• สานแสงอรุณ
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : ssamag@yahoo.com, ssamag.member@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-08-22
  • จำนวนเรื่อง : 82
  • จำนวนผู้ชม : 172509
  • ส่ง msg :
  • โหวต 16 คน
สานแสงอรุณ
นิตยสารสาระทางเลือกรายสองเดือน เพื่อ "ดุลยภาพในความงดงามของชีวิต"
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/sarnsaeng-arun
วันพุธ ที่ 25 พฤศจิกายน 2552
Posted by สานแสงอรุณ , ผู้อ่าน : 3199 , 10:49:26 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

เล็กนั้นงาม

วุฐิศานติ์  จันทร์วิบูล

ร้านหนัง (สือ) ๒๕๒๑

ให้คนที่เหมาะสมได้มาพบในเวลาที่เหมาะสม

...๒๕๒๑...

สองพันห้าร้อยยี่สิบเอ็ดเป็นปีที่เขาเกิด ในอำเภอหนึ่งของจังหวัดนครศรีธรรมราช แต่มาเรียนในคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร จังหวัดพิษณุโลก หลังจากเรียนจบ เขาตัดสินใจมาเป็นหมออยู่ที่อำเภอเกาะยาว จังหวัดพังงา “ตอนนั้นเรียนอยู่ปีห้า ผมมาเที่ยวเกาะยาว เพราะรู้ข่าวจากรุ่นพี่ว่าเปิดรับสมัครหมอ พอเรียนจบก็เลยตัดสินใจมา” ครั้นมาทำงานอยู่ที่เกาะยาว เขามีโอกาสเข้ามาในเมืองภูเก็ต บรรยากาศบนถนนถลางยามนั้นค่อนข้างเงียบสงบ ทำให้รู้สึกชอบและอยากมาใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ บวกพ่วงกับความใฝ่ฝันที่อยากทำร้านหนังสือ จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของร้านหนังสือเล็กๆ บนถนนโบราณสายนี้ ร้านหนังสือของหมอนิล หรือมารุต เหล็กเพชร

 

…หนัง…

หนังหรือภาพยนตร์ เป็นศิลปะอีกแขนงหนึ่งที่หมอนิลมีความสนใจเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เคยทำหนังสั้นเรื่องแรกฉายตอนจบปีหก (งาน Bye noir ของคณะแพทย์) ครั้นเริ่มมาทำร้านหนังสือบนถนนถลาง จากความที่ชอบดูหนังอยู่แล้ว จึงทำให้มีหนังจำนวนหนึ่งไว้ให้ลูกค้าเช่าด้วย หมอนิลเล่าว่า ร้านเดิมมีพื้นที่เป็นซอกมุมเล็กๆ เป็นร้านเล็กๆ ทำสองคนกับตั้ม-นันทวุทธิ์ สงค์รักษ์ “ตอนนั้นเราทำเหมือนไม่ได้ทำจริงจัง ตั้มเลิกงานตอนหกโมงเย็นมาเปิดร้าน ปิดทุ่มสองทุ่ม เปิดวันละชั่วโมง ให้คนมาเช่าหนังสือ เช่าหนัง และหาหนังสือมือสองมาขาย จนเริ่มมีกาแฟขาย เพราะเราชอบกินกาแฟ ต่อมามีลูกค้าที่เริ่มสนิทกันบางคนเช่นวิวัฒน์ เลิศวิวัฒนวงศา (filmsick) นักวิจารณ์หนัง เขาเอาแผ่นหนังที่หาดูยากๆ เป็นจำนวนมากมามอบให้ที่ร้าน หรือบางทีเสาร์-อาทิตย์เราอยากไปเที่ยว ไม่มีใครเฝ้าร้าน ก็ให้ลูกค้าช่วยเฝ้าร้าน มันเหมือนเป็นการหาเพื่อนมากกว่า พวกพี่ขวัญยืน (ลูกจันทร์) กลุ่มวรรณกรรมภูเก็จก็รู้จักกันตอนนั้น ร้านหนัง (สือ) จึงกลายเป็นสถานที่จัดกิจกรรมของกลุ่มวรรณกรรมภูเก็จไปในตัว เช่นงานแรกคืองานเปิดตัวหนังสือของสมชาย บำรุงวงศ์ วิสุทธิ์ ขาวเนียม กับแสดงนิทรรศการภาพประกอบ”

ปลายปี ๒๕๔๗ พวกเขาตัดสินใจย้ายมาอยู่ร้านข้างๆ ที่เคยเป็นร้านทำบาติกมาก่อน “เราคิดว่าน่าจะเริ่มทำจริงจัง จะได้ฉายหนังด้วย เวลาจัดงานคนจะได้มาเยอะขึ้น เพราะว่าร้านเดิมเวลาจัดงานคนต้องไปอยู่บนถนน จึงไปชวนคนที่เป็นลูกค้าเก่าๆ ซึ่งกลายมาเป็นเพื่อนกันแล้วในตอนนั้น มาหุ้นกันทำร้าน สมาชิกก่อตั้งมีหลายคนและหลากหลายอาชีพ อย่างเพื่อนที่เคยวานให้เขาช่วยเฝ้าร้านให้ (ฉัตรเทพ ถุงเงิน) เป็นสถาปนิก วิวัฒน์เป็นเภสัชกร แล้วก็มี มัค เป็นนักบัญชี โหน่ง-ชัยวัฒน์ ทำงานโรงแรม แล้วก็มีเพื่อนของเพื่อนๆ เหล่านี้อีกจำนวนหนึ่ง คือมีคนที่เอาเงินลงขันคนละเล็กละน้อยมาร่วมกันทำร้านหนัง (สือ) ในฝันมากมายหลายคนทีเดียว จะเห็นว่าเพื่อนเหล่านี้มีอาชีพประจำทำกันอยู่แล้ว และทุกคนตอนมาร่วมก็รู้ว่าร้านไม่ได้กำไรแน่นอน ซึ่งก็จริง เพราะขาดทุนมาตลอดห้าหกปีที่ผ่านมา

“หลังเปิดร้านใหม่ได้ไม่นานก็เกิดสึนามิ เราจึงทำกลุ่มร่วมกับพวกนักเขียนเปิดรับบริจาคหนังสือไปให้ห้องสมุด หาทุนไปให้เด็กที่ยังไม่มีใครช่วย พอทำกิจกรรมแบบนี้ก็มีหนังสือพิมพ์มาสัมภาษณ์ ร้านเลยเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น” นอกจากกิจกรรมทางสังคม และงานเปิดตัวหนังสือแล้ว ยังมีการเชิญนักเขียนมาพูดคุยกันที่ร้านด้วย “มันเป็นเหมือนกิจกรรมที่เราเคยทำตอนเรียนมหาวิทยาลัย พอเรียนจบก็อยากทำอีก คนที่เราเชิญมาแรกๆ ก็เป็นคนที่เราชอบ พิบูลศักดิ์ ละครพล, ศักดิ์สิริ มีสมสืบ, ศุ บุญเลี้ยง นอกจากนี้ยังมีงานแสดงภาพ และเทศกาลหนัง ด้านกิจกรรมสายภาพยนตร์ หนังสั้น วิวัฒน์จะเป็นคนดำเนินการ ส่วนตัวผมเองจะเชื่อมๆ กับทางสายวรรณกรรมและจัดงานนิทรรศการศิลปะ ส่วนหนึ่งเราอยากดูหนังสั้น เพราะพวกเราก็ทำหนังสั้นกันด้วย ก็เลยฉายหนังสั้น และจัดเทศกาลหนังที่เราเลือกเอง เช่นหนังรักเดือนกุมภาพันธ์ หนังเอเชีย หนังการเมือง หนังเกี่ยวกับเพศ พวกที่มันจัดกลุ่มได้แต่หาดูยาก มันเป็นกิจกรรมที่เราสนใจอยู่ก่อนแล้ว

          “ครั้งแรกสุดเราร่วมจัดกับไบโอสโคปสัญจร เอาหนังสั้นมาฉายที่ร้าน แล้วคนดูก็มานั่งคุยกัน บรรยากาศน่ารักดี ตอนหลังเหมือนกับว่าเราอยากดูหนังก็เลยจัดฉายหนัง หรือกิจกรรมเรื่องหนังสือและนักเขียนก็เป็นคนที่เราชอบ อยากฟังเอง เพราะคนไม่ได้มาเยอะอยู่แล้ว เทศกาลหนังที่ร่วมจัดก็อย่างเช่น เทศกาลหนังที่คนไทยไม่ควรดู ของกลุ่ม Thai indie, งานหนังสั้นสัญจรมูลนิธิหนังไทยซึ่งจัดเป็นปีที่สอง, เทศกาล Bangkok Experimental Film festival สัญจร” นอกจากกิจกรรมเหล่านี้ที่เคยจัดขึ้นที่ร้านหนังสือเล็กๆ กลางเมืองถลางแห่งนี้แล้ว ตัวหมอนิลเองยังทำหนังสั้นมาแล้ว อาทิ the trail of puff ล่อง/รอย ฉายเพื่อระลึกถึงการจากไปของกนกพงศ์ สงสมพันธุ์, Burmese Man Dancing สวรรค์คับแคบ เป็นสารคดีเกี่ยวกับแรงงานพม่า ได้ฉายในงานเทศกาลหนังที่รอตเตอร์ดัม ๒๐๐๙ ประเทศเนเธอร์แลนด์, “the Story” แมวสามสี ฉายงานหนังสั้นสันติภาพ ฉลอง ๕๐ ปี เครื่องหมายสันติภาพที่หอศิลป์กรุงเทพฯ, Sea Gypsey LiFe insurance ประกันชีวิต สารคดีทดลองเกี่ยวกับชาวเลบ้านราไวในภูเก็ต ฯลฯ  

 

…หนังสือ...

แม้ความเป็นจริง มนุษย์เราจะมีการเปลี่ยนแปลงหรือมีพัฒนาการไปเรื่อยๆ อยู่แล้ว แต่หมอนิลบอกว่า ส่วนหนึ่งที่ได้จากการอ่านหนังสือทำให้ชีวิตของเขาเปลี่ยนไป แม้จะมีหลายสิ่งอย่างที่อาจทำให้ชีวิตคนเราเปลี่ยนไปก็ตาม หมอนิลเล่าว่า “การผจญภัยของลุงป๋วย  (The Adventure of Uncle Lubin) เป็นเรื่องของลุงนักประดิษฐ์และออกตามหาหลายชายที่โดนนกปากถุงคาบหนีไปยังดวงจันทร์ เป็นหนังสือเล่มแรกๆ ที่ทำให้ผมชอบอ่านหนังสือ จำได้ว่าตอนนั้นเรียนอยู่ชั้นประถม อีกเล่มคือ The Giving Tree โชคดีที่มีห้องสมุดของโรงเรียน ก็ชอบอ่านหนังสือตั้งแต่ตอนนั้น แต่อาจจะโชคร้ายที่ห้องสมุดไม่ค่อยมีหนังสือเท่าไหร่ (หัวเราะ) ก็เลยอ่านหนังสือแบบเรียนมานีมานะ พอได้มาก็อ่านรวดเดียวจบเลย นี่คือจุดเปลี่ยนที่ทำให้อ่านหนังสือ แต่จุดเปลี่ยนที่ทำให้เปลี่ยนความคิดคือหนังสือ ปฏิวัติยุคสมัยด้วยฟางเส้นเดียว ของมาซาโนบุ ฟูกูโอกะ คือผมเรียนมาทางสายวิทยาศาสตร์ แล้วอยู่ๆ ก็มีหนังสือเล่มหนึ่งบอกว่าวิทยาศาสตร์ที่เราเรียนมามีจุดอ่อนยังไง มันเป็นหนังสือเกษตรกรรมแต่ผมอ่านงานของฟูกูโอกะในเชิงปรัชญา และมันเปลี่ยนชีวิตเขาด้วย เป็นหนังสือเล่มแรกๆ ที่พูดถึงเรื่ององค์รวม เรื่องกระบวนทัศน์ใหม่

          “ตอนนั้นเรียนอยู่ปีสามปีสี่ ผมเรียนวิทยาศาสตร์มา ถ้าไม่เปลี่ยนความคิดนี้ผมก็คงหลงผิดไปเรื่อยๆ ว่าวิทยาศาสตร์สามารถแก้ไขได้ทุกอย่าง หรืออย่างทางการแพทย์ก็ต้องแก้ด้วยวิทยาศาสตร์ คือถ้าทั้งชีวิตที่ผ่านมาเราอยู่ในระบบคิดแบบแยกส่วน หนังสือเล่มนี้มันก็ทำให้เราปลื้มปีติในการได้เป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติที่เราไม่เคยรู้มาก่อน มองอะไรที่เป็นองค์รวม มีความเป็นมนุษย์มากขึ้น”

          จากความชอบอ่านหนังสือ การได้อ่านหนังสือมากขึ้นอาจทำให้เขารู้สึกหลงใหลในตัวอักษรโดยไม่รู้ตัว แม้ก่อนหน้านั้นเขาไม่เคยคิดที่จะเขียนหนังสือ เพราะรู้สึกว่ามันคงยากเกินไป “ช่วงที่ทำกิจกรรมในมหาวิทยาลัยปีหนึ่ง ตอนนั้นมีนิตยสารปาจารยสาร สานแสงอรุณ เราจึงรู้สึกว่าอยากทำหนังสืออย่างนี้บ้าง เลยตั้งกลุ่มกับเพื่อนสองสามคนทำนิตยสารในมหาวิทยาลัย วันหนึ่งไปสัมภาษณ์อาจารย์ศักดิ์สิริที่ชุมแสง อยู่ใกล้พิษณุโลก เพราะเราได้อ่านคนสอยดาว ตุ๊กตารอยทราย ซึ่งมันเป็นบทกวีไร้ฉันทลักษณ์อันยุ่งยาก เขียนด้วยความรู้สึก คือผมไม่เคยอ่านงานแบบนี้ พอได้อ่านแล้วมันเหมือนเป็นแรงบันดาลใจว่า กลอนเขียนอย่างนี้ก็ได้นะ ไม่ต้องถูกฉันทลักษณ์ก็ได้ ผมเริ่มเขียนเก็บไว้ ตอนหลังได้อ่านบ้านแม่น้ำ ของเรวัตร์ พันธุ์พิพัฒน์ มันเป็นฉันทลักษณ์ที่สวยงาม ส่วนใหญ่เป็นกาพย์ฉบัง ๑๖  ผมก็หัดเขียนกาพย์ บทกวีชิ้นแรกๆ จะเป็นกาพย์ฉบัง ๑๖ งานชิ้นแรกที่เขียนผมส่งไปลงในสานแสงอรุณ ชื่อ ‘ปั้นฝัน-ปั้นดิน’ ” 

          แต่สำหรับเรื่องสั้น เขาบอกว่า “ผมเริ่มเขียนเรื่องสั้นตอนมาทำงานที่เกาะยาว คือผมสนใจอ่านเรื่องสั้นมานานแล้ว ผมเติบโตมาจากการอ่านวรรณกรรมเพื่อชีวิตที่ถูกเปลี่ยนชื่อเป็นวรรณกรรมสร้างสรรค์ยุคหลังป่าแตก ในช่วงมัธยมที่นครศรีธรรมราช มีร้านหนังสือชื่อ นาคร-บวรรัตน์ ผมก็จะได้อ่านวรรณกรรมที่ร้านนี้ สมัยนั้นจะมีการจัดกิจกรรมด้านวรรณกรรมอยู่ แล้วงานวรรณกรรมแบบนั้น กับบรรยากาศแบบนั้นคงมีอิทธิพลกับตัวเรามาก แต่ตอนที่อ่านผมยังเด็กมาก คิดว่าเราคงเขียนไม่ได้ มันมีบางอย่างในตัวเราที่แตกต่างออกไป ตอนเรียนมหาวิทยาลัยได้อ่านวรรณกรรมแปลที่หลากหลายขึ้น มิลาน คุนเดอรา, ฮารูกิ มูราคามิ ผมอ่านแล้วคิดว่า เราก็พอจะมีเรื่องแบบนี้เล่าเหมือนกัน หนังสือเล่มแรกๆ ที่ทำให้เราอยากเขียนเรื่องสั้นมากๆ ก็คือ คนไต่ลวดบนดาวสีฟ้า ของทินกร หุตางกูร เขาเขียนเรื่องอีกแบบหนึ่ง มีการอ้างอิงความรู้ทางวิทยาศาสตร์กับสังคมหรือความรู้สึกของมนุษย์ ผมอ่านแล้วได้ทั้งความรู้และความรู้สึกร่วม แล้วก็หัดเขียนมาเรื่อยๆ และคงยังหาแนวทางของตัวเองอยู่ คือตอนนี้ผมเหมือนยังเรียนการเขียนเรื่องสั้นอยู่ เรื่องสั้นมันยากตรงที่เรามีสารอะไรบางอย่างที่เราอยากจะสื่อ แต่จะทำยังไงให้ศิลปะมารับใช้การเล่าเรื่อง” 

หากเอ่ยชื่อมารุต เหล็กเพชร คนในแวดวงวรรณกรรมอาจไม่รู้จักคุ้นเคย แต่หากเอ่ยชื่อ นฆ ปักษนาวิน หลายคนคงรู้จัก เขามีผลงานบทกวีเล่มแรกเป็นหนังสือมือทำชื่อ เมฆเสกคลื่น ได้รับรางวัลสร้างเสริมความฝันสร้างสรรค์ความคิดยอดเยี่ยม ประเภทบทกวี (MBK Independent Book Award ปัจจุบันคือรางวัล Thailand Independent Book Award) และเรื่องสั้น “ตานะอูมีฮ์” ชนะเลิศการประกวดวรรณกรรมการเมือง รางวัลพานแว่นฟ้าปี ๒๕๔๗ เรื่องสั้น “โปรดจำเอาไว้ว่ามนุษย์ไม่ใช่ศัตรูของเรา” ชนะเลิศการประกวดเรื่องสั้นวาระ ๓๐ ปี ๖ ตุลา และล่าสุดเรื่องตอง เป็นหนึ่งในหนังสือรวมเรื่องสั้นชื่อ ธรรมชาติของการตาย โดยกลุ่มวรรณกรรมภูเก็จ

 

ร้านหนัง (สือ) ๒๕๒๑

หากใครมีโอกาสได้มาเดินบนถนนถลางกลางเมืองภูเก็ต จะสังเกตเห็นร้านหนังสือเล็กๆ ที่ดูมีชีวิตชีวา มีหนุ่มสาวหลายคนมานั่งกินกาแฟ อ่านหนังสือ เล่นอินเตอร์เน็ตจากโน๊ตบุ๊คส่วนตัวที่หอบหิ้วกันมา ท่ามกลางเสียงเพลงไพเราะแปลกหู และบรรยากาศเช่นนี้เองที่ชักชวนลูกค้าหรือนักท่องเที่ยวแวะเข้ามานั่งพักถ่ายรูป หมอนิลเปรยออกมาว่า มีลูกค้าน้อยคนนักที่เข้ามาแล้วสนใจหนังสือจริงๆ “คือเราไม่ค่อยเน้นเรื่องการขายหนังสือที่ร้านมากนัก เรามุ่งไปที่การจัดกิจกรรมที่จะทำให้คนอ่านหนังสือมากกว่า เพราะมันมีร้านหนังสือใหญ่ๆ หลายร้าน คนภูเก็ตไม่ขาดแคลนร้านหนังสืออยู่แล้ว เราจึงเลือกไปทำในสิ่งที่เขาไม่ทำ ร้านเราจัดกิจกรรมเกี่ยวกับหนังสือมากกว่าร้านที่ขายหนังสือเสียอีก แต่ถ้าจะบอกว่าเราจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านก็ไม่ถูกนะ เราจัดกิจกรรมเพื่อตัวเราเองมากกว่า มันสนุก แม้ว่าจัดไปคนจะไม่เยอะ ถ้ามีคนเยอะก็ต้องให้อาจารย์เกณฑ์มาซึ่งมันไม่เวิร์ค เราเรียนรู้แล้วว่าต้องทำเท่าที่เราทำได้ และถ้าใครสนใจเขาก็มาเอง ตอนหลังเราให้ความสนใจว่าเราจัดอะไร แล้วบันทึกมันออกมาให้คนได้อ่าน คนมาเจอทีหลังก็ได้อ่าน”

           หมอนิลบอกว่า จริงๆ แล้วหนังสือที่ร้านขายได้น้อยมาก ด้วยกลุ่มคนซื้อจะเป็นเพื่อนๆ คอวรรณกรรมหรือคนที่รู้จักมักคุ้น อาจจะมีนักท่องเที่ยวบางคนที่หลงเข้ามาและเจอหนังสือที่ตนกำลังหาอยู่ “วัยรุ่นจะมีน้อยมาก เรามีหนังสือให้ยืมฟรียังไม่ค่อยมีใครมายืมเลย หรือว่าบางทีธรรมชาติของคนอ่านหนังสือก็อยากซื้อเก็บสะสมไว้เองก็เป็นได้ ผมว่ามันเป็นธรรมชาติของร้านหนังสือ เหมือนรอเวลาให้คนมาเจอ แต่เราไม่ทุกข์ทรมานกับการขายหนังสือไม่ได้ คือชื่อมันเป็นร้านหนังสือก็จริง แต่เราไม่อยากเอานิยามมาจำกัดว่าเป็นอะไรได้บ้าง เราทำที่เราชอบ ส่วนหนังสือถ้ามีคนสนใจก็ดี ถ้าไม่มีคนสนใจก็ไม่เป็นไร แต่เราก็มีอย่างอื่นมาจุนเจือร้านหนังสือด้วย แต่ถ้าทำจริงๆ ร้านหนังสือก็อยู่ได้นะ เพียงแต่เราต้องมีการจัดการที่มากกว่านี้ ต้องมีตัวหลักคอยดูแลจริงๆ” 

          การทำร้านหนังสืออาจทำให้พอมองเห็นกระแสของวัฒนธรรมการอ่านของคนในสังคมบ้านเราได้บ้าง ว่าปัจจุบันคุณภาพในการอ่านของคนมันลดน้อยลงหรือไม่ หมอนิลบอกว่า “ผมว่าไม่หรอก คือธรรมชาติของคนอ่านหนังสือมันน้อยอยู่แล้ว คนอาจเติบโตมาจากการอ่านการ์ตูนก่อนจะมาอ่านวรรณกรรม แต่ตอนนี้เขาอาจยังอ่านการ์ตูนอยู่ก็ได้ คือตอนนี้ผมไม่รู้สึกกังวลว่าคนจะไม่อ่านหนังสือ ผมเชื่อว่าคนอ่านหนังสือยังไงก็ต้องมี แต่อาจจะมีน้อย ซึ่งมันคงเป็นสถานการณ์ทั่วโลกว่าคนอ่านวรรณกรรมน้อยลง แต่สื่ออื่นก็มี เราไม่ค่อยคาดหวังว่าคนจะอ่านหนังสือมากขึ้น และไม่ค่อยทุกข์ทรมานว่าคนจะไม่อ่านหนังสือ ซึ่งคนอ่านหนังสือวรรณกรรมมันก็มีนะ สักสองสามร้อยคน” 

            เมื่อถามว่า ในฐานะที่หมอเติบโตมาจากการอ่านหนังสือ และการอ่านทำให้ชีวิตของหมอเปลี่ยน หมอไม่อยากให้คนอื่นมาอ่านหนังสือบ้างหรือ หมอนิลตอบว่า

          “ที่ผมทำงานศิลปะทุกวันนี้ ไม่ว่าจะทำหนังสั้น เขียนหนังสือ หรือจัดงานศิลปะ ส่วนหนึ่งเพราะความรู้สึกส่วนตัว... ผมคิดว่าในโลกควรจะมีเรื่องของศิลปะอยู่ และให้คนที่เหมาะสมได้พบในเวลาที่เหมาะสม แต่อย่างที่บอกว่าเราไม่ค่อยทุกข์ทรมานมาก เพราะโลกมันเปลี่ยนไป เมื่อก่อนมันไม่มีสื่ออย่างอื่นมากนัก และการเปลี่ยนแปลงของคนอาจเกิดจากสิ่งอื่นด้วย เช่น งานศิลปะ เพลง หนัง หนังสือ ฯลฯ บางคนอาจจะผ่านอะไรมาระดับหนึ่งถึงมาอ่านหนังสือ การที่คนเปลี่ยนแปลงเพราะการอ่านหนังสือก็ดี อย่างตัวผมเอง และผมก็เขียนหนังสืออยู่ทุกวันนี้ แต่ผมก็เชื่อว่าคนเปลี่ยนแปลงโดยอย่างอื่นได้เหมือนกัน เช่นเด็กสมัยนี้อาจฟังเพลง มีไอดอลเป็นคนทำเพลง ทำหนัง เรื่องความคิดสร้างสรรค์มันเกิดขึ้นได้หลายทาง ในโลกทุกวันนี้ อาจไม่จำเป็นต้องอ่านหนังสือก็ได้ เมื่องาน ๒๐ ปี Dead Poet Society ที่ไบโอสโคปจัดเขาสรุปว่า เด็กไม่อินกับหนังเรื่องนี้ เพราะว่ายุคที่เราเติบโตมามันเป็นยุคที่คนมีแรงบันดาลใจร่วมกันเยอะๆ เมื่อก่อนเป็นเรื่องการเมือง สมัยเราเป็นเรื่องแรงบันดาลใจ พอมาถึงยุคนี้มันหลากหลายมาก และมันถ่างออกจากสังคม (ในเชิงรวมหมู่) มาขึ้นเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นความเป็นฮีโร่มันก็กระจัดกระจายไป เมื่อก่อน มีเช เกวารา จิตร ภูมิศักดิ์ มีหนังบางเรื่องที่ก่อให้เกิดแรงบันดาลใจกับคนเยอะๆ แต่โลกทุกวันนี้มันกระจัดกระจาย ทำให้มีกลุ่มหลากหลาย มันเห็นคนมากขึ้น คนทำเพลง ทำหนัง แต่ละคนก็จะมีฮีโร่ในกลุ่มย่อยของตัวเอง เพราะโลกเราทุกวันนี้เป็นสังคมกลุ่มย่อย พอมันมีตรงนี้ แล้วเราจะหวังว่าหนังสือจะไปเปลี่ยนคนแบบที่เคยเปลี่ยนเรามันก็คงจะน้อยลง คือถ้าหวังความเป็นแมสเมื่อไหร่ ความเป็นศิลปะมันก็จะหายไป ศิลปะมันไม่ค่อยไปด้วยกันกับความเป็นแมสเท่าไหร่ นานๆ จะมีหนังสือแบบนั้นสักที ในกลุ่มเล็กๆ ของเรามันยังมีสังคมให้เราอยู่ มีความสุขอย่างนี้ ความสุขของคนมันก็คงมีอยู่แค่นี้แหละ ได้อยู่ในที่ที่เหมาะสม ทำงานสร้างสรรค์ ได้ทำในสิ่งที่อยากทำ ความสุขมันมีอยู่แค่นี้”

          ในฐานะร้านหนังสือเล็กๆ เมื่อเอ่ยพูดถึงร้านหนังสือใหญ่ๆ ในภูเก็ต เขาไม่เคยคิดว่ามันเป็นเรื่องของการแข่งขันทางธุรกิจแต่อย่างใด “สำหรับร้านหนังสือใหญ่ๆ ผมไม่คิดว่าเป็นการแข่งขันนะ เพราะเราอยู่คนละกลุ่มลูกค้ากัน ทุกวันนี้ผมก็ไปซื้อที่ร้านเหล่านั้น แต่บางทีเราก็น่าโมโหเหมือนกัน เวลาเราจัดงานมีนักเขียนมา เราขอเอาโปสเตอร์ไปติดหน้าร้าน ซึ่งเป็นหนังสือที่ขายอยู่ในร้านเขา บอกว่าจะมีเปิดตัวหนังสือ เขายังไม่ให้ติดเลย...  ตอนนี้ร้านก็อยู่ได้ด้วยตัวมันเอง เป็นกาแฟ เป็นหนัง ซึ่งหนังสือก็รอเวลาให้คนมาเจอ เราว่าหนังสือมันน่าสงสาร พอหนังสือออกมาใหม่ ไปอยู่ร้านเพียงสองสามเดือน มันก็ไปอยู่ในโกดังแล้ว แต่ถ้ามันมาอยู่ที่ร้านเรา มันก็อยู่ปีสองปี คนก็จะได้เห็น แล้วคนที่เหมาะสมก็จะมาซื้อในเวลาที่เหมาะสม”

          เย็นย่ำลงแล้ว ความมืดแห่งราตรีค่อยๆ คลี่คลุมถนนสายโบราณ วันนี้กลุ่มวรรณกรรมภูเก็จมีนัดพบปะกันที่ร้าน นำมาด้วยเสน่ห์ วงษ์กำแหง, สมชาย บำรุงวงศ์, ชิด ชยากร, วันเสาร์ เชิงศรี และขวัญยืน ลูกจันทร์ ซึ่งพวกเขามักแวะมาพูดคุยถกเถียงกันด้วยเรื่องของวรรณกรรมอยู่เสมอ เมื่อลองสอบถามถึงความรู้สึกที่มีต่อร้านหนังสือแห่งนี้ ขวัญยืนบอกว่าร้านหนังสือมันเป็นปรากฏการณ์ของยุคสมัย “ถ้าเป็นเมื่อก่อนร้านแบบนี้ไม่มีสิทธิ์เกิดได้ เพราะไม่ว่าจะเป็นวิถีชีวิต รสนิยม หรือไอเดียคนเปิดร้านมันไม่มี ถือว่าเป็นปรากฏการณ์ใหม่ล่าสุดให้คนภูเก็ตได้มานั่งเสพอะไรที่เป็นทางเลือก แปลกใหม่และสร้างสรรค์ ซึ่งผมถือว่าเป็นความโชคดีของคนภูเก็ต ทำให้เมืองมีชีวิตชีวา และเป็นจุดรวมของนักเขียนในภูเก็ตด้วย” 

          ถัดจากเรื่องราวของร้านหนังสือ พวกเขาเริ่มขยับขยายไปถึงเรื่องราวของแวดวงวรรณกรรม รวมถึงสัพเพเหระของชีวิต หลายคนเริ่มล้อมวงเข้ามาพูดคุยกันอย่างออกรส มีทั้งนฆ ปักษนาวิน, ธิติ มีแต้ม สาราณียกรของปาจารยสาร และเพื่อนพ้องน้องพี่ในละแวกใกล้เคียง

ค่ำคืนนี้ดูเหมือนจะยังอีกยาวไกล...  

 

           

ปัจจุบัน มารุต เหล็กเพชรเป็นแพทย์ประจำอยู่ที่ศูนย์แพทย์ชุมชนพรุใน (หรือในชื่อทางการว่า โรงพยาบาลเกาะยาวชัยพัฒน์ สาขาสถานีอนามัยตำบลพรุใน) อำเภอเกาะยาว จังหวัดพังงา

ร้านหนัง (สือ) ๒๕๒๑ Bo{ok}hemian arthouse ร้านหนังสือไทยและหนังไกลกระแส เลขที่ ๖๑ ถนนถลาง อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต ๘๓๐๐๐ เปิดเวลา ๑๐.๐๐ – ๒๑.๐๐ นาฬิกา  เว็บไซต์: www.room2521.com  บล็อก: http://bookhemian.exteen.com โทร.๐๗๖-๒๕๘-๒๕๔  อีเมล: room2521@gmail.com      

 

          ที่มา: สานแสงอรุณ  ปีที่ ๑๓ ฉบับที่ ๔ กรกฎาคม-สิงหาคม ๒๕๕๒

*นำไปเผยแพร่ต่อ  กรุณาอ้างอิงที่มา* 

 




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ลูกเสือหมายเลข9 วันที่ : 25/11/2009 เวลา : 11.47 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chai
<<==แวะไปทัก..แล้วคุณจะรักหนุ่มคนนี้

ร้านหนังสือ...มีเสน่ห์ของมันครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< พฤศจิกายน 2009 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30          



[ Add to my favorite ] [ X ]