• สานแสงอรุณ
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : ssamag@yahoo.com, ssamag.member@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-08-22
  • จำนวนเรื่อง : 82
  • จำนวนผู้ชม : 172508
  • ส่ง msg :
  • โหวต 16 คน
สานแสงอรุณ
นิตยสารสาระทางเลือกรายสองเดือน เพื่อ "ดุลยภาพในความงดงามของชีวิต"
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/sarnsaeng-arun
วันพฤหัสบดี ที่ 3 ธันวาคม 2552
Posted by สานแสงอรุณ , ผู้อ่าน : 2431 , 11:07:49 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

คนของเส้นขอบฟ้า

ฐาปนา พึ่งลออ: เรื่อง/ภาพ

เรื่องเล่าของร้านเล่า   

เรื่องเล่าของ เก็ท-เสาวนีย์ เมฆานุพักตร์

 

 

                                                    ร้านเล่า

         

                            ความฝันงามจริงหญิงสาว คติสีขาวคนหนุ่ม

ชุมชนส่วนน้อยชุมนุม              เกี่ยวก้อยเป็นกลุ่มกลั่นกรอง

บ้านนี้เมืองไหนไม่อ่าน            เรือนเหย้าวิญญาณหม่นหมอง

อักโขโง่เขลาเข้าครอง            มืดมิดครรลองล่องเลือน

หยุดรากระย่อต่อยอด             มืดบอดมอดดับขับเคลื่อน

รากฐานสะท้านสะเทือน           ขยับขับเคลื่อนเลื่อนลอย

ก่อไฟฟืนสุม – หนุ่มสาว          เรื่องราวหลากคำล้ำถ้อย

ค่อยค่อยหยั่งรากฝากรอย                  สร้างโลกใบน้อยใบนี้

โมงยามงามงาน – ร้านเล่า                 ไฟฝันส่องเฝ้าวิถี

ชีวิตคือบทกวี                       เส้นสีคีตะวรรณกรรม

ชุมชนส่วนน้อยร้อยเกี่ยว          โลกเป็นหนึ่งเดียวดื่มด่ำ

ผู้คนเฝ้าคอยถ้อยคำ               คนผู้โน้มนำคำนึง

เปิดเถิดเปิดอ่านด้านใน           จุดฝันส่องไฟไปถึง

เพ่งพิศคิดนึกลึกซึ้ง                         นอกในใจหนึ่ง – มนุษย์

 

                                      เรวัตร์  พันธุ์พิพัฒน์

                                                                                ฤดูฤดี-๒๕๕๐

                                                                                แด่-‘ร้านเล่า- เชียงใหม่’

 

 

 

ว่ากันว่า

เสน่ห์ของร้านหนังสือ เป็นเสน่ห์ที่คนอ่านหนังสือเท่านั้น จึงจะสามารถสัมผัสได้ บรรยากาศในร้านหนังสือ ก็เป็นบรรยากาศที่คนอ่านหนังสือเท่านั้นจะรู้สึกได้

          ในร้านหนังสือใหญ่ๆ ที่มีหลายสาขาที่เรียกกันว่า เชนสโตร์ มีหนังสือให้เลือกมากมายหลายสิบประเภท นับพันนับหมื่นปก มีเครื่องปรับอากาศเย็นสบาย มีบรรยากาศแบบหนึ่ง

          ในร้านหนังสือเล็กๆ มีตู้หนังสือเพียงไม่กี่ตู้ มีหนังสือแค่ไม่กี่ประเภท อาจมีแค่หลักสิบหรือแค่หลักร้อยปก ก็มีบรรยากาศที่แตกต่างออกไปอีกแบบหนึ่ง

          ทั้งยังว่ากันอีกว่า

          นี่คือยุคสมัยที่เรียกได้เต็มปากเต็มคำว่าหนังสือคือสินค้าชนิดหนึ่ง ร้านใหญ่ๆ มีหนังสือเยอะๆ เท่านั้นจึงจะมีสิทธิ์อยู่รอด ส่วนร้านหนังสือเล็กๆ ประเภท stand alone อยู่ได้ยากเหลือเกินในโลกธุรกิจปลาใหญ่กินปลาเล็ก แต่ในความเป็นจริงนั้น ร้านหนังสือเล็กๆ ส่วนใหญ่กลับมีบรรยากาศของความเอื้ออาทรมากกว่าร้านหนังสือใหญ่ๆ คนในร้านก็มีความรู้เรื่องหนังสือในร้านมากกว่าพนักงานในร้านใหญ่ๆ อีกทั้งร้านหนังสือใหญ่ๆ ที่ต้องปิดตัวเองไปก็ใช่จะไม่มี ขณะที่ร้านหนังสือเล็กๆ ที่มีอายุยืนยาวก็มีอยู่หลายร้าน คำว่าทุนหนาหรือทุนน้อย ในแง่ตรรกะทางการค้าย่อมมีความต่าง ทว่า บางสิ่งบางอย่างที่ ทำด้วยใจ ไม่อาจนับหรือวัดด้วยผลกำไรที่เป็นตัวเลข ไม่ใช่แค่การซื้อมาขายไป แต่เป็นการให้และการรับ ได้กลายเป็นบางสิ่งบางอย่างที่ผูกพัน แผ่ขยาย และสืบเนื่องความรู้สึกดีๆ ให้กว้างไกลออกไปเกินจะคาดคิด

          “ร้านเล่า” ร้านหนังสือร้านเล็กๆ แห่งเมืองเชียงใหม่ซึ่งกำลังก้าวเข้าสู่ปีที่สิบในการดำเนินกิจการ เป็นร้านหนังสือเล็กๆ ที่มิได้มีชื่อเสียงเล็กตามขนาด หากแต่เป็นที่รู้จักในหมู่นักอ่านและนักเขียนทั้งรุ่นใหญ่ รุ่นเล็ก ไปจนถึงแวดวงวิชาการ คนทำงานองค์กรพัฒนาเอกชน คนทำงานศิลปะ หรือแม้แต่นักบวช!

          จากวันเริ่มต้นร้านที่มีหุ้นส่วน ๔ คน จนถึงวันนี้ ร้านเล่าย้ายที่ตั้งเป็นครั้งที่ ๒ (ร้านที่ ๓) และเหลือผู้ดำเนินการหลักเพียงผู้เดียวคือ เก็ท-เสาวนีย์ เมฆานุพักตร์ หรือ “พี่เก็ท” ของน้องๆ ร้านเล่ายังคงเป็นเสมือน “ศาลากลาง” ของชุมชนหมู่บ้านนักอ่านนักเขียนแห่งเมืองเชียงใหม่ ยังคงอวลบรรยากาศแห่งมิตรภาพและความรักในตัวหนังสืออย่างที่หาได้ยากจากที่อื่น ที่ร้านเล่า หนังสือทุกเล่มในร้านจะผ่านการคัดสรรมาอย่างดี, มีการแสดงงานศิลปะทุกเดือน, มีห้องพักเล็กๆ สำหรับนักอ่านที่เดินทางมาจากแดนไกล และยังมีกิจกรรมด้านการอ่านการเขียนอย่างสม่ำเสมอ ขับไล่ความซึมเซาในหัวใจคนอ่านคนเขียนกันเป็นระยะๆ

นอกจากจะเป็นร้านหนังสือ ร้านกาแฟ แกลเลอรี่ และเกสต์เฮ้าท์แล้ว ล่าสุด ร้านเล่ายังก้าวไปไกลด้วยการก่อการตั้งสำนักพิมพ์ รวมเรื่องเล่าจากนักเขียนทั้งมืออาชีพและมือสมัครเล่น เป็นพ็อกเก็ตบุ๊กมาแล้วถึง ๒ เล่ม โดยเป็นการลงทุนด้วยแรงใจมากกว่าการลงทุนด้วยเม็ดเงิน

เชื่อหรือยังว่านี่เป็นร้านหนังสือที่มีคนรักมากที่สุด?

จากวันนั้นจนถึงวันนี้ ร้านเล่าจึงมีเรื่องเล่ามากมายหลายเรื่องที่ควรค่าแก่การรับฟัง อยากฟังกันมั้ย ล้อมวงเข้ามา- - พี่เก็ทจะเล่าให้ฟัง  

 

ร้านเล่าเกิดขึ้นมาได้อย่างไรครับ

            ก็เกิดจากเพื่อน ๔ คน คือ พี่ก้อย (สกุณี ณัฐพูลวัฒน์), พี่เก็ท (เสาวนีย์ เมฆานุพักตร์), พี่จิ๋ว (อารียา เกิดผล) แล้วก็พี่เหี่ยว (อรอนงค์ ฐาปนพันธุ์นิติกุล) โดยที่ตัวพี่เองทำงานประจำอยู่แล้วเป็นเซลส์ ส่วนพี่ก้อยกับพี่จิ๋วก็กำลังเรียนปริญญาโท คือตอนแรกพี่เหี่ยวกับพี่จิ๋วอยากจะเปิดร้านหนังสือ แล้วจะไปเปิดที่ภาคใต้ ส่วนพี่ก็ไม่อยากทำงานประจำแล้ว แล้วก็รักชอบเชียงใหม่ อยากอยู่เชียงใหม่ ก็มองว่าจะทำธุรกิจอะไร เออ ลองเริ่มจากร้านหนังสือดูมั้ย ก็เลยปรับเปลี่ยนจากภาคใต้มาที่เชียงใหม่ แล้วก็ดูกันว่าสองปีแรกจะเป็นยังไง เริ่มจากร้านเล็กๆ ขึ้นมา ตอนนั้นการลงทุนก็ไม่ได้สูงมากเพราะว่าเริ่มจากการที่พี่ก้อยเขาเป็นนักเขียนอยู่แล้ว รู้จักนักเขียนเยอะ ก็ใช้สายสัมพันธ์โทรถาม อย่างสำนักพิมพ์นี้ ใครอยากจะเอาหนังสือมาลง ซึ่งก็โชคดีมากที่ได้บริษัทใหญ่ๆ อย่างเช่นเคล็ดไทยที่พี่ก้อยกับพี่เหี่ยวเขาไปดิวไว้ว่าจะเปิดร้านหนังสือ เขาก็ยินดีจะส่งหนังสือมาให้หลายลังในระยะเริ่มต้น แล้วก็ทางอัมรินทร์ก็ได้พี่จิ๋วช่วยติดต่อให้ ก็เลยได้เริ่มเปิด ชื่อร้านเล่าพี่ก้อยเป็นคนตั้งเพราะเขาเชื่อว่า ทุกสิ่งมีเรื่องเล่าในตนเอง ก็เลยใช้ชื่อนี้ ซึ่งมันก็เก๋ดี คอนเซ็ปต์ก็คือ หนังสือ กาแฟ ต้นไม้ เพราะว่าอยากจะขายต้นไม้กันด้วย คือมีสามคนที่เรียนจบเกษตร แล้วพี่จิ๋วเขาจบมาทางสายสังคม ก็ช่วยได้เยอะเพราะหนังสือวิชาการทางสังคมมันจะแข็ง ตอนเปิดร้านปี ๒๕๔๓ ถึงวันนี้ร้านเล่าก็เปิดมาได้ ๙ ปีเต็มแล้ว

 

ร้านแรกตั้งอยู่ที่

            ตรงร้าน eat me (ถนนนิมมานเหมินทร์) ร้านเล็กๆ ค่าเช่าไม่แพง ลงทุนก็หลักหมื่น หนังสือก็มีแค่จำนวนหนึ่ง ที่เราไปซื้อสดมาก็มีนิดหน่อย ส่วนใหญ่คือสายส่งมาลงให้ แต่ว่าถ้าเปรียบเทียบเมื่อ ๙ ปีที่แล้วกับตอนนี้ ไปเปิดดูรูปเก่าๆ  คือหนังสือมันหรอมแหรมมาก แต่รู้สึกว่าคนมาให้กำลังใจกันเยอะ (หัวเราะ) มาพูดคุย มาซื้อหนังสือ พอเริ่มเปิดร้าน เราก็จัดกิจกรรมมาเป็นจังหวะ วันที่ ๓ กรกฎาคมก็จัดกิจกรรมเจ้าชายน้อยครบรอบหนึ่งร้อยปี ซึ่งเจ้าชายน้อยก็เป็นหนังสือที่คนน่าจะรู้จักมากๆ เล่มหนึ่ง ก็เชิญคนลาวกับคนฝรั่งเศสมาอ่าน แล้วก็พูดคุยแลกเปลี่ยนกัน เล่นไวโอลินนิดหน่อย ก็มีคนมางานเกือบร้อย ครั้งแรกที่จัดก็เริ่มสนุกแล้ว เราก็คิดว่า เออ มันก็สร้างวงสนทนาได้นะ หลังจากนั้นเราก็จัดกิจกรรมต่อเนื่องมา มีพูดคุยกับนักเขียนท่านนั้นท่านนี้ ทำให้มันคล้ายๆ เป็นเอกลักษณ์ของตัวร้านหนังสือเล็กๆ  ก็ทำอยู่ตรงนั้นได้ ๒ ปีพอดีตามที่ตั้งใจไว้ คือตอนนั้นพี่ก้อยอยู่ร้านแล้วก็มีเด็กๆ มาช่วยเฝ้าร้านด้วยคนหนึ่ง มาสลับสับเปลี่ยน

พอมาถึงร้านที่สอง ตอนนั้นพี่ก้อยก็เรียนจบปริญญาโทแล้ว พี่เก็ทก็อยากลาออกจากงานประจำ อยากมาอยู่เชียงใหม่จริงๆ ก็เลยย้ายร้านมาที่กาดเชิงดอย เริ่มมองลู่ทางที่มันกว้างมากขึ้น อย่างเช่น ทำเป็นแกลเลอรี่ เพราะว่ามันมีพื้นที่กว้างมาก มีหลายห้อง  คือตรงนั้นมันเป็นพื้นที่ร้างที่คนเช่าคนเก่าเขาเช่าจากเจ้าของที่ และกำลังจะหมดสัญญา แต่เราไม่ทันได้รู้ ก็มองว่ามันเป็นที่ว่างแล้วมันก็อยู่หัวมุมมันก็ได้เปรียบ แต่พออยู่ไปสักพักร้านขายเหล้าขึ้นมาเต็มเลย แล้วเราก็เริ่มเกิดภาวะความเครียดของคนที่อยู่ร้าน ก็เลยเปลี่ยนมาตรงนี้ (ตรงข้ามธนาคารกสิกรไทย ถนนนิมมานเหมินทร์) ซึ่งมันก็มีเรื่องของค่าใช้จ่ายที่มากขึ้นด้วย

          จริงๆ ร้านเดิมที่กาดเชิงดอยคือชอบกันนะ เพราะมันมีพื้นที่มาก เราจะทำอะไรก็ทำได้ เพียงแต่ว่ามันเกิดภาวะความกดดันทุกเดือน คือมันได้ความสวย ได้พื้นที่ ได้ทำกิจกรรม แต่ว่ายอดขายน้อยมาก ก็เลยตัดสินใจเรียกประชุมเพื่อนๆ  คือตอนหลังนี่พี่จิ๋วกับพี่เหี่ยวก็ไม่ได้มาหุ้นด้วยแล้ว คือพี่จิ๋วจะมาช่วยตอนเปิดร้านแรก ช่วยดูหนังสือ ช่วยเฝ้าร้าน ช่วยเปิดร้าน แล้วพอครบสองปีแล้วพี่จิ๋วก็ไม่ได้ทำต่อ เพราะว่าค่อนข้างยุ่ง เนื่องจากต้องทำงานประจำเป็นอาจารย์ใน มช. (มหาวิทยาลัยเชียงใหม่) แต่ว่าพี่เหี่ยวก็ช่วยลงทุนอีกชุดหนึ่งหลังจากที่ย้ายมาแล้วที่ร้านที่สอง แล้วพอประมาณปี ๔๕-๔๖ ก็คุยกันว่าจะเลิกดีมั้ย พอแค่นี้มั้ย เพราะว่าคือจริงๆ ช่วงที่ได้คือช่วง ๒ ปีแรก แต่ถ้าคิดกำไรต้นทุนกันจริงๆ มันไม่ได้หรอก เพราะว่าไม่ได้คิดค่าตัวกันเลยค่ะ แต่พี่ก็มองว่าพี่ได้อย่างอื่น โดยส่วนตัว ได้เรียนรู้ประสบการณ์ที่เอาเงินมาซื้อไม่ได้ แต่ว่ามันก็ใช้เงินไปเยอะนะ (หัวเราะ) พี่ก้อยก็พอแล้ว เพราะว่าอยู่ยากมาก พอเรียนจบพี่ก้อยก็รับทำวิจัย ซึ่งก็ได้ไม่มาก ร้านก็ไม่ได้ช่วยซัพพอร์ท พี่ก้อยก็เลยต้องกลับไปอยู่กรุงเทพฯ ไปรับจ๊อบทำงานเขียนที่จริงจัง

           ก็เลยเหลือพี่คนเดียว เด็กๆ รุ่นใหม่ก็มีเข้ามาช่วยงาน คือจ๋า มาเรียนปริญญาโท แล้วก็มีหลานสาวอีกคนหนึ่ง ก็มีกันอยู่สามคนที่ช่วยกันมา ตอนหลังก็มีน้องแขกมาช่วยอีกคน น้องแขกเป็นนักอ่าน ตอนแรกมาเป็นลูกค้าตอนหลังมาช่วยเฝ้าร้าน ตอนนี้ก็พยายามให้เขารับผิดชอบงานมากขึ้น แต่คนเหล่านี้ก็ยังได้เงินเดือนน้อยมาก ก็ใช้วิธีอยู่กันแบบครอบครัว ซื้อข้าวมากินด้วยกันอะไรอย่างนี้ จนกระทั่งย้ายมาที่นี่เพราะว่าหมดสัญญา ตอนนี้ก็คือพี่อีกสามคนเขาไม่ทำแล้ว แต่พี่จะทำต่อ  ก็พยายามทำกิจกรรมให้มากขึ้น เหมือนกับว่าพอเราทำกิจกรรมเรื่อยๆ พอปี ๔๘ ทางกลุ่มธุรกิจเพื่อสังคมคือกลุ่มคุณปรีดา เตียสุวรรณ์ เขาก็ให้รางวัล ทางชุมชนคนรักป่า-พวกพี่อ้อย (รจเรข วัฒนพาณิชย์) แล้วก็พี่เจี๊ยบ (ชมพูนุช จิตติเดชารักษ์) ที่เป็นลูกหลานของทางสุริวงศ์ บุ๊คส์ เขาก็เสนอชื่อเราเป็นนักธุรกิจเพื่อสังคม เราก็ได้รางวัลมา มันก็เป็นการให้กำลังใจกัน แล้วเราก็เลยติดกับ (หัวเราะ) แล้วก็โชคดีมีงาน indy festival คนก็เริ่มรู้จักร้านหนังสือมากขึ้น เพียงแต่ว่าในแง่ธุรกิจจริงๆ พี่ก็พยายามปรับมากขึ้น ต้องไปหาเงินลงทุนมากขึ้น อย่างเช่น ต้องเอามติชนเข้ามานะ บริษัทไหนที่น่าสนใจก็เอาเข้ามา แต่ว่าหนังสือมันก็ยังตอบได้ว่า เราเลือกอ่าน เพราะหนังสือบางประเภทเราก็ไม่ได้เอามาวางทั้งหมด คือเราก็ต้องลงทุนเพิ่ม เป็นการการันตีแบงก์ สายส่งหนังสือเขาถึงจะมาวางให้ มันก็จำเป็น เพราะถ้าไม่มีหนังสือขาย ยอดมันก็ไม่ได้ พอปรับมาที่ร้านนี้ก็สั่งเพิ่มขึ้น เพราะเมื่อก่อนมีแค่ ๒-๓ เล่ม พอหมดคนมาถามมันก็ไม่ได้ต่อ ก็พยายามลดข้อผิดพลาดของการจัดการของร้านให้มันสมบูรณ์ขึ้น หนังสือต้องให้มากขึ้น ซึ่งพอย้ายมาอยู่ตรงนี้ ก็เห็นได้เลยว่า ทำเลมันสำคัญมาก มีคนเข้าร้านตลอด

 

ตอนที่ย้ายออกจากร้านที่สองเพราะว่า

            หมดสัญญา ตอนนั้นปี ๕๐  แล้วก็มาเริ่มที่นี่ อยู่ตรงนั้นก็เกือบห้าปีนะ แล้วก็ย้ายมาอยู่นี่ก็ ๒-๓ ปีแล้ว คืออยู่ตรงนั้นมันเหมือนบ้านเลยนะ ได้ปลูกต้นไม้กัน ตอนก่อนจะย้ายมาอยู่ที่ตรงนี้ ถามว่า จะทำใจกันได้เหรอ ไม่มีใครอยากมา  แต่ไม่มีใครรู้สภาพเศรษฐกิจเราไง พี่ก็ทำใจในระดับหนึ่งแล้วก็มองในแง่ดี เพราะว่าดูตัวเลขแล้วค่าใช้จ่ายมันสูงกว่าแน่นอน แต่ว่าโอกาสในการที่จะทำเงินเข้ามามันก็มากกว่า แล้วพอย้ายมาแล้วต้นไม้ก็หายไปบ้าง โอย นู่น นี่ นั่น สายลม แสงแดด (หัวเราะ) ก็พยายามมาปรับปลูกต้นไม้เล็กๆ น้อยๆ ตอนนี้ก็กลายเป็นความเคยชินในระดับหนึ่ง แต่ตอนนี้ก็ยังอยากจะย้ายอีก ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด โดยที่ว่าให้มันมีพื้นที่ใหญ่กว่านี้ เพราะว่าหนังสือพี่ก็อยากให้หน้าปกมันโชว์ แต่เรื่องทำเลมันก็สำคัญ ตอนนี้คนก็รู้จักร้านนี้มากขึ้นเรื่อยๆ คงเพราะว่าอยู่ถนนเส้นนี้ด้วย (นิมมานเหมินทร์) คนก็มาเที่ยวกันมาก หยุดสามวันห้าวันก็มาเที่ยวกัน มาตามหาว่า เอ ร้านนี้มันดังเพราะอะไร ทำไมมีคนพูดถึงกันมากขนาดนั้น ซึ่งจริงๆ มามันก็ไม่มีอะไร มันก็เป็นอย่างที่เห็น (หัวเราะ)

 

พอย้ายร้านมาอยู่ที่นี่ก็มีการปรับให้เป็นเกสต์เฮ้าส์ด้วย

            ใช่ค่ะ คือมันจะมีช่วงคาบเกี่ยวที่ทำสองร้านอยู่หกเดือน ก็มาทำร้านนี้ไว้ก่อนที่ร้านเดิมจะหมดสัญญา แล้วตอนแรกหนังสือมันยังไม่เยอะ มันมีห้องว่าง ก็เลยคิดว่า เออ ลองทำเกสต์เฮาส์ดู เพราะมันก็ช่วยลดค่าใช้จ่ายด้วย ทำสี่ห้อง ซึ่งมันก็โอเคนะ เพราะมันไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายอะไรมาก ห้องก็มีอยู่แล้ว แอร์ก็มีอยู่แล้ว แค่ซื้อเตียง ซื้อของนิดหน่อย ก็ลงทุนในระดับหนึ่งแต่ไม่ได้เยอะมาก เพียงแต่ไม่สะดวกเรื่องห้องน้ำเท่านั้น เพราะห้องน้ำมันอยู่นอกห้อง ไหนๆ ก็ เพื่อนฝูงก็มีในระดับหนึ่ง แล้วไอเดียมันก็ตามมานะ อย่างเช่น ทีวีไม่ต้องมีก็แล้วกัน แต่ตู้เย็นมีให้ แล้วก็มีหนังสือให้คนอ่าน ใครอยากมานอนพักก็จัดไว้ให้ แล้วเราก็ตั้งชื่อห้องตามชื่อหนังสือที่เราชอบ ห้องเจ้าชายน้อย ห้องติสตู ห้องลิตเติ้ลทรี ห้องความสุขแห่งชีวิต  ตอนแรกมีสี่ห้อง ตอนนี้เหลือแค่สาม ซึ่งก็มีคนเข้ามาพักเรื่อยๆ นะ เพียงแต่ว่ามันไม่ได้เป็นรายรับที่ชัดเจน แต่มันก็ช่วยค่าน้ำค่าไฟได้ ส่วนหนังสือก็พยายามสั่งให้เยอะขึ้น ถ้าเปรียบเทียบร้านเดิมกับร้านนี้ มันเหมือนกับร้านนู้นอยู่บ้าน แต่ร้านนี้ทำการค้า ร้านนู้นตั้งรับอย่างเดียว แต่ร้านนี้ต้องมีแผนเชิงรุกด้วย ต้อง active มากขึ้น ซึ่งก็เป็นเรื่องดีนะ ไม่งั้นเราก็จะสบายเกินไป อาจเพราะว่าเราต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้นด้วย แล้วพอคนเข้ามาเรื่อยๆ เราก็จำเป็นต้องมีปฏิกิริยาที่เท่าทันเขา คือถ้าลูกค้าน้อยเราก็ไม่ค่อยได้เจอผู้คน แต่อยู่ตรงนี้คนมันหลากหลาย มันก็มีทั้งปัญหา มีทั้งข้อดี มีทั้งคนที่พอใจไม่พอใจ เรื่องต่างๆ ที่ทำให้เราต้องพยายามมาปรับเปลี่ยน พยายามกระตือรือร้นตื่นตัวให้มากขึ้น

 

ในแง่ของการดำเนินงานหรือว่าบริหารจัดการในช่วงสองปีสำหรับร้านนี้เป็นอย่างไร

            ก็ดีค่ะ คือมันไม่ได้ดีมาก มันไม่สามารถ cover ได้ทั้งหมด แต่ถ้าเทียบกับร้านเดิมแล้วร้านนี้ดีกว่า เศรษฐกิจไม่ดีก็ยังไม่เป็นไรมาก ยังมีคนเข้าเรื่อยๆ  อาจเพราะว่าโดยพฤติกรรมของตัวร้านเอง แล้วก็การบริหารงานของร้านด้วยส่วนหนึ่ง คือหนังสือก็มีมาเรื่อยๆ กิจกรรมก็มีเรื่อย ๆ อาจจะไม่สม่ำเสมอ แต่ก็มีให้คนได้ติดตามกัน   อย่างชั้นสองก็ทำเป็นแกลเลอรี่ บางทีก็จัดวงคุย

 

การจัดกิจกรรมของร้านเล่าแต่ละครั้ง เกิดขึ้นได้อย่างไร

            บางส่วนเขามาติดต่อเอง มันเหมือนกับว่า เขาเห็นว่าร้านมีพื้นที่ น่าจะทำอะไรได้ เขาก็ติดต่อมา แต่ส่วนแกลเลอรี่นี่เราทำตลอด ทุกเดือนและสองเดือน เพราะว่าถ้ามันได้สัก ๑๐-๒๐ เปอร์เซ็นต์จากตรงนี้ไปช่วยลดค่าเช่า ค่าน้ำ ค่าไฟได้มันก็ดี มันก็เป็นการเสริม แต่ว่าตัวกิจกรรมสำหรับตัวเองมันเป็นความเคยชินกับสิ่งที่เราเคยทำ พอทำไปเรื่อยๆ เราก็จะคิดว่า เอ ครั้งต่อไปเราจะทำอะไรดี บางทีลืมตัวนะเว้นไปสัก ๒ เดือน (หัวเราะ) ก็ดูว่า เออ อันนี้มันน่าสนใจนะ มาลองจัดกันมั้ย คือมีน้องๆ เขามาช่วยคิดด้วยนะ ไม่ได้คิดคนเดียว แต่โดยใจแล้วอยากจะให้พนักงานหรือทีมงานของเราได้คิดมากกว่านี้ คือทุกวันนี้น้องๆ เขาจะบอกว่าพี่เก็ทเป็นเจ้าแม่ห้าวิ คือคิดปุ๊บๆ ถามน้องๆ ว่าเอามั้ยๆ พอเสียงตอบรับไม่มี เออ ไม่เอาก็ได้ (หัวเราะ) บางทีหายไปนานก็มีคนมาถามว่าทำไมช่วงนี้ไม่ทำกิจกรรมเลย เราก็รู้สึกดีว่าเขาก็ยังอยากมานะ อยากเข้ามามีส่วนร่วมกับการทำกิจกรรมบ้าง

          แล้วก็กิจกรรมต่อๆ ไปที่อยากทำคืออยากลงลึก ไม่เน้นปริมาณแต่จะเน้นการพูดคุย อย่างพูดถึงการอ่านหนังสือ อาจจะไม่ใช่แค่เปิดตัวหนังสือสักเล่มหนึ่ง อาจจะพูดถึงหนังสือสักเล่มแล้วใครสนใจหนังสือเล่มนี้ก็มาคุยกัน แล้วก็อยากลงลึกเรื่องการ work shop เรื่องการเขียน อบรมเรื่องการเขียน คือเป็นสิ่งที่ยังไม่เคยทำแต่อยากจะทำในอนาคต

 

 

ล่าสุดมีรวมเล่มเป็นพ็อกเก็ตบุ๊คของร้านเล่าออกมาสองเล่มแล้ว

            ใช่ อันนั้นก็เป็นส่วนหนึ่ง คือทำร้านหนังสือมา ๘-๙ ปี ก็มาลองดูกันมั้ย คนที่รายรอบอยู่แถวนี้ คนที่เป็นนักอ่าน เป็นคนช่างฝัน มาลองรวมเล่มกันหน่อยมั้ย ทำเป็นสำนักพิมพ์  ซึ่งจริงๆ เรื่องนี้ก็คิดกันมานานแล้วล่ะ แต่ติดด้วยเงื่อนไขของการลงทุน พอได้ลองทำก็ปรากฏว่า จริงๆ แล้วการลงทุนมันไม่สูงเลยเพราะว่ามีแต่คนมาช่วย เพราะเราไปบอกให้เขามาช่วย (หัวเราะ) ไหว้วานกัน อย่างเช่นการจัดหน้า ก็เลยไม่ต้องเสียเงินเยอะ บางคนก็บอกว่ายังไม่ต้องให้ก็ได้พี่ พิสูจน์อักษรก็ด้วย นักเขียนก็หน้าใหม่ เขาก็อยากจะมาร่วมกันทำตรงนี้ พอเล่มแรกทำออกมามันก็โอเคนะ แล้วก็วางคอนเซ็ปต์กันว่าทุกสองเดือนเราจะออกหนังสือกัน เล่าเรื่องรัก เล่าเรื่องร้อน เล่าเรื่องร้านหนังสือ เล่าเรื่องนู่นนี่นั่น ก็คิดกันไป คือเล่มแรกทำมือ ส่วนเล่มที่สองนี่ เพื่อนของจ๋าที่สนิทกันเขาทำงานอยู่ที่กรุงเทพฯ เป็นอาร์ท ไดเรกเตอร์ เขาก็อยากทำ ก็คุยกัน มันตั้งท่ารอตั้งนาน เอ จะพิมพ์เท่าไรดี ทำมือดีมั้ยสักร้อยเล่ม หรือจะพิมพ์สักพันหรือพันห้าร้อย ต้นทุนเท่านี้ๆ โค้ดราคาแล้วจนกระทั่งพี่บอกว่า ช่วงนี้พี่ไม่สะดวก เขาก็บอกว่าผมจะออกให้ครึ่งหนึ่ง พี่ก็โอเคเลย พอไปดิวโรงพิมพ์ เขาก็บอกว่ายังไม่ต้องจ่าย อีกสองเดือนค่อยจ่าย มันก็ยิ่ง work แล้วพอไปให้สายส่งเคล็ดไทยดู เขาก็อาจจะด้วยความเอ็นดู ก็บอกว่าโอเคจัดจำหน่ายให้แต่ไม่อยากให้ทำเยอะ ทำสักพันหรือพันห้าร้อยเล่มซึ่งเราก็คิดอย่างนั้นพอดี กลัวว่าลงทุนเยอะเดี๋ยวเราจะเจ็บตัว แล้วก็มีการ advance ให้จำนวนหนึ่งด้วย ยิ่งกลายเป็น โอ้ ไม่ต้องลงทุนเลย (หัวเราะ) เล่มที่สามเลยยิ่งฉลุยก็กำลังทำกันใหญ่ ก็พิมพ์ครั้งละประมาณพันห้าร้อยเล่ม อย่างเล่มแรกคือ เล่าเรื่องรักระหว่างเรา เป็นคอนเซ็ปต์ว่า มีบก. รับเชิญหนึ่งคน แล้วก็นักเขียนที่มีชื่อเสียงรับเชิญอีกหนึ่งคนก็คือพี่ก้อย  ที่เหลือก็เป็นเด็กๆ รุ่นใหม่ที่อยากเขียน เล่มแรกนี่ไม่อยากจะตัดใครเลย แต่พอเล่มที่สองก็มีการตัดการขัดเกลาบ้าง มีบก. รับเชิญ  มีนักเขียนรับเชิญคือคุณคำ ผกา พอเล่มที่สามพี่ก็ถอยออกมานิดนึงให้น้องๆ เขาทำกัน โดยให้แขกเขาเป็นหัวหน้ากองบก. เขาก็คิดว่าจะเอานักเขียนที่มีชื่อเลยดีกว่า ไม่ได้เอานักเขียนหน้าใหม่ๆ อยากออกให้ทันครบรอบเก้าปีของร้าน นักเขียนมีชื่อก็จะขายได้ด้วย เขาก็ทำของเขาไป ส่วนเล่มต่อๆ ไปอาจจะไม่รวมแล้ว อาจจะเป็นเดี่ยวเลย เป็นนักเขียนหน้าใหม่ซึ่งก็กำลังดูอยู่ ก็ค่อยๆ เห็นแววกันออกมา คืออย่างสองเล่มแรกมันยังไม่ได้เคี่ยวกรำ ทำไปสบายๆ แต่ใจพี่คืออยากให้เขากล้าเขียน แล้วเราก็กล้ารวมเล่มให้เขา

 

คาดหวังกับกิจกรรมนี้มากแค่ไหน ทั้งในแง่ยอดขายและการตอบรับ

            ตอนนี้ยังไม่คาดหวัง คือทำๆ ไปเราก็ไม่อยากให้มันขาดทุน อยากให้มัน cover นี่คือความคาดหวังแรก อันที่สองคือ ถ้าสักเล่มหนึ่งแล้วมันได้จำนวนพิมพ์เยอะๆ ช่วยเอามาให้คนทำงานด้วยก็จะดี แต่ก็ยังตอบไม่ได้ว่าจะเป็นเล่มไหน (หัวเราะ) คือตอนแรกก็คิดกันเยอะ เพราะว่ายังโฟกัสไม่ได้ว่าจะทำอะไรยังไง แต่พี่คิดว่าพอได้เริ่มแล้วประเด็นมันก็จะค่อยๆ ชัดเอง จากประสบการณ์ที่เล่มแรกและเล่มสองออกมา ลองอ่านดู เราใช้ใจตัวเองในตอนแรกที่อ่าน เออ มันดีทุกเรื่องเลยนะ แต่พอลองดึงตัวเองออกมาแล้วอ่านอีกที เออ เรื่องนี้มันยังนะ คือมันก็มีเรื่องของเวลาช่วยพิสูจน์ แล้วไม่แน่ เวลาก็อาจจะพิสูจน์ว่า บางเรื่องที่เขาเริ่มต้น พิสูจน์ให้เขาเขียนต่อเนื่อง อาจจะพัฒนาด้วยตัวเขาเองได้ ต้องใช้เวลา แต่ก็ดีใจที่มันได้เริ่มต้น พอเล่มที่สองก็เจอแต่เรื่องดีๆ ทำให้มีกำลังใจที่จะทำต่อ ก็คิดว่าจะทำไปเรื่อยๆ เพราะทุนไม่มีอยู่แล้ว (หัวเราะ) คือเริ่มต้นจากทุนที่ไม่ใช้เงิน เป็นทุนทางสังคมน่ะ นอกจากมีคนมาว่า  โอ้ย ห่วยแตก ทำอะไรกันเนี่ย ทำอะไรตั้งใจหน่อยสิ ฉันต้องเสียเวลามาอ่านหนังสือนะ ก็อาจจะ เออ เลิกก็ได้ (หัวเราะ) หรืออาจจะยังไม่เลิกก็ได้ อาจจะยิ่งเป็นแรงกระตุ้น แต่ที่ผ่านมาก็ยังไม่ได้มีคอมเม้นท์อะไรจริงจังมากนะ เป็นในทางให้กำลังใจกันมากกว่า

 

คิดว่าอะไรทำให้ร้านเล่าเป็นเหมือนชุมชนหรือสถาบันของคนที่รักการอ่านในเชียงใหม่

            มันมีหลายองค์ประกอบ แน่นอน คนทำร้าน ซึ่งไม่ใช่พี่คนเดียวแต่เป็นหลายคนที่ช่วยเหลือกันอยู่ น้องๆ part time ที่เข้ามาส่วนใหญ่ก็จะเป็นคนรักการอ่าน ไม่ใช่แบบบางคนอยากมาเพื่อจะมาทำงานให้ได้เงิน เขาก็จะอยู่ได้แค่แป๊บเดียวก็ออกไปเพราะว่างานมันหนักมาก คือไม่ใช่แค่จัดหนังสือ ขายของ มันต้องดูทั้งตัวหนังสือ ต้องกวาดต้องถูปัดฝุ่น ทำทุกอย่างเลย บางทีไปออกบูธก็ต้องไปแบกหนังสือ นี่คือองค์ประกอบที่หนึ่ง-คนทำร้าน สองก็คือคนแวดล้อม ลูกค้าเก่า นักเขียนหลายคน ให้ความร่วมมือค่อนข้างสูง อย่างเวลาที่เราจะจัดกิจกรรมอะไรแต่ละครั้งเขามาด้วยใจ เป็นเรื่องความเอื้อเฟื้อทางสังคมที่มีต่อร้านหนังสือเล็กๆ ก็ทำให้ร้านสามารถอยู่มาได้ แล้วก็มันเป็นเรื่องของความที่เราไม่ได้อยากดังน่ะ เราทำไปโดยธรรมชาติ  ไม่ได้ fake มันดำเนินไปเหมือนกับว่า ทำร้านก็เป็นการใช้ชีวิตของเราทุกคนที่อยู่ที่ร้าน  คนอ่านก็เหมือนกัน พี่มองว่า อย่างบางทีเขามาร้าน บอกว่าอยากอ่านหนังสือ แต่เขาบอกว่าเล่มนี้ไม่มีหรือ เขาบอกเลยว่า คุณน่าจะมีเล่มนี้นะ คือมันไม่ใช่การปฏิสัมพันธ์ฝ่ายเดียว เขาก็ยื่นให้เราด้วย มันก็เลยทำให้มีร้านนี้อยู่ต่อไป แต่จะแค่ไหนก็ไม่รู้นะ (หัวเราะ)

 

ความยากลำบากในการทำร้านหนังสือมีอะไรบ้าง

            ยังมองไม่ค่อยเห็นนะ แต่ว่าในแง่ของการลงทุน ถ้าหากว่าตึกนี้เป็นตึกของเรา แล้วเรามีการลงทุนทำร้าน เราจะไม่ซีเรียสเลย เพราะว่าไม่ต้องเสียค่าเช่า  ความยากลำบากจริงๆ ไม่มีนะ แต่ว่าต้นทุนหลักๆ ก็คือที่เราต้องเอามาลง ถ้าเรามีทุนมากแค่ไหนเราก็สามารถเอาหนังสือมาวางได้มากแค่นั้น-ในแง่ของแบงก์การันตีกับทางสายส่ง แต่ถ้าในแง่ของการบริหารจัดการร้านนี่ยังไม่มีนะ เพราะว่าพี่ก็ยังใช้ระบบเดิมอยู่คือเช็คด้วยมือ ไม่ได้ใช้ระบบสต๊อกเพราะว่ามันเริ่มลำบากพยายาม ๓-๔ ครั้งแล้วก็ทำไม่ได้ เครื่องมือกับคนมันไม่แมทช์กันก็เลยใช้คนอย่างเดียว แต่ก็ยังไม่เห็นข้อบกพร่องนะ ถ้าจะมีข้อบกพร่องก็คือ เราเป็นร้านเล็กๆ แล้วไม่มีเครื่องมือ บางทีการตรวจสอบจะลำบากถ้ามีหนังสือถูกขโมย แต่ว่าหนังสือมันน้อย ถ้าเล่มไหนหายไปเราก็พอจะรู้ ซึ่งจริงๆ ก็ไม่ค่อยเห็นนะ นานๆ ทีจะมีแบบ เฮ่ย เล่มนี้มันหายไปได้ยังไง และส่วนใหญ่ที่หายไปคือเป็นเล่มใหญ่ๆ แต่ก็นานๆ ครั้งนะ

อุปสรรคของร้านเล็กอาจจะเป็นเรื่องของการวางหนังสือได้แค่สองเดือนเขาก็มาเก็บคืนไปแล้ว คือโอเคไม่เป็นไรเราก็สั่งมาใหม่ ขยันสั่งเอา มีบางสำนักพิมพ์เขาก็มาฝากขาย ซึ่งถ้าพูดถึงมันก็เป็นข้อจำกัดของการทำร้านเล็กๆ ด้วย เพราะว่าบางสายส่งเขาเรียกคืนเร็ว แต่หนังสือบางเล่มมันต้องใช้เวลาที่จะอยู่ในชั้น แต่ถ้าเขาเรียกคืนไปพี่ก็จะติดต่อกับทางสายส่งเลย ซึ่งทางสำนักพิมพ์เขาก็ไม่ได้ซีเรียส เพราะคนทำสำนักพิมพ์เขาก็อยากให้หนังสือวางให้มากที่สุด การดิวกับสำนักพิมพ์โดยตรง โดยส่วนตัวก็ว่าดีนะ แต่ในแง่ของการจัดการยังเชื่อว่าจำเป็นจะต้องมีสายส่งอยู่ เพราะเขาจัดการให้หมดเลยในเรื่องของการส่งหนังสือ ในเรื่องของการจัดจำหน่ายให้ทั้งสองฝ่ายได้มาเจอกันทั้งร้านค้าและสำนักพิมพ์ เขาคิดแค่ ๑๕ เปอร์เซ็นต์จากสำนักพิมพ์ พี่ว่าไม่แพงนะ มันก็คุ้มค่ากับการที่สายส่งเขาดำเนินการให้ ถ้าสำนักพิมพ์มาฝากเราเขาให้เปอร์เซ็นต์เรามากกว่าสายส่ง มันก็ดี แต่ว่าเราก็ยังให้เครดิตกับสายส่งอยู่ โดยส่วนใหญ่ไม่เป็นปัญหา

 

ร้านเล่ามีปัญหาที่ว่าเซลส์หรือสายส่ง ส่งหนังสือที่เราไม่ต้องการมาให้บ้างหรือไม่

            ก็มีค่ะ แต่เราก็ขี้เกียจจะมีปัญหากับเขา (หัวเราะ) คือถ้ามีเราก็ไม่เอาขึ้นชั้น เราก็วางเอาไว้ ถ้ามีน้อยเราก็เอาออก มันก็ไม่ได้เป็นปัญหามาก

 

ลูกค้าสามารถสั่งหนังสือได้

            สั่งได้ แต่อาจจะช้าหน่อยนะ เพราะว่าเดี๋ยวนี้เงื่อนไขกับทางสายส่งมันก็ หนังสือบางเล่มถ้าเขามองว่ามันขายได้แน่นอน พิมพ์มาสามพันเล่มก็ขายไป กว่าจะมาถึงเราก็พิมพ์ครั้งที่สองแล้ว คือมันก็เป็นปัญหาแต่พี่ก็ไม่ได้มองว่ามันเป็นปัญหาแล้ว  คือมันขายดีมันก็ไปกับงานสัปดาห์หนังสือก่อนแล้ว (หัวเราะ) แบบนี้มีเยอะ อย่างบางเล่มขายดี เราก็ต้องตามให้ทันตลาดเหมือนกันนะ ฟังข่าวสารบ้าง สมมติว่าอย่างหนังสือเล่มใหม่ของเสกสรรค์ ประเสริฐกุล แหวกแนว ไม่เคยเขียนแบบนี้ ทุกคนก็พร้อมจอง เราก็ต้องเตรียมสั่ง แต่บางทีโทรศัพท์ไปสั่งก็-หมดแล้วครับ

 

มองอย่างไรกับหนังสือที่ขายดีแต่มันไม่ใช่แนวที่เราอยากจะขาย

            ปกติถ้าไม่ใช่เราก็ไม่เอาเลย แต่ถ้ามีก็ไม่ซีเรียสนะ จะมีก็ได้ เพราะมันก็คงมีอะไรดีอยู่แหละ ไม่ใช่ไม่ดีไปเสียหมด (หัวเราะ)

 

ช่วงนี้มีกิจกรรมอะไรบ้าง

            ก็ยังไม่มีแพลนอะไรนะ เพราะเพิ่งจัดงานโฮะโซะไป ก็อย่างกิจกรรมที่เพิ่งบอกไปว่าอยากจะทำ work shop เรื่องการอ่าน กับการอบรมเรื่องการเขียน ก็อยากจะทำสองอย่างนี้ให้มันเจาะลึกไปเลย ก็ต้องดูก่อนว่ามันจะทำให้ได้ประโยชน์จริงแค่ไหน เพราะที่ผ่านมามันจะเป็นแค่การจุดประกาย เอานักเขียนมาพูดให้ฟัง จุดประกายในระดับหนึ่ง แต่ตอนนี้อยากเจาะลึกให้มันได้ประโยชน์ อาจจะปั้นนักเขียนได้สักคน หรือให้นักอ่านอยากอ่านมากขึ้น อะไรอย่างนี้

 

คิดว่าเครือข่ายของเรา หรือคนที่จะมาเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ของเรามีมากแค่ไหน

            ถ้ากระจายได้เยอะคนก็มาเยอะนะ ๒๐-๓๐ คนนี่คืออย่างต่ำ คือจุดด้อยของที่ร้านคือ บางทีคิดอยากจะทำกิจกรรมขึ้นมา ใช้เวลาแค่ ๒ สัปดาห์ คือแป๊บเดียว ทำให้เวลาที่คนอื่นรับรู้มันน้อยไป คือบางทีมันเร่งตัวเอง บางทีก็ไม่ยอมทำเอง พอใกล้ๆ เวลาจะจัดงานค่อยทำ (หัวเราะ) ตอนนี้ก็พยายามปรับให้กระจายให้คนรับรู้มากขึ้น ทั้งทางเว็บไซต์ด้วย

 

มองเรื่องการอ่านของเด็กรุ่นใหม่อย่างไร

            มันจะมีกลุ่มของเด็กที่อ่านหนังสือ มีชมรมวรรณศิลป์อะไรอย่างนี้ แต่ว่าส่วนใหญ่ลูกค้าของที่ร้านจะเป็นอาจารย์ เป็นนักวิชาการ คนที่อ่านเขาก็จะอ่านของเขาอยู่แล้ว มาซื้อประจำ มีลูกค้าใหม่ล่าสุดเป็นพระ มาซื้อทีเยอะมาก พอซื้อไปแล้วสักพักก็โทรมาสั่งอีก อ่านเยอะมาก แต่เด็กรุ่นใหม่จริงๆ พี่ยังวิเคราะห์ไม่ได้เลย เพราะว่าเท่าที่เห็นจะเป็นการอ่านหนังสือพวก แนววัยรุ่น วัยหวาน ช่างฝัน ตามวัยของเขา ซึ่งพี่ว่าก็ไม่ผิด เพราะมันก็เป็นการจุดประกายในการอ่าน แต่ถ้าให้วิเคราะห์เด็กรุ่นใหม่ จากการที่อยู่ตรงนี้แล้วเจอนักศึกษาเยอะ เขาจะฟังคนง่าย แล้วก็จะตัดสินเร็ว โดยที่ไม่ใช้เวลาในการวิเคราะห์ เรื่องความเชื่อมั่นในตัวเองก็มีส่วน ส่วนใหญ่คนอ่านหนังสือแนวความคิดจะเป็นผู้ใหญ่ หรือถ้าเรียนสายสังคมศาสตร์ก็เป็นพวกจำเป็นจะต้องอ่าน

 

มีความเห็นอย่างไรต่อเรื่องการลดราคาหนังสือ

            เคยรู้สึกเยอะเหมือนกันเวลามีงานมหกรรมหนังสือหรือสัปดาห์หนังสือใน มช. คือจริงๆ มันก็กระทบไม่เยอะนะ เพียงแต่ในช่วงนั้นแน่นอนคือร้านมันจะเงียบไปเลย ทีนี้พี่ก็จะมองอีกมุมหนึ่งนะว่า เราเปิดร้านหนังสือมาเราก็อยากให้คนซื้อหนังสือไปอ่านเยอะๆ การลดราคามันก็คือการคืนกำไรให้กับลูกค้า ตรงนี้ก็ยอมรับได้ ไม่ซีเรียสนะ ทีนี้เราก็สามารถติดต่อกับสำนักพิมพ์ได้ว่าช่วงเวลาไหนที่เราต้องการทำโปรโมชั่น ทุกสำนักพิมพ์ทุกสายส่งเขาก็ยินดีจะทำกับเรา อย่างเช่นมติชนเขาก็โอเคนะขอลดได้ ในแง่ของตัวเลขของบริษัทมันก็จะเป็นช่วงหนึ่งที่ว่าถ้าร้านนี้ทำยอดได้ประมาณนี้ เขาขอลดก็อาจจะลดให้มั้ง อะไรอย่างนี้ แต่พี่เชื่อว่า ถ้าร้านไหนอยากลดราคาก็ลองขอเขาไปสิ เพราะคนทำหนังสือเขาก็อยากให้หนังสือเขาขายออกไป บางทีร้านกำลังยอดตก ลองขอลดราคาเขาก็อาจจะให้นะ เพราะอย่างที่พี่ไปขอลดราคาเขาก็โอเค แต่ว่าอาจจะไม่ได้เท่ากับร้านใหญ่ๆ แต่ก็โอเค ไม่ได้ซีเรียส

 

เหตุผลที่เราขอลดได้ก็คือ

            ก็คือเราอยากจะทำกิจกรรม อยากจะคืนกำไรให้ลูกค้า เราก็มีวาระของเราไปน่ะ หรือร้านอื่นก็ต้องมีวาระของเขา เขาอยากจะทำอะไร สำนักพิมพ์เขาก็พร้อมจะลดให้นะ แต่เรื่องยอดขายก็ไม่ได้เพิ่มมากขึ้นเท่าไร ไม่ได้เยอะมาก แต่ว่าโดยตัวของร้านมันก็เป็นการสร้างความเคลื่อนไหว มีการคืนกำไรให้กับลูกค้า เขาก็จะได้ว่า มันก็มีลดราคาบ้างนะร้านนี้ ก็น่าจะทำให้เขาอยากแวะเวียนมาเรื่อยๆ ตอนแรกก็คิดเหมือนกัน กลัวว่าถ้าลดไปแล้ว เขาจะมาขอลดอีกหรือเปล่า (หัวเราะ) คือเราก็รู้เงื่อนไขไง แต่ก็มีคนมาถามจริงๆ ว่า ไม่ลดอีกหรือครับ เราก็ต้องบอกว่าเป็นช่วงเวลาค่ะ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นถ้าซื้อไปแล้วอ่านมันก็จะดี เพราะบางทีเขาซื้อไปเก็บ คือมันก็ดี แต่ถ้าได้อ่านมันก็ดีกว่า

 

มีวิธีการอย่างไรในการคัดเลือกว่าหนังสือเล่มไหนควรจะอยู่บนชั้นนานๆ หรือเล่มไหนควรจะเก็บส่งคืนได้แล้ว

            ช่วยกันคิดค่ะ ช่วยกันจำ ช่วยกัน มีสมุดจดไว้เลยว่าเล่มนี้ดี ทั้งเสียงที่คนอื่นพูดถึงและตัวเราได้อ่านกัน อย่างบางเล่มถ้ามันขาดไป เช่นเรื่องเมียซามูไร มันเป็นหนังสือทางสังคมศาสตร์ที่ดีนะ ถ้ามันหายไปจากร้านมันก็ไม่ดีนะ อยากให้มันอยู่ ก็ต้องพยายามสั่งเรื่อยๆ หรืออย่างหนังสือที่พี่ชอบเป็นการส่วนตัว เช่นลิตเติ้ลทรี พอเดินเช็คแล้วไม่เห็นพี่ก็จะไปจดไว้ ก็เลือกจากเรากันเองนี่แหละ แต่ไม่ค่อยมีที่ว่า หนังสือเล่มนี้ไม่น่าอยู่แล้ว ส่วนใหญ่จะลืม (หัวเราะ) คือไม่ได้จดไว้

 

แล้วหนังสือบางเล่มที่ขายไม่ออกเป็นเวลานานแต่เราก็ยังอยากจะคงไว้อยู่

            ใช่ ก็มีนะ ก็ตั้งไปเหอะ ไม่เป็นไรหรอก (หัวเราะ) บางทีก็มีฟลุคๆ มา คือเขาไปหาที่อื่นแล้วไม่มี แต่มันก็อยู่ที่สายส่งเขาด้วย อย่างเคล็ดไทยเขาก็ให้วางยาว ไม่เหมือนอัมรินทร์หรือมติชนที่เก็บหนังสือเร็ว ๒-๓ เดือนก็มาเก็บแล้ว ถ้าบางเล่มจะเอาก็ต้องซื้อไว้ หรืออย่างอัมรินทร์เขาก็จะมีวิธีการของเขา  ซึ่งดีหรือไม่ดีก็ยังสรุปไม่ได้

 

มีวิธีจัดการอย่างไรกับปริมาณหนังสือใหม่ที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

            ก็ต้องพลิก คือมันก็จะไม่ได้โชว์ปก แต่ก็อยากจะให้มันมีทั้งหมดนะ ตอนนี้ในร้านก็เบียดเสียดมากเลย เอาเก้าอี้มาเสริม มาต่อกัน ก็พยายามให้มันมีพื้นที่ คือถ้ามีอีกร้านหนึ่งก็จะย้ายเพื่อจะได้มีพื้นที่  แต่ตอนนี้ก็กำลังตัดสินใจอยู่ว่า ถ้าขยายขึ้นมาชั้นสองมันจะเป็นอย่างไร คือในแง่การจัดการมันลำบาก ทุกวันนี้เห็นอยู่กันหลายคนก็จริงแต่พี่วางระบบอยู่แค่คนเดียว เฝ้าร้านแค่คนเดียว แต่ว่าพี่มีจ๋า มีน้องอ๊อบคอยช่วย แล้วก็มีน้องเฝ้าร้านอยู่คนหนึ่งเป็นหลัก แต่ถ้าสามคนนี้ไม่อยู่แล้วมีคนเฝ้าร้านแค่คนเดียวจะจัดการได้อย่างไร แค่ข้างล่างเขาจัดการได้ แต่ถ้าข้างบนด้วย ก็ไม่รู้ หรือถ้าจะมีระบบวงจรปิด เราก็ยังไม่เห็นความจำเป็นขนาดนั้น คือหนังสือใหม่ก็มี หนังสือเก่าก็อยากจะให้คงอยู่ พยายามจะให้มันมีให้มากที่สุด แม้ว่ามันจะไม่ได้โชว์ปก แต่เงื่อนไขทั้งหมดทั้งมวลมันก็อยู่ที่ตัวสายส่งนะ เพราะบางทีเขาก็ไม่ทันได้ส่งมาให้เรา ทำให้เรามีช่วงทิ้งจังหวะ คนอื่นเขาดังกันไปหมดแล้ว เขาขายกันไปหมดแล้ว เราค่อยโทรไปสั่ง (หัวเราะ)

 

ที่มา: สานแสงอรุณ  ปีที่ ๑๓ ฉบับที่ ๔ กรกฎาคม-สิงหาคม ๒๕๕๒

*นำไปเผยแพร่ต่อ  กรุณาอ้างอิงที่มา* 

 




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
บอย_บางเบิด วันที่ : 03/12/2009 เวลา : 11.51 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/siwadolrathee

วันจันทร์ที่ผ่านมา(30พย.) ไปประชุมที่เชียงใหม่ แต่ตรงดิ่งไปที่ร้านเล่าก่อนเลย ไปถึงช่วงก่อนเที่ยงเล็กน้อย ปรากฏว่าร้านปิด
ฝากไว้ก่อนนะครับ เดี๋ยวจะแวะไปเยี่ยมในคราวต่อไป

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
โอชิน วันที่ : 03/12/2009 เวลา : 11.30 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chunmom

พึ่งแวะไปซื้อ กวีตาย ของกนกพงษ์ มาเมื่อวันจันทร์

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ชะเอง วันที่ : 03/12/2009 เวลา : 11.14 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chawala
chawala

ไปฟังเพลงนะครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< ธันวาคม 2009 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31    



[ Add to my favorite ] [ X ]