• สานแสงอรุณ
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : ssamag@yahoo.com, ssamag.member@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-08-22
  • จำนวนเรื่อง : 82
  • จำนวนผู้ชม : 172509
  • ส่ง msg :
  • โหวต 16 คน
สานแสงอรุณ
นิตยสารสาระทางเลือกรายสองเดือน เพื่อ "ดุลยภาพในความงดงามของชีวิต"
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/sarnsaeng-arun
วันศุกร์ ที่ 18 ธันวาคม 2552
Posted by สานแสงอรุณ , ผู้อ่าน : 6128 , 17:59:40 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ประกายอรุณ

กองบรรณาธิการ: เรื่อง

เดชา  เข็มทอง, วุฐิศานติ์  จันทร์วิบูล: ภาพ

 

ร้านหนังสือเล็กๆ บนโลกใบใหญ่

                            โลกที่ความฝันและความจริงสอดประสาน

 

 

ร้าน...

(ร้านหนังสือเดินทาง)

ถ้าพูดถึงร้านเล็กๆ อาจเป็นความใฝ่ฝันหนึ่งของคนหนุ่มคนสาวหลายคนที่คิดอยากจะมีร้านเล็กๆ เป็นของตัวเอง แต่จะเป็นร้านอะไรและอยู่ที่ไหน พวกเขาคงจะหมกมุ่นครุ่นคิดไปตามอารมณ์ฝันของตัวเอง ร้านกาแฟเล็กๆ ริมฝั่งแม่น้ำสักสายหนึ่ง ร้านขายโปสการ์ดในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ร้านขายของที่ระลึกในย่านตลาดเก่า ร้านขายเสื้อผ้า ร้านอาหาร ร้าน ร้าน และร้าน...

          แต่จะมีใครสักกี่คนที่คิดอยากเปิดร้านหนังสือเล็กๆ เป็นของตัวเอง คงมี... แต่อาจไม่มากนักเหมือนร้านที่กล่าวมา และอะไรคือแรงบันดาลใจทำให้พวกเขาคิดเปิดร้านหนังสือ ความเป็นมาเป็นไปของร้านหนังสืออาจซุกซ่อนอยู่ตามพื้นที่ต่างๆ ที่ปีกแห่งความฝันเป็นอิสระและพร้อมที่จะโบยบิน

แรงบันดาลใจเริ่มแรกก่อนจะมาเป็นร้านหนังสือเดินทางของผู้ชายชื่อหนุ่ม หรืออำนาจ รัตนมณี เกิดจากการตั้งคำถามหลังจากเข้ามาใช้ชีวิตทำงานประจำอยู่ในกรุงเทพฯ ว่าชีวิตที่ดีมันคืออะไร และมันมีชีวิตแบบนี้แบบเดียวหรือ ไม่มีชีวิตแบบอื่นอีกแล้วหรือในการที่จะมีชีวิตอยู่ พอเกิดคำถามบ่อยมากขึ้น เขาจึงคิดว่าน่าจะทำงานหาทุนรอนสักก้อนแล้วไปทำอะไรอย่างอื่น แต่บังเอิญได้ไปเห็นสถานที่ที่ถนนพระอาทิตย์ แทนที่จะรอจึงเลือกทำร้านหนังสือเดินทาง “ผมคิดว่าถ้าเริ่มก่อนมันน่าจะไปถึงปลายทางก่อน ถ้าเราต้องทนกับสิ่งที่เราไม่ชอบ ทำไมเราไม่ทนกับสิ่งที่เราชอบล่ะ ผมจึงเริ่มทำให้มันเป็นอาชีพจริงๆ ด้วยต้นทุนที่มีคือเราชอบอ่านหนังสือ ซึ่งเป็นต้นทุนที่คุ้มค่ามาก เพราะคำว่า ‘ชอบ’ หรือ ‘ใจรัก’ คือต้นทุนที่มีอยู่เดิมที่คุณจะรู้ว่าหนังสือเล่มนี้มีความเป็นมาอย่างไร ลูกค้าเข้ามาคุณก็มีเรื่องคุยกับเขา บางทีมันเป็นภูมิรู้ที่คุณต้องสร้างมาตลอด นี่คือหัวใจสำคัญสำหรับผมที่จะทำให้ร้านอยู่รอดหรือไม่รอด” 

          ความที่อยากทำร้านหนังสือตามแนวที่ตนถนัด บวกกับอารมณ์ของนักเดินทาง จึงกลายเป็นที่มาของชื่อร้านหนังสือเดินทาง “ตั้งแต่แรกคิดว่าจะขายหนังสือเกี่ยวกับการเดินทางท่องเที่ยว ก็คิดว่าทำไมไม่ใช้ชื่อหนังสือเดินทางล่ะ ความหมายดีจะตาย หนังสือเป็นประธาน เดินทางเป็นกริยา หรือการนั่งอ่านหนังสือสักเล่มก็คือการเดินทางในโลกของตัวอักษร... แต่คำว่าเดินทางไม่ได้สโคปอยู่แค่หนังสือท่องเที่ยวหรือไก๊ด์บุ๊กอย่างเดียว มันนิยามไปในลักษณะที่ว่าหนังสือปรัชญาหรือวรรณกรรมดีๆ ที่อ่านแล้วรู้สึกว่าฉันต้องลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่าง หรือฉันอยากไปเห็นอะไรที่มันแตกต่างบ้าง ก็เป็นการเดินทางอย่างหนึ่ง หนังสือในร้านก็จะมีอารมณ์ประมาณนี้ คือเดินทางทั้งภายในและภายนอก” 

๑๐ เดซิเบล และกิตติพล สรัคคานนท์ สองหนุ่มแห่งร้านหนังสือก็องดิด ที่เพิ่งเปิดเมื่อปลายเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๒ ริมถนนตะนาว ด้านหลังของอนุสรณ์สถาน ๑๔ ตุลา เล่าถึงความคิดเกี่ยวกับการเปิดร้านหนังสือว่า “ผมมีสำนักพิมพ์ ก็คิดว่าถ้าเรามีร้านหนังสือของตัวเอง หนังสือคงมีพื้นที่วางได้เต็มที่ พอไปทำร้านที่ปายมันเวิร์ค ก็คิดว่าถ้ามีสามสี่สาขาน่าจะดี ถ้าผมทำคนเดียวหนี้ก็ท่วม จึงอยากให้เพื่อนมาช่วยแชร์ความเสี่ยง ยุให้เพื่อนคนนั้นคนนี้เปิดและขายแต่หนังสือของพวกเรา ผมคิดว่าสำนักพิมพ์เล็กๆ จะอยู่รอด” ๑๐ เดซิเบลเกริ่นนำ และส่งต่อให้กิตติพลพูดเสริม “เรามีสำนักพิมพ์เองน่าจะเป็นจุดเริ่มต้น แต่พอมาทำร้านหนังสือจริงๆ ก็พบข้อจำกัด เพราะนอกจากหนังสือของเราเอง เราก็อยากให้มันเป็นร้านหนังสือที่ดีด้วย พอดีมันอยู่ย่านถนนข้าวสาร หนังสือภาษาอังกฤษดีๆ วรรณกรรมดีๆ ที่เราเลือกมา ที่นี่ก็น่าจะเป็นสถานที่อีกแห่งหนึ่งที่พวกนักเขียนได้มาสังสรรค์กัน กลายเป็นที่คุยงาน หรือกลายเป็นคาเฟ่ไปเลย ก็ลองจัดปาร์ตี้ มีดนตรีมาเล่นทุกวันศุกร์ โดยมีลักษณะเป็นพื้นที่ให้คนมาพูดกันถึงเรื่องหนังสือ เพราะบรรยากาศคนมานั่งผับแถวนี้เขาไม่มีหนังสือให้อ่าน เขาก็คุยกันเรื่องอื่น แต่พอเขามานั่งในร้าน เขากลับสนใจหนังสือ มานั่งดื่มกิน นี่คือสิ่งที่เรียกว่าการแชร์ เพราะธรรมชาติของคนมันหลากหลาย คนเขาอาจไม่ต้องการมาดูหนังสืออย่างเดียว แต่อยากมานั่งกินกาแฟ มานั่งเงียบๆ เขียนงาน ได้อยู่ในสภาพแวดล้อมแบบนี้ มันดีสำหรับเขา” 

          ถ้าเอ่ยถึงก็องดิด หลายคนคงจำได้ว่าก็องดิดเป็นตัวเอกในนวนิยายของวอร์แตร์ ซึ่งกลายมาเป็นชื่อร้านหนังสือ กิตติพลบอกว่า “ก็องดิดเป็นตัวละครที่น่าสนใจ เขาเป็นตัวละครที่มองโลกในแง่ดีตลอด อธิบายทุกอย่างตามสิ่งที่อาจารย์สอน ว่าเหตุการณ์ทั้งหมดมันเป็นไปเพื่อสิ่งที่ดีกว่า แต่น่าสนใจที่ว่าตอนจบของนวนิยายซึ่งผมคิดว่าเป็นปรัชญาของสิ่งที่เราทำคือ ก็องดิดบอกว่า ถึงแม้สิ่งที่อาจารย์พูดจะฟังดูดี แต่สุดท้ายเราก็ต้อง ‘กลับไปทำสวนของเราดีกว่า’ ก็องดิดเรียนรู้เกี่ยวกับโลกทุกอย่างมาแล้ว เขาจึงค้นพบคำนี้ ผมคิดว่าการเรียนรู้โลกกับการอ่านมันสำคัญ เพียงแต่ว่าก็องดิดไม่ได้อ่านหนังสือเพียงอย่างเดียว ผมอยากให้คนที่มาไม่ใช่มาเพื่อการอ่านหรือการพูดคุยแลกเปลี่ยนเพียงอย่างเดียว แต่อาจจะเป็นสิ่งอื่นที่ร้านนี้รองรับอยู่ เป็นสังคม เป็นแวดวง มันก็คือโลกๆ หนึ่ง” คงเป็นเรื่องที่ดีหากร้านหนังสือเล็กๆ กลายมาเป็นโลกที่คนสามารถเข้าไปพลิกอ่านมันได้ตลอดเวลา

          ในขณะเดียวกัน ร้านหนังสือเล็กๆ อีกหลายร้านก็ถือกำเนิดขึ้นมาเพื่อรองรับหนังสือจากสำนักพิมพ์ของตัวเอง เช่น ร้านโกมลเกิดขึ้นเพราะต้องการรองรับหนังสือของสำนักพิมพ์มูลนิธิโกมลคีมทอง หนังสือหายากในท้องตลาดหรือของกลุ่มองค์กรในเครือข่าย รวมถึงรองรับสินค้าทางเลือกด้วย  ร้านหนังสือริมขอบฟ้า เดิมทีเป็นศูนย์ข้อมูลของสำนักพิมพ์เมืองโบราณ หลังจากก่อตั้งมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ จึงนำพวกเอกสารข้อมูลและสิ่งพิมพ์ต่างๆ ไปเก็บไว้ที่มูลนิธิฯ จึงเกิดความคิดในการตั้งร้านหนังสือขึ้นมาในช่วงปี ๒๕๔๘ ส่วนหนึ่งเพื่อรองรับหนังสือของสำนักพิมพ์เมืองโบราณ และขายหนังสือตามสโลแกน รอบรู้เรื่องเมืองไทย  จำนงค์ ศรีนวล ผู้จัดการทั่วไปของร้านหนังสือริมขอบฟ้าเล่าถึงที่มาของชื่อร้านว่า “เป็นแนวคิดของคุณเล็ก วิริยะพันธุ์ มาจากสาเหตุว่าท่านศึกษาด้านปรัชญาจีน ท่านเขียนหนังสือและสอนลูกหลานว่า เวลาจะคิดอะไรให้มองไกลๆ สร้างความหวังไว้ที่ริมขอบฟ้า เป้าหมายของเราอยู่ที่ริมขอบฟ้า และเราจะเดินไปให้ถึงตรงนั้น จึงเอามาตั้งชื่อ ร้านหนังสือริมขอบฟ้า” 

          แต่สำหรับร้านศึกษิตสยาม เป็นร้านหนังสืออีกแห่งหนึ่งที่คงอยู่มานานตั้งแต่ปี ๒๕๑๐ สุลักษณ์ ศิวรักษ์เปิดร้านหนังสือตรงสามย่านเพื่อเอาหนังสือต่างประเทศดีๆ เข้ามาขาย ปัญญาชนช่วงนั้นตื่นตัวกันมาก มีการจัดกิจกรรมศึกษิตเสวนา จนเกิดเป็นกิจกรรมทางปัญญา “ศึกษิตสยาม ไม่ใช่แค่ร้านหนังสือร้านแรกข้างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยหรือตรงข้ามประตูวัด (หัวลำโพง) เท่านั้น แต่เป็นที่พบปะพูดคุยถกเถียงของนักคิดนักเขียน นิสิต นักศึกษา ศิลปิน พระสงฆ์องคเจ้า นักกฎหมาย นักการศึกษา ฯลฯ เป็นที่พบปะของปัญญาชนหลายสาขาอาชีพ เป็นที่สร้างความเป็นเพื่อนทางสติปัญญาของคนหนุ่มในวันเวลานั้น” ต่อมาทางจุฬาฯ เรียกที่คืน เลยมาเปิดร้านใหม่ตรงถนนเฟื่องนคร ซึ่งเคยเป็นที่ตั้งของสำนักพิมพ์มติชน วรนุช ชูเรืองสุข เล่าให้ฟังว่า “พอย้ายมาเปิดตรงนี้ มติชนเขาก็ย้ายไป ในเมื่อมีสำนักพิมพ์เองแล้ว อาจารย์สุลักษณ์จึงคิดทำสายส่งเคล็ดไทยด้วยเพื่อให้ครบวงจร เมื่อก่อนจะมีพี่สุดใจ เจิมศิริวัฒน์ ดูแลอยู่ พอเขาไปบวช ทางเคล็ดไทยก็รับไปดูแลต่อ เป็นหน้าร้านให้เคล็ดไทย และมีกิจกรรมศึกษิตเสวนา ซึ่งจะคุยกันเรื่องประเด็นทางสังคมเป็นหลัก บริษัทสวนเงินมีมาเริ่มเข้ามาดูแลตอนปี ๒๕๔๕ ก็ยังมีจัดเสวนาประจำทุกเดือน จนกระทั่งตอนหลังมันเหนื่อยก็เลยหยุด และช่วงนั้นจะมีเวทีเสวนาถี่มาก ที่ธรรมศาสตร์ก็มี ที่ร้านริมขอบฟ้าก็มี ที่ป๋วยเสวนาคารก็มี เยอะแยะไปหมด อีกสาเหตุหนึ่งคือเรารู้สึกว่าเสวนาบ้านเรามันไม่ต่อยอด พอจบเรื่องนี้ก็ไปเรื่องอื่น ไม่มีการเอาข้อมูลมาทำเพื่อให้มันพัฒนาต่อ ก็เลยเลิกทำ” อาจเป็นด้วยเหตุนี้ก็ได้ ที่ทำให้เสน่ห์ของร้านหนังสือเล็กๆ ที่เคยเป็นที่จัดงานเสวนาค่อยๆ ลดน้อยลง ซึ่งปัจจุบันเราพบได้น้อยมาก นอกจากร้านริมขอบฟ้าที่ยังคงมีประเด็นเสวนาสม่ำเสมอเป็นประจำทุกเดือน

ยังมีร้านหนังสือเล็กๆ อีกแห่งที่ตั้งขึ้นมามิได้เพื่อเป็นร้านหนังสือเพียงอย่างเดียว แต่มองว่าเป็นการสร้างพื้นที่ของการพูดคุยถกเถียงเหมือนย่านชอง เอลิเซ่ของฝรั่งเศส ที่เคยเป็นแหล่งรวมของพวกนักเขียนและศิลปินในยุคหนึ่ง ร้านนี้ซ่อนตัวอยู่ในบริเวณของเรือนร้อยฉนำ คลองสาน ชื่อร้านหนังสือของเรา หรือที่กิตติชัย งามชัยพิสิฐ กระซิบบอกว่าชื่อเต็มๆ คือ “บทสนทนาของเราในยามค่ำคืนอันมืดมิดและเหน็บหนาวจนเป็นดั่งแสงดาวส่องทางสู่สังคมใหม่ที่เป็นธรรมและยั่งยืน ที่ตั้งชื่อแบบนี้เพราะมันเป็นบทสนทนา ร้านหนังสือจะเป็นบทสนทนาของคนที่เข้ามา คือเป็นพื้นที่ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนเพื่อไปสู่สังคมใหม่ที่ดีขึ้น เพราะหนังสือจะเป็นจุดเริ่มต้นในการสนทนา หนังสือไม่ได้เกิดมาเพื่อตัวมันเอง แต่เกิดมาเพื่อเป็นสื่อระหว่างคนเขียนกับคนอ่าน ระหว่างคนอ่านกับคนอ่าน เกิดเป็นความสัมพันธ์ใหม่ๆ ที่มันจะเป็นโลกของการปฏิบัติการอีกทีหนึ่ง” ร้านหนังสือของเราเริ่มต้นจากกิตติชัยและพัชรี อัจกูรทัศนัยรัตน์ ร่วมกันคิดทำและเลือกพื้นที่ตรงนี้ เพราะเป็นพื้นที่ซึ่งมีคนเข้ามาทำกิจกรรมต่างๆ อยู่เสมอ “มีพื้นที่ให้จิบกาแฟ มีหนังสือให้อ่าน และผมว่าร้านหนังสือไม่ควรรอนักอ่าน เพราะทุกวันนี้ร้านซีเอ็ด ร้านนายอินทร์ เขาบุกเข้าหาคนอ่าน แต่เราคงไม่ทำอย่างนั้น เราเลยคิดว่าต้องจัดงานขึ้นมา อย่างงาน ‘เทศกาลหนังสือของนักอ่าน’ ถือว่าเป็นงานแรก”   

วาด รวี เคยทำร้านหนังสือใต้ดินอยู่บนชั้นสองของโรงหนังสยามช่วงปี ๒๕๔๖-๒๕๔๗ เผยถึงความคิดตอนทำร้านหนังสือว่า “ก่อนทำร้านผมทำสำนักพิมพ์สำนักหนังสือใต้ดิน บรรยากาศแวดวงช่วงนั้นยังชาจากพิษเศรษฐกิจ ไม่มีใครพิมพ์หนังสือ ช่อการะเกดก็เลิก พอมาพิมพ์เองมันทำให้เราได้เห็นรายงานเกี่ยวกับการจัดจำหน่าย ผมไปหาพี่กล้วย (ทิชากร ชาติอนันต์) ขอดูรายการยอดจำหน่ายวรรณกรรมโดยรวมมันขายไม่ได้ แต่เราก็พิมพ์มาเรื่อย จัดกิจกรรมบ้าง และเริ่มไปขายงานสัปดาห์หนังสือ ปรากฏว่ามันขายได้ ด้วยไอเดียที่เราพิมพ์เองขายเอง จึงชวนกันมาทำร้านหนังสือ อีกส่วนเป็นความอยากรู้อยากเห็นของผมด้วย ว่าทำไมงานวรรณกรรมมันขายไม่ได้ ผมค่อยๆ คลำทางไป ทำสำนักพิมพ์เองด้วย จัดจำหน่ายเองในบางช่วง แต่พอเราทำแล้วประสบความสำเร็จในงานหนังสือ ก็เกิดความมั่นใจว่าทำร้านมันน่าจะได้ เลยรวมกลุ่มเพื่อนๆ ชวนกันมาทำร้านหนังสือ”

          อาจมีแรงบันดาลใจและความคิดหลากหลายที่ใครสักคนหนึ่งคิดจะลุกขึ้นมาทำร้านหนังสือ แต่สุดท้ายแล้วเหมือนแต่ละคนต้องการหาพื้นที่สักแห่งหนึ่งให้ตัวเอง บ้างอาจเพื่อหล่อเลี้ยงความฝันให้มันอยู่ได้ในโลกความเป็นจริง หรืออาจหล่อเลี้ยงความจริงให้ดำรงอยู่ได้ในโลกแห่งความฝัน 

 

ร้านหนังสือ                                                             

(ร้านศึกษิตสยาม)

โลกของคนทำร้านหนังสือมีความเชื่อมโยงกับโลกของคนอ่านหนังสืออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะถ้าไม่มีคนอ่านหนังสือแล้ว ร้านหนังสือก็คงดำรงอยู่ไม่ได้  หากเราลองสังเกตเวลาขึ้นรถเมล์หรือรถไฟฟ้า เราจะพบเห็นคนหยิบหนังสือขึ้นมาอ่านกันมากขึ้น (ซึ่งแล้วแต่ว่าเป็นหนังสืออะไร) สิ่งนี้เป็นตัวบ่งชี้ให้พอมองเห็นวัฒนธรรมการอ่านของบ้านเราได้หรือไม่ หรือการที่ในสังคมยังมีคนลุกขึ้นมาเปิดร้านหนังสือกันอยู่ นั่นเป็นเพราะเขาพอมองเห็นแนวโน้มว่าโลกของคนอ่านหนังสือในสังคมอาจมีเพิ่มมากขึ้น? เราไปฟังบรรดาเจ้าของร้านหนังสือกันว่า พวกเขาเหล่านั้นมีมุมมองต่อวัฒนธรรมการอ่านอย่างไร

วรนุชผู้ดูแลร้านศึกษิตสยามมองว่า วัฒนธรรมการอ่านในสังคมไทยดูจะไม่ค่อยคืบหน้าไปเท่าไหร่นัก “เท่าที่มองเห็นนะ สมัยเรียนมัธยมและมหาวิทยาลัยฉันก็อ่านหนังสือเยอะ เพื่อนๆ เขาก็อ่านหนังสือกัน แต่ไม่รู้ว่าเด็กเดี๋ยวนี้เขาอ่านอะไร เพราะไม่ค่อยเห็นคนหนุ่มสาวเข้ามาที่ร้านสักเท่าไหร่ เลยไม่รู้ว่าการอ่านของเขามันขยายวงไปมากน้อยแค่ไหน อีกอย่างถ้าสังเกตดูจากกลุ่มลูกค้าที่มาซื้อหนังสือ เขาจะเป็นกลุ่มที่สนใจเฉพาะเรื่อง เช่น ถ้าเขาสนใจประวัติศาสตร์ เขาก็ดูเฉพาะประวัติศาสตร์ ไม่สนใจอย่างอื่นเลย เหมือนคนเข้าอินเตอร์เน็ตเขาก็จัดเป็นกลุ่มๆ ที่เขาสนใจ อะไรที่อยู่นอกขอบข่ายเขาจะปิดรับ ซึ่งคนเดี๋ยวนี้เป็นอย่างนั้นเยอะ อ่านเฉพาะที่ตนสนใจ ซึ่งฉันคิดว่ามันไม่ควรเป็นอย่างนั้น คือบอกว่าไม่อยากรับอะไรเยอะเดี๋ยวชีวิตจะสับสน ฉันว่าไม่ใช่นะ เพราะคนที่จะจัดการทุกอย่างให้มันลงตัว หรือจะพัฒนาศักยภาพของตัวเอง มันต้องสนใจทุกอย่างรอบด้านแล้วพิจารณาในภาพรวม” นั่นอาจเป็นเพราะว่าสังคมสมัยนี้คนมุ่งเน้นเรื่องเฉพาะด้านกันมากขึ้น

          แต่สำหรับสุรพล ลีลาภาณุมาศ เจ้าของร้านหนังสือประตูสีฟ้า เขาเชื่อมโยงวัฒนธรรมการอ่านเข้ากับเรื่องการศึกษาที่ต้องแข่งขันกันอยู่ตลอดเวลา “การศึกษามันทำให้เด็กเรียนหนัก เด็กจึงไม่สามารถแบ่งเวลาไปอ่านหนังสืออย่างอื่น เพราะต้องติวเพื่อให้ทันคนอื่นอยู่ตลอดเวลา เด็กจึงไม่มีโอกาสได้หยิบเรื่องอื่นเลย หรือถ้าจะหยิบก็เลือกที่มันเบาสมอง ถ้าคุณให้เด็กเรียนแต่พอดี เขาก็มีเวลาไปหยิบอะไรที่มีประโยชน์ ทีนี้พอไม่มีเวลา เขาก็ต้องเลือกอ่านการ์ตูน หรือนิยายรักที่มันสดชื่นตามวัย เป็นเพราะการศึกษาสมัยนี้มันจึงทำให้วัฒนธรรมการอ่านเป็นอย่างนี้ อย่างเด็กอนุบาลครูก็ให้การบ้านแล้ว บ้าหรือเปล่า ยิ่งถูกบังคับเร็ว เด็กก็ยิ่งเกลียดการอ่านเร็วขึ้นเท่านั้น มีคนเคยบอกว่าควรให้เด็กเริ่มอ่านตอนป.๓-๔ ให้เขามีเวลาเลือกอ่านในสิ่งที่ตนชอบตามวุฒิภาวะของตน เขาก็จะอ่านไปตลอด หรืออย่างเมื่อก่อนมีเอ็นทรานซ์ครั้งเดียว ติดไม่ติดไม่เป็นไร แต่ตอนนี้มีให้ลองเอ็นฯ ได้สามครั้ง ยิ่งเครียดกันตลอดสามปีแทนที่จะเครียดครั้งเดียว คือระบบไปสร้างให้คนไทยไม่อ่านหนังสือ เรื่องเวลาในชีวิตคนไม่ค่อยมีมากกว่า ไม่ใช่คนไทยไม่มีนิสัยรักการอ่าน”  

          ขณะที่กิตติชัยจากร้านหนังสือของเรามองไปถึงเรื่องระบบการกระจายหนังสือที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมการอ่านของคนในประเทศ “พวกชมรมหนังสือสัญจรเคยเล่าให้ฟังว่า เวลาไปออกงานตามมหาวิทยาลัยมักมีคนถามว่า มีหนังสือแบบนี้ในประเทศไทยด้วยหรือ นั่นแสดงว่าการกระจายหนังสือของเราแย่มาก ไม่ค่อยมีร้านหนังสือขนาดเล็ก มีแต่ร้านขนาดใหญ่ที่ส่วนใหญ่ขายแต่หนังสือของตัวเอง การกระจายหนังสือของเราเป็นอย่างนี้ วัฒนธรรมการอ่านมันจึงไม่เกิด มันเกิดแต่พวกหนังสือขายดี วัฒนธรรมการอ่านของเราถูกกำหนดโดย เชนสโตร์ สำนักพิมพ์ และโดยวัฒนธรรมของเราเอง”   

          ทุกครั้งที่มีงานมหกรรมหนังสือหรืองานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ เรามักจะเห็นผู้คนหลายกลุ่มหลายวัยแห่แหนกันเข้าไปเลือกซื้อหนังสือภายในงาน ภาพที่เห็นเหล่านี้มันบ่งชี้ให้เห็นถึงวัฒนธรรมการอ่านได้มากน้อยแค่ไหนกัน วาด รวีบอกว่า “สำหรับผม งานสัปดาห์หนังสือมันเป็นลักษณะเทศกาล คือมันยังไม่ได้เป็นชีวิตประจำวัน ถ้าหนังสือหรือวัฒนธรรมการอ่านมันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนจริงๆ ผมคิดว่ามันน่าจะเป็นอีกแบบหนึ่ง อารมณ์ของเทศกาลมันก็เป็นอีกแบบหนึ่ง แต่นี่มันเหมือนกับว่าวัฒนธรรมการอ่านหนังสือของประเทศยังเหมือนการไปเที่ยว เป็นเทศกาลปีละสองครั้ง เป็นฤดูกาล ชั่วครั้งชั่วคราว ไม่ได้อยู่ในชีวิตประจำวันของคนส่วนใหญ่ นี่เป็นแง่ของพฤติกรรมคน ในแง่หนึ่งผมว่ามันสะท้อนภาพถึงปัญหาของระบบจัดจำหน่ายและปัญหาของระบบหน้าร้าน คือปัญหาของระบบหนังสือในประเทศไทยมันวิกฤตแล้ว นี่เป็นความเห็นของสำนักพิมพ์ที่เป็นผู้นำในวงการหนังสือด้วยซ้ำ เพราะระบบปกติตามร้านมันไม่สามารถตอบสนองได้ คนไม่สามารถอ่านหนังสือจากร้านได้จึงต้องไปที่งาน มันเป็นปัญหาของระบบหนังสือซึ่งเป็นเรื่องของระบบความรู้ด้วย ว่าเราจะกระจายความรู้นี่อย่างไรให้คนเข้าถึง” 

วรนุชพูดถึงภาพที่เห็นจากงานสัปดาห์หนังสือว่า “คนเยอะจริง ยอดขายก็เพิ่มขึ้นถ้าดูตามปริมาณตัวเลข แต่ต้องลงไปดูว่ายอดขายหนังสือแนวไหนที่ขายได้เยอะ หนังสือแบบไหนที่คนสนใจกันมาก ก็จะเห็นว่าเป็นหนังสือกลุ่มวัยรุ่น นิยายรัก แฟนตาซีขายดีมาก เพราะกลุ่มวัยรุ่นเขามีกำลังซื้อมากกว่า เมื่อไรถ้าคุณจับตลาดวัยรุ่น คุณอยู่รอดแล้ว เพราะเขาซื้อโดยไม่ต้องคิดมาก” ดูเหมือนว่าวัฒนธรรมการอ่านของเราจะถูกกำหนดจากปัจจัยภายนอกหลายอย่าง ซึ่งแน่นอนรวมถึงปัจจัยภายในด้วย ถ้าเช่นนั้น คุณภาพในการอ่านของคนในประเทศล่ะ จะมีอะไรเป็นตัวบ่งบอกว่าดี-ไม่ดี เข้มแข็งหรือไม่  อำนาจ รัตนมณีบอกว่า “ถ้ามองจากงานสัปดาห์หนังสือปีละสองครั้ง คงชี้วัดแค่ว่า มีคนจำนวนหนึ่งไปที่งานหนังสือ แต่ถ้าเทียบกับจำนวนประชากรจริงๆ มันเป็นอัตราส่วนที่สรุปได้ว่า จริงๆ แล้วคนอ่านหนังสือในประเทศเรายังไม่พอ นี่ยังไม่พูดถึงคุณภาพหนังสือที่เขาอ่านว่าคืออะไรนะ ผมว่าหนังสือที่ทำรายได้มากๆ หรือบูธที่มีคนต่อคิวกันมากๆ อาจได้ในแง่ปริมาณ แต่ถามว่าหนังสือเหล่านี้จะอยู่นิรันดร์กาลมั้ย เป็นหนังสือที่อ่านกันรุ่นสู่รุ่นหรือเปล่า ส่วนตัวผมคิดว่าไม่ คงอนุมานได้ระดับหนึ่งว่าในเชิงคุณภาพมันยังไม่ได้ ผมว่าหนังสือที่ดีคือหนังสือที่เราอ่านแล้วอยากให้คนรุ่นลูกเราอ่านต่อ แต่หนังสือที่อ่านกันเยอะๆ ในเมืองไทยส่วนมากมันไม่ใช่” 

กิตติพลบอกว่า “คุณภาพในการอ่านมันไม่ดีขึ้นหรอก เพราะการศึกษามันเป็นอย่างนี้ ความเป็นสแตนดาร์ดของประชาธิปไตยมันมีมากขึ้น แล้วการอ่านห่วยๆ มันก็มีมากกว่า เราต้องยอมรับว่าถ้าประชาธิปไตยเป็นแบบนี้ ความรู้ก็คงมีไม่มากนัก แต่เราก็ต้องให้โอกาสคนที่หันมาเป็นกลุ่มผู้อ่านที่ซีเรียสขึ้น เราทำได้แค่เปิดโอกาสให้เขาเข้ามา ยิ่งเราทำร้านหนังสือ เราต้องหาคำที่สั้นและง่ายมาอธิบายเขาว่าอะไรคือหนังสือเล่มนี้ ทำไมคุณต้องอ่านหนังสือเล่มนี้ สังคมมันเปิดให้คนได้อ่านมากขึ้น หนังสือมันอยู่กับเรานาน การจะอ่านหนังสือสักเล่มหนึ่งให้จบต้องใช้เวลา การจะอ่านหนังสือเล่มหนึ่งให้เข้าใจ บางทีมันต้องพึ่งหนังสือเล่มอื่นพอสมควร ความเข้มข้นมันทำให้เราต้องสนใจหนังสือมากกว่าหนึ่งเล่ม เป็นลักษณะของวัฒนธรรมการอ่านอยู่แล้ว” 

วาด รวีอธิบายว่า “ถ้าพูดถึงวัฒนธรรมการอ่าน มีหลายคนพูดถึงตัวชี้วัดว่า สังคมนั้นมีวัฒนธรรมการอ่านแข็งแรงมากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับหนังสือประเภทสารานุกรม ในสังคมไทยตอนนี้ถือว่ายังไม่แข็งแรง เพราะยังไม่มีหนังสืออย่างนี้ในระบบ ซึ่งพอมันมีทิศทางแบบนี้ ก็มีคนรู้สึกว่าคุณภาพการอ่านมันแย่ลง เพราะมันถูกกำหนดโดยตลาด โดยไม่มีนโยบายที่ชัดเจนของรัฐมากำกับให้มันเป็นการอ่านที่เป็นวัฒนธรรมความรู้ มันก็ไหลไปตามตลาดไหลไปตามความสนใจของกระแสหลัก ในแง่ของหนังสือซีเรียส คนอ่านมันอาจไม่ได้เพิ่มมากขึ้น แต่ความหลากหลายมันเพิ่มมากขึ้น มีหนังสือวรรณกรรมหลายเล่ม เช่น สานแสงอรุณ, UNDERGROUND, ช่อการะเกด, อ่าน, ฟ้าเดียวกัน ฯลฯ รสนิยมมันแตกกระจายยิบย่อยไปหมด แต่ก่อนคนอ่านกลุ่มนี้ทั้งวิชาการ ทั้งวรรณกรรมอาจเป็นคนคนเดียวกัน แต่เดี๋ยวนี้ไม่ใช่แล้ว” 

สำหรับกิตติชัยผู้ริเริ่มร้านหนังสือของเรา พูดถึงวัฒนธรรมการอ่านที่เข้มข้นว่า “คือสังคมไทยตอนนี้เป็นสังคมที่ฟังความข้างเดียว ถึงจะมีเสียงอีกข้างก็ไม่ฟัง แล้วก็เป็นพวกสี่ขาดี สองขาเลว เช่นถ้าเป็นพวกนี้มึงเลว มันจึงไม่เกิดการถกเถียง ตรรกะเราไม่แน่น ประวัติศาสตร์เราไม่แน่น อ่านอนาคตของโลกไม่แน่น พื้นฐานทางจิตไม่แน่น ทำให้วัฒนธรรมการถกเถียงมันไม่อยู่บนฐานของความรู้หรือเหตุผลและการประเมินจริงๆ แต่ถ้าเราอ่านหนังสือมันจะเห็นประวัติศาสตร์ ผมเชื่อว่าถ้าวัฒนธรรมการอ่านของเราเข้มข้น มันจะเกิดการถกเถียง มีการเปิดโลกทัศน์ เกิดการพัฒนาทั้งการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ไม่ใช่รอฟังจากคนอื่นอย่างเดียว อย่างที่เราเคยได้ยิน สุ จิ ปุ ลิ คือตอนนี้เราฟังอะไรบางอย่างมากเกินไป แล้วไม่ได้สร้างวัฒนธรรมของการคิด หนังสือมันเป็นแค่วิธีการเรียนรู้หนึ่ง มันต้องฟัง แล้วก็ถกเถียงพูดคุย แล้วก็ทดลองปฏิบัติการ ถ้าวัฒนธรรมการอ่านไม่เกิด อย่างน้อยต้องส่งเสริมด้านอื่นที่ทำให้เกิดวัฒนธรรมการถกเถียงอย่างมีหลักการ ปฏิบัติให้เยอะๆ ไม่ใช่เดาหรือแสดงความคิดเห็นแล้วไม่รับผิดชอบต่อความคิดเห็นของตัวเอง ซึ่งในอินเตอร์เน็ตกำลังสร้างวัฒนธรรมแบบนี้อยู่”

           กิตติชัยเสริมว่า “ผมคิดว่าหนังสือเป็นเครื่องมือหนึ่ง ยิ่งเราอ่านหนังสือมากเท่าไหร่จะยิ่งเกิดการถกเถียงที่สนุก ต่อยอดกันไป แต่ถ้าเราอ่านหนังสือเยอะแล้วไปดูถูกคนอื่น ไม่พูดคุยถกเถียงกับใคร ผมว่าไม่มีประโยชน์ เราขังตัวเองอยู่ในหนังสือ ไม่พูดคุยกับคน ไม่ปฏิบัติการ ผมเคยเห็นคนอ่านหนังสือเยอะ แน่นทฤษฎีมาก วิจารณ์ได้เป็นฉากๆ แต่ไม่ทำอะไร เพราะว่ามันทำไม่ได้ คือถ้าอ่านหนังสือแล้วไม่ปฏิบัติก็อย่าอ่านเลย ท่านพุทธทาสเคยบอกว่า พระนอนนี่ไม่ดี ต้องไปปฏิบัติ แต่ถ้าพระคุยกันนี่ไปนอนดีกว่า คือนอกจากไม่ได้ปฏิบัติแล้วมันยังฟุ้งซ่านอีก ที่สุดแล้วเป้าหมายของผมไม่ใช่ทำให้คนทั่วโลกอ่านหนังสือ แต่เป้าหมายของผมคือการทำให้คนลุกขึ้นมา เปลี่ยนแปลงสังคมให้มันดีขึ้น เปลี่ยนแปลงการเมือง เศรษฐกิจให้มันดี ให้คนมันเท่าเทียม ทำให้เศรษฐกิจมันเป็นเศรษฐกิจที่ไม่ทำร้ายผู้แพ้มากกว่า ผมเป็นหนอนหนังสือเพื่อการปฏิบัติการ ร้านก็เลยมีลักษณะแบบนี้ คือให้คนมาคุยกัน กลุ่มเป้าหมายเป็นคนที่ครุ่นคิดกับสังคม อยากทำอะไรให้สังคมตามแนวทางของตัวเอง ผมถึงชอบกลุ่ม Thai Poets Society มันไม่ใช่พวกนั่งอ่านกวีแล้วก็นั่งคุยกันเฉพาะกวี แต่มันไปอ่านกวีในที่สาธารณะ มันเอากวีไปให้คนอื่น ผมถือว่านี่คือ กวี” 

แน่นอนว่า แม้หลายๆ คนจะมองวัฒนธรรมการอ่านในบ้านเป็นไปแบบนี้เรื่อยๆ อาจไม่ถือว่าดีมากนัก แต่ลึกๆ แล้วพวกเขาเชื่อเหมือนที่เรามีความเชื่อว่า ยังมีคนอ่านหนังสือกันอยู่ กิตติชัยบอกว่า “ยังไงหนังสือก็เป็นอาหารคลาสสิคสำหรับคนแสวงหาความรู้ อินเตอร์เน็ตหรือโทรทัศน์มันคนละอย่าง อย่างโทรทัศน์ผมว่ามันเป็นเหมือนฟาสต์ฟู้ด กินเร็วกินมากก็ท้องอืดท้องเฟ้อ ไขมันอุดตันในเส้นเลือด ส่วนอินเตอร์เน็ต จริงๆ ผมก็บ้าอินเตอร์เน็ตนะ แต่ถึงที่สุดแล้วผมก็ต้องมานั่งอ่านหนังสือ แต่อินเตอร์เน็ตจะดีกว่าโทรทัศน์หน่อยตรงที่เราจัดการมันได้ คือผมเคยดาวน์โหลดหนังสือพวกวรรณกรรมคลาสสิคจากอินเตอร์เน็ตเยอะมาก แต่ไม่ได้อ่าน มันคนละอารมณ์ มันไม่เหมือนหนังสือ มันไม่ได้จับพลิก ไม่ได้ถนอม คือหนังสือมันจะมีกลิ่นของมัน บางเล่มไสกาวไม่ดีต้องค่อยๆ เปิด อารมณ์มันคนละแบบ คือเหตุผลที่เปิดร้านหนังสือ ผมคิดอยากจะเผยแพร่วัฒนธรรมการอ่านด้วยส่วนหนึ่ง เพราะหนังสือมันมีเสน่ห์ในตัวของมันเอง ถ้าเรามีร้านหนังสือเยอะๆ คนจะเข้ามาอ่านหนังสือกันเยอะขึ้น แต่ผมคิดว่าวัฒนธรรมการอ่านมันจะดีขึ้นเรื่อยๆ แล้วในที่สุดร้านหนังสือก็จะอยู่ได้”

 

ร้านหนังสือเล็กๆ

(ร้านโกมล)

ความเป็นร้านหนังสือเล็กๆ จำเป็นต้องมีบุคลิกอะไรที่พิเศษแตกต่างไปจากร้านหนังสือใหญ่ทั่วไป ที่จะสามารถดึงดูดหรือชักชวนให้บรรดาหนอนหนังสือหันเหความสนใจของตนมายังร้านหนังสือเล็กๆ เหล่านี้ได้ อาจเป็นในแง่บรรยากาศของร้านที่ดูเป็นกันเอง มีเพลงเบาๆ มีกาแฟร้อนๆ และรวมถึงมีหนังสือที่อยู่ในความสนใจหนอนหนังสือ

ประโรม คณานุรักษ์ ผู้ดูแลร้านโกมลพูดถึงลักษณะของร้านหนังสือเล็กๆ ว่า “มันต้องสร้างความเป็นมิตรให้ได้ ควรจะมีลักษณะของมิตรต่อมิตร เป็นที่ที่คนรู้จักคุ้นเคยไปมาหาสู่กัน หรือพยายามสร้างบรรยากาศที่จะสื่อสารกับลูกค้าให้ได้ ผมว่าคนเราถ้ามีความเป็นมิตรมันก็ต้องเอื้อพยุงกัน บางทีลูกค้าอาจแนะนำคนขายบ้างก็ได้ พูดคุยกันด้วยมิตรภาพ” ด้วยเหตุนี้จึงทำให้บรรยากาศของร้านหนังสือโกมลดูเรียบง่ายและเป็นกันเอง แม้จะเน้นขายหนังสือในแนวปรัชญา ศาสนา และวรรณกรรมเป็นหลักก็ตาม

          ร้านหนังสือแต่ละร้านย่อมมีบุคลิกลักษณะที่แตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของรูปลักษณ์หรือบรรยากาศในร้าน ร้านหนังสือริมขอบฟ้าจะมีบุคลิกแบบวารสารเมืองโบราณ เน้นหนังสือเกี่ยวกับความรอบรู้เรื่องเมืองไทย ตั้งแต่ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ วัฒนธรรม การท่องเที่ยว ฯลฯ  จำนงค์ ผู้จัดการทั่วไปบอกว่า “เรามีแนวคิดแบบนั้นอยู่แล้ว คือ มีสิ่งดีๆ ในเมืองไทยมาแนะนำให้ลูกค้าได้รู้จัก มีเอกสาร มีความเชื่อแบบนั้นอยู่ ซึ่งสมัยก่อนอาจจะเน้นเรื่องแนวคิดของการวิจัยแบบหนึ่ง แต่ตอนนี้มีเรื่องของชุมชนมากขึ้น หนังสือต่างๆ ที่หาไม่ได้ที่ไหน ก็มาหาได้ที่นี่” ส่วนหนึ่ง ร้านริมขอบฟ้ายังเป็นร้านหนังสือที่จัดงานเสวนาอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำทุกเดือนซึ่งถือว่าแตกต่างจากร้านอื่น “คือร้านอื่นเขาจะมีจัดเป็นการเปิดตัวหนังสือ ซึ่งเราไม่ค่อยเน้นมากนักเพราะมันไม่ได้เนื้อหา ถ้าลงลึกในเนื้อหามันจะมีอะไรมากกว่า อย่างเช่น อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม ชอบเรื่องชุมชน ท่านจะบอกว่าประวัติศาสตร์ของท้องถิ่นมันอยู่ในชุมชน ก็พยายามไปเอาชาวมอญมาพูด เอาชุมชนชาวบางลำพูมาพูด ซึ่งคนเหล่านี้ไม่ใช่นักวิชาการโดยตรง แต่เป็นชาวบ้าน ส่วนใหญ่เราจะได้แนวคิดมาจากมูลนิธิฯ ในเรื่องของการจัดงานเสวนา” 

ร้านศึกษิตสยามจะเน้นหนังสือไปทางด้านแนวจิตวิญญาณตามลักษณะหนังสือของสำนักพิมพ์สวนเงินมีมา รวมถึงวรรณกรรม เศรษฐกิจ สังคม การเมือง ซึ่งมีลูกค้ากลุ่มผู้ใหญ่เป็นหลัก และมีโต๊ะกาแฟให้นั่งจิบบรรยากาศของร้านหนังสือ วรนุชบอกว่า “พอเราคัดหนังสือมาแบบนี้ มันก็เหมือนเป็นการสแกนลูกค้าไปในตัว บางคนเข้ามาในร้านพอดูหนังสือแล้วเขาก็รู้ว่าไม่ใช่ในแบบที่เขาต้องการ” 

(ร้านก็องดิด)

ก็องดิดเป็นร้านหนังสือเปิดใหม่อีกแห่งหนึ่งที่พยายามทำให้ร้านมีบรรยากาศเป็นเหมือนห้องรับแขกของคนทำงานด้านการขีดเขียน  ๑๐ เดซิเบลพูดถึงร้านก็องดิดในแบบที่อยากให้เป็นว่า “มันต้องเป็นร้านที่ผมอยู่กับมันแล้วไม่รู้สึกขัดเขิน หรือหงุดหงิด อย่างน้อยก็เป็นสำนักพิมพ์ที่พิมพ์งานที่อยู่ในแนวทางที่ผมชอบหรือเคารพ คือเราอาจไม่ชอบแนวทางก็ได้ แต่เราเคารพในสิ่งที่เขาทำ เพราะว่าเราเองก็ทำหนังสือทำให้รู้ว่าเขาตั้งใจขนาดไหน ซึ่งคุณก็รู้ว่าปัจจุบันมันขายไม่ได้ แต่เราก็ให้ความเคารพเขา เราอยู่กับสิ่งที่เรารู้สึก เห็นหรือสัมผัสได้ในสิ่งที่ทำ ผมจะขายอย่างนี้” กิตติพลผู้เป็นคู่หูอีกคนหนึ่งบอก “ผมอยากได้ร้านหนังสือที่ให้แรงบันดาลใจกับนักเขียน อย่างน้อยมีชั้นวางสักชั้นให้ลองหยิบออกมาดูว่ามีอะไรที่ได้เขียนมาแล้วบ้าง เช่น Ulysses ของเจมส์ จอยซ์ หรือ In Search of Lost Time ของมาร์แซ็ล พรูสต์ อะไรที่เป็นผลสำเร็จของวรรณกรรมโลก หยิบมันขึ้นมาแล้วรู้สึกว่าคุณมีแรง ตอนนี้เรากำลังคัดกันอยู่ พยายามทำให้เกิดซีรี่ย์หนึ่งที่อย่างน้อยมันให้แรงบันดาลใจนักเขียน เหมือนการชมภาพศิลปะที่ดี หรือภาพยนตร์ที่ดี ผมคิดว่าร้านหนังสือน่าจะมีคอลเล็กชั่นอย่างนี้”

ร้านหนังสือประตูสีฟ้าไม่ได้ถือกำเนิดขึ้นมาเพื่อรองรับหนังสือจากสำนักพิมพ์ของตนหรือองค์กร ร้านจึงมีบุคลิกเฉพาะตัวอย่างที่เจ้าของร้านอยากให้เป็น หนังสือภายในร้านที่คัดเลือกมาตามรสนิยมของเจ้าของร้านที่คิดว่าดีและชอบ และอยากให้เป็นอีกพื้นที่หนึ่งให้คนเข้ามาพบปะพูดคุยและได้นั่งอ่านหนังสือดีๆ เพราะคิดว่ามันเป็นธุรกิจที่ดีที่อยากทำ  คงเช่นเดียวกับร้านหนังสือเดินทางที่ถือกำเนิดขึ้นมาในลักษณะเดียวกัน เพียงแต่บรรยากาศของร้านชวนให้นึกไปถึงนักเดินทางผู้ชอบการครุ่นคิด อำนาจพูดถึงสิ่งพิเศษที่อาจชักชวนให้คนมาที่ร้านว่า “ความจริงร้านผมก็ไม่มีอะไรหลายอย่างที่ร้านอื่นมีนะ ผมไม่มีหนังสือหลายเล่มที่เขามี ส่วนลดผมก็ให้ไม่ได้ สมาชิกผมก็ไม่ให้เป็น ห่อปกพลาสติกผมก็ไม่ให้อีก คือไม่มีอะไรพวกนี้เลยสักอย่าง (หัวเราะ) แต่ที่อยู่รอดมาได้ เคยมีคนอธิบายว่า การมาซื้อหนังสือในร้านแบบนี้มันทำให้ได้สัมผัสอย่างอื่นนอกจากแค่มาซื้อ คือสัมผัสทางหู ทางตา ทางกลิ่น ผมว่ามันมีคาแรกเตอร์ค่อนข้างชัดเจน บางทีเข้ามาเขาไม่จำเป็นต้องมาซื้อ แต่สนุกกับการได้มองนั่นมองนี่ มีบรรยากาศเฉพาะตัวพอสมควร จึงกลายเป็นว่าไปที่อื่นได้ส่วนลด แต่มาที่นี่ได้อีกแบบหนึ่งแทน อีกแง่หนึ่งผมรู้สึกว่าพอคนทำมาอยู่ร้านด้วย มันมีปฏิสัมพันธ์อีกแบบหนึ่ง เป็นแบบมนุษย์ต่อมนุษย์ ผมคิดว่าที่นี่เป็นสถานที่ที่ผมต้องอยู่มากกว่าใคร ฉะนั้นมันจะเป็นยังไงก็แล้วแต่ผมต้องมีความสุขที่จะอยู่กับมันด้วย ฉะนั้นทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในร้าน เพลงที่เปิด รูปที่แขวน ผมถือว่าผมชอบเป็นทุนเดิมอยู่แล้วพอผมทำด้วยความรู้สึกอย่างนี้ คือเราก็ซื่อสัตย์กับตัวเองนะ”        

          ส่วนร้านหนังสือของเรายิ่งมีบุคลิกที่แตกต่างออกไปอีก กิตติชัยบอกว่า ร้านหนังสือของเรามีบุคลิกแบบนักกิจกรรม “เรามีนักคิด นักกิจกรรมหลายคนมานั่งคุยกัน อย่างงาน ‘เทศกาลหนังสือของนักอ่าน’ ก็เกิดจากคนที่มานั่งคิดกันว่า หนังสือปาจารยสารมันเยอะนะ โละดีมั้ย (หัวเราะ) ” ด้วยบุคลิกและลักษณะของร้านหนังสือเล็กๆ มีความแตกต่างกันอย่างนี้นี่เอง จึงมีเสน่ห์ในการชักชวนหนอนหนังสือให้ได้มีโอกาสเข้ามาสัมผัสกับบรรยากาศของร้าน  เมื่อลองเอ่ยถามถึงลักษณะของร้านหนังสือเล็กๆ กิตติชัยบอกว่าร้านหนังสือเล็กๆ ต้อง “อยู่ให้ได้ อย่าบ้าอุดมการณ์เกินไป เพราะการอยู่ให้ได้มันรักษาความฝันของเราไว้ อย่างน้อยหาส่วนที่ทำให้เราอยู่ได้สัก ๓๐-๔๐ เปอร์เซ็นต์ ร้านหนังสือควรมีบรรยากาศของความเป็นร้านหนังสือ ไม่ใช่เข้าไปแล้วมีแต่หนังสือเฉยๆ ซึ่งคงขึ้นอยู่กับเจ้าของ อย่างร้านหนังสือเดินทางซึ่งมีลักษณะทำให้นักเดินทางไปที่นั่นเป็นนักเดินทางที่ครุ่นคิด เพราะมีหนังสือที่เอาไว้อ่านตอนเดินทาง คือต้องสร้างบุคลิกของร้านหนังสือให้ได้” 

          นอกจากการสร้างบรรยากาศหรือบุคลิกของร้านหนังสือให้ได้แล้ว วาด รวีบอกว่า “ร้านหนังสือเล็กๆ ผมคิดว่ามีเสน่ห์ที่สุดเท่าที่เคยสัมผัสมาน่าจะเป็นร้านที่เจ้าของทำเอง และเจ้าของเป็นคนอ่านหนังสือ เป็นคนรักหนังสือ เสน่ห์มันจะอยู่ตรงนั้น ไม่ว่าผลลัพธ์หรือรูปร่างหน้าตามันจะออกมายังไง บรรยากาศร้าน ลักษณะการวาง ชั้นหนังสือ เมื่อไหร่ที่คนทำร้านหนังสือชอบอ่านหนังสือมันจะสะท้อนออกมาเอง แล้วสิ่งที่สะท้อนออกมาที่สำคัญมากคือ เขาจะรู้จักหนังสือของเขา แนะนำได้ พูดคุยได้ แลกเปลี่ยนได้ นั่นผมคิดว่าเป็นกระบวนการที่มีคุณค่าที่สุดแล้วสำหรับคนที่เริ่มอ่านหนังสือใหม่ๆ” 

         

ร้านหนังสือเล็กๆ ในโลกใบใหญ่

(ร้านหนังสือของเรา)

การดำรงอยู่ให้ได้ในสังคมยุคปัจจุบัน ดูจะเป็นเรื่องยากเหลือเกินสำหรับร้านหนังสือเล็กๆ ทั้งในเรื่องส่วนแบ่งทางการตลาดกับร้านหนังสือใหญ่ๆ ที่เปิดขึ้นมากมายหลายสาขาในห้างสรรพสินค้า หรือตามมุมถนนอันจอแจ อีกทั้งยังงานสัปดาห์และงานมหกรรมหนังสือแห่งชาติที่จัดขึ้นปีละสองครั้ง เหล่านี้ย่อมมีผลต่อการคงอยู่ของร้านหนังสือเล็กๆ บ้างไม่มากก็น้อย แต่ดูเหมือนว่าพวกเขาก็ยังเลือกที่จะยืนหยัดคงอยู่          

          ประโรมผู้ดูแลร้านโกมลมองว่า ร้านหนังสือใหญ่ๆ อาจจะมีหนังสือให้เลือกมากกว่า “แต่ร้านเล็กๆ มันมีบางมุมที่น่าสนใจ มีบรรยากาศที่เป็นมิตรมากกว่าร้านใหญ่ๆ ที่นี่เราพูดคุยกันได้ ถ้าลูกค้าต้องการหนังสือที่เราไม่มีจำหน่าย เราก็สามารถหาให้ได้ ซึ่งบรรยากาศพวกนี้มันเป็นความเอื้ออาทรกัน” ขณะเดียวกัน เขาก็ไม่ได้คิดว่ามันจะต้องแข่งขันกับร้านหนังสือใหญ่ๆ “เราก็ขายของเราไป ไม่ได้คิดจะแข่งกับใคร ซึ่งถ้าคิดเรื่องการแข่งขันเราก็เครียดไปกับเขาด้วย เราอาจได้เปรียบเพราะเรามีหนังสือของเราเองด้วย”  สำหรับร้านศึกษิตสยาม วรนุชบอกว่า “ฉันชอบนะที่มีร้านหนังสือเปิดใหม่ อยากให้เปิดเยอะๆ เพราะทั้งบีทูเอส ซีเอ็ด นายอินทร์ จะขายหนังสือของเขาเป็นหลักอยู่แล้ว ไม่ค่อยมีผลกระทบกับร้านเราเท่าไหร่ แล้วถ้ายิ่งเปิดเยอะๆ มันก็ยิ่งทำให้คนเข้าถึงหนังสือได้เยอะขึ้น จะอ่านประเภทไหนก็แล้วแต่ขอให้เขาได้อ่านก่อน คือฉันเชื่อว่า เมื่อคนอ่านจนถึงระดับหนึ่งเขาจะมีพัฒนาการของเขาไปเอง สมมุติว่าเขาอ่านนิยายอีโรติกอยู่ สักพักเขาก็ต้องเปลี่ยน ใครมันจะทนอ่านอีโรติกอยู่ได้ตลอดชาติ” แต่สำหรับเรื่องการแข่งขันทางการตลาด เธอบอกว่า “พวกใหญ่ๆ เขาแข่งกันจริง แต่พวกเราไม่ได้อยู่ในเส้นทางของเขา คือมันไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรมาก ลูกค้าส่วนใหญ่ที่มาเพราะเขาเลือกมาที่นี่ บางคนไปห้างเพราะอยากไปดูหนังสือใหม่ๆ แปลกๆ แต่ถ้าจะหาหนังสือแนวที่อ่านเขาก็จะมาร้านเรา เพราะเขาสามารถเลือกได้เยอะกว่า” 

          ร้านหนังสือใหญ่ๆ ในมุมมองของเจ้าของร้านหนังสือเดินทางบอกว่า “ผมไม่ได้มีอคติอะไรกับเขานะ บางครั้งผมยังเดินเข้าร้านเขาเลย เข้าไปดูว่ามีอะไรบ้าง update ตัวเอง ไม่ได้รู้สึกอิจฉาและไม่ได้รู้สึกต้องแข่งกับเขาด้วย เพราะรู้ว่าตัวเองแข่งกับเขาไม่ได้ ถึงจุดหนึ่ง พอเขามองว่าหนังสือเป็นสินค้า เขาก็ต้องเป็นธุรกิจจริงๆ ต้องทำกำไรเพื่อเลี้ยงดูคนของเขา ซึ่งก็ไม่ใช่ความผิดอะไร เพียงแต่ว่าบางทีมันน่าเสียดายเหมือนกันที่ทำให้หนังสืออีกจำนวนหนึ่งถูกเขี่ยตกไป เพราะว่าไม่ถูกจัดในหมวดเหล่านี้”  ๑๐ เดซิเบลพูดถึงร้านหนังสือใหญ่ๆ อีกแง่มุมหนึ่งว่า “หนังสือบางเล่มออกมาปุ๊บเอาสันออกเลยบนชั้นวาง เหมือนเล่นซ่อนหา ก็คิดว่าทำไมระบบอย่างนี้มันมีอยู่ในประเทศไทย ถ้าสำนักพิมพ์ยอมจ่าย ๕ เปอร์เซ็นต์ เพื่อให้ตัวเองอยู่ในพื้นที่หน้าร้านได้นานๆ ผมรู้สึกว่ามันไม่ถูกต้องในการเพิ่มภาระให้คนอ่าน แทนที่คุณจะเอา ๕ เปอร์เซ็นต์ไปลดให้ลูกค้า” 

สุรพล จากร้านหนังสือประตูสีฟ้ามองไปถึงการลดราคาของร้านหนังสือใหญ่ๆ “เรื่องการลดราคา ถ้าในร้านใหญ่ลด ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ร้านหนังสือเล็กๆ ก็ตายแล้ว เพราะปกมันราคาเดียวกัน ลูกค้าจะได้ลดเปอร์เซ็นต์แน่นอน คนก็ไม่ค่อยมาซื้อตามร้านเล็กๆ”  กิตติชัยแห่งร้านหนังสือของเราบอกว่า ร้านหนังสือใหญ่ๆ “อย่างน้อยเขาก็ขายหนังสือ ผมเองก็เข้าร้านเขานะ ข้อดีคือเขากระจายหนังสือ แต่เขาไม่คิดที่จะสร้างวัฒนธรรมการอ่านที่เข้มข้น เพราะเขาต้องคิดเรื่องการอยู่ได้ กิจกรรมการขายของเขาจึงมักฆ่าร้านขนาดเล็กด้วยการลดราคา สมมุติว่าผมมีงบซื้อหนังสือเดือนละห้าร้อยบาท เจอหนังสือลดราคากับหนังสือวรรณกรรมออกใหม่ดีมาก ผมก็ต้องชั่งใจ ไอ้วรรณกรรมเดี๋ยวซักปีสองปีมันคงลดราคา (หัวเราะ) เราเอาหนังสือลดราคาก่อน ก็หมดงบแล้ว คือยิ่งหนังสือขยะออกมาเยอะเท่าไหร่ งบประมาณก็หมดไปกับหนังสือขยะมากเท่านั้น ส่วนหนังสือดีๆ เอาไว้ก่อน นั่นก็เพราะโครงสร้างธุรกิจหนังสือมันเป็นแบบเดี๋ยวก็ลดราคา เดี๋ยวก็มีงานหนังสือ หนังสือใหม่มีราคาแพงมากเมื่อเทียบกับรายได้ของคนส่วนใหญ่ของประเทศ ผมเคยไปอินเดียหนังสือมันถูกมากเลย ซึ่งผมไม่รู้รายละเอียดว่าเกี่ยวกับเรื่องราคากระดาษ ภาษีกระดาษ การส่งหนังสือให้สายส่ง การผูกขาดเชนสโตร์ หรือแฟรนไชน์หนังสือต่างๆ มันแพงขนาดไหนถึงทำให้หนังสือมันแพงโดยไม่จำเป็น ที่ผมรู้สึกเจ็บใจคือ งานสัปดาห์หนังสือปีที่แล้วหนังสือมันลดราคา ๕๐-๗๐ เปอร์เซ็นต์ มันหมายความว่าหนังสือที่เราซื้อไปแบกรับต้นทุนการผลิต คือเขาตั้งราคามาเพื่อแบกรับต้นทุนก่อน สมมุติพิมพ์ ๒,๐๐๐ เล่ม ขายได้ ๕๐๐ เล่มก็คุ้มแล้ว คือไม่รู้ว่าเป็นหลักทางธุรกิจหรือเปล่า แต่ถ้าถามในฐานะที่ผมไม่ได้เป็นคนผลิตหนังสือ ผมรู้สึกว่าทำไมเขาใจร้ายกับเราขนาดนี้” 

สำหรับจำนงค์ ศรีนวล ผู้จัดการทั่วไปของร้านหนังสือริมขอบฟ้า มองว่า “งานสัปดาห์หนังสือมันเหมือนกับงานผู้ผลิตพบผู้บริโภค เป็นการขายตรง มีผลในแง่ของการระบายสต๊อค คือหนังสือที่ไปวางตลาดแล้วกลับมามันอยู่ในสภาพ ๗๐-๘๐ เปอร์เซ็นต์ คนที่เขาต้องการซื้อเพื่ออ่านจริงๆ ก็จะไปตรงนั้น และถือว่าเป็นการประชาสัมพันธ์หนังสือด้วย อย่าลืมว่าหนังสือแต่ละประเภทจะมีกลุ่มของเขา และเขาก็ไม่ได้มาซื้อเพราะหนังสือลดราคาอย่างเดียว แต่มันมีการแนะนำหนังสือด้วย ผลคือว่าหนังสือก็ถล่มออกมาตอนนั้น ผลดีของมันคือว่าทำให้วงการหนังสือคึกคัก แต่เขาก็มีกติกาว่า หนังสือใหม่ห้ามลดเกินกี่เปอร์เซ็นต์ เพราะมันจะทำให้วงจรการค้าปกติมันเสียไป” 

จากประสบการณ์ทำร้านหนังสือ วาด รวีบอกว่า “งานสัปดาห์หนังสือมันมีอยู่แล้ว พอระบบร้านหนังสือโดยรวมมีปัญหาคนก็เข้าไปหาที่งานเยอะ ทำให้งานมีขนาดใหญ่ขึ้น ระบบมันมีปัญหางานถึงเป็นอย่างนี้ ตอนผมทำร้านอยู่สยาม จะมีผลกระทบช่วงเดือนเมษายน เพราะตรงกับช่วงเทศกาลสงกรานต์ด้วย ร้านเล็กๆ ในกรุงเทพฯคงได้รับผลกระทบบ้าง แต่ก็ไม่ได้เป็นตัวชี้ขาดความอยู่รอด มีปัจจัยอื่นที่มาเป็นตัวชี้ขาดให้ร้านอยู่ได้หรือไม่ได้ เช่น เรื่องการแข่งราคา เรื่องการตัดราคา เรื่องการไม่ส่งหนังสือให้ร้านเล็กๆ” 

สุรพลเองก็เคยคุยกับทางสายส่งและสำนักพิมพ์ว่า เป็นไปได้ไหมในช่วงงานสัปดาห์หนังสือจะขอลดราคาให้กับร้านหนังสือเล็กๆ เท่ากับในงานแค่ ๒๐-๓๐ เปอร์เซ็นต์ “ซึ่งน่าจะยุติธรรมดี ไม่งั้นคนก็แห่ไปซื้อแต่ในงาน แต่ก็ไม่ได้ ไม่มีใครยอมลดให้ ถ้าไม่ลดแล้วใครจะมาซื้อหนังสือของผม”  ซึ่งร้านหนังสือบางร้านอาจไม่ได้มีการส่งเสริมการขายอื่นใดนอกจากบรรยากาศที่ชวนเข้ามานั่งอ่านหนังสือเงียบๆ โดยอาจมีปัจจัยอื่นเข้ามาช่วยให้ร้านอยู่ได้ เช่นกาแฟหรืออาหาร ขณะที่บางร้านอาจมีการจัดกิจกรรมเสวนา หรือการลดเปอร์เซ็นต์ให้ลูกค้าตามสมควร หรือมีช่วงเทศกาลลดราคาประจำปีของร้าน 

ฟังดูแล้วเหมือนร้านหนังสือเล็กๆ จะถูกกระทำจากทุกทิศทุกทาง แต่พวกเขาก็ยังเลือกที่จะทำร้านหนังสือเล็กๆ ของพวกเขากันต่อไป ใช่หรือไม่ว่า คงจะมีอะไรบางอย่างที่แอบซ่อนและงอกงามอยู่ในจิตใจของพวกเขา

 

ดุลยภาพในความงดงามของร้านหนังสือเล็กๆ

(ร้านหนังสือริมขอบฟ้า)

ในท่ามกลางสังคมโลกใบใหญ่ ร้านหนังสือเล็กๆ อาจเป็นเพียงพื้นที่หนึ่งของความฝันที่พยายามผสานเข้ากับโลกของความเป็นจริง แม้จะเป็นสิ่งที่ยากยิ่งก็ตาม วาด รวีบอกเล่าถึงประสบการณ์ทำร้านหนังสือใต้ดินว่า เหตุที่เลิกเพราะ “มันขาดทุน ร้านใต้ดินทำได้ดีที่สุดก็คือเสมอตัว ปีที่สองผมต้องมาดูร้านเอง เหลือผมคนเดียว กินนอนอยู่ที่ร้าน จริงๆ นอนก่ายหน้าผากคิดอยู่นานมาก เพราะพอทำจริงๆ แล้วร้านหนังสือมันเอาชีวิตเอาเวลาเราไปพอสมควร คือเราเป็นนักเขียนก็อยากให้เวลากับการเขียนหนังสือ แต่พอมีร้านมันเอาเวลาจากเราไปมากๆ ก็คิดว่าจริงๆ แล้วเราอยากทำอะไรกันแน่ เพราะเรามีเวลาเขียนหนังสือน้อยมาก อีกด้านมันก็หนักหนาพอสมควรที่ต้องสู้ให้พ้นเส้นแดง มันก็อยู่ในภาวะนั้น จนกระทั่งจุดชี้ขาดก็คือ จุฬาฯ ขึ้นค่าเช่าก็ตัดสินใจเลิก เพราะไม่เห็นทางชนะเลย”

วาด รวีบอกว่า ตอนทำร้านหนังสือมันมีภาพหลายๆ ภาพที่ทำให้เกิดกำลังใจที่จะทำร้านต่อไป “มีลูกค้าหลักๆ เป็นกลุ่มเด็กมัธยมปลายที่มาติวหนังสือ ซึ่งเป็นเด็กนักเรียนที่กินเหล้า สูบบุหรี่ แต่มันเสือกเป็นเด็กนักเรียนที่อ่านวรรณกรรมหนักๆ เป็นขาประจำอยู่หลายกลุ่ม นี่คือกลุ่มคนหลักๆ เลยที่ทำให้เรามีกำลังใจทำร้าน คือกลุ่มคนรุ่นใหม่ๆ อายุไม่ถึงยี่สิบที่มันอ่านหนังสือ ตอนเราอายุเท่ามันเรายังไม่อ่านเลย และก็ไม่ใช่เด็กเรียนด้วยนะ มันเป็นเด็กเกเรด้วยซ้ำ มันเป็นภาพดีๆ ที่เราได้เห็นระหว่างทำร้าน หรือมีอยู่วันหนึ่ง ตอนเย็นผมเฝ้าร้านอยู่คนเดียว มีแม่กับลูกสาวคู่หนึ่งเดินหลงขึ้นมาเพราะมาหาห้องน้ำ นึกว่าในร้านเป็นทางเข้าห้องน้ำ ก็ได้เข้าห้องน้ำเพราะร้านเรามีห้องน้ำ เขามายืนดูหนังสือแก้เขิน ดูหนังสือเสร็จปรากฏว่าชอบใจสั่งเบียร์มานั่งกินกันสองคนแม่ลูก และสุดท้ายก็ซื้อพี่น้องคารามาซอฟกลับไป มันเป็นภาพที่ถ้าเราไม่เปิดร้านหนังสือเราจะไม่เห็นภาพนี้ เป็นนักอ่านที่เราคาดไม่ถึง ซึ่งมันยังมีภาพที่เราคิดไม่ถึงเกิดขึ้นที่ร้านอีกเยอะ”

          เมื่อถามถึงการดำรงอยู่ของร้านหนังสือเล็กๆ ในสังคมปัจจุบัน วาด รวีบอกว่า “ผมคิดว่าคนที่รักจริงเขาจะมีทางทำให้อยู่ได้ แต่แน่นอนว่าแรงเสียดทานมันก็มี ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่มันไม่ยากถึงขนาดเป็นไปไม่ได้ คนที่จริงพอสมควรอาจจะอยู่ได้ แต่เขาก็ต้องยอมแลกที่จะอยู่ เพราะการทำร้านหนังสือมันเหมือนถูกขังคุกเหมือนกันนะ ไปไหนไม่ได้  ต้องเฝ้าต้องดูแล ประคับประคองทะนุถนอมมัน ไม่ได้มีเวลาไปเที่ยวที่ไหน แต่เชื่อว่ามันมีทางสำหรับคนที่ทำจริง แม้ว่ามันจะมีแรงเสียดทานหรือปัจจัยที่ทำให้ยุ่งยาก” 

(ร้านประตูสีฟ้า)

สุรพลเจ้าของร้านหนังสือประตูสีฟ้าบอกว่า ถึงแม้การทำร้านหนังสือเล็กๆ มันจะอยู่ยาก แต่ก็ยังเลือกที่จะทำอยู่เพราะร้านหนังสือ “มันเป็นธุรกิจที่ดี ถ้าอยู่ได้ก็ยิ่งดี มันมีประโยชน์ เราเองก็ได้ข้อคิดจากตัวหนังสือเองด้วย คุณค่ามันอยู่ตรงนี้ ได้พบเพื่อน เป็นการเข้าสังคม ได้เจอคนที่คิดไปในทางเดียวกัน คนที่สนใจหนังสือแนวนี้คิดว่าน่าจะมีคนที่คุยกันสนุกๆ ได้ เราก็ได้ความรู้จากคนมานั่งคุยบ้าง แต่ถ้าขายหนังสืออย่างอื่นมากเราก็ไม่รู้จะคุยกับเขายังไง บางอย่างที่เขาซื้อเราก็คุยไม่เป็น ซึ่งมันก็มีข้อดีคือในเมื่อเราไม่ถนัด ตัดปัญหาก็คือไม่ต้องขาย คือถ้าจัดกิจกรรมอย่างอื่นไปด้วยก็อยู่ได้ ถ้าขยันและค่าใช้จ่ายน้อย ไม่น่าจะอยู่ยากนัก”  

อำนาจ เจ้าของร้านหนังสือเดินทางบอกเล่าถึงประสบการณ์ ๘ ปีของการทำร้านหนังสือว่า “ผมมาค้นพบว่า ในบรรดาคนที่เขาชอบอ่านหนังสือ เขาชอบบรรยากาศอย่างนี้มากกว่าการไปร้านหนังสือใหญ่โตที่มีหนังสือมากมายแล้วเขาแทบจะหาหนังสือที่ต้องการไม่เจอ พอเราคัดหนังสือมาระดับหนึ่งแล้ว คนจะนึกถึงร้านหนังสือเดินทางว่ามาที่นี่แล้วจะได้อะไร คือผมก็ไม่มีหนังสือหลายเล่มที่ร้านอื่นมี แต่ผมก็มีหนังสืออีกหลายเล่มที่ร้านอื่นเขาไม่มีเหมือนกัน ถามว่าในปีแรกๆ อยู่ได้มั้ย บอกตรงๆ ว่าเหนื่อย คือร้านหนังสือเป็นธุรกิจที่อยู่ยาก ถ้าใครที่อยู่ได้แสดงว่าต้องมีเงินถัง ซึ่งหลายคนก็มองผมอย่างนั้นเหมือนกัน แต่ผมนอนกับร้านหนังสือมาตลอด ๘ ปี ผมไม่ได้มีรถ ไม่ได้มีบ้าน  ถามว่าเหนื่อยมั้ย แง่หนึ่งมันก็เหนื่อยในทางกายภาพ แต่มันก็เป็นกระบวนการที่ทำให้ผมต้องมองตัวเองอีกแบบหนึ่ง ต้องนิยามตัวเองและสิ่งที่ทำอีกแบบหนึ่ง คือพอถึงจุดหนึ่งผมค้นพบว่า นิยามความสุขมันไม่ได้ผ่านมาทางเรื่องเงิน ผมอยู่ที่เดิมมาสี่ปี มันก็เริ่มมีอาการบางอย่าง คือตาเริ่มเป็นต้อ เพราะแสงแดดสะท้อนจากป้อมเข้าร้านทุกวัน แล้วมีอยู่ครั้งหนึ่ง ตื่นเช้าขึ้นมาแล้วลุกไม่ไหว พอไปโรงพยาบาลหมอบอกว่า คุณติดเชื้อในกระเพาะ ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร หมอบอกว่าเรามีความเครียดสะสม มันก็เลยนำไปสู่การตัดสินใจอะไรบางอย่าง  ผมมาคิดว่าจริงๆ แล้วสิ่งที่เราต้องการจากการทำร้านหนังสือคือชีวิตที่สมดุลไม่ใช่เหรอ แต่ทุกวันนี้ในหัวผมมันมีตัวเลขหมุนอยู่ตลอดเวลาเลย วันนี้ยอดขายเท่าไร การจะปิดร้านไปเที่ยวหนึ่งวันเป็นเรื่องใหญ่มากเลย ตอนอยู่ถนนพระอาทิตย์ผมเปิดร้านเจ็ดวันต่อหนึ่งสัปดาห์ แล้วถามว่าชีวิตจริงๆ เราต้องการอย่างนั้นเหรอ คือพอถึงจุดหนึ่งร่างกายเริ่มแสดงออก ตัวผมเองก็ขอแค่ว่าขอให้ร่างกายแข็งแรง อย่างอื่นเชื่อว่าผมสามารถหาเอาได้ตราบใดที่ร่างกายแข็งแรง” 

แต่ความจริงแล้วการทำร้านหนังสือเล็กๆ สักร้านหนึ่งมันสามารถอยู่ได้จริงหรือ อำนาจบอกว่า “ความจริงมันอยู่ยาก แต่มันก็อยู่ได้ แต่ต้องอธิบายว่าจะอยู่ยังไง แต่ถ้ามีใครคนหนึ่งลุกขึ้นมาทำร้านหนังสือเพื่อที่ว่าฉันจะเก็บสตางค์ซักก้อนหนึ่ง แต่ในขณะเดียวกันฉันก็อยากจะอยู่สบายๆ ผมว่ามันไม่ได้ คือต้องอธิบายด้วยว่าใช้ชีวิตยังไง คือเราต้องยอมรับเงื่อนไขธุรกิจหนังสือเสียก่อนว่า มันไม่ใช่ระบบที่เราสามารถสร้างกำไรต่อหน่วยได้เยอะเพราะว่าเราต้องเอาหนังสือจากคนอื่นมาขาย แล้วราคาหนังสือเราก็กำหนดเองไม่ได้ มันถูกคนอื่นกำหนดมาก่อน สองเงื่อนไขนี้มันเป็นตัวกำหนดรายได้คุณว่าอยู่ที่เท่าไร ถ้าคิดแบบเป็นจริงเป็นจัง คือถ้าหากรายได้คุณเท่านี้ คุณจะต้องใช้ชีวิตยังไงมันถึงจะอยู่ได้ ผมว่านี่คือคำถามแรกๆ ที่จะนำไปสู่คำตอบที่ว่า คุณจะทำร้านหนังสือรอดหรือไม่ อีกอย่างที่สำคัญมากคือ คุณควรจะมีคนรักที่เข้าใจกับทางเลือกของคุณ ผมโชคดีที่คนที่ผมรักเขาเข้าใจผม และพร้อมจะอยู่กับผม” 

          ร้านหนังสือเล็กๆ แห่งนี้เดินทางมานานถึง ๘ ปีแล้ว อำนาจบอกเล่าความรู้สึกว่า “แปดปีที่ผ่านมามันชัดเจนในตัวเองว่าร้านหนังสือมันอยู่ได้ หลายคนเขาอาจจะมองภาพว่าคนไทยไม่อ่านหนังสือ มันอาจจะยาก ซึ่งผมก็ยอมรับว่ามันยาก แต่มันไม่ได้ยากจนเป็นไปไม่ได้ แต่ทั้งหมดทั้งมวลมันต้องผ่านการคิด ผ่านการดัดแปลง ผ่านการนิยามชีวิตด้วยว่า เราจะเอายังไงแน่ ผมว่ามันไม่ใช่แค่การทำร้านเพื่อสนุกซักปีสองปี สำหรับผมนะ ผมมองว่ามันเป็นอาชีพ พูดอีกทีก็คือมันเป็นชีวิตเราจริงๆ ทีนี้ถ้านิยามมันได้หรือตอบตัวเองได้ว่า ทำแล้วต้องการอะไรจากมันแน่ ผมว่าโอเค” 

          ถ้ามีใครสักคนอยากจะทำร้านหนังสือเล็กๆ ของตนขึ้นมา อำนาจแนะนำว่า “ผมเห็นด้วยนะ อยากให้มีร้านแบบนี้เยอะๆ คือไม่จำเป็นต้องเป็นหนังสือเดินทางก็ได้ อาจจะเป็นดนตรี เด็ก เรื่องผู้หญิง หรือศิลปะอย่างเดียว ทำให้เป็น hard core อย่างเดียวไปเลย ผมว่าดีนะ ผมว่าคนที่อยู่ในวงการหนังสือมีเกินครึ่งหรือเปล่าที่มองว่าหนังสือเป็นสินค้าทางปัญญา ผมคิดว่าเขามองมันเป็นแค่สินค้าชนิดหนึ่งที่ต้องทำกำไรสูงสุด มาแล้วขายไป ถ้าเป็นอย่างนี้คนที่ทำสำนักพิมพ์เล็กๆ ควรจะต้องมีร้านหนังสือเป็นของตัวเอง ไม่จำเป็นต้องมีโลเกชั่นที่ดีมากก็ได้ แต่ต้องอยู่ในที่ที่คนเขาจะไปหาคุณได้” 

         

และนี่คือเรื่องราวของร้านหนังสือเล็กๆ พื้นที่หนึ่งของความฝันที่พยายามผสานรวมเข้ากับโลกแห่งความเป็นจริง...

 

เอกสารประกอบการเขียน

๑. นิตยสารสานแสงอรุณ ฉบับ เดิน วิถีเท้า-วิถีแห่งจิตวิญญาณ กันยายน-ตุลาคม ๒๕๕๐

๒. นิตยสารถนนหนังสือ ฉบับที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๓๐

 

ร้านหนังสือเดินทาง ถนนพระสุเมรุ บวรนิเวศ  โทร. ๐๒-๖๒๙-๐๖๙๔  (เปิดเวลา ๑๐.๐๐-๒๐.๐๐ น. หยุดวันจันทร์)

ร้านศึกษิตสยาม ถนนเฟื่องนคร ตรงข้ามวัดราชบพิธฯ  โทร. ๐๒-๒๒๒-๕๖๙๘ (เปิดเวลา ๙.๐๐-๑๘.๐๐ น. หยุดวันอาทิตย์)

ร้านหนังสือริมขอบฟ้า ใกล้อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถนนปรินายก  โทร. ๐๒-๖๒๒-๓๕๑๑ (เปิดทุกวัน ๑๐.๐๐-๑๙.๓๐ น.) 

ร้านโกมล ซอยบ้านช่างหล่อ ถนนพรานนก  โทร. ๐๒-๔๑๒-๐๗๔๔ (เปิดเวลา ๘.๓๐-๑๘.๐๐ น. หยุดเสาร์-อาทิตย์)

ร้านหนังสือประตูสีฟ้า ซอยเจริญมิตร (เอกมัย ๑๐)  โทร. ๐๒-๗๒๖-๙๗๗๙ (เปิดทุกวัน ๙.๐๐-๒๑.๐๐ น.)

ร้านหนังสือของเรา สวนเงินมีมา คลองสาน  โทร. ๐๘๔-๖๔๓-๙๒๑๙ (เปิดทุกวัน ๙.๐๐-๒๐.๐๐ น.)

ร้านหนังสือก็องดิด ถนนตะนาว หลังอนุสรณ์สถาน ๑๔ ตุลา (เปิดทุกวัน ๑๐.๐๐-๒๒.๐๐ น.)

ที่มา: สานแสงอรุณ  ปีที่ ๑๓ ฉบับที่ ๔ กรกฎาคม-สิงหาคม ๒๕๕๒

*นำไปเผยแพร่ต่อ  กรุณาอ้างอิงที่มา* 

 




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ก้อนหินยิ้ม วันที่ : 02/03/2010 เวลา : 08.47 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/konhinsmile

อยากมีเรือนหนังสือ..ให้เด็กๆ ได้มานั่งอ่านนหนังสือ..ค่ะ

ซึ่งตอนนี้ก้อนหินได้ทำเรือนห้องสมุดบ้านพระธรรม ไว้ที่วัดบ้านด่าน แล้วค่ะ แล้วจะนำรูปมาฝากนะคะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< ธันวาคม 2009 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31    



[ Add to my favorite ] [ X ]