*/
  • someone_in_somewhere
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : nony@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2011-07-29
  • จำนวนเรื่อง : 66
  • จำนวนผู้ชม : 69470
  • จำนวนผู้โหวต : 11
  • ส่ง msg :
  • โหวต 11 คน
<< กันยายน 2019 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30          

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันจันทร์ ที่ 30 กันยายน 2562
Posted by someone_in_somewhere , ผู้อ่าน : 1443 , 17:19:49 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน wullopp โหวตเรื่องนี้

            

                                  ความสุขของคฤหัสถ์

     อันความสุขจะเกิดขึ้นได้นั้น  ก็ต้องอาศัยเหตุผลภายในและปัจจัยภายนอกประกอบกัน

องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสั่งสอนพุทธบริษัทโดยสมควรแก่สภาพความเป็นอยู่ของบุคคลนั้นๆ 

ในที่นี้พระองค์ทรงแสดงความสุขอันเกิดจากปัจจัยภายนอกแก่ท่านอนาถปิณฑิกเศรษฐี

ผู้เป็นมหาเศรษฐีในกรุงสาวัตถี  แคว้นโกศลว่า

      ดูก่อนคฤหบดี  ความสุขทั้งหลายอันคฤหัสถ์ชนผู้ต้องกินต้องใช้ต้องมีไว้ซึ่งสิ่งต้องจิตต้องใจให้เจริญ 

จะพึงประสพ  โดยกำหนดตลอดกาลตลอดสมัยมีอยู่ 4 ประการ คือ

  1. สุขเกิดแต่ความมีทรัพย์

  2. สุขเกิดแต่การใช้จ่ายทรัพย์บริโภค

  3.  สุขเกิดแต่ความไม่มีหนี้สิน

  4. สุขเกิดแต่การประกอบการงานที่ปราศจากโทษ

     

       คหบดี  คฤหัสถ์ผู้บริโภคทรัพย์ซึ่งหามาได้ด้วยความขยันหมั่นเพียร  สั่งสมมาด้วยกำลังแขน

ทำงานอาบเหงื่อต่างน้ำหาได้มา  เป็นทรัพย์อันชอบธรรม  ได้มาโดยชอบธรรม  ย่อมได้รับความสุขใจว่า

“เรามีโภคทรัพย์ซึ่งหามาได้ด้วยความขยันหมั่นเพียร”ฯลฯ หนึ่ง

       เมื่อเขาได้ใช้สอยทรัพย์ก็ย่อมได้รับความสุขความโสมนัสใจว่า  “เราได้ใช้สอยทรัพย์และทำบุญให้ทาน

ด้วยทรัพย์ที่หามาได้ด้วยความขยันหมั่นเพียร ฯลฯ หนึ่ง

        เมื่อเขาไม่มีหนี้สินติดตัวก็ย่อมได้รับความสุขความโสมนัสใจว่า  “เราไม่ได้กู้หนี้ยืมสินใครมา”

        เมื่อคฤหัสถ์ประกอบการงานอันไม่มีโทษทางกาย  ทางวาจา  หรือทางความคิด 

ก็ย่อมได้รับความโสมนัส  ความปลื้มใจว่า ”เราประกอบการงานทางกาย  ทางวาจา  และทางใจ   

ไม่มีโทษ” ดังนี้

          ตามพระพุทธภาษิตที่ยกมานี้  มีปัจจัยแห่งความสุข 2 ประการ คือ

ความสุขเกิดแต่การกระทำหนึ่ง

ความสุขเกิดแต่การไม่กระทำหนึ่ง

         

          ความสุขที่เกิดจากการมีทรัพย์กับความสุขที่เกิดจากการใช้จ่ายทรัพย์

จัดเป็นความสุขที่เกิดจากการกระทำ

          ความสุขที่เกิดแต่ความไม่มีหนี้สิน  และความสุขอันเกิดแต่การประกอบการงานที่ปราศจากโทษ

จัดเป็นความสุขเกิดแต่การไม่กระทำ

 

**1.ความสุขอันเกิดแต่การมีทรัพย์   คำว่าทรัพย์โดยทั่วไปก็หมายถึง

สังหาริมทรัพย์  ทรัพย์ที่เคลื่อนที่ได้  เช่น  เงิน ทอง เพชร  รถยนต์ ฯลฯ

อสังหาริมทรัพย์  ทรัพย์ที่เคลื่อนที่ไม่ได้  เช่น  บ้าน  ที่ดิน ฯลฯ

ทั้งสองอย่างย่อมหมายถึงสิ่งที่มีวิญญาณที่เรียกว่า  วิญญานกทรัพย์

ที่ไม่มีวิญญาณ  เรียกว่า  อวิญญานกทรัพย์

 

ทรัพย์นั้นถ้าจะกล่าวโดยย่อก็มี 2 ประการคือ

โภคทรัพย์  ได้แก่  ของกิน  ของใช้  อันเป็นทรัพย์โดยตรงประการหนึ่ง

ธนทรัพย์  ได้แก่  วัตถุปัจจัยเลี้ยงชีวิต และปัจจัยสำหรับแลกเปลี่ยนสินค้า

อย่างอื่นอีกประการหนึ่ง

เมื่อผู้ใดมีทรัพย์ดังกล่าวแล้ว  แม้ยังไม่ได้นำออกมาจับจ่ายใช้สอย

ก็ย่อมได้รับความอบอุ่นใจว่า  “ทรัพย์ของเรามีอยู่”  เพราะทรัพย์เป็น

เครื่องปลื้มใจ  ก่อให้เกิดความโสมนัส  เชิดชูฐานะบุคคลให้สูงขึ้นกว่า

พื้นเพเดิม  ทำให้เป็นที่นิยมชมชอบของบุคคลทั้งหลาย

 

ผู้มีทรัพย์ได้ชื่อว่า  เป็นคนไม่ไร้ญาติขาดมิตร  ดังคำภาษิตคำพังเพย

ของไทยที่ท่านกล่าวไว้ว่า “มีเงินเขาก็นับว่าน้อง  มีทองเขาก็นับว่าพี่

ยากจนเงินทองพี่น้องไม่มี”  ดังนี้

นั่นก็หมายถึง  ถ้ามีเงินมีทอง คนก็นับถือเป็นญาติเป็นมิตร

ตรงกันข้าม  ถ้าไม่มีเงิน  ไม่มีทองแล้ว  แม้แต่ญาติมิตร  สายโลหิตก็ยัง

ทำตนห่างเหิน    จะพูดจาปราศรัยกับใครก็ไร้ผล  กล่าวคือ  ไม่ได้รับการ

ยกย่องยินดีเลย  สมกับคำพังเพยของไทยที่ว่า “มีเงินมีทองพูดจาได้

มีไม้มีไร่ผูกเรือนงาม”  ดังนี้

 

เพราะฉะนั้น  คนที่มีทรัพย์ก็เท่ากับมีแก้วสารพัดนึก  ส่วนผลอันพึงพอใจ

อย่างอื่น  เช่น  ลาภ  ยศ  สรรเสริญ  ความสุข  สมบัติ  บริวาร  ก็หลั่งไหลมาหา

แม้บุคคลผู้มีอำนาจ  วาสนา  ถ้ามีความยากลำบากก็ต้องการทรัพย์   ย่อม

อ่อนน้อมคำนับถ่อมตนลงมาเป็นมิตร ลงมาเป็นบริวาร    ทรัพย์จึงชื่อว่า

เป็นเครื่องบันดาลความสุขให้  ด้วยประการฉะนี้

 

**2.  ความสุขอันเกิดแต่การใช้จ่ายทรัพย์

เมื่อบุคคลแสวงหาทรัพย์มาได้แล้ว  ต้องเก็บงำต้องรักษา  ใช้จ่ายในทางที่ถูกที่ควร

ถ้าใช้จ่ายไม่ถูกไม่ควร ก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร 

โบราณท่านว่า  เมื่อได้ทรัพย์มาแล้ว  การใช้จ่ายทรัพย์มีดังนี้

  1. ใช้หนี้เก่า

  2. ให้เขากู้

  3. ทิ้งเหว

  4. ฝังไว้

     

  1. ใช้หนี้เก่า  หมายถึง  บำรุงเลี้ยงดูมารดาบิดา  มารดาบิดาเปรียบเสมือน

    กับเป็นเจ้าหนี้ของพวกเรา   เพรานับตั้งแต่เกิดมาท่านก็ต้องเลี้ยงดูเรา

    หมดสิ้นเงินทองมากมายไปไม่รู้เท่าไหร่   เพราะฉะนั้นบิดามารดาก็เปรียบเสมือน

    เจ้าหนี้ของบุตรและธิดา   เมื่อเรามีเงินมีทอง  ข้อที่1  ก็ต้องใช้หนี้เก่า คือ

    บำรุงเลี้ยงดูบิดามารดา

  2. ให้เขากู้  ก็หมายถึงว่า   ต้องเลี้ยงดูบุตรธิดา  เปรียบเสมือนกับว่า  เราให้

    บุตรธิดาเขากู้  แลว้เขาก็ใช้หนี้เราเมื่อเขาเติบโตขึ้นมา

  3. ทิ้งเหว  คำว่า”ทิ้งเหว” นั้นก็คือว่า  เอาเป็นค่าใช้จ่ายในการซื้ออาหารการกิน

    พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านเปรียบเทียบท้องของคนเราว่า “เปรียบเสมือนกับหุบเหว

    เป็นหุบเหวที่ลึกมาก  ทิ้งอะไรลงไปก็ไม่เคยเต็ม   ตอนเช้าเราทิ้งข้าว  ทิ้งเป็ด  ทิ้งไก่

    ทิ้งหมู  ทิ้งพืชผักผลไม้ลงไป   พอตอนเที่ยงมาก็รู้สึกหิวอีกแล้ว  ก็ต้องทิ้งลงไนเหวอีก

    พอตอนเย็นก็หิวอีก  ก็ต้องทิ้งลงไปอีก   ทิ้งลงไปเทาไหร่ก็ไม่เต็ม  อันนี้คือท้องของ

    คเรามนุษย์เรา  ที่เปรียบเสมือนกับหุบเหว   แต่ก็จำเป็นที่จะต้องถมต้องทิ้ง

    เพื่อยังชีวิตยังอัตตภาพให้เป็นไป  นี่คือหลักการใช้จ่ายทรัพย์ประเภทที่3

  4. ฝังไว้  คำวา”ฝังไว้”  มีอยู่ 2 นัยยะ  นัยยะที่ 1 ฝังไว้เป็นค่าจ่ายในยามจำเป็น

    ยกตัวอย่างเช่น  เวลาเจ็บไข้ได้ป่วย  ไม่สบายก็นำออกมาใช้ 

    นัยยะที่ 2 ฝังไว้ก็คือ  นำมาทำบุญกุศล  เปรียบเสมือนกับการฝังไว้ในพระพุทธศาสนา

    ซึ่งจะติดตามเราไปถึงชาติหน้า ภพหน้า  อันนี้ก็คือหลักการใช้ทรัพย์

    เพราะฉะนั้นเมื่อเรามีทรัพย์  เราก็ต้องรู้จักใช้จ่ายให้เกิดประโยชน์ จะได้เกิดความสุขขึ้น

    ในใจว่า”เราใช้จ่ายทรัพย์ให้เกิดประโยชน์”

     

**3.  สุขเกิดจากการไม่มีหนี้

คนเรานั้นเมื่อแรกเกิดมา  เราก็ไม่ได้มีทรัพย์สินอะไรติดตัวมาเลย  และก็ไม่มี

หนี้สินติดตัวมาเช่นเดียวกัน  ต่อเมื่อเติบโตแล้ว  ถ้าขาดอุตสาหะขาดความขยันหมั่นเพียร

ในการทำการทำงาน   แม้ได้รับความลำบากยากจนก็นับว่าเสมอตัว  แต่ถ้าจนแล้วไม่เจียม

กลับไปกู้หนี้ยืมสินมาใช้จ่าย  อันนี้ก็คือขาดทุน  เป็นการเพิ่มความทุกข์ให้แก่ตนขึ้นมาอีก  

การเป็นหนี้นับว่าเป็นความทุกข์อย่างหนึ่ง  บางคนกู้หนี้ยืมสินไม่มาก  ไม่มีใช้ถึงกับฆ่าตัวตาย

หนีหนี้ก็มี  องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงตรัสว่า “การกู้หนี้ยืมสินเป็นทุกข์ในโลก”  เพราะการ

ยืมเขามาแล้วก็ต้องหาใช้หนี้เขา   คนที่มีหนี้ บางคนกินไม่ได้นอนไม่หลับ  เวลาเงินเดือนออกก็-

ไม่ได้ใช้  ต้องเอาไปใช้หนี้เขา   แต่ถ้าเราไม่มีหนี้สิน  ถึงจะยากจนอย่างไร  ก็พอสบายใจว่า

ไม่ได้เป็นหนี้ใคร  เพราะฉะนั้นองค์พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า “ความสุขของคฤหัสถ์ก็คือ

การไม่มีหนี้” 

 

**4. ความสุขเกิดจากการประกอบการงานที่ปราศจากโทษ

การงานนั้นมี 3 คือ 1. กายกรรม  งานทางกาย  เช่น  รับราชการ  การทำไร่  ทำนา ฯลฯ

                             2. วจีกรรม  งานทางวาจา  เช่น  เป็นพิธีกร  จัดรายการทางโทรทัศน์

                                  หรืออ่านข่าว  เป็นวิทยากรอบรม  เป็นนักร้อง ฯลฯ  อันนี้คืองานทางวาจา ฯลฯ

                              3. มโนกรรม  งานทางความคิด  เช่น  เป็นผู้บริหารงาน  เป็นผู้ประดิษฐ์งานต่างๆ

                                   ใช้ความคิด  ใช้หัวสมองในการประดิษฐ์งาน 

งานทั้ง 3 อย่างนี้  ถ้าเป็นไปโดยสุจริต   ก็จะเป็นงานที่ปราศจากโทษ  นำประโยชน์มาให้แก่ผู้ดำเนินการ

นั้นๆ ตามสมควร

 

สรุป  ความสขุทั้ง 4 อย่างนี้คือ  1. สุขเกิดแต่การมีทรัพย์

                                         2. สุขเกิดจากการใช้สอยทรัพย์

                                         3. สุขเกิดจากการไม่มีหนี้

                                         4. สุขเกิดแต่การทำงานที่ไม่มีโทษ

 

ความสขุทั้ง 4 อย่างนี้   ชื่อว่าเป็นความสุขของคฤหัสถ์  หมายความว่า เป็นความสบายใจของ

ชาวบ้านผู้ครองเหย้าครองเรือน   ถ้าไม่มีทรัพย์หรือใช้จ่ายทรัพย์ให้ถูกหลัก  หรือไปกู้หนี้หรือไปทำงานที่เป็นโทษก็ไม่เป็นสุข

 จุดสำคัญข้อแรก  ต้องมีทรัพย์พอใช้จ่ายในครอบครัว   ถ้าไม่มีทรัพย์ก็เดือดร้อนทันที

เมื่อมีทรัพย์แล้วต้องรู้จักจับจ่ายใช้สอยถูกหลักจับจ่ายใช้สอย  ไม่เดือดร้อน 

เมื่อมีทรัพย์  เมื่อจับจ่ายใช้สอยถูกหลักแล้ว  ก็ไม่ต้องไปกู้หนี้ยืมสิน  ก็ไม่เดือดร้อน  ก็ไม่จำเป็นต้อง

ไปประกอบการงานที่มีโทษ  อย่างเช่น  ปล้น  ฉกชิงวิ่งราว    ส่วนมากก็เพราะว่ามีหนี้สิน โดยอ้างว่า

เอาไปใช้หนี้พนันบ้าง  เอาไปใช้หนี้ยาเสพติดบ้าง   ก็ไปทำการงานที่มีโทษขึ้นมา  อันนี้มันก็เป็นความ

ต่อเนื่องของกัน  

               เพราะฉะนั้นญาติโยมสาธุชนท่านทั้งหลาย   เราท่านทั้งหลายผู้เป็นคฤหัสถ์  เป็นผู้ครองเรือน

ก็ควรที่จะเว้น  ข้อที่ควรเว้น    ประพฤติข้อที่ควรประพฤติ   ถ้าเราทำอย่างนี้ก็จะมีความสุข  ความสบาย

ตลอดชีวิต  และถ้าในบ้านเมืองใดมีบุคคลเช่นนี้  บ้านเมืองนั้นก็จะมีแต่ความสุข 

ความเจริญโดยแท้จริง

 ***************************************************************************

 

พระธรรมเทศนา  ณ.วัดเครือวัลย์วรวิหารฯ

วันที่ 21  กันยายน  2562  เวลา 9..00 น.

 

ทุกวันธรรมสวนะหรือวันพระ ณ.พระอุโบสถวัดเครือวัลย์วรวิหารฯ  ถนนอรุณอัมรินทร์  เขตบางกอกใหญ่

(ติดหอประชุมกองทัพเรือ ใกล้กับวัดอรุณราชวรารามฯ)

เวลา 8.30 น.  พระสงฆ์และสาธุชนร่วมกันสวดมนต์ทำวัตรเช้า

เวลา 9.00 น.  พระสงฆ์แสดงพระธรรมเทศนา

 

ทุกวันอาทิตย์ต้นเดือน

เวลา 7.00 น. มีพิธีตักบาตรพระสงฆ์และสามเณร  จำนวน 100 รูป  บริเวณพระอุโบสถ


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 someone_in_somewhere ถูกใจสิ่งนี้ (1)
wullopp วันที่ : 30/09/2019 เวลา : 17.58 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/health2you

กราบอนุโมทนาใน บุญ ของทุกๆ ท่าน
มาด้วยความเคารพ ครับ...

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน