• สานแสงอรุณ
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : ssamag@yahoo.com, ssamag.member@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-08-22
  • จำนวนเรื่อง : 82
  • จำนวนผู้ชม : 172414
  • ส่ง msg :
  • โหวต 16 คน
สานแสงอรุณ
นิตยสารสาระทางเลือกรายสองเดือน เพื่อ "ดุลยภาพในความงดงามของชีวิต"
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/sarnsaeng-arun
วันพฤหัสบดี ที่ 19 พฤศจิกายน 2552
Posted by สานแสงอรุณ , ผู้อ่าน : 2391 , 10:50:30 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

อาคันตุกะมาเยือน

เวียง-วชิระ  บัวสนธ์

ร้านหนังสือในสายตาของ

เวียง-วชิระ บัวสนธ์

บรรณาธิการสำนักพิมพ์สามัญชนและเจ้าของร้านหนังสือสามัญชน

ร้านหนังสือในความทรงจำ

สมัยอยู่พิษณุโลก มีร้านหนังสืออยู่ร้านหนึ่งที่ผมเป็นลูกค้าประจำ ชื่อ ‘สิทธา’ ขายหนังสือเล่มเป็นหลัก มีตำราเรียนเล็กน้อย เจ้าของร้านเป็นคนรู้จักหนังสือ โลกการอ่านของผมขยับขยายกว้างไกลมากขึ้นก็จากร้านนี้ พูดได้ว่า ถ้านิตยสารโลกหนังสือออก หรือวรรณกรรมเล่มสำคัญๆ ส่งมาจำหน่าย พี่พิสิฐ อาภัสระวิโรจน์ เจ้าของร้านจะรู้เลยว่าควรเก็บหนังสือเล่มไหนไว้ให้ผม

          เข้ากรุงเทพฯ ครั้งใด ผมย่อมไม่พลาดที่จะไปอุดหนุนร้าน ‘ดวงกมล’ สยามสแควร์ อย่างที่บอกไปแล้วว่า ตอนนั้นผมอ่านโลกหนังสือ สิ่งที่ติดตามมาอย่างหนึ่งก็คือ ผมอดไม่ได้ที่จะนับถือคุณสุข สูงสว่าง ซึ่งเป็นนายทุนโลกหนังสือ คุณสุขเคยประกาศเชิญชวนให้มาช่วยกันซื้อหนังสือที่ร้านดวงกมล ด้วยเหตุผลที่ว่า แกจะได้เอาเงินไปกินเหล้า!

          เผอิญผมชอบคนพูดจาตรงๆ เลยกลายเป็นลูกค้าผู้ภักดีต่อร้านนี้อยู่นานปี โดยเฉพาะเมื่อย้ายมาอยู่กรุงเทพฯ

บรรยากาศทั่วไปของร้านหนังสือ

ร้านศึกษิตสยาม ตรงข้ามวัดหัวลำโพง ของอาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ สมัยที่ผมไปอุดหนุน เพราะอยากให้อาจารย์เอากำไรไปกินไวน์ เพื่อจะได้เกิดแรงบันดาลใจให้สติแก่สังคมไทยนั้น ไม่มีการจัดกิจกรรม ‘ศึกษิตเสวนา’ แล้ว ผมเพียงแต่ไปสูดอากาศที่พวกปัญญาชนเขาทิ้งไว้ ถ้าจำไม่ผิด ตอนนั้นชั้นบนเป็นร้านอาหารศุภรส ขายไอศกรีม เหมาะสำหรับนั่งจีบสาวมากกว่า ผมเข้าใจว่าแต่ก่อน ชั้นนี้เป็นที่พักของพวกพี่เทพศิริ สุขโสภา อาจารย์สุวรรณี สุคนธา หลังจากผมเข้ามาทำถนนหนังสือไม่นาน ร้านศึกษิตสยามก็ย้ายมาอยู่ตรงข้ามวัดราชบพิธฯ ที่เดียวกัน

          บรรยากาศของร้านศึกษิตฯ มีความต่างจากร้านดวงกมล ในแง่ที่มีหนังสือเกี่ยวกับความคิดทางสังคมค่อนข้างมาก อย่างน้อยผมก็รู้สึกว่ามันมีกลิ่นอายแบบปัญญาชนมากกว่า ส่วนดวงกมลจะเน้นพวกวรรณกรรมไทยและต่างประเทศ เผอิญผมเป็นโรคกลัวปัญญาชน คนฉลาดๆ บวกกับพี่จำลอง ฝั่งชลจิตร อนุญาตให้ผมติดสอยห้อยตามไปดูและดมกลิ่นสาวๆ แถวสยามสแควร์เป็นประจำด้วยแล้ว เลยสนับสนุนคุณสุขถี่กว่าทุกเจ้า

          บรรยากาศหนังสือเล่มในช่วง ๒๕๓๐ ไม่เกิน ๒๕๓๕ ผมยังจำได้ว่า วรรณกรรมยังมีที่ทางของมันชัดเจน พวกหนังสืออีเหละเขละขละไม่มีสิทธิ์เสนอหน้าอย่างเป็นเรื่องเป็นราวเท่าไร แม้หนังสือจำพวกฮาวทูคู่มือจะเริ่มเบ่งบาน กระนั้นก็ต้องถือว่าเป็นคนละกลุ่ม พูดอีกแบบก็คือ ถ้าใครทำหนังสือเหลวไหลไร้สาระออกมาโดยแอบอ้างว่าเป็นวรรณกรรม ก็จะถูกมองว่าเป็นพวกฉวยโอกาส ไร้จริยธรรมเลยทีเดียว ด้วยเหตุนี้จึงไม่ค่อยมีคนทำมากนัก ไม่แน่ใจว่ากลัวบาป หรือขี้เกียจโดนด่าผ่านหน้ารีวิวหนังสือ

          ต่างจากทุกวันนี้...

          โฉมหน้าของวงการหนังสือเล่มที่แปรเปลี่ยนไป ผมคิดว่าน่าจะเป็นผลมาจากการค้นพบว่าตลาดหนังสือปีหนึ่งๆ มีเงินหมุนเวียนก้อนโต สามารถทำให้มันเป็นธุรกิจเต็มรูปได้ พวกนายทุนก็เริ่มเข้ามา เพราะฉะนั้นเวลาที่พวกเขาจะพิจารณาพิมพ์อะไรออกมา มีหรือจะไม่มองผ่านแว่นทางการค้าเป็นสำคัญ หนังสือจึงไม่ได้มีนัยพิเศษอันใดเหลืออีก นอกจากเป็นสินค้าชนิดหนึ่งเท่านั้น อย่าว่าแต่ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการทำหนังสือให้เข้าท่าเข้าทางหน่อยก็ไม่มี สภาพจิตอย่างนี้เมื่อถูกสมทบด้วยความมักง่าย อันเป็นลักษณะนิสัยส่วนใหญ่ของคนรุ่นถัดๆ มาที่ถูกปลูกฝังให้นับถือความรวยด้วยแล้ว จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่คุณจะพบหนังสือเล่มตามร้านทุกวันนี้ หาคุณค่าสาระไม่ค่อยเจอ

          ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน ว่าพวกเขารู้ตัวบ้างหรือไม่ว่าแนวทางดังกล่าวคือการสร้างบาปกรรมให้แก่ประเทศอย่างเลวร้าย เท่าที่สังเกตมายี่สิบกว่าปี ดูท่าพวกนี้คงเป็นสายพันธุ์พิเศษ คือจำพวกกะโหลกหนาเกินกว่าเรื่องดีๆ จะซึมผ่านเข้าไปได้ หนำซ้ำพร่ำพูดกันอยู่นั่นแล้วทำนองว่า “สังคมต้องการ” อวัยวะใช้เดินสิ! หากคุณไม่ผลิตหนังสือห่วยๆ ไม่ทำละครงี่เง่าๆ ไม่ผลิตรายการโทรทัศน์เฟอะฟะ ไม่สร้างหนังเลอะเทอะ ไม่ฉ้อฉลคอร์รัปชั่น ฯลฯ เรื่องแย่ๆ เหล่านี้ก็ย่อมจะไม่บังเกิดขึ้น อย่างน้อยก็ด้วยน้ำมือของคุณ เอาเข้าจริงก็แค่อ้างให้ตัวเองดูดีแหละครับ เพื่อนผมคนหนึ่งชื่อ ‘สังคม’ คุยกันเรื่องพวกนี้ทีไร มันยืนยันแข็งขันว่า “เฮ่ย! กูไม่ได้ต้องการ”

          หันมาดูร้านหนังสือระบบเครือข่ายหรือที่เรียกว่าเชนสโตร์  ผมคิดว่าความสำเร็จในเชิงธุรกิจของดอกหญ้า ท่าพระจันทร์ ตามมาด้วยการขายแฟรนไชน์ ทำให้ผู้บริหารดอกหญ้าอยากรวยเพิ่มขึ้น-ว่างั้นเหอะ ความกระหายใคร่อยากนี้เองที่ทำให้เขาไปจับงานที่ตนเองไม่ถนัด จนพังพาบไป ต่างจากซีเอ็ดฯ ที่เก่งกว่าในส่วนของการบริหาร กระนั้นควรเข้าใจด้วยว่า การที่ผมใช้คำว่า ‘เก่ง’ ในที่นี้ หาได้หมายถึง ‘ดี’ หรือไม่อย่างใด สรุปแล้วก็คือ การล้มลงของร้านดอกหญ้าเท่ากับเป็นการเปิดพื้นที่ในการทำธุรกิจร้านหนังสือให้เจ้าอื่นๆ มีโอกาสลงมาแบ่งเค้กกันมากขึ้น

          การจัดกิจกรรมตามร้านหนังสือในยุคนี้ ผมมองว่าไม่ได้มีมากไปกว่าเป็นยุทธวิธีทางการตลาดชนิดหนึ่ง ว่ากันอย่างถึงที่สุดแล้ว ก็เป็นการเชียร์แขกขายของนั่นแหละ อย่าลดตัวลงไปให้ความสลักสำคัญกับมันมากนัก เพราะมันไม่มีคุณค่าแท้จริง

ร้านหนังสือวรรณกรรม

หากคิดในเชิงธุรกิจ ร้านหนังสือเฉพาะแนววรรณกรรมคงอยู่ลำบาก โดยเฉพาะในช่วงสามปีแรก ถ้าอยู่ได้คงต้องถือว่าฟ้าดินเมตตาเป็นพิเศษ แต่ถึงอย่างไรเสีย ผมเชื่อว่าร้านแนวนี้ยังจะมีขึ้นอีกเรื่อยๆ ไม่ใช่เพราะมันจะทำเงินทำทองให้เจ้าของร้านหรอก แต่เป็นเรื่องที่มีคุณค่าต่อจิตวิญญาณที่ไม่ยอมจำนนต่อกระแสใหญ่มากกว่า-เป็นการสะท้อนถึงความไม่พอใจต่อโครงสร้างบางอย่างในสังคมไทย ล่าสุดก็เพิ่งได้ข่าวว่ามีร้านเปิดใหม่ ขายแต่หนังสือจำพวกวรรณกรรม ชื่อร้าน ‘ฟิลาเดลเฟีย’ อยู่ที่วารินชำราบ

          ผมค่อนข้างแน่ใจว่าเจ้าของร้านหนังสือแนวนี้ เป็นคนมีอุดมคติ ไม่ได้เห็นว่า เงินคือคำตอบของทุกสิ่งในชีวิต กระทั่งไม่ได้แสวงหาความร่ำรวยด้วยซ้ำ พวกเขาทำในสิ่งที่เชื่อว่าเป็นเรื่องดีงาม ไม่ใช่แก่ตัวเอง หากกินความไปถึงสังคมเชิงลึกด้วย

          ไหนๆ พูดมาถึงตรงนี้แล้ว พูดต่อเลยก็ได้ว่า โดยส่วนตัว ผมเคารพนับถือจิตใจของพวกเขาเหล่านี้ (ไม่ว่าจะเป็นร้านเล่าที่เชียงใหม่ ประตูสีฟ้าที่เอกมัย ร้านหนังสือเดินทาง ฯลฯ) มากกว่าเจ้าของร้านเครือข่ายทั้งหลายอย่างเทียบกันไม่ได้ อย่างน้อยก็พอจะเห็นอยู่ว่า พวกเขาไม่ได้กระเหี้ยนกระหือรือตั้งตาตั้งตาแต่จะขาย ขาย และ ขาย เท่านั้น

          วันดีคืนดี มีเหตุให้ผมต้องทำร้านหนังสือกับเขาบ้าง ถ้าผมไม่ทำอย่างพวกเขาที่ผมก็สารภาพไปแล้วว่านับถือน้ำจิตน้ำใจ ผมจะมีหน้าไปสบตาหมาได้อย่างไร ในเมื่อเคยพูดมามากครั้ง ว่าการทำร้านหนังสือซึ่งคัดสรรกลั่นกรองเอาแต่หนังสือที่มันเข้าท่าเข้าทางมาวางจำหน่ายนั้น เป็นสิ่งที่เหมาะควรยิ่งแล้วในสังคมไทยสมัยนี้

บรรยากาศร้านหนังสือสามัญชน ที่ห้างคาร์ฟูร์ สาขาหางดง เชียงใหม่

ร้านหนังสือสามัญชน

ผมเปิดร้านหนังสือสามัญชนอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ ๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒ เท่าที่พอจับสภาพได้ถึงตอนนี้ ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นพวกชนชั้นกลาง และครูบาอาจารย์ ผู้คนที่เข้ามาในร้านมีสองประเภท คือพลัดหลงเข้ามาเห็นหนังสือแล้วอยากวิ่งหนีทันที แต่กลัวเสียฟอร์ม ก็เลยทำเป็นหยิบๆ แต่ไม่ได้สนใจดูออก กับอีกประเภท คือเข้ามาเดินวนดูหนังสืออย่างมีความสุข พวกนี้มีความเป็นผู้ดีสูง อวยชัยให้พร เป็นห่วงเป็นใย บางท่านถึงขั้นขอให้อดทน ไม่อยากให้หนีหายไปไหน จะหมั่นแวะเวียนมาบ่อยๆ หารู้ไม่ว่า ผมเพิ่งไปยืดอายุสัญญาขั้นต้นกับทางคาร์ฟูร์เพิ่มเป็นห้าปี ปกติแล้วเขาจะทำกันแค่สาม ผมเขียนจดหมายไปบอกฝ่ายบริหารจัดการพื้นที่ของคาร์ฟูร์ว่า ร้านสามัญชน หางดง ไม่ได้ก่อกำเนิดขึ้นภายใต้แนวคิดแบบธุรกิจทั่วไปอันนี้เป็นเรื่องที่คุณต้องเข้าใจ ก่อนจะชี้ให้เห็นว่า ในประเทศไทยนี่ มีสักกี่คนที่รู้ว่ามีห้างคาร์ฟูร์ สาขาหางดงเกิดขึ้นแล้ว มีแต่ร้านสามัญชนเท่านั้นที่โฆษณาให้คุณทางอ้อม เวลาเพื่อนพ้องน้องนุ่งถามไถ่ว่าไปทำร้านหนังสืออยู่ขั้วโลกใด เพราะฉะนั้น คุณจะมาจัดวางท่าทีสัมพันธ์กับร้านสามัญชนเหมือนร้านทั่วๆ ไป คงจะไม่ถูกมั้ง? ไม่รู้ว่าเขารำคาญหรือขี้เกียจต่อความยาวสาวความยืด สรุปว่าลดค่าเช่าลง ๕๐ เปอร์เซ็นต์

          ความจริง ผมไม่เคยคิดจะทำร้านหนังสือมาก่อน เรื่องของเรื่องคือ บริษัทเคล็ดไทยซึ่งจัดจำหน่ายหนังสือของสำนักพิมพ์สามัญชน เป็นคู่ค้ากับคาร์ฟูร์อยู่ก่อน เมื่อคาร์ฟูร์ไปเปิดสาขาใหม่ที่หางดง ก็อยากให้เคล็ดไทยไปเปิดร้านหนังสือที่นั่นด้วย แต่คุณกล้วยหรือทิชากร ชาติอนันต์ บอกกับผมว่าทางเคล็ดไทยไม่มีคนไปทำ ฝากให้ผมช่วยสอบถามพรรคพวกดูสิว่ามีใครสนใจบ้างไหม ผมก็รับปาก แต่ช่วงนั้นยุ่งๆ ก็เลยลืม คุณกล้วยโทรศัพท์มาถามว่า ตกลงจะให้บอกคาร์ฟูร์ว่าอย่างไร ผมเลยบอกไปว่าไม่ต้องห่วง ลำบากนักให้เจ้าหน้าที่คาร์ฟูร์โทรศัพท์มาคุยกับผมก็ได้

          ไปๆ มาๆ ผมหาใครมาทำไม่ได้ ก็เลยทำมันเสียเอง ทำไปโดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหางดงอยู่ตรงไหนของเมืองเชียงใหม่ พูดแบบคนไม่เฉลียวฉลาดก็คือ ไม่ได้คิดนั่นแหละครับ ก็อาศัยพรรคพวกเพื่อนฝูงเข้ามาช่วยกันคนละไม้ละมือ เห็นร้านครั้งแรกยังนึก ‘ทำไมใหญ่ยังงี้วะ’ แต่ก็ดี จะได้ใส่ที่หลับที่นอนเข้าไปเสียเลย

          เหตุที่ผมอยากให้มีที่นอนอยู่ในร้านก็เพราะ หนึ่ง เราอยากให้การเข้าร้านหนังสือเป็นเรื่องพักผ่อน คุณจะมาหลับมานอนทั้งวันก็ไม่ว่า มีพื้นที่ให้หยุดพักเหนื่อยเมื่อยล้า เน้นความโล่ง เพื่อจะได้หายใจหายคอสะดวกกันหน่อย สอง ตราสำนักพิมพ์สามัญชนเป็นรูปคนนอนอ่านหนังสืออยู่แล้ว เลยแปลงมันให้เป็นรูปธรรมดีกว่า เท่านั้นยังไม่พอ ผมนึกถึงหัวอกคนไม่มีตังค์ แต่อยากนอนอ่านหนังสือด้วย เลยจัดหนังสือมาบริการท่านเหล่านี้ให้อ่านฟรีไปเลยหนึ่งชั้น หนังสือชั้นนี้ไม่ขาย แต่ให้อ่านฟรี ก็เอาหนังสือที่เราเคยอ่านและคิดว่าเข้าท่าไปไว้ที่นั่น บางเล่มไม่มีขายในร้าน แต่ยืมกลับไปอ่านที่บ้านไม่ได้ เพราะ “กูเสียวว่ามึงจะไม่เอามาคืน...”

          ส่วนเรื่องชื่อหมวดหมู่หนังสือ เนื่องจากเป็นวรรณกรรมเสียส่วนใหญ่ไม่ต่ำกว่า ๗๕ เปอร์เซ็นต์ ก็เลยคิดชื่อให้มันอีกแบบ อย่างหนังสือของสำนักพิมพ์ผีเสื้อ เราก็รู้ๆ กันอยู่ว่าพี่มกุฏ อรฤดี มีความปรารถนาดีต่อการผลิตและการอ่านหนังสือในบ้านนี้เมืองนี้แค่ไหน ผมจึงตั้งชื่อชั้นหนังสือของผีเสื้อว่า ‘ปรารถนาดีต่อประเทศนี้ยิ่งกว่ารัฐบาลชุดไหนๆ’  หรือเล่มไหนที่ผมเห็นว่าคนสนใจวรรณกรรมประเภทเสียงจริงตัวจริงควรจะต้องอ่าน ก็ตั้งว่า ‘นักเขียนเรียกพี่ ซีไรต์เรียกพ่อ’  ชั้นนี้มีผลงานของเฮมิงเวย์ เฮสเส ปรามูเดีย สไตน์เบ็ค ฯลฯ สมมุติว่า ถ้าคุณเป็นนักเขียนแล้วไปเจอเฮสเส ได้เรียกพี่สักคำ น่าจะไม่เลว หรือพวกนักเขียนซีไรต์ได้อ่านผลงานของท่านเหล่านี้ แล้วไม่ถือว่าเป็นพ่อ ผมว่าก็พิลึกละ อันที่จริงเรื่องชื่อนี้เป็นแค่ลูกเล่น นับตั้งแต่ประตู ผู้เคยไปเยือนคงเห็นแล้วว่า “ยินดีต้อนรับคนดี”  เวลาเข้าร้านหนังสืออื่นๆ เขาเขียนว่ายินดีต้อนรับเฉยๆ แต่ผมขอเพิ่ม ‘คนดี’ เข้าไปหน่อย พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ คนไม่ดีกูไม่อยากให้มาเข้าร้านกูหรอก ซึ่งบางคนมาถึงหน้าร้านก็ชะงัก ยืนดู ถ้าดูหน้าดูตาแล้วพอพูดคุยกันได้ ผมก็พร้อมจะทักทายว่า ‘เอ้า! แค่ตัวเองยังตกใจ ไม่เชื่อมั่นเลยหรือว่าเป็นคนดีหรือไม่’

          ร้านสามัญชนนี่ ผมคาดว่าติดลบไม่เกินสามปี พูดกันแบบไม่หวงหล่อก็ต้องบอกว่า ตอนนี้ยังติดลบอยู่ เดือนหนึ่งๆ ไม่ถึงครึ่ง ‘ค่าอาบน้ำ’ ของท่านนักการเมืองบางตัวหรอก เพราะค่าใช้จ่ายไม่สูง ถ้ามาอยู่กรุงเทพฯ ย่านสยามสแควร์ สงสัยมีไม่ต่ำกว่าสองแสนแน่นอน ย้อนกลับไปนึกๆ ดูแล้ว ผมว่าฟ้าดินคงกำหนดให้มันไปอยู่นอกเมืองเชียงใหม่นั่นละ-ถูกแล้ว เพราะตอนตัดสินใจทำ ก็อย่างที่ว่า ไม่มีเรื่องกำไรขาดทุนแผ้วพานเข้ามาในหัวสักแวบ ถึงเวลาทำก็ทำ พอไปทำแล้วก็เริ่มจับสัญญาณได้ว่าจะไปทางไหนอย่างไร ถามว่ามีติดขัดบ้างไหม? สารภาพตามตรงว่าตอนทำไม่มีเงินสักบาท เพื่อนหลายคนยังสงสัยว่า มึงทำได้อย่างไร ผมไม่ทราบว่าจะอธิบายอย่างไร คือผมมีความเชื่อมั่นว่า ตราบใดที่เราทำดี เดี๋ยวฟ้าดินท่านก็จะเห็นเอง แล้วมันจะคลี่คลายไปได้ พอเข้าสู่ภาวะจนตรอก บอกใครก็ต้องคิดแล้วคิดอีก ว่าถึงเวลาจะต้องใช้เงินสักสองสามแสนแล้ว จู่ๆ มีคนรู้ข่าว ก็เอาสตางค์มาให้ยืมเสียเฉยๆ ว่าไปแล้วก็ประหลาดดี เราก็ค่อยๆ หาทางใช้หนี้ไป ทุกวันนี้ใช้คืนให้เขาหมดแล้ว

          หรือเด็กที่มาขายหนังสืออยู่ที่ร้านทั้งคนแรกและปัจจุบัน ผมไม่รู้จะขอบคุณใคร นอกจากฟ้าดินอีกเหมือนกัน เหมือนกับว่าส่งมาให้ร้านเราโดยเฉพาะ พนักงานขายหนังสือร้านผมทุกวันนี้ พูดแบบไม่กลัวถูกโกรธ ขอโทษ! แต่ละวัน มีจิตใจใฝ่อ่านหนังสือมากกว่านักวิจารณ์วรรณกรรมด้วยซ้ำ บางชั้นในร้านอ่านเกลี้ยงไปแล้วครับ คนขายหนังสือแต่ไม่รักการอ่าน ไม่ควรจะมาอยู่ในร้านแบบนี้ พูดได้ด้วยซ้ำว่า ไม่สมควรจะมามีอาชีพขายหนังสือ คุณควรจะไปหางานอื่น ไปเป็นเลขาหน้าห้องรัฐมนตรีก็ได้

          หนังสือที่คัดเข้ามาวางในร้านสามัญชน ผมเป็นคนดมๆ เอง มีทั้งแนวปรัชญา ศาสนา สังคม เศรษฐกิจ การเมือง แต่วรรณกรรมจะมีสัดส่วนที่เยอะกว่าอย่างอื่น ไม่มีเหตุผลอะไรมากไปกว่า ‘กูชอบ...’ ส่วนสำนักพิมพ์ใหญ่ๆ ที่มีเครือข่ายหรือหน้าร้านของตัวเองอยู่แล้ว พูดอย่างตรงไปตรงมา ผมไม่จำเป็นจะต้องไปขายหนังสือของพวกเขา เพราะเขามีช่องทางการขายมากมายมหาศาลอยู่แล้ว พวกสำนักพิมพ์หรือสายส่งเล็กๆ ต่างหากที่ไม่มีโอกาสแบบนั้น แต่อย่างน้อยทุกวันนี้ ก็มีร้านสามัญชนอีกแห่งหนึ่งที่พร้อมจะเปิดพื้นที่ให้พวกนี้ แต่ก็มีเงื่อนไขกำกับด้วยว่า ทำหนังสือให้มีกลิ่นที่ผมพอจะวางใจด้วยนะพี่นะ

          ฟังแล้วก็อาจรู้สึกว่าร้านหนังสือบ้าอะไรวะ มากเรื่องฉิบเป๋ง ก็มันร้านผมนี่ครับ ร้านซึ่งมีเจ้าของประเภทที่มองว่า หนังสือบางเล่มถ้าไม่อัญเชิญมาวางไว้ในร้าน ดูท่าจะเป็นความผิดบาปขั้นอุกฤษฏ์ อาทิ ดอน กีโฆเต้ฯ หมายความว่า คุณไม่มีสิทธ์ที่จะไม่เปิดพื้นที่ให้หนังสือเล่มนี้อยู่ในร้านตลอด หนังสือแบบนี้ต้องไม่มีอายุ หมดแล้วต้องสั่งมาเติมตลอด หรือต้นส้มแสนรักก็เช่นกัน

          ร้านสามัญชนให้สิทธิ์หนังสือทุกเล่มขั้นต่ำเท่ากัน ผมเคยกระซิบระหว่างยกขึ้นชั้นว่า ‘อายุพวกพี่หนึ่งปี ขายไม่ได้สักเล่ม พวกพี่ก็มีสิทธิ์ที่จะอยู่ในร้านนี้ปีหนึ่ง พอครบหนึ่งปี ถ้าพี่เป็นหนังสือดีโคตร แต่ดันขายไม่ได้เลย น้องจะต่ออายุให้พี่อีกหกเดือน แต่ตอนนั้นอาจจะแค่เห็นสันปกนะโว้ย’ เรื่องแบบนี้ ร้านหนังสือส่วนใหญ่เขาไม่ทำกัน

          ผมไม่สนับสนุนการขายหนังสือแบบลดราคา เพราะมันจะก่อปัญหาเป็นลูกโซ่ตามมาไม่รู้จบ ผมคิดว่าคนซื้อหนังสือควรเล็งเห็นว่ามีคุณค่า ไม่ใช่ซื้อด้วยสภาพจิตแบบเดียวกับสินค้าทั่วไป ผมให้ข้อมูลเพิ่มเติมก็ได้ว่า อย่างห้างคาร์ฟูร์ หางดงนี่ มีนโยบายเรียกแขกชัดเจนว่าวันนั้นวันนี้จะลดราคาอะไรบ้าง ซึ่งก็มาขอความร่วมมือจากร้านสามัญชนให้เข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมการขายนี้ด้วย ผมก็ได้แต่ตอบไปว่า ร้านสามัญชนไม่มีเหตุผลที่ดีที่จะลดราคาหนังสือสุ่มสี่สุ่มห้า หาใช่เพราะไม่อยากร่วมมือแต่ประการใด อย่างน้อยผมก็มีสติ๊กเกอร์ติดเอาไว้หน้าร้านมาตั้งแต่ต้นแล้วว่า ‘ลดราคาแต่พองาม ตามคุณภาพจิตใจคนซื้อ’ ซึ่งผมได้บอกพนักงานร้านไว้เรียบร้อยแล้วว่า มีเกณฑ์อะไรบ้างในการลดราคาให้ลูกค้า และคุณไม่ต้องมาเสียเวลาสอบถามล่วงหน้าว่าเล่มไหนลดเท่าไร ตอนจ่ายตังค์ ถึงจะรู้เอง เพราะหนังสือที่ผมจัดวางผสมกันนั้น มีหนังสือลดราคารวมอยู่ด้วย คือผมไม่อยากเน้นเรื่องนี้ เพราะยังมีความรู้สึกแบบโบราณอยู่ว่า หนังสือไม่เหมือนพวกกะปิ น้ำปลา ผงชูรส ยาสีฟันนี่หว่า

          ร้านหนังสือถ้ามันจะอยู่ได้ ไม่ควรขึ้นต่อเงื่อนไขการลดราคา โดยเฉพาะหนังสือที่มีเนื้อหาสาระด้วยแล้ว ยิ่งไม่สมควรด้วยประการทั้งปวง  ผมว่าเราต้องเริ่มกันใหม่ ต้องมีจินตนาการกันใหม่ ยกตัวอย่างร้านสามัญชนอีกทีก็ได้ สมมุติว่ามีคนมาถามหาหนังสือบางเล่มที่ไม่มีในร้าน เราจะไม่จบแค่นั้น หากจะขวนขวายต่อไปอีกว่า มันน่าจะพอมีที่ร้านไหนบ้าง ก็แนะนำไป หรือไม่ก็โทรศัพท์ไปสอบถามให้เดี๋ยวนั้น ว่าร้านนั้นร้านนี้มีหรือไม่ หรือสำนักพิมพ์เก็บคืนไปเมื่อห้าชาติที่แล้ว แต่ถ้าอยากได้จริงๆ ทิ้งชื่อเบอร์โทรศัพท์ไว้ หนูเวียง-วชิระ บัวสนธ์ จะไปสืบเสาะหาซื้อมาให้ โดยไม่ต้องจ่ายสตางค์ล่วงหน้า

          ผมเชื่อว่า ถ้าร้านหนังสือเล็กๆ เคารพนับถือผู้อ่านอย่างตรงไปตรงมา ใส่ใจไยดี ไม่คิดแต่จะล้วงกระเป๋าเขาท่าเดียว โอกาสในการอยู่รอดของร้านก็ไม่ถึงขั้นอับจนหนทางเสียทีเดียว แต่ต้องมีน้ำอดน้ำทนหรือลูกดื้อด้านเป็นพิเศษ ประเภทเดิมพันกับฟ้าดินสักสิบปี ไม่ใช่สักแต่เอาหนังสือมาจัดวางเก๋ไก๋ในร้านแล้วจบ ไม่ได้รู้อะไรสักนิดว่ามันมีเนื้อหาอย่างไร

          เอาเป็นว่า ผมไม่เห็นด้วยกับการลดราคาหนังสือ ด้วยเหตุผลที่ว่า มันจะไปสร้างนิสัยผิดๆ ให้กับคนซื้อ เช่นเดียวกับที่งานสัปดาห์หนังสือและงานมหกรรมหนังสือแห่งชาติได้ส่งเสริมนิสัยที่ผิดๆ นี้มาโดยตลอด กระทั่งกลายเป็นความเชื่อไปตกถึงร้านหนังสือด้วยว่า ไม่ลดไม่ได้

         

ว่าด้วยร้านหนังสือและการอ่าน

ร้านหนังสือที่มีมาตรฐานจะหาหนังสือไม่ยาก ยกตัวอย่างร้านคิโนะคุนิยะ ถ้าคุณสนใจวรรณกรรมก็ตรงไปที่ชั้นของมัน ทั้งที่ว่าไปแล้วส่วนใหญ่ก็โชว์แค่สันปก ผมเข้าใจว่ามันเป็นคล้ายๆ ข้อตกลงที่รู้กันอยู่ในที จำได้ว่าผมเคยไปซื้อหนังสือที่ร้านออกซ์ฟอร์ด ดาร์จีลิง และโกลกาตา ส่วนใหญ่หนังสือที่มีอยู่บนชั้นก็ไม่ได้โชว์ปก แต่รู้ประเภทของมันได้ไม่ยากจากป้าย ถ้าเมืองไทยพัฒนาไปสู่จุดนั้นได้คงดี แต่ตอนนี้ยังไม่มีแวว

ร้านหนังสือมีส่วนกำหนดการอ่านของคน มันขึ้นอยู่กับหนังสือที่เลือกไปลงในร้านเป็นสำคัญ ก็ทำนองเดียวกันกับการผลิตหนังผลิตละครอย่างที่ว่ามา พูดให้หมั่นไส้เพิ่มขึ้นอีกก็ได้ว่า ถ้าร้านเครือข่ายใหญ่ๆ ขายหนังสืออย่างที่ร้านสามัญชนเลือกมาวาง ประเทศนี้จะไม่มีสติปัญญาและวุฒิภาวะได้อย่างไร แต่ห้ามทำชั่ววูบชั่ววาบนะมึง! ผมยินดีไปกราบเท้าเหล่าเจ้าของร้านเครือข่ายพวกนี้เดี๋ยวนี้เลยก็ได้ ถ้าพวกเขากล้าสั่งโครมลงมาให้ร้านหนังสือในเครือของเขาขายแต่หนังสือที่มันเข้าเรื่องเข้าราวกันหน่อย ไม่จำเป็นต้องเน้นวรรณกรรมเป็นหลักแบบสามัญชนก็ได้ เพราะผมก็ไม่ได้วิกลจริตถึงขั้นปักใจว่าอะไรที่เป็นวรรณกรรมแล้วมันจะวิเศษวิโสไปหมด วรรณกรรมบางเล่มมันก็ห่วยในหมวดหมู่ของมัน ทำนองเดียวกับหนังสือฮาวทู ใช่ว่าจะห่วยเสียทุกเล่ม ประเด็นมีอยู่ว่า ถ้าเราเลือกหนังสือแบบไหนมาวาง ก็เท่ากับเปิดทางให้ผู้เสพสามารถเข้าถึงหนังสือเล่มนั้นได้โดยปริยาย จากนั้นก็จะส่งผลย้อนกลับไปยังผู้ผลิตอีกที

          ผมกำลังจะบอกว่า ถ้าคุณผลิตหนังสือไม่ดี คุณไม่มีสิทธิในพื้นที่ของร้าน ถ้าคุณคิดจะผลิตหนังสือมาขายในร้านแบบนี้ คุณต้องผลิตหนังสือที่มีเนื้อหาสาระ ฉะนั้นสำนักพิมพ์ก็ต้องไปคิดแล้ว ไม่ใช่ใช้ตีนข้างซ้ายที่เป็นเหน็บชาทำกันออกมาอย่างที่เห็นเกลื่อนกลาด ผมถึงมองว่าร้านหนังสือเป็นการพัฒนาคน เป็นการสร้างจิตสำนึก ถ้าคุณตั้งใจขายแต่หนังสือดีๆ สำนักพิมพ์ก็ต้องพิมพ์หนังสือดีๆ ทุกวันนี้มันกลับตาลปัตรไปหมด

          ยกตัวอย่างให้เห็นชัดก็ได้ สมมุติถ้าซีเอ็ดฯ บีทูเอส นายอินทร์ ศูนย์หนังสือจุฬา มีนโยบายถาวรที่จะเจียดพื้นที่ในร้านทุกสาขาสัก ๒๐-๓๐ เปอร์เซ็นต์ เพื่อวางขายหนังสือดีๆ ผมเชื่อว่าประเทศนี้จะมีสง่าราศีขึ้นผิดหูผิดตา ว่าไปแล้วเรื่องนี้ทำได้ไม่ยากเลย ถ้ามีความกล้าหาญทางจริยธรรมและมโนสำนึก เพราะเท่ากับเป็นการช่วยกำหนดทิศทางสังคมอีกแรงหนึ่งแต่ที่ไม่ยอมทำกันเสียที จริงๆ แล้วก็แค่กลัวเจ๊ง ในหัวคิดกันแต่เรื่องกำไรขาดทุนที่เป็นตัวเงินเท่านั้น

          เรื่องนี้ผมเคยพูดกับนายกสมาคมนักเขียนและนายกสมาคมภาษาฯ มาแล้วต่อหน้าธารกำนัล ในงานแสดงความยินดีต่ออาจารย์รื่นฤทัย สัจจพันธุ์ เมื่อครั้งได้รับโปรดเกล้าฯ เป็นศาสตราจารย์ สรุปก็คือว่า ให้สมาคมทั้งสองร่วมมือกันไปขอแรงสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ เพื่อเสนอให้ผู้บริหารเจ้าของร้านหนังสือเครือข่ายเปิดพื้นที่อย่างที่ว่า โดยถือเป็นโครงการทดลองหรือนำร่องอะไรก็ได้ แต่ไม่ควรต่ำกว่าสามปี สงสัยท่านนายกฯ คงงานยุ่ง เลยไม่มีอะไรเกิดขึ้นทั้งสิ้น-ก็ไม่ว่ากัน

          ในความเป็นจริง เรื่องนี้ทำได้ง่ายมาก หากสมาคมนักเขียนฯ สมาคมภาษาฯ และสมาคมผู้จัดพิมพ์ ร่วมมือกัน โดยรณรงค์ขอความสนับสนุนจากคนในวงการให้ช่วยกันลงชื่อว่าเห็นดีเห็นงามกับแนวคิดดังกล่าว เพื่อยื่นต่อผู้บริหารร้านค้าเครือข่ายอีกที สมมุติว่าเครือสามัญชนไม่สน สมาคมทั้งสามไม่ต้องทำอะไรหรอก แค่ประกาศให้สังคมรับรู้ตามข้อเท็จจริงเท่านั้น คิดหรือว่าผู้มีปัญญาคนใดยังมีใจอยากเข้าร้านสามัญชนทั้งห้าร้อยสาขาอยู่อีก...

ขอจงมีศรัทธา

ถ้าอยากทำร้านหนังสืออย่างที่ว่าก็ทำไปเลย ถ้ามัวคิดแต่ในแง่ธุรกิจก็คงไม่ได้ทำ หรือทำไม่ได้อยู่นั่นแหละ ผมว่าบางเรื่องในชีวิตมนุษย์เรานั้น ไม่จำเป็นจะต้องเสียเวลาวิเคราะห์อะไรให้มันลึกซึ้งหรอก ถ้ามันเป็นเรื่องที่ดีงามต่อโลกต่อสังคมด้วยแล้ว จะไปกังวลทำไม ทำไปเลย

          แต่ก็อย่างที่เราคุยกันมาแล้วว่าต้องยืนระยะด้วย อย่าชั่ววูบชั่ววาบ อย่าแพ้ง่าย และไม่สมควรฟูมฟาย ร้านหนังสือจำเป็นต้องสร้างคนอ่าน เพราะคนอ่านจะกลับมาเป็นผู้สนับสนุนที่ทำให้ร้านหนังสืออยู่ได้ อย่าไปคิดตามกรอบเก่าๆ ถ้าคิดตามกรอบก็ผิดแล้ว ถ้าเรามีทุนน้อย เราก็ทำแบบน้อยๆ หาพื้นที่ที่ลงตัวและพอสู้ได้ หรือถ้าจะแพ้ก็ไม่เป็นไรหรอก เราอาจจะแพ้ในทางธุรกิจ แต่ในทางจิตวิญญาณเราไม่มีวันแพ้ แค่เริ่มต้นเราก็ชนะแล้ว เรื่องพวกนี้ไม่ใช่อุดมคติเลย นี่คือเรื่องจริง นี่คือความเป็นจริงที่เราควรจะเดินไปบนถนนสายนี้ จงเดินต่อไปเถอะ ผมยังไม่เห็นว่ามันจะมีทางอื่นอีก เชื่อเถอะ มันคงไม่ถึงขั้นจะตายโหงตายห่าหรือว่าเราจะอดตายหรอก แม้มันอาจไม่ราบรื่น ไม่สะดวกมากนักกับบางเรื่องหรือบางห้วงยาม

          เพียงแต่เราต้องมีศรัทธาและกล้าทำ ห้ามฉ้อฉลเด็ดขาด ฉ้อฉลแม้แต่น้อยก็ไม่ได้ ต้องมีศรัทธา มีความเชื่อ แล้วฟ้าดินจะเมตตา แต่ถ้าไปเรียกร้องงอแงกับท่านมาก บางทีท่านก็อาจรำคาญเหมือนกัน ท่านอาจส่งคำเตือนสักครั้งสองครั้งให้พอไหวทัน แต่ถ้าแพ้ง่ายเกินไป ก็อาจไม่ได้ยิน

          ชีวิตนี้ เสน่ห์ของมันคือปริศนาบางอย่าง ผมเคยคิดว่า ทำไมบางเรื่องเราหาเหตุผลที่มีตรรกะมารองรับไม่ได้ มันมีกลไกบางอย่างที่อธิบายไม่ได้  อย่างผมทำสำนักพิมพ์สามัญชน ผ่านมาร่วมยี่สิบปีแล้ว แทบไม่เคยไปทำมาหากินอย่างอื่น หนังสือก็ใช่จะขายดิบขายดีเหมือนชาวบ้านชาวช่อง แต่ทุกวันนี้ ‘แม่ของลูกมึงก็มีบ้านช่องห้องหับนอนหลับสบายแล้วไม่ใช่เหรอ มึงก็พอมีตังค์ดื่มชาเขียวกับเพื่อนพ้องน้องนุ่งแทบทุกเย็นไม่ใช่เหรอ’ คือมันคงต้องมีอะไรสักอย่าง กระนั้นก็ต้องไม่เหิมเกริม อย่าไปรบกวนเรียกร้องฟ้าดินบ่อยนัก เอาไว้เข้าตาจนแล้วค่อยสนทนาพึมพำกับท่านว่า ‘ท่าทางจะลำบากแล้วนะขอรับ ถ้าท่านไม่ช่วย ผมก็ไม่รู้จะทำยังไงแล้ว’ คือไม่เพียงมีศรัทธาลงเรี่ยวลงแรงต่อเรื่องดีๆ ต้องถามตัวเองเสมอด้วยว่า หาวิธีแก้ไขด้วยกำลังของเราเต็มที่แล้วหรือยัง

          เชื่อเถอะว่า เรื่องดีๆ น่ะเราทำได้ อย่าไปอ้อยอิ่งว่า สงสัยจะไม่ไหว ดูท่าจะทำไม่ได้ โดยส่วนตัวผมคิดว่ามนุษย์มีศักยภาพเกินกว่าที่มีการบันทึกไว้  หลายเรื่องที่เราเข้าใจว่าทำไม่ได้ ผมคิดว่า ไม่ใช่เราไม่มีศักยภาพ แต่ขาดความกล้าหาญต่างหาก หรือละล้าละลังกับอะไรบางอย่างจนไม่กล้าที่จะลงมือเสียที  ถ้าเรามีความกล้าหาญ มีความซื่อสัตย์ มีความตรงไปตรงมา ผมคิดว่าเราทำอะไรได้อีกเยอะ ไม่ต้องกลัวว่าเดี๋ยวจะทุกข์จะเศร้า และอย่าไปคิดเรื่องผลประกอบการทางธุรกิจ เพราะมูลค่าบางอย่างมันประเมินไม่ได้ เป็นมูลค่าทางจิตใจ เป็นมูลค่าทางจิตวิญญาณ

          พูดมากกว่านี้ไม่ดี เกรงใจหลวงพี่ไพศาล วิสาโล ท่านน่ะ

(วุฐิศานติ์ จันทร์วิบูล: เรียบเรียงจากการสนทนาในคืนฝนพรำ ณ ร้านป้าอนงค์ เลียบทางด่วนรามอินทรา)

 

ที่มา: สานแสงอรุณ  ปีที่ ๑๓ ฉบับที่ ๔ กรกฎาคม-สิงหาคม ๒๕๕๒

*นำไปเผยแพร่ต่อ  กรุณาอ้างที่มา

 




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
pimkawee วันที่ : 19/11/2009 เวลา : 16.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/pimkawee
อังคาร จันทาทิพย์

ท่าสูบบุหรี่+มาดสมกับความเป็นดอนจริงๆ โว้ย!!!

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ปุณณดา วันที่ : 19/11/2009 เวลา : 11.43 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/poonnada

ชื่นชมและเป็นกำลังใจค่ะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< พฤศจิกายน 2009 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30          



[ Add to my favorite ] [ X ]