติว่า ลอยเรือมาซื้อกัน แต่อย่างของใช้เสื้อผ้า ก็ขึ้นบกไปซื้อ มันก็เกิดขึ้นแบบนี้ เวลาเราไปเที่ยว เราชอบพูดว่าไปเที่ยวตลาดน้ำ แต่หารู้ไม่ว่า ตลาดน้ำมันก็คือเมือง เป็นเมืองในลุ่มน้ำลำคลอง แต่ตอนหลังมันไม่มีเพราะขึ้นบกหมด แล้วเราก็ไปรื้อฟื้นมันมา แต่มันก็ไม่เหมือนเก่าแล้ว

 

ทำไมสังคมไทยถึงหันกลับมาให้ความสนใจตลาดเก่าเหล่านี้ เป็นเพราะกระแสการท่องเที่ยวหรือเปล่า

            คือคนในยุคใหม่ มันรู้สึก fresh up  กับสมัยเก่าๆ น่ะ เพราะสมัยใหม่มันมีอิสระในการคิด อย่างที่เขาเรียกสมัยหลังสมัยใหม่ อะไรทำนองนั้น คือคนมันก็ต้องการสร้างอย่างที่เรียกว่า เอาของเก่ามาใช้ใหม่เพื่อสร้างอัตลักษณ์ตัวเอง เพราะว่าการฟื้นตลาดเก่าขึ้นมาใหม่ มันไม่ใช่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว มันเป็นการประกาศอัตลักษณ์ของเขาด้วย ว่าเขาเป็นคนท้องถิ่นนี้ แล้วหลายแห่งก็ฉลาด อาศัยย่านพื้นที่เก่าเอาของเข้าไปขาย กลายเป็นตลาดนัดท้องถิ่นไป แล้วมันก็ขานรับกับการท่องเที่ยว แล้วคุณว่าตลาดแบบนี้มันจะต่างจากตลาดนัดอุตสาหกรรมหรือเปล่าล่ะ ตลาดชาวบ้านหรือพื้นที่ว่างๆ กลายเป็นตลาดนัดอุตสาหกรรมหมด มีรถปิ๊กอัพร้อยพ่อพันแม่เข้ามา พวกคนในเมืองมันต้องฟื้นตลาดแล้วปรับใหม่ให้เป็นประโยชน์ มันเริ่มจากคนข้างในด้วยการขายของของเขา ทีนี้มันก็ขานรับกับสังคมอุตสาหกรรม คือเวลานี้จะฟื้นตลาดส่วนใหญ่จะฟื้นจากมหกรรมอาหารทั้งนั้น เพราะอะไร? เพราะสังคมปัจจุบันนี้มันเป็นสังคมที่ไม่ได้ทำกับข้าวกินเอง ถ้าทำกินมันเสียเวลา ซื้อกินดีกว่า ทีนี้พวกคนที่อยู่ในย่านเก่าเขามีภูมิปัญญาเก่าอยู่ เอาตำราเก่าๆ มากาง เขาก็ฟื้นความเก่าขึ้นมาใหม่ มันก็สนุก คือได้อาหารด้วย แล้วคนในสังคมอุตสาหกรรมก็มาซื้อไปทีเอาแบบอยู่เป็นสัปดาห์เลย คือซื้อไปเก็บใส่ตู้เย็น พอจะกินก็เอาออกมาใส่ไมโครเวฟ อีกเจ็ดวันมาซื้อใหม่

          อย่างตลาดนัดที่อัมพวาเป็นตัวอย่าง มันเคยฟุบไปจนกระทั่งคนที่เคยอยู่ตรงนั้นเขาย้ายออกไปหมด เหลือแต่คนแก่ๆ อยู่ แต่บังเอิญมันเกิดการริเริ่มของคนใน รวมทั้งความสัมพันธ์กับนายกเทศมนตรีด้วย ก็ฟื้นขึ้นมา แต่มันไม่ฟื้นขึ้นมาแบบเก่า มันกลายเป็นตลาดในเรื่องเกี่ยวกับมหกรรมอาหาร เป็นตลาดตอนเย็น หลายตลาดก็เกิดขึ้นแบบนี้ อย่างที่ตลิ่งชันก็เหมือนกันเดี๋ยวนี้เห็นมีตลาดนัดที่คลองลัดมะยม เขาก็สร้างขึ้นมาใหม่ มันก็เป็นที่ๆ ช่วยเรื่องรายได้ให้กับชาวบ้านเขา คนแก่คนเฒ่าที่มีฝีมือทำขนมจีนน้ำยาก็กลับคืนมา แล้วก็มีรายได้ มันก็ดีกว่าซุปเปอร์มาร์เก็ต มันมีบรรยากาศเก่าๆ ก็เกิดฟื้นขึ้นมา คือมันก็จะเป็นตลาดริมน้ำอย่างอัมพวา แล้วก็ที่ตลาดร้อยปีคลองสวน ที่สามชุก มันก็คล้ายๆ กัน แต่เขาเน้นเรื่องอาหาร มันก็ฟื้นขึ้นมาได้ แต่ปัญหาขณะนี้มันคือการ overload น่ะ เพราะคนไทยคิดอะไรไม่เป็นหรอก เห็นคนอื่นเขาทำ ฉันก็จะไปแย่งที่เขาขายบ้าง มันก็ทะเลาะกันสิ ที่จริงแล้วมันควรจะกระจายไปหลายๆ แห่ง ถ้ามีนโยบายที่ดี มันก็จะช่วยสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป คนท้องถิ่นก็จะได้เอาของเขามาขาย เอาภูมิปัญญาเก่าๆ มาขายโดยเฉพาะเรื่องอาหารการกิน เพราะเมืองไทย ดีที่สุดในโลกคือเรื่องอาหารการกิน

 

หมายความว่า จริงๆ แล้วคนในชุมชนเขามองเห็นคุณค่า มีความภาคภูมิใจในภูมิปัญญาเก่าๆ ของเขาอยู่แล้วหรือต้องรอให้ใครมากระตุ้น

            คือที่มันเกิดขึ้นจริงๆ ก็คือเริ่มจากคนใน เขามีสติปัญญา มีความเข้มแข็ง เขาก็เริ่มจากการไปดูไปเห็นมาก่อน อย่างเช่นที่ตลาดอัมพวาเขามีองค์กรของเขาเลย ไม่ให้คนนอกเข้าไป เอาของคนในขายก่อน นั่นคือถูกต้องแล้ว ที่อื่นก็ทำอย่างนี้ ไม่ใช่ตลาดนัดอุตสาหกรรมที่มีร้อยพ่อพันแม่ เขาต้องรักษาเครดิตของเขา เป็นการขายภูมิปัญญาของเขา แล้วมันขานรับกับสังคมเศรษฐกิจที่มันเปลี่ยนไป ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี แล้วเวลานี้เราก็ควรจะฟื้น ซึ่งมันจะช่วยต้านพวกซุปเปอร์มาร์เก็ตต่างๆ ที่ข้ามชาติเข้ามาแล้วทำให้ทุกอย่างมันล่มจมหมดเลย มันจะช่วยสังคมชนชั้นกลางและพวกโชว์ห่วย ถ้าเราทำได้ เราจะได้ไล่ไอ้พวกห้างใหญ่ข้ามชาติออกไป มันทำให้คนอื่นเดือดร้อนน่ะ ปรากฏการณ์เสื้อเหลืองก็มาจากพวกนี้ที่ถูกรังแกน่ะ ถ้าเราสามารถพัฒนาตลาดแบบนี้ให้ฟื้นขึ้นมาใหม่ แต่ที่มันไม่ได้ก็เพราะพวกเทศบาลมันหากินกัน เดี๋ยวนี้พวกที่มาจากข้างนอก อบต. นายกฯ พวกนี้มันหากินกัน แต่ถ้าชาวบ้านเขาพร้อมเขาก็ทำของเขาได้

 

การฟื้นฟูตลาดเก่ามีความยากง่ายอย่างไร

            ไม่ยากเลย ถ้าทำให้ชาวบ้านซึ่งเป็นคนท้องถิ่นได้เข้าใจและร่วมมือกัน ว่านี่คือมรดกทางวัฒนธรรมของเขา ให้ความรู้เขาว่า ถ้ารักษาเอาไว้มันจะทำให้เขามีรายได้ขึ้นมา แล้วทำให้เขาเกิดความภูมิใจในตัวเองด้วย เพราะว่ามันทำให้การท่องเที่ยวสมัยใหม่เข้ามา แล้วคนที่เข้าไปเขาก็ไม่ได้ไปเที่ยวอย่างเดียว เขาไปซื้อของด้วย คือเขาไปช้อปปิ้งกันน่ะ แต่ก็ต้องมีเงื่อนไขคืออย่าไปทำของใหม่ออกมา แต่มันมักจะถูกรังแกโดยพวกเทศมนตรี นักวิชาการใหม่ๆ จะทำให้มันเป็นแบบอาคารสมัยใหม่ แล้วมีแสงสี มันก็เลอะเทอะ เวลาคนมาดู หรืออย่างชาวต่างประเทศมาดูมันก็ไม่อยากดูความใหม่ มันอยากดูความเก่า เราก็จัดความเก่าให้เรียบร้อยสิ ไม่ให้สกปรก ถึงแม้อาคารมันจะดูรุงรังแต่มันมีเสน่ห์ในตัวของมันเอง มันมีบรรยากาศ ถ้าคุณเปลี่ยนไปใหม่ปั๊บ จบเลย หลายแห่งที่ทำลายตัวเองแบบนี้ เปลี่ยนตลาดเก่าให้เป็นตลาดใหม่ คือพวกเทศบาลชอบไปทำนั่นทำนี่ขึ้นมาแล้วก็มีการคอรัปชั่น อย่างที่สามชุกเป็นต้น ชาวบ้านเขาคิดของเขาขึ้นมาไอ้พวกนั้นกับพวกนายทุนก็จะไปทำลายของเขา แต่ทีนี้เอาไม่อยู่ก็เลยเกิดการแย่งกัน แต่ตลาดร้อยปีคลองสวนน่ะดี เพราะมหาวิทยาลัยลาดกระบังเขาช่วยอยู่ คือที่นี่เขามีสองเจ้านะที่เป็นเจ้าของ แล้วอีกฟากหนึ่งเขายังไม่ค่อยอนุญาต แต่อีกฟากหนึ่งเขาช่วยชาวบ้าน คนก็ไปเที่ยวกันเต็มเลย มันก็เป็นเสน่ห์ แล้วเสน่ห์อันนี้มันก็สะท้อนความหลากหลายทางชีวภาพของบ้านเมือง

          คือเมืองไทยนี่นะ อาหารการกินมันมาจากของท้องถิ่น ซึ่งมีความหลากหลายทางชีวภาพ หอย ปู ปลา ต่างๆ อยู่ในย่านไหน พืชผัก มันก็เป็นอาหารประจำถิ่นเขา แล้วเมื่อทำได้คนก็ไม่ต้องไปพึ่งอุตสาหกรรมมากมาย คนก็จะมีอาชีพโดยไปฟื้นจากทรัพยากรธรรมชาติของเขา รักษาแม่น้ำลำคลองให้มันดีขึ้นมา ตลาดน้ำบางแห่งมีเขตอภัยทาน ปลาก็ออกมา แล้วก็กลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลา ดีกว่าคุณไปสร้างกระชังไปละเมิดสิทธิ์คนอื่นเขา

 

มันมีคำพูดว่าโปรโมทส่งเสริมจนตลาด “ติด” แล้วพอคนมาเยอะเกินไปจนอึดอัดอย่างเช่นที่อัมพวา แล้วมันจะเป็นอย่างไรต่อไป

            มันก็เป็นความบ้าของคน คือคนอัมพวาเขาไม่ได้ต้องการ แต่คนข้างนอกมันเข้าไปแล้วก็ไปแข่งกัน มันไม่ค่อยมีสติปัญญานะ คือเขาทำดีคุณก็จะไปแย่งเขาทำ นิสัยเสียนะ ต้องอบรมกันใหม่ ที่จริงแล้วที่นี่เขาทำปั๊บ เราเห็นตัวอย่าง เราก็ไปทำของเราสิ มันก็จะกระจายกันไป ไปเกิดในที่อื่นๆ  ไม่ต้องมาทะเลาะแย่งกัน เพราะอาหารการกินในแต่ละแห่งมันไม่เหมือนกันหรอก ทำไมไม่ไปทำล่ะ ไม่เห็นต้องแห่กันไปอยู่ที่เดียวจนกระทั่งมันพัง คือย่านตลาดที่มันเกิดขึ้นมันเป็นชุมชนโดยตัวของมันเอง แล้วพอมันเกิดขึ้นมา คนในที่เขาอยู่ที่นั่นเขาก็รู้จักกันหมด เขาเกิดการจัดการขึ้นมาใหม่เพื่อความอยู่รอดของกลุ่มเค้า แต่นี่เข้ามาแย่ง พวกนายทุน พวกพ่อค้าทั้งหลายนี่เลวที่สุดเลย

 

ทราบมาว่าตอนนี้ที่อัมพวา เจ้าของเขาพยายามจะขึ้นค่าเช่าแล้วก็ไล่คนเก่าออกไปเพื่อที่จะให้คนใหม่เข้ามาแทน

            ผมว่านี่คือความโลภ พอรายได้ดีความโลภก็เกิดขึ้น คือการสร้างการฟื้นตลาดเก่ามันไม่ใช่ง่ายๆ หรอก เพราะว่าเมื่อได้มาแล้วมันก็โลภขึ้นมา มันต้องมีองค์กรที่คุมตรงนั้นให้ได้ ถ้าหากว่าไล่คนเก่าออกไปแล้วสร้างอาคารใหม่มันก็จบ ก็คือตลาดนัดธรรมดาๆ นั่นเอง ก็ทำลายตัวเองเพราะความโลภ เมืองไทยนี่ greedy ที่สุดเลย

 

ถ้าเทียบกับหลวงพระบางก็จะเหมือนกัน

            เหมือนกัน หลวงพระบาทมันไม่ได้เป็นเมือง มันเป็นตลาดนานาชาติ ผมไม่อยากไปหรอกหลวงพระบาท ไม่มีเสน่ห์เลย แล้วคิดดูว่านั่นหรือคือมรดกโลก คอนเซ็ปต์มรดกโลกคือบ้าๆ บอๆ แบบนี้หรือ

 

แล้วมันหาจุดสมดุลได้หรือไม่ครับ ระหว่างความเข้มแข็งของชุมชน กับการค้า กับองค์กรปกครอง

            ท้องถิ่นมันไม่มีความแข็งแรง คือหมายความว่าท้องถิ่นมันไม่มีอำนาจพอ เพราะถูกครอบงำโดยระบบเทศบาล โดยอบต. ที่มาจากข้างนอก โดยเฉพาะกฎหมาย เมื่อก่อนนี้มันไม่ใช่ ท้องถิ่นมันดูแลกันเอง มีจารีตประเพณีของเขา เขาจะมี “ขึด” มีข้อห้ามว่าอย่าทำอย่างนี้นะ แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีเพราะมันทำลายหมด หลายแห่งที่พยายามทำเป็นชุมชนเป็นตลาด อย่างถนนข้าวสาร ระยะแรกดี ถนนข้าวสารเมื่อก่อนมันเป็นย่านที่ขายของ เป็นที่อยู่อาศัย มีห้องแถว มีโรงแรม มีอะไรเยอะแยะ ผมก็เคยไปเดินอยู่แถวนั้นบ่อย พอต่อมามันก็มีคนเข้าไปขายของ เพราะว่าฝรั่งเข้ามา แต่มันมีความรู้สึกเป็นชุมชนเกิดขึ้นนะ เพราะเขาคิดว่าเขาต้องร่วมกันรักษาถนนสายนี้ เพราะครั้งหนึ่งคุณเห็นมั้ยว่า ตอนสงกรานต์เขาพยายามกันคนไม่ให้เอาแป้งเข้ามาปะหน้ากัน นั่นคือการเริ่มต้นของชุมชน เขาสามารถสร้างความสัมพันธ์กันขึ้นมาได้ ไม่ใช่ต่างคนต่างอยู่เหมือนคอกสัตว์ แล้ววันดีคืนดี ททท. (การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย) ก็เข้ามาทำให้เละ มาประกาศให้ใครต่อใครแห่กันเข้าไปเที่ยว แล้วเอาไม่อยู่มันก็แตกกันหมด รัฐบาลเอง เจ้าหน้าที่เองไม่เคยสนใจสิ่งเหล่านี้เลยที่จะสร้างชุมชนขึ้นมา มันเละเทะหมดเลย อย่างเก่งก็คือสร้างบ้านจัดสรรกับคอนโดฯ เท่านั้นเอง คือเป็นแค่คอกสัตว์รังสัตว์ ไม่มีความสัมพันธ์กัน คนยังดูแลกันเองไม่ได้แล้วจะไปโหยหาเศรษฐกิจพอเพียงกันทำไม แย่งกันกินอย่างกับหมูอย่างกับหมา

 

คนที่ชอบไปเที่ยวหรืออยากจะไปเที่ยวตลาดเก่า ควรทำตัวอย่างไรถึงจะได้ชื่อว่าเที่ยวอย่างมีจิตสำนึก

            นักท่องเที่ยวมีหลายประเภทนะ ส่วนใหญ่เจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์เป็นเที่ยวแบบปลดปล่อยน่ะ เป็นการเที่ยวแบบเก่าแล้ว ททท. ชอบขานรับ เป็นแมดทัวริสซึ่ม สมัยนี้เขาต้องเที่ยวเพื่อรู้จักคนเพื่อเรียนรู้ นั่นคือเป็นกรีนทัวริสซึ่ม แต่ไม่เคยเข้าไปอยู่ในสำนึกของผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับ ททท.เลย มองแต่รายได้กับการตลาด คือตลาดมันเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตคนเมือง อยู่ในวัฒนธรรมของเขา แล้วตลาดมันเป็นความสัมพันธ์ระหว่างคนต่อคนนะ คนที่อยู่ในตลาดจะรู้จักกันหมด อย่างคลองเตยก็รู้จักกันหมด แล้วคนกับธรรมชาติก็จะไปจัดการเรื่องพื้นที่เองว่าจะขายอะไรยังไงต่างๆ เขาจัดระเบียบของเขาได้ แล้วคนกับสิ่งเหนือธรรมชาติ มีศาลเจ้า มีประเพณีอะไรต่างๆ เขาก็สร้างเป็นจารีตประเพณีต่างๆ อยู่ด้วยกัน แต่รัฐบาลเข้าไปทำลายเขาหมด อย่างตลาดสามชุกที่ฟื้นขึ้นมามันก็มีระบบความเชื่อนะ คนก็รู้จักกันหมด แล้วถึงเวลาไหว้เจ้าก็มีพิธีเปิด กินฟรีเลย ทุกคนมาแชร์กัน นั่นคือความเป็นชุมชน เป็นหัวใจ ไม่ใช่ดูเฉพาะที่ขายของ เอาของมาขาย นั่นคือมนุษย์อยู่ กลับเป็นมนุษย์น่ะ แล้วคนที่ไปเที่ยวก็ได้อานิสงค์จากความเข้าใจ ได้อาหารที่ดี แล้วได้ความรื่นรมย์ต่างๆ เหล่านั้น แต่พอแออัดยัดเข้าไปก็จบเลย เดินยัดเยียดกันเลย เดี๋ยวนี้ตลาดอัมพวาก็แย่แล้ว เดินยัดเยียดกัน มันน่าเกลียดน่ะ นโยบายของรัฐเองก็ไม่เข้าใจสิ่งเหล่านี้

 

 

 

กระแสการท่องเที่ยวที่ทำให้รูปแบบตลาดบิดเบี้ยวไปแบบนี้ ตลาดจะอยู่รอดได้อย่างไร

            มันไม่รอดหรอก เพราะถ้ามันเกิดความแออัดแล้ว ใครจะอยากมาดู ของก็ปลอม แล้วก็เกิดความโลภ ถ้าคุมให้ดีมันก็ไม่โลภหรอก เขาก็ภูมิใจในตัวเขาเอง แต่ตอนนี้ใครจะภูมิใจล่ะ เงินมันมาแล้วนี่ นี่ก็เป็นสาเหตุหนึ่ง ตลาดอัมพวาอาจจะพังก็ได้ มัน overload น่ะ

 

นอกจากตลาดริมน้ำในภาคกลางแล้ว ยังมีตลาดที่อื่นที่น่าสนใจอีกหรือไม่

            มีแทบทุกแห่ง แต่ทีนี้คนรุ่นใหม่ไม่เข้าใจ อย่างผมเวลาไปเที่ยวที่ไหนผมจะเข้าไปดูตลาด อย่างเช่นทางบุรีรัมย์ ตลาดสดเขาก็ยังมีอยู่ คือเหมือนเป็นตลาดสดกึ่งเทศบาลน่ะ แต่สุรินทร์นี่ไม่มีแล้ว พอเข้าไปแล้วก็มีของหลายๆ อย่าง โดยเฉพาะพวกผักสดตามฤดูกาล หรืออาหารที่เขาทำมา ต่างประเทศก็มี พม่า อินโดนีเซีย เขายังรักษาของเขาอยู่เลย อย่าคิดว่าตลาดเก่ามีแต่ในบ้านเรา ของเราน่ะตลาดเก่าหายไปแล้ว ที่อื่นเขายังมีอยู่ แล้วนักท่องเที่ยวน่ะ เขาใช้เวลาในตลาดมากกว่าไปเที่ยวโบราณสถานอีก เพราะเขาเห็นคน เห็นความหลากหลายทางชีวภาพ ทางอาหารการกินคือถ้าทางเทศกิจไม่ไปไล่ ไม่ไปจัดการเขา อย่างที่ท่าช้าง เขาเอาของมาขาย พ่อค้าแม่ขายจากนนทบุรี จากฝั่งธนเอาพืชผักตามฤดูกาลมาขาย เช้าก็มีอาหาร เย็นก็มีของสดของคาว เวียนกันมา

แต่มันไม่มาก แล้วก็เป็นของตามฤดูกาล มะม่วง ชมพู่ ทุเรียน สมัยก่อนเขาก็ไปช้อปปิ้งกันแบบนี้ เขาจะรู้ว่าตลาดไหนมีสินค้าขึ้นชื่อคืออะไร

 

มีคำพูดที่ว่า อยากเห็นชีวิตคนให้ไปดูตลาด เพราะตลาดจะสะท้อนภาพชีวิตคนในชุมชนนั้นๆ ได้

            ใช่ แต่ต้องเป็นตลาดเก่านะ ไม่ใช่ตลาดใหม่หรือตลาดนัดอุตสาหกรรมร้อยพ่อพันแม่ที่ขานรับสังคมสมัยใหม่ สังคมกรรมกร คนพลัดถิ่นพลัดทาง แล้วอาหารการกินก็ไม่สะอาด ตลาดเก่าๆ เดี๋ยวนี้เกือบจะไม่มีแล้ว คลองลัดมะยมนี่เป็นตัวอย่าง หรือที่ท่าคา สมุทรสงคราม ท่าคานี่เป็นตลาดน้ำ แล้วพวกผู้หญิงคนแก่ๆ นี่พายเรือไปลอยเรือขายของกัน แต่ไม่ใช่ขายของอย่างเดียว คุยกันด้วย มันเป็นกิจกรรมทางสังคม เป็นที่สังสรรค์ของเขา แล้วเกิดความสัมพันธ์ขึ้นมา ระหว่างคนที่มาซื้อของแล้วก็เกิดเป็นลูกค้าประจำขึ้นมา เขาก็จะรู้ว่าแม่ค้าคนไหนฝีมือดี ทำของกินอร่อย เขาซื้อขายด้วยการต่อรองกัน สร้างความสัมพันธ์กัน ไม่มีโกงกันนะ แต่บางคนขี้เหนียวมาก็โดนด่าเลย ก็เกิดที่เขาเรียกว่า “ปากตลาด” ขึ้นมา คือถ้าไปแหย่ ไปตะคัดตะแคง ไปตระหนี่ ไปต่อราคามาก เขารำคาญเขาก็ด่าให้เลย นี่คือพวกปากตลาดไง แต่ถ้าพูดดี คุยสนุก มีแถมให้อีก หรือว่าเชื่อกันได้ เพราะมันมีเครดิตซึ่งกันและกัน มีความเป็นมนุษย์น่ะ

 

อาจารย์มองว่า ตลาดที่เป็นตลาดจริงๆ ควรจะเป็นอย่างไร

            ตลาดมันก็คือแหล่งที่แลกเปลี่ยนสินค้ากัน เพราะมนุษย์มันต้องมีระบบเศรษฐกิจ ชีวิตมนุษย์มันจะอยู่ได้ก็ต้องมีอาหารการกิน เครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ มันก็เป็นสถานที่แลกเปลี่ยนสินค้ากัน แต่ต้องกำหนดพื้นที่ที่แน่นอน แล้วมีคนประเภทไหนที่ไปทำ ตลาดก็เป็นที่ที่สังสรรค์กันน่ะ นั่นคือลักษณะของตลาดเก่า แต่ตลาดใหม่ไม่ใช่ ซุปเปอร์มาร์เก็ตไม่ใช่ ตลาดเก่าๆ คือเห็นมนุษย์ อย่างหลายๆ แห่งที่ฟื้นกันขึ้นมา เช่นตลาดน้ำดอนหวายทีแรกดี ตอนหลังก็เละ

 

อาจารย์มีความทรงจำในวัยเด็กเกี่ยวกับตลาดอย่างไรบ้างครับ

            ตลาดบางลำพูนี่ก็ตลาดเก่า ผมอยู่ในตรอกวัดบวรฯ ต้องไปช้อปปิ้งตลาดบางลำพู ตลาดบางลำพูมีสองส่วนนะ ด้านนี้เป็นโรงหนัง อีกด้านหนึ่งเป็นตลาดสด มีของนานาชนิดเลย แล้วก็อร่อย ผมจะชอบไปทานขนม น้ำแข็งใส่น้ำหวาน ไปซื้อขนมชั้นหรือขนมต่างๆ เขามีฝีมือทั้งนั้นน่ะ พอตอนกลางคืนก็มีข้าวต้มปลากะโห้ เมื่อก่อนนี้มันอุดมสมบูรณ์ บางลำพูเป็นตลาดใหญ่นะคุณ ใครๆ ก็มาจ่ายตลาดที่นี่ แต่เขาก็มีความเป็นมนุษย์ของเขานะ คือคนที่มาจ่ายตลาดที่ตลาดบางลำพู เขาก็เห็นหน้าค่าตากันอยู่ ยายผมเดินไปซื้อของ ชี้นิ้วบอกได้เลย เอาอันนี้ๆๆ ข้าวของเยอะแยะมาก พอเข้าไปแล้วมันสนุกน่ะ ไม่ใช่เรียบร้อยสะอาดแบบนี้ แต่มันก็มีชีวิตของมันน่ะ มีพวกที่ขายดอกไม้คือพวกบัวสะอาด จะอยู่ที่ปากซอย หรือปากตรอกน่ะ เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว นางเลิ้งนี่เป็นตัวอย่างที่ยังเหลืออยู่ แล้วก็เป็นชุมชน เมื่อครั้งที่พวกเสื้อแดงอาละวาด พวกนางเลิ้งที่เป็นเสื้อแดงก็เยอะแยะ แต่พอภัยมาถึง ความเป็นชุมชนมันก็เกิดขึ้น นี่คือความเป็นชุมชน แต่กรุงเทพฯ ตอนนี้มันไม่มีแล้ว มันเต็มไปด้วยคอกสัตว์ รังนก คอนโดฯ ห้องแถว บ้านจัดสรร ที่ไม่เป็นชุมชน เห็นมั้ยเวลาเล่นสงกรานต์ก็เล่นกันสามวันสามคืน ไม่ได้มีประเพณีอะไร แต่เมื่อก่อนเขามีย่านเล่นของเขา ย่านบางลำพู ย่านวิสุทธิ์กษัตริย์ เขามีย่านของเขาอยู่ เป็นชุมชน ตลาดนี่เป็นศูนย์กลางของย่านนะ ย่านไหนเขาก็มีตลาดของเขา นี่คือคนเมือง คนที่อยู่ตามตรอกตามบ้านก็ไปช้อปปิ้งกัน เข้าไปย่านไหนก็สนุก แต่เดี๋ยวนี้มันไม่ใช่ มันพัฒนากันไม่เป็น ย่านตลาดนี่นะมันช่วยพัฒนาคนที่ยากจนด้วย เพราะเขาจะเอาพวกหาบเร่ไปตั้งขาย คือตลาดเก่าจะมีพื้นที่ว่างให้ชาวบ้านเอาหาบเร่ไปวางขายได้ แล้วมันก็เป็นเสน่ห์นะ สมัยก่อนผมกินข้าวแกงหาบเร่นะ แล้วคนที่เอาข้าวแกงมาขายน่ะ ฝีมือชั้นยอดเลย อร่อยมาก ทำไมไม่ฟื้นพวกนี้ขึ้นมาฟื้นความเป็นจริง แล้วถ้าฟื้นได้เขาก็ถ่ายทอดให้ลูกเต้าเขา จะได้ไม่ต้องไปทำงานที่ไม่ดีอย่างอื่น แต่ก็คิดกันไม่เป็น

 

แล้วตลาดย่านบางลำพูในช่วงหลังมันเปลี่ยนแปลงไปได้อย่างไร

            มันเปลี่ยนไปเพราะเทศบาลมาเปลี่ยน รวมทั้งพวกนายทุนท้องถิ่น ก็เลอะเทอะหมด ชีวิตในห้องแถวมันก็เปลี่ยนไป แต่ก่อนนี้บางลำพูมันเป็นย่านตลาด ร้านค้า มีห้องแถว อย่างพวกเกื้อนพรัตน์ ก็อยู่แถวนี้ อย่างย่านอื่น บ้านหม้อก็ขายทอง มันก็เป็นแต่ละย่านๆ ไป หรือย่านวัดมังกรแถวเยาวราช ที่เรียกว่าไชน่าทาวน์นั่นก็อีกอย่าง เข้าไปแล้วสนุก แต่ไปเพ่นพ่านไม่ได้นะ เดี๋ยวเด็กมันตีหัวเอา

 

ที่ตลาดร้อยปีคลองสวนอาจารย์เข้าไปเกี่ยวข้องอย่างไรครับ

            ผมไม่ได้ไปเริ่มนะ เขาเชิญผมไปดูแล้วก็เชิญผมไปพูด พวกอาจารย์ที่ลาดกระบังเขาทำกันอยู่ ช่วยทำเรื่องแลนด์สเคป ซึ่งดีมาก คือมันเป็นสองเขต สมุทรปราการกับฉะเชิงเทรามาเจอกัน แล้วก็มีลำน้ำขวาง ด้านหนึ่งเป็นของฉะเชิงเทราแต่เจ้าของตลาดเขายังไม่เปิดตลาด แต่อีกด้านหนึ่งเขาเปิดแล้ว เขาก็พัฒนาขึ้นมามาก แล้วฝั่งตรงข้ามจะมีวัดพุทธกับมัสยิดของมุสลิมเขาอยู่ด้วยกัน มันพูดถึงสังคมที่เกิดขึ้นสมัยรัชกาลที่ห้า หลังจากขุดคลองตรงนั้นแล้วมันก็เกิดมีชุมชนริมน้ำขึ้นมา แล้วตรงไหนที่มันมีสบ คือคลองมาพบกับน้ำมันก็เกิดเป็นย่านใหญ่ มีศาลเจ้า ฝั่งตรงข้ามก็มีวัด ซึ่งมันเป็นความหลากหลาย เป็นเสน่ห์ ทั้งพุทธ ทั้งมุสลิม ทั้งจีน อยู่ด้วยกัน

 

ประวัติศาสตร์ที่นั่นเป็นอย่างไรครับ

            มันเกิดขึ้นจากการขยายตัวเมืองสมัยกรุงเทพฯ ขุดคลองขึ้นไป มันก็เกิดเป็นย่านชุมชนตามริมคลองขึ้นมา เพราะก่อนนี้มันไม่ได้มีถนนนี่ บ้านเมืองมันเกิดขึ้นตามแม่น้ำลำคลอง เป็นแหล่งการคมนาคมเหมือนกับที่สามชุก ที่อัมพวา แต่พอเป็นถนนแล้วจบเลย เหลือแต่คนแก่

 

อาจารย์เคยพูดถึงตลาดสามชุกว่า คือไส้แซนด์วิชที่ยังเหลืออยู่ นี่หมายความว่าอย่างไร

            คือมันถูกบีบ ชุมชนเก่าๆ มันถูกบีบจนแบนเหมือนแซนด์วิชน่ะ โดยชุมชนใหม่ๆ อาจจะมองอย่างนั้นก็ได้ มันก็เหลืออยู่แค่นั้น จริงๆ แล้วตลาดสามชุกนี่มันถูกทิ้งมานานแล้วนะ ลูกหลานคนจีนที่นั่นเขาหนีมาอยู่สุขุมวิทกันเยอะแยะ พวกร้านของเก่า ลูกเต้าก็ย้ายออกมาหมดเหลือแต่บ้านโล่งๆ  มันร้างมาตั้งนานแล้ว แต่ตอนหลังมันเกิดความคิดเห็นของชมรมพ่อค้าข้างในน่ะ คิดกันขึ้นมา แล้วนายกเทศมนตรีเขาสนับสนุน เขาก็ฟื้นขึ้นมา แต่เขาฟื้นขึ้นมาเป็นตลาดเย็นคือเป็นมหกรรมอาหาร ซึ่งเขาก็คิดถูกนะ แล้วเขาก็พยายามกันคนนอกไม่ให้เข้ามา แต่ไม่รู้กันได้หรือเปล่านะ เพราะทุกคนก็มุ่งที่จะไปขาย มันก็เป็นปัญหาเพราะพวกนี้ไม่คิดไปทำที่อื่น เมืองไทยมันเป็นอย่างนี้ ทั้งโลภ ทั้งมักง่าย ทำไมไม่ดูของเขาแล้วไปทำของตัวเองบ้างมันจะได้ไม่ซ้ำกันไง แต่นี่มาของก็ซ้ำกัน ของกลายเป็นแบบทั่วไป ไม่ใช่ของท้องถิ่น อย่างที่คลองลัดมะยมถึงแม้จะเล็กแต่ก็ยังรักษาของเขาได้ ตลิ่งชันก็พอจะรักษาได้ แต่ไม่แน่ ตลิ่งชันอาจจะแออัด มันต้องขยายได้แล้ว แต่นโยบายกทม. ไม่ได้เหมือนเดิม อย่างตอนที่คุณอภิรักษ์ (โกษะโยธิน) เขาอยู่ อย่างตอนนี้ที่บ้านบุ (หลังสถานีรถไฟธนบุรี) เขาก็กำลังจะทำ เป็นตลาดบ้านบุ มนุษย์ชาวตรอกยังอยู่ สืบเชื้อสายกันมา ตลาดเขาก็ยังอยู่ แต่ตอนนี้เขาถูกบีบทั้งโดยศิริราช ทั้งโดยรถไฟ

 

ตลาดบ้านเรากับตลาดในต่างประเทศมีความแตกต่างกันอย่างไร

            ตลาดต่างประเทศมันเป็นวัฒนธรรมของเขาน่ะ มันมีการจัดผังเมือง ย่านการค้าก็มีการพัฒนาไปตามรูปแบบของเขา มันถึงได้มีเป็นแบบซุปเปอร์มาร์เก็ตขึ้นมา เพราะบ้านเมืองวัฒนธรรมมันต่างกัน ของเรานี่มันเติบโตจากชุมชนที่เป็นบ้านๆ มาก่อน ไม่ได้จัดตั้งมา มันคนละเรื่องกัน เมื่อคราวที่ผมไปอเมริกาได้ไปเที่ยวเม็กซิโก ผมไปอยู่ที่ตลาดเม็กซิโกครึ่งวัน คือวิถีชีวิตของเขายังดำรงอยู่ได้ แต่ของเรามันกระเดียดไปทางจะเป็นฝรั่ง แล้วถูกรุกโดยพวกซุปเปอร์มาเก็ตทั้งหลาย อย่างแถวๆ นี้ (บางลำพู) คุณมากินข้าวคุณหาที่จอดรถได้เหรอ จะจอดรถเขาก็ห้าม วันก่อนนี้ผมก็ต้องเดินไป ขณะที่พวกโชว์ห่วยเขาจะขานรับเฉพาะคนในย่านนั้นๆ นะ แต่เดี๋ยวนี้ถนนหนทางดีก็เลยมากินไกล ก๋วยเตี๋ยวเจ้านี้อร่อยต้องพากันมาจนไม่มีที่จอดรถ มันคนละเรื่องกันน่ะ คนมันเปลี่ยนไปนะ คนมันโหยหาอะไรบางอย่าง แล้วก็โฆษณากันไปสิ ร้านนี้ดีนะ คนก็แห่กันไปกินกันจนไม่มีที่จอดรถ สมัยก่อนๆ นี้มันก็กินกันอยู่แค่ในย่านนี้แหละ ญี่ปุ่น ฝรั่งมาก็มากินที่ย่านนี้ คือมันสมบูรณ์ในตัวของมันเอง คนที่เป็นพ่อค้าแม่ค้าก็ขายของ แต่ตอนนี้มันไม่ใช่ พอรู้ว่าก๋วยเตี๋ยวเจ้านี้อร่อยก็แห่กันมา รถก็ไม่มีที่จอด พอตอนหลังก็เอาขึ้นซุปเปอร์มาร์เก็ตหมดเลย

 

ขณะที่ห้างใหญ่ๆ จากต่างประเทศเข้ามาแล้วตลาดแบบไทยๆ จะอยู่รอดได้อย่างไร

            มันเปลี่ยนเป็นตลาดอุตสาหกรรมไง เพราะคนมันมากมาย มันผสมผสานกันไม่รู้ว่าใคร ก็กลายเป็นตลาดแบบที่เห็น ตลาดนัดท้องถิ่นหลายแห่งกลายเป็นตลาดอุตสาหกรรมเพราะคนเข้าไปเยอะแยะ อย่างดอนหวายอาจจะเริ่มจากเป็นตลาดนัดท้องถิ่น แต่มันก็ถูกรุกโดยสังคม รัฐบาลก็ไม่เข้าใจในการจัดระเบียบแบบแผน เขาขาดความเข้าใจในสิ่งเหล่านี้ อย่างตลาดท่าเตียนนี่ น่ารักจะตายไป มีพวกผักผลไม้มาขึ้นที่นี่ จากปากคลองตลาดน่ะ ถ้าจัดระเบียบให้ดีมันก็เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ ไม่มีใครเขาอยากไปดูวัดโพธิ์วัดพระแก้วกันหรอก ฝรั่งมันไปตั้งกล้องถ่ายพวกพ่อค้าแม่ค้าหาบเร่ ซื้อของสดของคาวกันสนุกออก

 

พอเรารักษาความหลากหลายไว้ไม่ได้ มันก็เลยเป็นเหมือนกันไปหมดทุกที่

            ใช่ แล้วคนรุ่นใหม่ก็ไม่ได้รับการอบรม คิดไม่เป็น คิดเป็นแต่วัฒนธรรมซุปเปอร์มาร์เก็ต หรือถ้าจะทำก็ทำแบบจอมปลอมเพื่อการท่องเที่ยว มันไม่ได้ให้คุณค่าอย่างแท้จริง มันก็จะกลายเป็นแบบหลวงพระบาง แต่ถ้าคุณทำได้ ให้มันเป็นตลาดนัดท้องถิ่นจริงๆ มันจะช่วยคนได้เยอะ โดยเฉพาะคนที่เขาไม่มีหัวการค้า แต่สามารถทำอาหารได้ดี หรือถ้าคุณสามารถไปจัดบางแห่งให้หาบเร่เข้ามา ก็ช่วยชาวบ้านได้เหมือนกัน แล้วตรงนั้นก็เป็นแหล่งที่คนมาดู เอาความหลากหลายเข้ามา แต่เราต้องจัดระเบียบให้ดีนะ คือกรุงเทพฯ เป็นเมืองน่าอยู่ แต่คิดไม่เป็น

 

ตลาดท้องถิ่นถ้าจะอยู่รอดก็ต้องเริ่มด้วยตัวเอง

            ใช่ ต้องให้คนในเขาอยู่รอดก่อน แต่นี่คุณไม่มีท้องถิ่นคุณไม่มีชุมชน ถามว่าเวลาที่คุณพูดถึงชุมชนมันเป็นชุมชนเหรอ มันเป็นพื้นที่ที่คนจากหลายๆ ที่ไปอยู่ร่วมกันต่างหาก

 

อาจารย์ไปเดินตลาดบ่อยไหมครับ

            บ่อยสิ ผมชอบ ผมมักจะไปเดินซื้อผัก ซื้อปลา คุณจะเห็นว่าเมื่อก่อนนี้พวกปลาจะอุดมสมบูรณ์มาก ทั้งผักตามฤดูกาล ทั้งปลาเยอะแยะมาก กุ้ง ปลาอุดมสมบูรณ์มาก เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว มีแต่ปลาเลี้ยง ปลาซีพี คือเดี๋ยวนี้บางทีไปดูตลาดเทศบาลมันไม่ได้เรื่องหรอก มันเป็นแหล่งเสื่อมโทรมมากกว่า อย่างบางแห่ง เช่นคลองลัดมะยมมันดูมีชีวิตชีวา คนมันก็ไปเที่ยวกัน แต่ถ้าไปทำใหม่ขึ้นมามันก็ผิดบรรยากาศ รัฐบาลไม่เข้าใจ ตลาดมันเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนระดับเมือง ไม่ใช่หมู่บ้าน เพราะคนต้องอยู่เป็นย่าน หลากหลายด้วยอาชีพชาติพันธุ์ ก็มีสิ่งที่มาอยู่ร่วมกัน แล้วย่านนี้เขาก็มีสำนึกร่วมว่าเขาเป็นคนย่านนี้ ตลาดนี้ของเขา มีคนพูดถึงสำนึกร่วมเยอะแยะมาก แต่ไม่เข้าใจ อย่างพูดถึงตลาดน้ำมันก็เป็นสัญลักษณ์ของเมือง เพราะตลาดน้ำก็คือตรงนั้นเป็นบ้านเป็นเมืองมาก่อน ไม่เชื่อคุณไปดูอัมพวาสิ โครงสร้างมันเป็นเมือง มีศาลเจ้า มีวัด แล้วก็มีที่อยู่ของคน แต่ไม่พูด ไปพูดแต่เสน่ห์เรื่องการลอยเรือมันก็เลยมีการจัดฉากกันเยอะแยะอย่างที่ดำเนินสะดวกไง เดี๋ยวนี้เขาก็ฟื้นกันขึ้นมาใหม่หลายแห่ง แถวสมุทรปราการก็มีเช่นที่บางผึ้ง ถ้าเขาดูแลกันได้มันก็จะเกิดขึ้น

 

แต่ถ้าทางรัฐหรือทางเทศบาลเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องด้วยก็

            ฉิบหายสิ เพราะมันมากับพวกนายทุน กับพวกนักวิชาการสมัยใหม่ พวกผังเมืองบ้าง บอกว่าไปดูจากต่างประเทศมาอะไรมา เมื่อวานผมเพิ่งไปพูดที่สุพรรณบุรีบอกว่า แหม ตลาดสุพรรณบุรีมันน่าจะจัดล่องเรือดูแม่น้ำลำคลองนะ ตลาดเก้าห้องมันพัฒนาให้เป็นตลาดท้องถิ่นก็ได้ แต่คนใหญ่คนโตดันไปทำหอคอยไว้ซะแล้ว (หัวเราะ) ต้องไปลอกเลียนแบบเขา แต่สิ่งที่เป็นอัตลักษณ์ของเราความภาคภูมิใจของเรากลับไม่รักษา แล้วแม่น้ำลำคลองก็ไปทำซะเสียหมด ผมว่าสติปัญญาของคนเราทำไมมันไม่เข้าใจตัวเองเสียเลย แล้วมันจะโหยหาความเป็นไทยไปทำไม

 

ถ้าตลาดท้องถิ่นแต่ละที่พยายามที่จะหาความเป็นรากเหง้าของตัวเองออกมา

            มันก็จะเป็นการฟื้นความเป็นมนุษย์สู่ท้องถิ่น แล้วช่วยคนแก่คนเฒ่า คนว่างงาน ลูกๆ ก็ได้กลับบ้าน แล้วฟื้นความหลากหลายทางชีวภาพขึ้นมา คุณไปดูที่อาจารย์เสน่ห์ (จามริก) พูดสิ เมืองไทยไม่ต้องเป็นอุตสาหกรรมก็ได้ เพราะเรามีความหลากหลายทางชีวภาพ เป็นแหล่งอาหารที่ยิ่งใหญ่ของโลก คนมาเมืองไทยไม่มีอดอยาก คนไทยไม่เคยมีกาลเทศะกินได้ตลอดทั้งวัน เมืองนอกมีอย่างนี้เหรอ เมืองไทยไม่มีอดตาย ปัญหาเศรษฐกิจเมืองไทยไม่ใช่คน hungry แต่เป็นคน greedy ตะกละไม่รู้จักเพียงพอ แล้วทำลายตัวเอง ทั้งที่เราไม่เคยอดตายนะครับ แต่เราอาจจะฉิบหายในอนาคต ถ้าเข้าใจเราไม่ต้องเป็นอุตสาหกรรม แล้วมันจะเป็นเสน่ห์ ใครๆ ก็ต้องมา เวลานี้อุตสาหกรรมเจ๊งกันไปหมดแล้ว เห็นหรือไม่ แล้วพื้นที่ท้องถิ่นก็โดนโรงงานอุตสาหกรรมยึดไปหมด ชาวบ้านก็กลายเป็นพวกทาสติดที่ดิน คุณไม่เห็นความหลากหลายทางชีวภาพ ที่อีสานหลายแห่งก็ล่มจมไป ถ้าคุณเห็นความหลากหลายทางชีวภาพของท้องถิ่น ทั้งอาหาร ยารักษาโรค แล้วจัดตลาดขึ้นมา มันก็รอด แต่ตอนนี้คุณทำลายมันไป

 

ตลาดท้องถิ่นในแต่ละที่ที่เกิดขึ้นมันจะเป็นอย่างไรต่อไป

            มันก็ต้องมีคนฟื้นขึ้นมา คือต้องใช้ข้าวของใช้สติปัญญาทำให้ตัวเองรอดก่อน แล้วคนนอกค่อยเข้ามาแต่ต้องมีกติกาการอยู่ร่วมกันไม่ให้ใครทำลาย ถ้าฟื้นขึ้นมาคุณทำลายแล้วมันก็จบ บางทีก็เป็นหน้าที่สื่อที่ต้องช่วยกันสร้างสิ่งเหล่านี้ขึ้นมา

 

แล้วถ้ามันเกิดมีตลาดเกิดขึ้นหลายๆ ที่ นักท่องเที่ยวจะลดน้อยลงหรือเปล่า

            ไม่น้อย ถ้ามีตลาดให้ถูกต้องนะ คนจะมากกว่าเดิมอีก คุณดูเมืองไทยสิ พวกโบราณสถานน่ะเล็กนะเมื่อเทียบกับพม่าหรือที่อื่นในโลก โบราณสถานเมืองไทยแม้กระทั่งสุโขทัยมันก็เล็ก อยุธยาก็เล็กเมื่อเทียบกับที่อื่นเขา แต่เสน่ห์ในแม่น้ำลำคลองคือวิถีชีวิตของคน ที่สำคัญคือธรรมชาติ เรามีความหลากหลายเรื่องธรรมชาติมากเลย ไปดูบันทึกที่ฝรั่งเขียนไว้สิ มันไม่ได้พูดเลยว่าเมืองเราใหญ่โต มันพูดถึงคนทั้งนั้นเลย แล้วก็พูดถึงศิลปะบางอย่างเท่านั้นเอง เขามองเห็นชีวิตของคน เขาไม่มองรวมๆ

 

ที่มา: สานแสงอรุณ  ปีที่ ๑๓ ฉบับที่ ๓ พฤษภาคม-มิถุนายน ๒๕๕๒

*นำไปเผยแพร่ต่อ  กรุณาอ้างอิงที่มา* 

 

 

 

 




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
เคียงดิน วันที่ : 20/10/2009 เวลา : 22.57 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/keangdin
รั ก แ ค่ ว า ท ก ร ร ม  อำ พ  ร า ง

ขอบคุณค่ะ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
เคียงดิน วันที่ : 20/10/2009 เวลา : 22.56 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/keangdin
รั ก แ ค่ ว า ท ก ร ร ม  อำ พ  ร า ง

ขบอคุณค่ะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< ตุลาคม 2009 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30 31



[ Add to my favorite ] [ X ]