• สานแสงอรุณ
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : ssamag@yahoo.com, ssamag.member@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-08-22
  • จำนวนเรื่อง : 82
  • จำนวนผู้ชม : 172414
  • ส่ง msg :
  • โหวต 16 คน
สานแสงอรุณ
นิตยสารสาระทางเลือกรายสองเดือน เพื่อ "ดุลยภาพในความงดงามของชีวิต"
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/sarnsaeng-arun
วันพฤหัสบดี ที่ 29 ตุลาคม 2552
Posted by สานแสงอรุณ , ผู้อ่าน : 1711 , 10:39:23 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ปาฐกถาเรื่อง เศรษฐศาสน์กับการผลิตอวิชชาเชิงโครงสร้าง

โดย ดร.เสกสรรค์ ประเสริฐกุล

 

เมื่อวันที่ ๑๙ ตุลาคม ๒๕๕๒ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้จัดงานปาฐกถา ๖๐ ปี เศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์ ประจำเดือนตุลาคม โดย ดร.เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ในหัวข้อ “เศรษฐศาสน์กับการผลิตอวิชชาเชิงโครงสร้าง (Economic Religion and the Production of Structural Ignorance) ”  ที่ห้องประชุมชั้น ๕ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ความว่า

 

ก่อนอื่นผมต้องขอชี้แจงสักนิดว่าเรื่องที่จะคุยกันในวันนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด ผมเพียงแต่พยายามรวบรวมแง่คิด มุมมองต่างๆ ที่มีอยู่แล้วในสังคมมาเรียบเรียงให้เห็นภาพชัดขึ้น อย่างน้อยที่สุดก็เพื่อแสดงจุดยืนและทัศนะที่ผมเห็นด้วย ส่วนหัวห้อที่ตั้งไว้หวือหวานั้น ก็ตั้งไปอย่างนั้นเอง ทำเพื่อดึงดูดความสนใจในหลายๆ ส่วน

อย่างไรก็ดี พูดให้ถึงที่สุดแล้ว เรื่องที่ผมตั้งใจจะพูดก็ไม่ได้ผิดไปจากหัวข้อ เพียงแต่ต้องการชี้แจงล่วงหน้าว่าผมไม่มีความรู้พอที่จะมาวิจารณ์วิชาเศรษฐศาสตร์ อีกทั้งขอจำแนกความแตกต่างระหว่างเศรษฐศาสตร์ในฐานะสาขาวิชา กับเศรษฐศาสน์ที่ผมใช้เป็นชื่อหัวข้อในการปาฐกถา คำหลังนี้พูดอีกแบบหนึ่งใช้คำว่า ลัทธิบูชาเศรษฐกิจ หรือลัทธิบูชาจีดีพี

ความแตกต่างระหว่างวิชาเศรษฐศาสตร์และลัทธิบูชาเศรษฐกิจ อยู่ที่ฝ่ายหลังมักจะขอยืมทฤษฎีหรือจินตภาพของฝ่ายแรกไปใช้อย่างสามานย์ ทำให้เกิดชุดความคิดที่คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันขึ้นมาอีกชุดหนึ่ง ซึ่งหลุดออกจากความเป็นวิชาการ กลายเป็นวาทกรรมทางการเมืองบ้าง เป็นข้ออ้างทางสังคมบ้าง สุดแท้แต่ว่าจะถูกนำไปใช้ในบริบทใด

พูดให้ชัดเจนขึ้นก็คือว่า ลัทธิบูชาเศรษฐกิจหมายถึงลัทธิที่ยึดถือการเติบโตทางเศรษฐกิจและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ เป็นจุดหมายสูงสุดของการขับเคลื่อนสังคมและกิจกรรมชีวิตโดยกำหนดให้ด้านอื่นๆ เป็นเพียงด้านรองที่ขึ้นต่อจุดหมายนี้ กระทั่งอาจถูกหักล้างได้อย่างสิ้นเชิงเพื่อสนองจุดหมายนี้เช่นกัน ยกตัวอย่างเช่นในระดับนโยบายของรัฐ การเข้ามาลงทุนของนักธุรกิจต่างชาติ มักจะมีลำดับความสำคัญสูงกว่าการรักษาสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ หรือการขยายตัวเพิ่มขึ้นของโรงงานอุตสาหกรรมมักถูกกำหนดคุณค่าไว้สูงกว่าการรักษาสภาพเดิมของชุมชนท้องถิ่น เช่นนี้เป็นต้น

ในขณะเดียวกัน ในระดับของปัจเจกบุคคล การยึดถือเศรษฐกิจเป็นศาสนา ก็มักนำไปสู่การหมกมุ่นอยู่กับผลประโยชน์ทางวัตถุหรือรายได้ที่เป็นเงินตรา ในระดับที่ลดทอนหรือยกเลิกคุณค่าอื่นๆ ของชีวิต เช่นมิตรภาพ น้ำใจ ความเมตตา กรุณา ตลอดจนความสงบสันติทางด้านจิตวิญญาณ พูดโดยรวมแล้วลัทธิบูชาเศรษฐกิจ แท้จริงแล้วก็ไม่ได้มีพื้นฐานมาจากการมองโลกโดยภาวะวิสัย หรือ Objective Thinking เท่าใดนัก หรือไม่ได้มาจากกระบวนการคิดที่เป็นวิทยาศาสตร์ แต่เป็นความเชื่อทางอัตวิสัย เป็น Subjective Thinking แบบหนึ่ง ที่งอกมาจากความปรารถนาของคนบางกลุ่มเท่านั้นเอง แต่เมื่อถูกยึดถือกันเป็นจำนวนมาก ก็กลายเป็นลัทธิความเชื่อที่ไม่ต่างอะไรกับศาสนาบางนิกาย อีกทั้งยังเป็นศาสนาที่ก้าวร้าว รุนแรงยิ่ง มีการจัดตั้งองค์กรเพื่อตอกย้ำแนวคิดของตน มีการผลิตวาทกรรมเชิดชูจุดหมายของตน อีกทั้งมีขบวนการขับเคลื่อนให้บรรลุเป้าหมายของตน ตลอดจนมีบทลงโทษลงทัณฑ์ผู้ที่ไม่เห็นด้วย หรือขัดขวางแนวคิดของตน เช่นนี้แล้วลัทธิบูชาเศรษฐกิจจึงส่งผลต่อโลกทัศน์ ชีวทัศน์ของคนในสังคมอย่างหนักหน่วง ทำให้มีการมองโลกเพียงด้านเดียว คือด้านที่เป็นผลประโยชน์ทางวัตถุเท่านั้น

อันนี้ต่างกับการมองโลกตามวัตถุวิสัยเชิงปรัชญา ซึ่งไม่จำเป็นต้องมีผลประโยชน์ส่วนตัวเข้ามาเกี่ยวข้อง หากเป็นผลประโยชน์ในการทำความเข้าใจบางมิติของชีวิตและของจักรวาล

ผมคงไม่ต้องเอ่ยก็ได้ว่าความหมกมุ่นถึงผลประโยชน์ทางวัตถุนั้น ได้ลดทอนความสงบทางจิตใจลงไปขนาดไหน ความอยากมีอยากเป็นอย่างไร้ขอบเขตทำให้บุคคลต้องทะเลาะกับตัวเอง ทะเลาะกับผู้อื่น และทะเลาะกับธรรมชาติ ซึ่งล้วนแล้วแต่ไม่สอดคล้องกับจุดหมายในการสร้างชีวิตและสังคมที่สงบเย็น

เราอาจจะพูดได้ว่าโลกทัศน์ดังกล่าวเป็นการมองโลกและชีวิตผิดไปจากความจริง ซึ่งเป็นความมืดทึบทางปัญญา หากพูดภาษาธรรมก็คือว่า เป็นชีวิตที่ถูกดันโดยอวิชชา หรือ Ignorance

ตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนา อวิชชาหรือความไม่รู้นั้นมีสาเหตุมาจากความหลงในอะไรสักอย่าง เป็นโมหะ หรือบางทีก็หลงใหลในทุกสิ่งทุกอย่างจนมองไม่เห็นความจริงของชีวิต ตามที่พระท่านสอนมีวิชชา ๔ กับอวิชชา ๔

ข้อแรก หมายถึงว่าไม่รู้อริยสัจ ๔ ประการ อันได้แก่ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค ส่วนข้อหลังนั้นเพิ่มไปอีกสี่ประการคือไม่รู้อดีต ไม่รู้อนาคต ไม่รู้ทั้งอดีตและอนาคต ตลอดจนไม่เรื่องปฏิจจสมุปบาทอันเป็นวงจรที่ก่อให้เกิดทุกข์ แน่นอนผมตระหนักดีว่านี่อาจจะไม่ใช่เวลาที่จะลงลึกถึงระดับโลกุตรธรรม

แต่ก็อดตั้งข้อสังเกตไม่ได้ว่า ในระบบเศรษฐกิจแบบบริโภคนิยมที่เน้นแต่ด้านของการเติบโตทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค ต่างก็หลุดไปจากรากเหง้าทางวัฒนธรรม อีกทั้งปรุงแต่งสินค้าซึ่งถูกนำมาปรุงแต่งชีวิตกันตามอารมณ์ โดยไม่สนใจว่าผลกระทบระยะยาวจะออกมาเช่นใด นี่เราอาจเรียกได้ว่า นี่เป็นอวิชชาที่ไม่รู้ทั้งอดีตและอนาคตเป็นการหมุนวนอยู่กับวงจรทุกข์อย่างหาทางออกไม่ได้

วรรคแรกของปฏิจจสมุปบาทนั้นกล่าวว่า เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยสังขารจึงมี อันนี้แปลว่าเพราะมีความโง่เขลาเป็นเครื่องมือ ผู้คนจึงก่อกรรมขึ้นมา ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่าการจะหลุดพ้นจากวงวัฏของกรรมเวร หรือพ้นทุกข์ย่อมเป็นเรื่องทำไม่ได้ หากไม่มีการดับอวิชชาเสียก่อน พูดแบบสำนวนซ้ายเก่าก็คือว่า หากทฤษฎีชี้นำไม่ถูกต้อง การต่อสู้ก็จะไม่มีวันได้รับชัยชนะ

อย่างไรก็ดี ในวันนี้ผมอยากจำกัดการสนทนาไว้ที่เรื่องความทุกข์ร้อนทางสังคม ไม่ได้คิดไกลไปถึงการหลุดพ้นทางด้านจิตวิญญาณ เพราะฉะนั้นคำว่าอวิชชาที่นำมาใช้ ไม่ใช่เป็นเรื่องการหลงผิด แต่เป็นการใช้ในความหมายกว้างๆ เป็นการมองชีวิตแค่ด้านเดียว หรือมองโลกจากความจริง

ในความเห็นของผม อวิชชาดังกล่าว ไม่ได้เกิดจากความโง่เขลาเบาปัญญาของปัจเจกบุคคล มากเท่ากับการถูกผลิตขึ้นอย่างจงใจ โดยโครงสร้างหลักๆ ของสังคม ที่สำคัญคือมันถูกผลิตขึ้นโดยนโยบายหลักของรัฐ โดยระบบการศึกษาของรัฐที่เป็นการศึกษาแบบแยกส่วนตัดตอน ตลอดจนโดยกระบวนการโฆษณาสินค้าและบริการที่ท่วมทับระบบข่าวสารของสังคม จนเหลือพื้นที่ให้ทางเลือกอื่นๆ น้อยเต็มที่

กล่าวอีกแบบหนึ่งก็คือว่า อวิชชาหรือความโง่เขลาในประเทศนี้ เป็นผลผลิตเชิงโครงสร้าง เป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นและผลิตซ้ำโดยกระบวนการทางสังคม ไม่ใช่ปัญหาพันธุกรรม หรือเกิดจากโรคภัยไข้เจ็บอันใด

ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับนโยบายของรัฐ ผมคงไม่ต้องพูดอะไรมาก เพราะมีการวิพากษ์วิจารณ์กันมามากแล้ว ผลจากการพัฒนาประเทศที่ไม่สมดุล ทำให้ประเทศของเราตกอยู่ในสภาวะ ๑ รัฐ  ๒ สังคม รวยสุดขั้ว จนสุดขีด จนกะทั่งกลายเป็นปัญหาการเมืองที่แก้ไม่ตก เมื่อมวลชนแยกกันฝากความหวังไว้กับชนชั้นนำต่างกลุ่ม ซึ่งขัดแย้งกันเรื่องพื้นที่อำนาจ ผมไม่คิดว่าใครจะแก้ปัญหาวิกฤตการเมืองแบบนี้ได้ ถ้าไม่นำปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจมาพิจารณาควบคู่กันไปด้วย อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่สะท้อนลักษณะอวิชชาในนโยบายของรัฐก็คือ แทบจะไม่มีการสรุปบทเรียนอะไรอย่างมีสาระสำคัญ เกี่ยวกับความผิดพลาดในนโยบายการพัฒนาประเทศ มิหนำซ้ำยังย้ายอุปาทานเรื่องการพัฒนามาเป็นอุปาทานเรื่องตลาดเสรี กระทั่งผสมผสานมันเข้าหากันโดยยืนยันไว้ทั้งในรัฐธรรมนูญฉบับ ๒๕๔๐ และฉบับ ๒๕๕๐

ในเมื่อรัฐเป็นฝ่ายยืนยันในมายาคติในเรื่องเหล่านี้เสียแล้ว ผู้ที่ถือลัทธิบูชาเศรษฐกิจหรือบูชาจีดีพี ก็นับว่ามีทั้งมหาวิหารและคัมภีร์อ้างอิงอย่างพร้อมมูล เรียนตรงๆ ว่าผมเองก็ไม่เข้าใจว่าเมื่อผลของการพัฒนาเศรษฐกิจไม่ว่าจะเป็นแบบแห่งชาติหรือแบบไร้พรมแดน ทำให้ช่องว่างระหว่างคนรวยสุด ๒๐ เปอร์เซ็นต์ กับคนจนสุด ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ห่างกันถึง ๑๓.๒ เท่าและคนรวยสุด ๑๐ เปอร์เซ็นต์เป็นเจ้าของทรัพย์สินมากกว่าครึ่งหนึ่งของประเทศ เทียบกับคนจนสุด ๑๐ เปอร์เซ็นต์ได้ส่วนแบ่งแค่ ๓.๙ เปอร์เซ็นต์  แล้วเรายังยืนยันที่จะเดินหนทางนี้ต่อไปได้อย่างไร บางทีเรื่องมันอาจจะเป็นแบบที่ท่านอาจารย์ผาสุก พงษ์ไพจิตรเคยชี้ไว้ คือความเหลื่อมล้ำไม่ใช่กระบวนการปกติ แต่เป็นสิ่งที่สังคมเลือก และก็คงมีแต่สังคมอวิชชาเท่านั้นที่เห็นว่าความเหลื่อมล้ำเป็นของดี

เพราะฉะนั้นมันคงจะไม่ใช่เรื่องที่ปราศจากเหตุผล ที่ท่านอาจารย์ประเวศ วะสี เคยสรุปไว้ว่า ระบบเศรษฐกิจแบบที่เป็นอยู่ นับเป็นกำแพงด้านหนึ่งที่กั้นขวางการเติบโตทางปัญญา ที่ท่านใช้คำว่าเป็นหลุมดำทางปัญญา นอกเหนือไปจากสังคมแนวดิ่ง อำนาจรัฐที่รวมศูนย์ และระบบการศึกษา

พูดถึงระบบการศึกษา อันที่จริงถ้าเรามีระบบการศึกษาที่สร้างพลังทางปัญญาได้สำเร็จ เราอาจจะช่วยถ่วงดุลอวิชชาของลัทธิบูชาจีดีพีได้บ้าง แต่ดังที่ผมกล่าวไว้แล้วในบางที่บางแห่ง โครงสร้างและเนื้อหาของการศึกษาไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการศึกษาในระดับสูงเป็นการศึกษาแบบแยกส่วน เน้นไปในทางแยกสาขาแตกโครงการมากกว่าบูรณาการองค์ความรู้ให้เข้าใจโลกและชีวิตโดยรวม กล่าวอีกแบบคือเราแยกมิติต่างๆ ของความจริงออกจากกัน แยกห้องเรียนออกจากโลกภายนอก แยกผลการเรียนออกจากเจตจำนงในการเรียน กระทั่งตัวสถาบันการศึกษาเองก็แยกห่างออกจากสังคม สภาพเช่นนี้ทำให้การตื่นรู้ทางปัญญาเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยาก อย่างไรก็ดี แม้ว่าการศึกษาแบบแยกส่วนจะมีที่มาจากปัจจัยหลายอย่าง แต่ท้ายที่สุดตัวแปรที่กำหนดสภาพดังกล่าวมากที่สุด ก็คือตลาด พูดให้ชัดขึ้นก็คือการศึกษาในปัจจุบันถูกย่อความให้มีฐานเป็นกระบวนการผลิตตนเองของผู้ศึกษา เพื่อจะได้กลายเป็นสินค้าราคาแพงในตลาดแรงงาน ทั้งนี้โดยไม่ต้องสนใจไยดีว่าในภาพที่ใหญ่กว่า แรงงานของตนจะถูกนำไปสนองวัตถุประสงค์ใด แม้แต่อาจารย์ที่สอนวิชาต่างๆ ก็อาจจะไม่ทันได้ไตร่ถามว่าศาสตร์ที่มอบให้ลูกศิษย์นั้นเป็นศาสตร์แห่งการครอบงำและครอบครอง หรือเป็นศาสตร์แห่งการเข้าใจและเข้าถึง

แน่นอน การผลิตตัวเองให้เป็นสินค้าที่มีราคาในท้องตลาดโดยผ่านการศึกษา กล่าวอย่างถึงที่สุดแล้วก็เป็นกระบวนการผลิตตัวตนของปัจเจกบุคคลไปด้วย แต่ก็เป็นตัวตนในมุมแคบเต็มที อยู่ในระดับอหังการ มมังการ หรือตัวกูของกูเท่านั้น

ด้วยเหตุนี้สังคมไทยจึงเป็นสังคมที่บ้าปริญญา เต็มไปด้วยผู้ที่มีการศึกษาสูงที่โง่เขลา หลายคนอาจจะมีรายได้มาก หาเงินเก่ง แต่มีชีวิตที่เหลือเหมือนอนารยชน เพราะฉะนั้นแทนที่จะให้แสงสว่างทางปัญญาแก่สังคม ระบบการศึกษาที่ตกเป็นอาณานิคมของลัทธิบูชาเศรษฐกิจกลับกลายเป็นโครงสร้างที่ผลิตอวิชชาเสียเอง

กล่าวสำหรับระบบการนำเสนอข่าวสารในสังคมซึ่งมีผลหล่อหลอมโลกทัศน์ไม่น้อยไปกว่าระบบการศึกษา กระทั่งอาจจะมีพลังหนักหน่วงกว่า เราก็เห็นอยู่แล้วว่าสถานการณ์เป็นเช่นไร อาจจะพูดได้ว่า กระแสหลักของการนำเสนอข้อมูลข่าวสารในสังคมได้ถูกครอบงำโดยแรงจูงในทางธุรกิจไปแล้วอย่างสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการโฆษณาสินค้าและวิถีชีวิตแบบบริโภคนิยม หรือการเสนอข่าวเร้าใจให้เสพ ทั้งๆ ที่หลายเรื่องไม่ควรจะเป็นข่าว แม้กระทั่งวิธีการนำเสนอข่าวความเป็นไปในบ้านเมืองธรรมดาๆ ก็ต้องมีการปรุงรสเพื่อเพิ่มยอดขาย สภาพดังกล่าวนับว่าสวนทางกับสภาพสังคมอุดมปัญญาในระดับประสานงา เป็นการผลิตอวิชชาในระดับโครงสร้างอีกชนิดหนึ่ง ผู้ผลิตสื่อไม่ว่าจะหวังดีสักเพียงใด ล้วนแล้วแต่ดิ้นไม่พ้นอิทธิพลของเงื่อนไขทางธุรกิจ จำเป็นต้องปรุงแต่งข่าวสารให้นำมาซึ่งกำไรสูงสุดของผู้ว่าจ้าง ซึ่งตนเองมีส่วนแบ่งอยู่ด้วย ลัทธิบูชาเศรษฐกิจจะไม่ปราณีผู้คนที่ไม่ยอมร่วมมือ

ในสภาวะที่ระบบข่าวสารของสังคมเป็นเช่นนี้ ก็ชวนให้น่าสงสัยเหมือนกันว่า กลไกการทำงานของสิ่งที่เรียกว่าตลาดเสรีจะเป็นเช่นไร

สมมุติฐานของวิชาเศรษฐศาสตร์ที่เห็นว่าในระบบตลาด มนุษย์เราจะตัดสินใจอย่างมีเหตุมีผล แท้จริงแล้วเป็นไปได้หรือไม่ การถูกพูดกรอกหูอยู่ทุกวันว่าผิวคล้ำเป็นปมด้อย หรือรักแร้ดำเป็นปัญหาใหญ่ของชีวิต จนต้องซื้อครีมยี่ห้อนั้นยี่ห้อนี้มาถูทาเป็นการตัดสินใจที่เต็มไปด้วยเหตุผลหรือไม่ แน่นอนวิถีชีวิตแบบบริโภคนิยมที่กระพือพัดอยู่ในสื่อโฆษณาต่างๆ ย่อมทำให้ผู้คนจำนวนมากไม่พอใจชีวิตที่เป็นอยู่ เพราะสิ่งที่ยังไม่ได้บริโภคยังมีอีกมากเหลือเกิน

กระนั้นก็ตาม ไม่ใช่ทุกคนจะมีรายได้พอในการบริโภคตามแรงโฆษณา ด้วยเหตุนี้วิธีคิดที่ก่อรูปตามหลังมาก็คือ ตัวเองยังรวยไม่พอ ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงอาจจะพออยู่พอกินมากแล้วก็ตาม  ในความเห็นของผม แม้ว่าเราจะมีคนที่จนจริงๆ อยู่ในประเทศหลายล้านคน ซึ่งจำเป็นจะต้องดิ้นรนหาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องทุกรูปแบบ แต่คนเหล่านั้นกลับไม่ได้สานต่อก่อกระแสอวิชชาเท่ากับสภาพจิตแบบกลัวไม่รวยของคนชั้นกลาง ที่ตกเป็นเหยื่อโฆษณาของสื่อต่างๆ ดังเราจะเห็นการเข้าหาไสยศาสตร์อย่างบ้าคลั่งของคนกลุ่มหลัง ซึ่งนำไปสู่การบิดเบือนศาสนธรรมอย่างไม่เคอะเขิน วัดวาอารามหรือสถานที่ศักดิ์สิทธิหลายแห่งล้วนถูกดัดแปลงให้เป็นแหล่งพิธีกรรมขอลาภยศสรรเสริญ บางพวกตระเวนไหว้พระไหว้เจ้าทุกแห่งเพื่อจุดหมายที่ตรงกันข้ามกับพระธรรมคำสั่งสอน หลายคนไหว้กระทั่งหมูหมากาไก่ ท่อนไม้สากกะเบือ หรือสัตว์ชนิดไหนก็ได้ที่เกิดมาผิดปกติจากเพื่อนร่วมสายพันธุ์ ทั้งนี้ด้วยความปรารถนาเพียงหนึ่งเดียวคือ ขอให้รวย ขอให้รวย

อันที่จริง ถ้าจะบอกว่าทั้งหมดนี้เป็นผลจากลัทธิบริโภคนิยมอย่างเดียวคงไม่ถูก เพราะในบางกรณี ความมั่งคั่งอาจจะไม่เกี่ยวกับการบริโภคแต่ถูกมองเป็นจุดหมายสูงสุดโดยตัวของมันเอง ดื้อๆ ลอยๆ เหมือนกับที่นโยบายของรัฐเน้นเรื่องการเติบโตของจีดีพี

เมื่อไม่นานมานี้ผมได้อ่านบทสัมภาษณ์ของสุภาพบุรุษท่านหนึ่ง ซึ่งน่าสนใจมาก ท่านบอกว่าตัวเองได้เลี้ยงปี่เซี๊ยะไว้ทั้งหมด ๓ คู่ โดยตั้งชื่อให้ เช่น ตัวหนึ่งชื่ออำนาจ ตัวหนึ่งชื่อบารมี ตัวหนึ่งชื่อพันล้านและอีกตัวหนึ่งชื่อหมื่นล้าน ปี่เซี๊ยะดังกล่าวมีคุณสมบัติหลายอย่าง แต่ที่สำคัญคือส่งเสริมความมั่งคั่งร่ำรวย นำโชคลาภให้ไหลมาเทมา ท่านให้สัมภาษณ์ว่าปี่เซี๊ยะพวกนี้ต้องทำจากหยกหรือหินเพราะจะมีพลังในตัวเอง โดยจะต้องผ่านพิธีปลุกเสกก่อน พอได้มาก็ต้องเอามาอาบน้ำ ตั้งชื่อ ขอให้เขาช่วยดูเงินดูทองให้เรา เลี้ยงเหมือนทามาก๊อต เอาน้ำตั้งให้เขากิน เวลากลางคืนนั่งดูทีวีก็เอาเขามาวางข้างๆ เรียกชื่อเขา ลูบเขา ขอให้เขาให้ลาภเรา ท่านเจ้าของบทสัมภาษณ์นี้ยังยืนยันด้วยว่าข้อห้ามสำหรับการเลี้ยงปี่เซี๊ยะนั้น คนที่เป็นเจ้าของจับได้คนเดียว หากให้คนอื่นจับเหมือนแบ่งโชคแบ่งลาภให้คนอื่น ผมคงไม่ต้องออกความเห็นเพิ่มเติมอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพียงแต่ขอทำหมายเหตุเป็นเชิงอรรถนิดหน่อยว่า ปี่เซี๊ยะนั้น คือรูปแกะสลักขนาดเล็กที่มีส่วนผสมของผสมของสัตว์หลายชนิด ทั้งสัตว์ที่มีจริงและสัตว์ในจินตนาการ ส่วนทามาก๊อตเป็นของเล่นเด็กญี่ปุ่น เลียนแบบรูปสัตว์ที่เป็นเหมือนตัวการ์ตูน ส่วนผู้ให้สัมภาษณ์เรื่องทั้งหมดนี้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ถึงวันนี้เราอาจพูดได้ว่าการผลิตสื่อโฆษณาในแนวทางของลัทธิบูชาเศรษฐกิจกับโลกทัศน์ชีวิทัศน์ของผู้เสพสื่อ ได้ทักทอเป็นสายใยสำคัญหรือเป็นปฏิสัมพันธ์จนไม่รู้ว่าใครเป็นผู้กำหนดใคร และในระบบตลาดเสรี เมื่อมีความเรียกร้องต้องการในเรื่องความมั่งคั่งส่วนบุคคลมากขึ้นเรื่อยๆ หนังสือประเภทนำเสนอวิธีการบรรลุเป้าหมายดังกล่าวจึงถูกผลิตออกมาสนองความต้องการของผู้บริโภคอย่างท่วมท้น จนเหลือพื้นที่สำหรับหนังสือประเภทอื่นๆ น้อยเต็มที

แน่นอนสำหรับสำนักพิมพ์และร้านหนังสือ มีแต่หนังสือที่ขายได้เท่านั้นจึงถือว่าเป็นหนังสือที่ดี ส่วนเนื้อหาสาระที่บรรจุไว้ในหน้ากระดาษอาจจะไม่สำคัญ ทั้งๆ ที่มันอาจจะถอนรกถอนโคนคุณค่าที่เหลือทั้งหมดของชีวิตเลยทีเดียว ยกตัวอย่างเช่นหนังสือแปลเล่มหนึ่งที่น่าจะกำลังขายดีในประเทศไทย หลังจากขายดีมาแล้วในโลกตะวันตก หนังสือเล่มนี้มีชื่อในภาษาไทยว่ารวยได้ไม่ต้องเอาถ่าน โดยมีคำโปรยหน้าปกสำทับไว้ด้วยว่า นี่คือวิธีคิดทางการเงินแบบนอกกรอบ ที่ช่วยให้คนไม่เอาถ่านพลิกกลับมารวยล้ำหน้าคนที่ฉลาดและทำงานหนักกว่า เอาล่ะ บางทีชื่อหนังสือคำโปรยอาจจะเป็นแค่กลยุทธ์ทางการค้า ที่ใช้เรียกร้องความสนใจ แต่พอพลิกอ่านข้างใน เราจะพบว่าผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ เอาจริงกับเรื่องที่เขาเขียนมาก และหมายความตามชื่อเรื่องและคำโปรยจริงๆ ดังมีข้อความตอนหนึ่งเขียนว่า “คนไม่เอาถ่านผู้มั่งคั่ง ล้วนมีเป้าหมายหลักในการครอบครองทรัพย์สินให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เป้าหมายของคุณในฐานะคนไม่เอาถ่านผู้มั่งคั่งมือใหม่ ก็คือซื้อหาทรัพย์สินชิ้นแรกมาซะ คุณไม่จำเป็นต้องมีเงินมากหรอกครับ อันที่จริงแล้ว คุณไม่ต้องใช่เงินตัวเองเลยก็ได้” นอกจากนี้ก็มีข้อความบางอย่างเขียนไว้เกี่ยวกับชีวิตที่ดี

“การมีชีวิตที่ดีเสียตั้งแต่ตอนนี้หมายถึงอะไร มันหมายถึงการสนุกกับสิ่งของทุกอย่างของคนที่มีฐานะมั่งคั่ง ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า รถยนต์ การท่องเที่ยว สิ่งของหรูหรา สิ่งของดีๆ ทั้งหลาย แต่ก็อย่างที่คุณรู้อยู่แล้ว ผมยังเชื่อว่าการเป็นคนไม่เอาถ่านผู้มั่งคั่ง คุณต้องมีเวลาอีกด้วย ซึ่งเป็นของขวัญอันล้ำค่าที่คุณใช้ร่วมกับคนอื่น คนไม่เอาถ่านผู้มั่งคั่งใช้เวลากับครอบครัวอย่างจริงจัง พวกเขาอุทิศตัวให้กับชุมชน ให้เงินบริจาคองค์กรการกุศล สนับสนุนสถาบันการศึกษาและศาสนา พวกเขาคือผู้อุปถัมภ์วงการวิทยาศาสตร์และศิลปะ พวกเขาช่วยคนอื่นตะเกียกตะกายออกจากความจน ผมจึงอยากเป็นคนไม่เอาถ่านผู้มั่งคั่งทางจิตวิญญาณด้วย”

เช่นเดียวกับเรื่องปี่เซี๊ยะให้ลาภ ผมคงไม่ต้องออกความคิดเห็นเพิ่มเติม แต่จะว่าไปนับถึงวันนี้แนวคิดข้างต้นก็ไม่ใช่ของใหม่ แต่การที่มันถูกผลิตซ้ำแล้วซ้ำอีกอย่างเข้มข้นในรูปแบบต่างๆ ก็ชวนให้คิดอยู่ไม่น้อยว่าสังคมที่ถูกอบร่ำด้วยบรรยากาศเช่นนี้อย่างต่อเนื่องจะนำพาวิกฤตแบบไหนมาให้เราอีก

สิ่งที่น่าสังเกตเกี่ยวกับหนังสือที่ผมยกมาก็คือว่า มันมีข่าวสารที่ยืนยันว่าต้องรวมศูนย์ความมั่งคั่งไว้ในมือคนส่วนน้อยก่อน จากนั้นค่อนกระจายรายได้และความเจริญ ผมไม่ทราบว่าในระดับปัจเจกบุคคลมันเกิดขึ้นได้จริงหรือเปล่า เป็นไปได้แค่ไหนที่จะบวกรวมจิตวิญญาณที่โลภเร่งถึงขีดสุด เข้ากับจิตวิญญาณที่อุทิศตัวเพื่อผู้อื่น แต่อย่างน้อยผมทราบว่าแนวคิดที่คล้ายๆ กันเคยถูกโฆษณาโดยรัฐและนักวิชาการในประเทศไทยมาตั้งแต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฉบับแรกๆ และมันเป็นคำมั่นสัญญาที่ไม่เคยปรากฏเป็นจริง เพราะฉะนั้นการเอามายาคติดังกล่าวมาผลิตซ้ำอีก จึงไม่อาจเป็นอย่างอื่นไปได้ นอกจากเป็นอวิชชา

          จริงอยู่ ลำพังความคิดอยากได้อยากมีเหล่านี้ หากไม่ไปละเมิดใครก็อาจอนุโลมได้ว่าเป็นแค่ความเชื่อส่วนตัว เป็นสิทธิเสรีภาพแบบหนึ่ง แม้จะไม่ค่อยสร้างสรรค์นักก็ตาม

แต่ความเป็นจริงมีอยู่ว่า สถานการณ์ทางสังคมไม่ได้หยุดอยู่ที่ความคิดอันฟุ้งซ่านเท่านั้น หากแต่นำไปสู่ความเดือดร้อนอันเป็นรูปธรรมด้วย ทั้งคนที่ถูกทิ้งให้ยากจนสุดขีดและคนที่กลัวไม่รวย ล้วนแล้วแต่มีโอกาสแต่ลื่นไถลไปสู่การสนองความต้องการของตนโดยไม่เลือกวิธีการ ดังจะเห็นได้จากตัวเลขสถิติอาชญากรรมต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่มีพื้นฐานจากความอยากได้ผลประโยชน์ทางวัตถุทั้งสิ้น

นอกจากนี้ประเทศไทยยังมีปัญหาคอร์รัปชั่นอย่างหนักหน่วง จากรายงานล่าสุดของธนาคารโลก เราถูกจัดไว้ที่อันดับที่ ๘๐ จาก ๑๖๐ ประเทศ ทั้งนี้โดยมีการเรียงลำดับจากคอร์รัปชั่นน้อยสุดไปสู่คอร์รัปชั่นมากสุด ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบเป็นคะแนนกับประเทศใกล้เคียงในเอเชียด้วยกันแล้ว ประเทศไทยได้เพียง ๓.๕ จากคะแนนเต็ม ๑๐ ขณะที่มาเลเซียได้ ๕.๑ ญี่ปุ่นได้ ๗.๓ และสิงคโปร์ได้ถึง ๙.๒

ทุกท่านคงทราบดีอยู่แล้วว่าปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นเป็นปัญหาใหญ่ที่เกาะกินประเทศมาช้านาน กลายเป็นปัญหาการเมืองและปัญหาประสิทธิภาพในการบริหารราชการแผ่นดิน เราคงพูดไม่ได้ว่าปัญหาเหล่านี้ไม่เกี่ยวกับโลกทัศน์ทางด้านผลประโยชน์ โดยเฉพาะผลประโยชน์เศรษฐกิจ แต่มันเป็นผลประโยชน์ที่ออกนอกบรรทัดฐาน ไปไกลซึ่งสุดท้ายกลับมาส่งผลร้ายต่อระบบเศรษฐกิจเอง ดังจะเห็นได้จากคำปรารภของท่านประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ที่ปรากฏในหน้าหนังสือพิมพ์ไม่นานนี้ว่า

“ได้รับทราบจากบรรดาผู้รับเหมาก่อสร้างว่ามีการกินค่าหัวคิวในโครงการต่างๆ ภายใต้งบประมาณไทยเข้มแข็งสูงถึง ๒๐-๒๕ เปอร์เซ็นต์ ถือว่ามากเกินไป ถ้ากินเพียงแค่ ๕ เปอร์เซ็นต์ ก็คงไม่เป็นไร ถือว่าธรรมดา” ตามที่หนังสือพิมพ์ฉบับดังกล่าวได้คำนวณไว้ หากมีการคิดค่าหัวคิวในอัตราร้อยละ ๒๕ ตามโครงการไทยเข้มแข็ง เงินภาษีอากรของประชาชนที่รั่วไหลไปสู่กระเป๋าคนโกงจะมีปริมาณมากกว่า ๓.๕ แสนล้านบาท นี่ก็เป็นปัญหาที่เริ่มต้นด้วยความอยากรวย

แน่นอนเราคงไม่สามารถโยนความผิดปกติเหล่านี้ไปให้วิชาเศรษฐศาสตร์ช่วยรับผิดชอบ แต่ก็คงต้องยอมรับว่ามันเป็นสภาพที่ต่อเนื่องมาจากอวิชชาเชิงโครงสร้าง ซึ่งเกิดจากลัทธิบูชาผลประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจ ทำให้คนจำนวนหนึ่งเข้าใจผิดคิดว่าที่ผ่านมากินหัวคิวแค่ ๕ เปอร์เซ็นต์ไม่มีใครว่าอะไร หากจะเพิ่มเป็น ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ก็ไม่น่าจะเป็นไรเช่นกัน เพราะถึงอย่างไรเงินทองที่ได้มาทั้งโดยอาชญากรรมและการฉ้อราษฎร์บังหลวง เมื่อถูกนำมาจับจ่ายใช้สอยในตลาดของผู้บริโภคก็นับเป็นส่วนหนึ่งของจีดีพีอยู่แล้ว โดยไม่ต้องเคอะเขิน

เพราะฉะนั้น ในความเห็นของผม ปัจจัยมูลฐานที่สุดที่ก่อให้เกิดอวิชชาเชิงโครงสร้าง ก่อให้เกิดการมองโลกเพียงด้านเดียวซึ่งผิดจากความจริง ยังคงอยู่ที่นโยบายของรัฐ ซึ่งเน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างไม่หยุดยั้ง

ที่ผ่านมาในระยะเวลาเกือบครึ่งศตวรรษ รัฐไทยได้ใช้อำนาจรวมศูนย์กำหนดความสำคัญในการเติบโตทางเศรษฐกิจไว้เป็นอันดับหนึ่ง มิไยว่าบาดแผลทางสังคมที่เกิดขึ้นจะสั่งสมไว้มากแค่ไหน มิไยว่าความเหลื่อมล้ำทางด้านรายได้จะถ่างกว้างออกไปเพียงใด การเสื่อมทรุดของทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมจะหนักหน่วงปานใด รัฐก็ยังคงยืนยันที่จะให้การเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นเป้าหมายอันดับหนึ่งอยู่ตลอดเวลา สภาพเช่นนี้ทำให้สังคมไทย ถึงอย่างไรก็หนีไม่พ้นความขัดแย้งในระดับโครงสร้างไปได้

ตัวอย่างที่เห็นชัดเจนคือ มาบตาพุด ซึ่งเป็นความขัดแย้งระหว่างการสร้างความมั่งคั่งทางวัตถุโดยผ่านการพัฒนาอุตสาหกรรม กับคุณภาพชีวิตของผู้คนในท้องถิ่น การที่ชุมชนชาวมาบตาพุดและเครือข่ายภาคประชาชนที่เห็นอกเห็นใจไม่อาจฝืนทนกับสภาพที่ทรมานเช่นนี้ต่อไป นับเป็นการตื่นรู้ครั้งสำคัญของสังคมไทย ที่เรียกร้องต้องการให้รัฐไทยออกจากลัทธิบูชาเศรษฐกิจ และนำพาประชาชนมาสู่ชีวิตที่สมดุลมากขึ้น

อย่างไรก็ดี สิ่งที่น่าสนใจมากเกี่ยวกับกรณีนี้ก็คือ นับตั้งแต่ศาลปกครองกลางมีคำสั่งให้ระงับโครงการขยายอุตสาหกรรม ๗๖ โครงการ ทั้งในพื้นที่มาบตาพุดและในพื้นที่ใกล้เคียง ปรากฏว่าทั้งภาครัฐและภาคธุรกิจเอกชนต่างก็ออกมาแสดงความวิตกกังวลว่า คำสั่งศาลดังกล่าวจะทำให้เกิดผลเสียทางด้านเศรษฐกิจ ทั้งนี้โดยมีชุดเหตุผลที่เราได้ยินได้ฟังกันมาจนคุ้นเคย คือหนึ่ง ต่างชาติจะไม่ลงทุนในประเทศไทย สอง จีดีพีจะลดลงเพราะเงินลงทุนหายไปสามถึงสี่แสนล้านบาท และสามผู้คนจะตกงานถึงหนึ่งแสนคน เพราะฉะนั้นโดยรวมแล้วประเทศไทยจะเสียหายมาก

ที่ผมบอกว่าน่าสนใจก็คือว่า ชุดเหตุผลเช่นนี้ได้ถูกนำมาใช้ทุกครั้งที่มีความขัดแย้งคล้ายๆ กัน เพราะฉะนั้นมันจึงมีลักษณะเป็นอุดมการณ์หรือวาทกรรมทางการเมืองมากกว่าคำอธิบายสถานการณ์ที่เป็นจริง และลักษณะของอุดมการณ์ไม่ว่าของฝ่ายไหนก็ตาม กระบวนการใช้ตรรกะเหตุผลบางอย่าง เหตุผลทั้งหมดมักจะตั้งอยู่บนฐานความเชื่อบางอย่างที่ยกขึ้นหิ้งไว้ แล้วบอกว่าห้ามเถียง เช่นในกรณีนี้ การขยายตัวของอุตสาหกรรมคือผลประโยชน์ส่วนรวม จีดีพีคือดัชนีชี้วัดความเจริญรุ่งเรือง การมีงานทำเป็นสิ่งที่ดี อะไรทำนองนั้น

ในจุดนี้ผมอยากจะขอหมายเหตุไว้สักนิดว่า ถ้าพิจารณาโดยหลักธรรมแล้ว อุดมการณ์ทุกประเภทล้วนเป็นมิจฉาทิฐิ เพราะมันเกิดจากการจับความจริงบางส่วนมาขังไว้ในกรอบคิดทางอัตวิสัย จากนั้นก็ปรุงแต่งถือมั่นจนมองข้ามความจริงรูปธรรมที่คลี่คลายอยู่เบื้องหน้าในปัจจุบัน ท้ายที่สุดมุมมองแบบนี้ก็จะนำไปสู่การเข้าใจโลกอย่างผิดๆ กระทั่งหลุดไปจากความจริงอย่างสิ้นเชิง หรือทะเลาะกับความจริงอย่างเอาเป็นเอาตาย เพราะมีความคิดว่าตัวเองเป็นเจ้าของความจริงเสียเอง พวก Fundamentalist ทั้งหลายไม่ว่าซ้ายหรือขวา ไม่ว่าฝ่ายศาสนาหรือการเมือง ล้วนแล้วแต่มีมิจฉาทิฐิเช่นนี้

ในกรณีของมาบตาพุด สิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกใจหายก็คือ ขณะที่ชาวบ้านผู้เดือดร้อนเป็นบุคคลที่มีหน้าตาตัวตนอย่างแท้จริงเป็นรูปธรรม มีคนเจ็บคนป่วยและคนเสียชีวิตด้วยโรคร้ายนานาชนิดอย่างเป็นรูปธรรม ฝ่ายรัฐและภาคธุรกิจกลับพูดถึงคุณค่าและปริมาณของเงินลงทุนแบบลอยๆ โดยไม่มีข้อมูลชัดเจนว่าใครได้อะไรแค่ไหนจากเงินดังกล่าว จำนวนคนทำงานหนึ่งแสนคนก็เป็นมนุษย์นิรนาม ไม่รู้ว่าเป็นใคร และทำงานในเงื่อนไขอะไร งานเหล่านั้นสร้างชีวิตที่ดีให้พวกเขาหรือไม่ หรือยิ่งทำให้ชีวิตของพวกเขาเลวลง กลายเป็นวัตถุดิบป้อนโรงงานอีกชนิดหนึ่ง เพราะฉะนั้นในแง่หนึ่ง เราจะเห็นได้ว่าข้อขัดแย้งของมาบตาพุดเป็นข้อขัดแย้งระหว่าง Myth (มายาคติ) กับ Reality (ความเป็นจริง) และผมคงไม่ต้องตอกย้ำก็ได้ว่าการมองข้ามความทุกข์ร้อนที่เป็นรูปธรรมของผู้คนในนามของความดีหรือความถูกต้องที่เป็นแค่ตัวเลขนามธรรม จริงๆ แล้วก็คืออวิชชา นี่คือโมหะที่ครอบงำประเทศไทยมาตั้งแต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ ๑ แล้ว

ชาวมาบตาพุดไม่ใช่เหยื่อรายแรกของอวิชชาชุดนี้ ก่อนหน้านั้นมีชาวบ้านปากมูน ชาวอำเภอจะนะ บ่อนอก หินกรูด และคนยากคนจนในอีกหลายที่หลายแห่ง ซึ่งถูกกดดันให้สูญเสียวิถีชีวิตดั้งเดิม หรือเสียสละวิถีชีวิตดั้งเดิม เพื่อหลีกทางให้กับสิ่งที่เรียกกว่าการพัฒนา

แน่นอน กล่าวเช่นนี้แล้วไม่ได้หมายความว่าเศรษฐกิจไม่สำคัญ เพียงแต่ว่าทำอย่างไร ความสำคัญนั้นจะไม่ถูกสร้างขึ้นมาอย่างโดดๆ โดยไม่เกาะเกี่ยวยึดโยงกับคุณค่าอื่นใดของความเป็นคน

พูดอีกแบบหนึ่งก็คือ เราไม่ควรจะต้องเลือกอย่างสุดขั้วระหว่างเอาเศรษฐกิจแล้วทิ้งทุกอย่างกับได้ทุกอย่างแล้วทิ้งเศรษฐกิจ  แท้จริงแล้วประเด็นหลักมันอยู่ที่องศาของความเหมาะสม อยู่ที่ความสมดุลระหว่างปัจจัยอันเป็นคุณต่างๆ ซึ่งมีทั้งด้านวัตถุและด้านที่เป็นเรื่องของจิตใจ ในความเห็นของผม กรณีมาบตาพุดนั้น ควรจะต้องถูกมองในเชิงบวก และถือว่าเราโชคดีที่มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น ผมหมายถึงว่าในเมื่อกลไกตลาดเสรีไม่สามารถปรับสมดุลของตัวเองได้ ไม่สามารถแก้ไขจุดอ่อนข้อบกพร่องของตัวเองได้ กลไกอื่นๆของสังคมก็ต้องเข้ามาช่วยกันทำงาน ซึ่งในกรณีนี้หมายถึงการจัดตั้งรวมตัวกันเอาธุระของชาวบ้าน และบทบาทของศาลปกครอง ตลอดจนการมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นของภาคส่วนต่างๆ ในสังคม

ถ้าหากเราสามารถทำให้สภาพเหล่านี้กลายเป็นกระบวนการปกติธรรมดา ในระยะยาวแล้ว การผลิตอวิชชาเชิงโครงสร้างก็จะทำได้น้อยลง กระทั่งทำไม่ได้อีกต่อไป ที่ผ่านมาวาทกรรมของลัทธิบูชาจีดีพี หรือพวก Fundamentalist ทางด้านเศรษฐกิจ มักจะกล่าวอ้างว่าเศรษฐกิจดีคนก็มีงานทำ ซึ่งตั้งอยู่บนสมมุติฐานว่า มีงานทำ มีรายได้คือการมีความสุข แต่คำถามมีอยู่ว่า ความจริงเป็นเช่นนั้นเสมอไปหรือไม่ งานและรายได้แบบที่เป็นอยู่คือความสุขเสมอไปหรือไม่ หรือว่าแท้จริงแล้วสำหรับคนจำนวนมหาศาล มันเป็นแค่ทางเลือกระหว่างอดตายกับการมีชีวิตอยู่อย่างลำบากยากแค้นเท่านั้น

จากตัวเลขที่เรามีอยู่ ทุกวันนี้เรามีคนงานที่อยู่ในระบบอย่างเป็นทางการไม่ถึงสิบล้าน แต่มีแรงงานรับจ้างนอกระบบราว ๒๓-๒๔ ล้าน ดังนั้นคนกลุ่มใหญ่ที่ออกแรงสร้างจีดีพี แท้จริงแล้วกลับไม่ได้รับความคุ้มครองจากกฎหมาย นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าจ้างตามค่าแรงขั้นค่ำ ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยในเรื่องไหน การรวมตัวเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองก็ทำไม่ได้ ถึงเวลาถูกเลิกจ้างก็ไม่มีใครรู้ว่าชะตากรรมของพวกเขาจะเป็นเช่นไร

ยิ่งไปกว่านั้นเรายังต้องถามต่อไปอีกว่า นอกเหนือไปจากการกระจายรายได้ที่ไม่เป็นธรรมแล้ว การเติบโตทางเศรษฐกิจที่เที่ยวไปหักล้างคุณค่าอื่นๆ ของสังคมนั้นเป็นเรื่องที่คุ้มกันหรือไม่ แม้ว่าคุณค่าทางสังคมดังกล่าวอาจจะวัดเป็นตัวเลขหรือถูกตีราคาเป็นเงินไม่ได้ก็ตาม

ยกตัวอย่างเช่นเมื่อตอนต้นปีที่ผ่านมา พอประเทศไทยได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจในสหรัฐอเมริกาและยุโรป รัฐก็ได้นำเงินมาแจกผู้ประกันตนคนละสองพันบาท เพื่อจับจ่ายใช้สอยในเรื่องใดก็ได้ เจตนารมณ์ของรัฐคือให้เอาไปใช้สอย ไม่ใช่เก็บออม เพราะฉะนั้นรัฐบาลจึงไปทำข้อตกลงกับห้างร้านและองค์กรธุรกิจต่างๆ ซึ่งมีตั้งแต่ร้านขายฟาสต์ฟู้ด ไปจนถึงห้างใหญ่ ห้างหรู สถานบันเทิง โรงภาพยนตร์ โดยตกลงกันไว้ว่าให้ประชาชนสามารถนำสิ่งที่เรียกว่า ‘เช็คช่วยชาติ’ ไปใช้แทนเงินสดได้ และให้บริษัทเหล่านั้นเพิ่มมูลค่าเช็ค ซึ่งเป็นจินตนาการเกี่ยวกับความได้เปรียบของลูกค้า อีกทั้งใช้เงินสดเป็นเงินทอนด้วย ผลที่ออกมาก็คือบรรดาห้างร้านต่างๆ พากันโหมโฆษณาสินค้าของตนเป็นการใหญ่ พร้อมทั้งแข่งกันนำเสนอเพิ่มมูลค่าของเช็คสองพันบาท  ยังไม่ต้องเอ่ยถึงว่าสินค้าที่โฆษณากันใหญ่โตมิใช่น้อย คือเครื่องสำอางยี่ห้อต่างประเทศ อาหารต่างประเทศ สถานบันเทิงตลอดจนสินค้าฟุ่มเฟือยระดับแบรนด์เนมอีกหลายอย่าง พูดกันสั้นๆ ก็คือกระตุ้นกระแสบริโภคนิยมให้เร้าใจถึงขีดสุดเพื่อจะได้เกิด Economic intercourse และไปถึง Economic orgasm พร้อมๆ กัน

อย่างไรก็ดี สภาพดังกล่าวย่อมก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในนิยามคำว่า ‘ชาติ’ อยู่ไม่ใช่น้อย ชาติคืออะไร แค่ซื้อเครื่องสำอางฝรั่งมาใช้เป็นการรักชาติแล้วหรือไม่ แน่นอนความสับสนในเรื่องนี้ทำให้คำว่าชาติเลอะเทอะมากขึ้น ที่ชัดเจนมีเพียงอย่างเดียวคือชาติดังกล่าวไม่ได้รวมชาวไร่ชาวนาและแรงงานนอกระบบ ซึ่งไม่ได้มีฐานะเป็นผู้ประกันตนและเป็นประชากรมากกว่าครึ่งหนึ่งของประเทศ

ข้อโต้แย้งที่เดาได้ก็คือว่า การค้าและการจับจ่ายใช้สอยเป็นเรื่องดี ที่สุดแล้วก็จะก่อให้เกิดการจ้างงาน เม็ดเงินจะลงไปถึงรากหญ้า ทุกคนจะได้รับประโยชน์ แม้จะไม้ได้รับแจกเงินโดยตรงก็ตาม แต่เรียนตรงๆ ผมยังนึกไม่ออกเลยว่าการค้าและการจับจ่ายใช้สอยที่เกิดขึ้นครั้งนั้น จะแบ่งส่วนแบ่งให้คนยากคนจนที่อยู่ทั่วประเทศคนละกี่บาทกี่สตางค์ ยกเว้นพวกสามล้อแดง ที่อาจจะได้เก็บขยะที่เป็นกระดาษและพลาสติกเพิ่มขึ้น

อันที่จริงประเด็นสำคัญอยู่ตรงนี่ เป้าหมายหลักของการผลิตอวิชชาเชิงโครงสร้างโดยลัทธิบูชาเศรษฐกิจ ก็คือการก่อให้เกิดภาพลวงตาเรื่องผลประโยชน์ส่วนรวม หรือพูดอีกแบบหนึ่งคือ ภาพลวงตาเกี่ยวกับประโยชน์สุขของคนกลุ่มหนึ่ง มายาคติดังกล่าวเป็นการปลดอาวุธทางปัญญาของผู้คนในสังคม ทำให้เราแทบไม่มีกรอบคิดทางสังคมการเมืองและวัฒนธรรมใดๆ ที่จะไปถ่วงดุลการเติบโตทางเศรษฐกิจได้แม้แต่น้อย รัฐบาลและภาคธุรกิจเพียงพูดลอยๆ ว่าส่วนรวมได้ประโยชน์ เรื่องก็ต้องจบลงตรงนั้น อย่างไรก็ดีลึกๆ แล้วเราทุกคนทราบดีว่า หลักการที่ใช้ในการบริหารธุรกิจก็ดี หรือแผนการที่ถูกนำมากระตุ้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจก็ดี กลับมีจุดเน้นอยู่ที่กำไรสูงสุดและต้นทุนต่ำสุด ซึ่งบ่อยครั้งสวนทางกับประโยชน์สุขของคนส่วนใหญ่แทนที่จะบรรจบกันโดยอัตโนมัติ

ถามว่าเรื่องทั้งหมดนี้เป็นความรับผิดพลาดของวิชาเศรษฐศาสตร์ด้วยหรือไม่ ต่อประเด็นนี้ผมได้เรียนไว้แต่แรกแล้วว่าผมไม่มีความรู้พอที่จะวิจารณ์วิชาเศรษฐศาสตร์ และผมจำแนกความแตกต่างระหว่างการยึดถือเศรษฐกิจเป็นศาสนาประจำชาติ กับวิชาเศรษฐศาสตร์ในฐานะเป็นสาขาหนึ่งขององค์ความรู้ทางวิชาการ

แต่ก็อีกนั้นแหละ พูดอย่างเกรงอกเกรงใจแล้วผมยังต้องยืนยันว่านักเศรษฐศาสตร์มีส่วน ทำให้การผลิตอวิชชาเชิงโครงสร้างเกิดขึ้น เพียงแต่ว่ามันอาจจะไม่ได้เกิดจากอกุศลเจตนา หากเกิดจากการที่ท่านถูกเชื่อถือและถูกนำไปอ้างมากเกินไป โดยผู้คนที่ท่านควบคุมไม่ได้ เช่นนักธุรกิจและผู้บริหารบ้านเมือง ความน่าเชื่อถือของวิชาเศรษฐศาสตร์นั้นเกิดจากหลายปัจจัย แต่ที่สำคัญอย่างหนึ่งคือ เป็นวิชาที่ยืนยันลักษณะ Value Free คือไม่มีฉันทาคติหรืออคติในเรื่องคุณค่าและรสนิยม ไม่ตีเส้นแบ่งผิดถูกด้วยหลักการทั้งด้านศาสนาและวัฒนธรรม เพราะฉะนั้นจึงมีฐานะเป็นกลางไม่เข้าใครออกใคร พูดอีกแบบคือเศรษฐศาสตร์ทั้งที่เป็น self image และ public image นับเป็นการมองแบบภววิสัยโดยผ่านการคิดคำนวณเป็นสำคัญ กระทั่งเป็นสาขาสังคมศาสตร์ที่ใกล้เคียงกับวิทยาศาสตร์มากที่สุด

อย่างไรก็ดี ปัญหาใหญ่ที่สุดมันอยู่ตรงนี้แหละ ในเมื่อวิชาเศรษฐศาสตร์เปิดพื้นที่โล่งในทางคุณค่า ผู้ที่ขอยืมชุดความคิดของวิชานี้ไปใช้จึงสามารถใส่อะไรลงไปก็ได้ เช่น คำว่าผู้บริโภค ซึ่งฟังดูเป็นคำกลางๆ และมักจะถูกนำมาใช้มากในระยะหลัง เพื่อกระตุ้นการซื้อการขายภายในประเทศหรือเพื่อชดเชยการถดถอยทางเศรษฐกิจ  ตามความเข้าใจของผม หลักเศรษฐศาสตร์อาจจะไม่ได้บอกเลยว่าคุณควรจะบริโภคอะไร ด้วยวิธีไหน ที่สำคัญคือบริโภคมากๆ แล้วจะกระตุ้นการผลิต ซึ่งจะก่อให้เกิดการจ้างงานจากนั้นทุกคนก็ได้ประโยชน์

แต่สำหรับเราท่านซึ่งเป็นคนธรรมดา ไม่รู้วิชาเศรษฐศาสตร์ หรือเป็นนักวิชาการในสาขาอื่น การที่ซาเล้งครอบครัวหนึ่งซื้อไข่ไก่สามฟองมาแบ่งกันกินในครอบครัวซึ่งมีสมาชิกหกคน ย่อมแตกต่างอย่างมีนัยยะสำคัญกับการที่เศรษฐินีวัยสาวปลายๆ คนหนึ่งซื้อไข่ไก่โหลหนึ่งมาพอกหน้าทาสะโพก หรือส่วนอื่นๆ ของร่างกาย ทั้งนี้เนื่องจากมันมีเรื่องความไม่เป็นธรรมทางสังคมเข้ามาเกี่ยวข้อง แล้วเราก็อดเสียดายไข่ไก่แทนคนจนๆ ไม่ได้ แน่ละ เราสามารถยกตัวอย่างแบบนี้ได้อีกมายหมายหลายกรณี เพื่อยืนยันว่าการเติบโตของยอดขายหรือการขยายตัวทางเศรษฐกิจไม่ได้หมายความถึงความเจริญทางสังคมเสมอไป

ผมไม่ทราบจริงๆ ว่าเป็นเพราะเศรษฐศาสตร์อาศัยคณิตศาสตร์มากไปหรือเปล่า จึงทำให้กระบวนการใช้ตรรกะเหตุผลส่วนใหญ่หนักไปทางเป็นแบบ Deduction แต่อย่างที่เราทราบกันดี วิธีการให้เหตุผลแบบ deduction นั้นขึ้นกับสมมุติฐานเป็นสำคัญ จากนั้นข้อสรุปที่ได้มาก็จะกลายเป็นสมมุติฐานของข้อสรุปต่อๆ ไป อันที่จริงวิธีคิดแบบนี้มีประโยชน์ถ้าใช้พิจารณาสถานการณ์ที่เราควบคุมตัวแปรได้ทั้งหมด คือสถานการณ์ที่ค่อนข้างหยุดนิ่งตายตัว แต่ถ้านำมาใช้พิจารณากับสถานการณ์ที่มีมิติหลากหลายและแปรเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลาอย่างสังคมมนุษย์ โอกาสที่สมมุติฐานจะคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงก็เป็นไปได้สูง เมื่อผิดพลาดตั้งแต่สมมุติฐาน ข้อสรุปที่เหลือซึ่งได้มาจากกระบวนการ deduction ก็อาจจะใช้ไม่ได้

พูดให้ชัดขึ้นก็คือว่า ในความเห็นของผม เศรษฐศาสตร์อาจจะอิงกับนิยามของสังคมและมนุษย์ที่ตายตัวมากเกินไป ทั้งในการสร้างสมมุติฐานและกระบวนการสร้างชุดความรู้  ดังนั้นจึงเป็นเรื่องง่ายที่จะถูกนำไปแปรรูปให้เป็นศาสนาทางเศรษฐกิจโดยคนอื่น แทนที่จะถูกใช้ประโยชน์ในฐานะองค์ความรู้ทางวิชาการ

ตามความเห็นของผมการสร้างสมมุติฐานเบื้องต้นนั้น น่าจะอาศัยวิธีการแบบ Induction จะดีกว่า คือหากฎเกณฑ์ทั่วไปจากความจริงที่เป็นรูปธรรม จากนั้นจะค้นพบนัยยะอะไรบ้างค่อยว่ากัน

แต่ก็ดังที่ศาสตราจารย์เยนเดร แมกโครสกี (Deirdre N. McCloskey) ซึ่งเป็นนักเศรษฐศาสตร์ได้เขียนไว้ในหนังสือเรื่อง The Secret Sins of  Economics ท่านกล่าวว่าจุดอ่อนของเศรษฐศาสตร์อยู่ที่ไม่ค่อยได้ศึกษาเรื่องราวของมนุษย์ตัวเป็นๆ ที่มีชีวิตจิตใจจริงๆ นักเศรษฐศาสตร์ไม่ค่อยอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับโลกที่ตัวเองพยายามอธิบายเท่าไหร่ ท่านใช้คำว่าเป็น Institutional Ignorance คือเป็นอวิชชาระดับสถาบัน

แต่ก็อย่างที่เรารู้ๆ กันอยู่ แม้ว่าจะเป็นเช่นนั้นก็ตาม เศรษฐศาสตร์กลับชอบตั้งสมมุติฐานเกี่ยวกับความต้องการและความพอใจของมนุษย์ ตลอดจนความมีเหตุมีผลของมนุษย์ในตลาดเสรี ราวกับว่าไม่ต้องเถียงกันอีกแล้วในประเด็นเหล่านี้

สำหรับในกรณีของประเทศไทย ตัวอย่างที่สะท้อนภาพความไม่เพียงพอของวิชาเศรษฐศาสตร์ได้ชัดเจน คือเรื่องวิกฤตเศรษฐกิจในปี ๒๕๔๐ ดังที่ท่านคงจะจำได้ การเปิดเสรีทางการเงินในประเทศที่พัฒนามาอย่างไม่สมดุล และขาดทั้งธรรมาภิบาลและความโปร่งใสอย่างประเทศไทย ท้ายที่สุดก็นำไปสู่การพังพินาศทางเศรษฐกิจในชั่วเวลาข้ามคืน สาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งคือเงินกู้จากต่างประเทศถูกนำมาแบ่งปันกันระหว่างนักการเมืองกับนักธุรกิจที่ฉ้อฉล เม็ดเงินจำนวนมากไม่ได้ถูกนำไปกระตุ้นการผลิตหรือการค้าการลงทุนอย่างแท้จริง หากแต่ถูกดูดซับไปเข้ากระเป๋าปัจเจกบุคคล ด้วยการปั่นหุ้น ปั่นราคาที่ดิน ตลอดจนปล่อยกู้อย่างไร้หลักการ จากนั้นก็มีการนำไปใช้ในการบริโภคสิ่งต่างๆ ที่ล้นเกินอย่างเหลือเชื่อ สุดท้ายเมื่อรัฐบาลถูกกดดันให้ปล่อยค่าเงินบาทลอยตัว ต่างประเทศทวงหนี้คืน ทั้งประเทศก็ตกอยู่ในภาวะล้มละลาย

พอเกิดปัญหาขึ้นแล้ว การแทรกแซงของรัฐบาลไม่เพียงแต่จำเป็น หากยังกลายเป็นข้อเรียกร้องของสาธารณชน ความคิดเรื่องปล่อยให้กลไกตลาดเสรีแก้ปัญหาเองหายไปโดยสิ้นเชิง ถามว่านี่เป็นความผิดของนักเศรษฐศาสตร์หรือเปล่า หลายท่านอาจจะคิดว่าไม่ใช่ เพราะว่าผู้คนไม่ได้ทำตามหลักเศรษฐศาสตร์ที่ถูกต้อง แต่ผมคิดว่านักเศรษฐศาสตร์อย่างน้อยก็พลาดในเรื่องนี้ เพราะท่านไม่ได้วางสมมุติฐานเรื่องตลาดเสรีไว้บนพฤติกรรมมนุษย์ที่เป็นจริง ผมหมายถึงว่ามนุษย์บางจำพวกในประเทศไทย ซึ่งถือหลัก Rationalism (หลักความเชื่อในเหตุผล) เฉพาะในกรอบของผลประโยชน์เฉพาะหน้า และผลประโยชน์เฉพาะตัว ด้วยเหตุนี้การเปิดตลาดเสรีทางการเงินจึงไม่ได้นำไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองหรือความมั่งคั่งที่แท้จริง หากเป็นการเปิดโอกาสให้แสดงออกซึ่งพฤติกรรมฉ้อฉล และฟุ้งเฟ้อที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศไทย

ผมเห็นด้วยกับอาจารย์เกษียร เตชะพีระ ที่เขียนไว้เมื่อเร็วๆ นี้ว่า วิชาเศรษฐศาสตร์มีส่วนสร้างมายาคติขึ้นมาหลายเรื่อง จนทำให้สังคมหลงใหลได้ปลื้มไปกับภาพลวงตาบางอย่าง เพราะฉะนั้นจะบอกว่าไม่เกี่ยวกับวิกฤตไทยปี ๒๕๔๐ และวิกฤตโลกในปัจจุบันคงไม่ได้

แน่นอนที่กล่าวมาทั้งหมดไม่ใช่เรื่องซ้ำเติม และยิ่งไม่ใช่เรื่องที่ผมจะไปยกตนข่มท่าน ในฐานะที่ผมเป็นนักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ก็คงต้องสารภาพว่า พวกเราก็ไม่ได้ทำได้ดีกว่าท่านเท่าไหร่ ดูจากสภาพการเมืองที่ผ่านมาและที่เป็นอยู่ก็จะเห็นความอับจนทางปัญญาของเราอยู่ไม่น้อย

นักรัฐศาสตร์หลายคนก็เหมือนนักเศรษฐศาสตร์ ที่ชอบออกแบบระบอบประชาธิปไตยที่งดงามมาก โดยมีข้อแม้อย่างเดียวว่าคนที่เข้าไปสู่เวทีอำนาจต้องเป็นคนดี แต่ตรรกะแห่งอำนาจเป็นความจริงอีกชุดหนึ่ง ทำให้คนดีไม่ค่อยได้เข้าใกล้อำนาจสักเท่าใด เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราออกแบบไว้พูดได้แค่คำเดียวว่ามันสวยงาม

อีกอย่างคือพวกเราชาวรัฐศาสตร์ มักจะอยากเห็นการเมืองดีโดยไม่ต้องต่อสู้กัน ซึ่งไม่ค่อยสอดคล้องกับความจริงของโลก สุดท้ายก็เลยได้แต่แสดงปาฐกถา หรือจัดอภิปรายไปวันๆ

กลับมาเรื่องเศรษฐศาสน์ที่ผมตั้งเป็นหัวข้อในวันนี้ หรือลัทธิบูชาเศรษฐกิจ ถึงตอนนี้ท่านทั้งหลายคงจะเห็นแล้วว่าการผลิตอวิชชาเชิงโครงสร้างเพื่อค้ำจุนลัทธินี้จะมากจะน้อยก็ล้วนขอยืมหลักคิดพื้นฐานไปจากวิชาเศรษฐศาสตร์ที่เป็นองค์ความรู้ทางวิชาการ จากนั้นจึงปรุงแต่งเพิ่มเติมในพื้นที่ที่เศรษฐศาสตร์เปิดโล่งไว้ เช่น ส่งเสริมการบริโภคสรรพสิ่งได้โดยไม่ต้องคำนึงถึงรสนิยมและคุณค่าทางวัฒนธรรม ขอเพียงให้เพิ่มยอดขายและเพิ่มอัตราการเติบโตของจีดีพี ถลุงต้นทุนทางสังคมและทรัพยากรธรรมชาติตลอดจนสิ่งแวดล้อมอันเอื้อต่อชีวิตอย่างไม่ยั้ง เพราะมันเป็นต้นทุนที่เจ้าของกิจการไม่ต้องแบกค่าใช้จ่าย แล้วทั้งหมดนี้อธิบายทุกอย่างว่าเป็นผลประโยชน์ส่วนร่วม ง่าย ๆ และดื้อๆ

ถามว่าแล้ววิชาเศรษฐศาสตร์ของเราพ้นจากบาปกรรมเหล่านี้ได้อย่างไร ผมคิดว่าจริงๆแล้วนักเศรษฐศาสตร์นั่นแหละที่จะมีบทบาทมากกว่าใคร ในการช่วยถอนอุปาทานเรื่องลัทธิบูชาเศรษฐกิจ

ศาสตร์แขนงนี้ได้รับการเคารพนบนอบทั้งจากภาครัฐและภาคสังคมมากอยู่แล้ว ท่านควรใช้บารมีที่มีอยู่ช่วยผู้คนแก้ปัญหาทางปัญญา ประการแรก แม้ว่าท่านอาจจะยังต้องอยู่กับคณิตศาสตร์ต่อไป ผมเห็นว่าควรจะเพิ่มคุณค่าจริงของชีวิตจริงเข้าไปในการหาข้อสรุปทางเศรษฐกิจมากขึ้น อย่าลืมว่าแม้แต่วิชาโหราศาสตร์ซึ่งใช้คณิตศาสตร์มากเหมือนกัน ท้ายที่สุดก็ยังต้องนำปัญหารูปธรรมของเจ้าของดวงมาพิจารณา

ประการที่สอง ผมคิดว่านักเศรษฐศาสตร์ควรตรวจสอบสมมุติฐานที่ใช้ให้มากขึ้น เช่น  ผลประโยชน์แห่งชาติ คำนี้มีจริงหรือเปล่า ส่วนรวมหมายถึงอะไร ก้อนเดียวหรือหมายถึงกลุ่มผลประโยชน์แสนล้านกลุ่มที่ขัดกันอยู่ตลอดเวลา การลงทุนของต่างชาติที่ว่าดีนั้นดีตรงไหน

ประการสุดท้าย ผมคิดว่านักเศรษฐศาสตร์ควรจะถือเป็นหน้าที่ของตนที่จะออกมาท้วงติงหรือตอบโต้พวก Economic fundamentalism ซึ่งเอาหลักวิชาของท่านไปใช้อย่างสามานย์ กระทั่งบิดเบือนศาสตร์ของท่าน

อันที่จริงสิ่งที่ผมพูดมาทั้งหมดนี้อาจจะเป็นการเหมารวมไปสักหน่อย และอาจจะไม่ยุติธรรมแก่นักเศรษฐศาสตร์ทั้งหลาย ที่เห็นอกเห็นใจผู้เสียเปรียบอยู่แล้ว ถ้าเป็นเช่นนั้นก็ต้องขออภัยด้วย

ผมทราบดีว่าทุกอย่างมีข้อยกเว้น และในทุกวงวิชาการทุกสาขาผู้คนต่างก็มีความเห็นแตกต่างกันไป หากท่านเป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่คิดอ่านในแนวนี้อยู่แล้ว ผมก็ขออนุโมทนาด้วย ส่วนท่านที่ยังเห็นต่างหรือเห็นว่าความเห็นของผมไม่ถูกต้อง ก็ต้องขออภัยด้วยเช่นกันที่ทำให้ท่านรู้สึกหงุดหงิดถูกล่วงเกิน ผมรบกวนเวลาท่านทั้งหลายมามากพอสมควรแล้ว ขอขอบพระคุณทุกท่านที่กรุณารับฟัง

 




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ปรัชญาชนบท วันที่ : 29/10/2009 เวลา : 10.59 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/j-direk

ชอบท่านเสกสรรค์ มีหนังสือของท่านมากมายที่สะสมไว้

ธรรมะสวัสดี

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< ตุลาคม 2009 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30 31



[ Add to my favorite ] [ X ]