*/
  • พันธุ์สังหยด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2009-03-12
  • จำนวนเรื่อง : 389
  • จำนวนผู้ชม : 746928
  • จำนวนผู้โหวต : 2382
  • ส่ง msg :
  • โหวต 2382 คน
<< กันยายน 2010 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30    

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพฤหัสบดี ที่ 23 กันยายน 2553
Posted by พันธุ์สังหยด , ผู้อ่าน : 10810 , 19:29:01 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 21 คน ni_gul , พระจันทร์วันเพ็ญ และอีก 19 คนโหวตเรื่องนี้

 นะโม  ตัสสะ   ภะคะวะโต อะระหะโต   สัมมา   สัมพุทธัสสะ

 ขอน้อบน้อม  แด่พระผู้มีพระภาคเจ้าำพระองค์นั้น

ข้าพระองค์  ขออธิบายขยายความเนื้อหาธรรม

ที่พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสรู้และสั่งสอนไว้

เพื่อประโยชน์สุขแก่มหาชนเป็นอันมาก  พระเจ้าข้า


สัปปุริสธรรม  (โดยละเอียด ระดับ ตำนาน ๆ)

ตอบคำถามเรื่องสัปปุริสธรรมของ นายยั้งคิดนะครับ  จะได้หายสงกะสัย



เรื่องสัปปุริสธรรม ถ้าเอาตามนวโกวาท  ฉบับที่นักธรรมหรือธรรมศึกษาเรียน ก็มี 2 หมวด แต่ถ้ารวมที่ พระอานนท์เถระแสดงไว้ด้วยก็ มี 3  หมวดครับ หมวดละ 7 ข้อ

 ความหมาย

 คำว่า  สัปปุริสธรรม  แปลว่า  ธรรมะของคนดี  หมายความว่า  

ผู้ใดมีธรรมเหล่านี้แล้ว  ผู้นั้นได้ชื่อว่าเป็นคนดี หรืออีกนัยหนึ่งเราสามารถตรวจสอบว่า คนคนนั้นเป็นคนดีหรือไม่ด้วยการดูคุณสมบัติเหล่านี้เป็นเกณฑ์ครับ

 คนดีที่พระพุทธศาสนายกย่อง  มิได้เป็นคนงมงายหรือเป็นคนซื่อจนเซ่อ  แต่เป็นคนฉลาดมีเหตุผล  รู้จักใช้ความคิด  วางตัวได้ดีและมีมนุษย์สัมพันธ์เหมาะสม

 สัปปุริสธรรมหมวดที่ 1 ประกอบด้วยธรรม ๗ ประการ คือ     

มีศรัทธา

มีความละอายต่อบาป

มีความกลัวต่อบาป

เป็นคนได้ยินได้ฟังมาก

เป็นคนมีความเพียรมาก

เป็นคนมีสติมั่นคง

เป็นคนมีปัญญา

นี่เป็นคุณสมบัติตามที่พระอานนท์เถระแสดงไว้ครับ

โดยละเอียดจึงตามมา(แบบตำนาน ๆ )

  • เป็นผู้มีศรัทธา คือเชื่อความตรัสรู้ของพระตถาคตว่า แม้เพราะเหตุนี้ๆ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นเป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดีแล้ว ทรงรู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึก ไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกพระธรรม.
  • เป็นผู้มีหิริ คือ ละอายกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ละอายต่อการถึงพร้อมแห่งอกุศลธรรมอันลามก.
  • เป็นผู้มีโอตตัปปะ คือ สะดุ้งกลัวกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต สะดุ้งกลัวต่อการถึงพร้อมแห่งอกุศลธรรมอันลามก.
  • เป็นพหูสูต ทรงธรรมที่ได้สดับแล้ว สั่งสมธรรมที่ได้สดับแล้ว ธรรมเหล่าใดงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถ พร้อมทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์ บริบูรณ์สิ้นเชิง ธรรมทั้งหลายเห็นปานนั้น อันท่านได้สดับมามาก ทรงจำไว้ได้ สั่งสมด้วยวาจา ตามเพ่งด้วยใจ แทงตลอดด้วยดี ด้วยความเห็น.
  • เป็นผู้ปรารภความเพียร เพื่อละอกุศลธรรม เพื่อถึงพร้อมแห่งกุศลธรรม มีความเข้มแข็ง มีความบากบั่นมั่นคง ไม่ทอดธุระในกุศลธรรมทั้งหลาย.
  • เป็นผู้มีสติ คือ ประกอบด้วยสติและปัญญาเครื่องรักษาตนอย่างยิ่ง ระลึกได้ ตามระลึกได้ แม้ซึ่งกิจการที่ทำไว้แล้วนาน แม้ซึ่งถ้อยคำที่พูดไว้แล้วนาน.
  • เป็นผู้มีปัญญา คือ ประกอบด้วยปัญญา อันเห็นความเกิดและความดับ อันเป็นอริยะ ชำแรกกิเลส ให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ ... 

 สัปปุริสธรรมอีกหมวดมี  ๗ ประการ  ดังนี้

อัตถัญญุตา  คือ ความเป็นผู้รู้จักวิเคราะห์สาเหตุของสถานการณ์และความเป็นไปของชีวิต

  ธัมมัญญุตา  คือ  ความเป็นผู้รู้จักวิเคราะห์สาระและผลอันเกิดจากสาเหตุดังกล่าว

 อัตตัญญุตา  คือ  ความเป็นผู้รู้จักวิเคราะห์ตนเองทั้งในด้านความรู้  คุณธรรม และความสามารถ

 มัตตัญญุตา คือ ความเป็นผู้รู้จักหลักของความพอดี  การดำเนินชีวิตพอเหมาะพอควร  

 กาลัญญุตา  คือ  ความเป็นรู้จักปฏิบัติตนให้ถูกกาลเทศะ

 ปริสัญญุตา  คือ  ความเป็นผู้รู้ปฏิบัติ  การปรับตนและแก้ไขตนให้เหมาะกับสภาพของกลุ่มและชุมชน

 ปุคคลัญญุตา คือ  ความเป็นผู้รู้จักปฏิบัติตนให้เหมาะสมกับบุคคลที่มีความแตกต่างกัน

 

 

คำอธิบายเอาตาม พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม

พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) ท่านอธิบายไว้ว่า

 

1. ธัมมัญญุตา (ความรู้จักธรรม รู้หลัก หรือ รู้จักเหตุ คือ รู้หลักความจริง รู้หลักการ รู้หลักเกณฑ์ รู้กฎแห่งธรรมดา รู้กฎเกณฑ์แห่งเหตุผล และรู้หลักการที่จะทำให้เกิดผล เช่น ภิกษุรู้ว่าหลักธรรมข้อนั้นๆ คืออะไร มีอะไรบ้าง พระมหากษัตริย์ทรงทราบว่าหลักการปกครองตามราชประเพณีเป็นอย่างไร มีอะไรบ้าง รู้ว่าจะต้องกระทำเหตุอันนี้ๆ หรือกระทำตามหลักการข้อนี้ๆ จึงจะให้เกิดผลที่ต้องการอันนั้นๆ เป็นต้น — knowing the law; knowing the cause)
       2.
อัตถัญญุตา (ความรู้จักอรรถ รู้ความมุ่งหมาย หรือ รู้จักผล คือ รู้ความหมาย รู้ความมุ่งหมาย รู้ประโยชน์ที่ประสงค์ รู้จักผลที่จะเกิดขึ้นสืบเนื่องจากการกระทำหรือความเป็นไปตามหลัก เช่น รู้ว่าหลักธรรมหรือภาษิตข้อนั้นๆ มีความหมายว่าอย่างไร หลักนั้นๆ มีความมุ่งหมายอย่างไร กำหนดไว้หรือพึงปฏิบัติเพื่อประสงค์ประโยชน์อะไร การที่ตนกระทำอยู่มีความมุ่งหมายอย่างไร เมื่อทำไปแล้วจะบังเกิดผลอะไรบ้างดังนี้เป็นต้น — knowing the meaning; knowing the purpose; knowing the consequence)
       3.
อัตตัญญุตา (ความรู้จักตน คือ รู้ว่า เรานั้น ว่าโดยฐานะ ภาวะ เพศ กำลังความรู้ ความสามารถ ความถนัด และคุณธรรม เป็นต้น บัดนี้ เท่าไร อย่างไร แล้วประพฤติให้เหมาะสม และรู้ที่จะแก้ไขปรับปรุงต่อไป — knowing oneself)
       4.
มัตตัญญุตา (ความรู้จักประมาณ คือ ความพอดี เช่น ภิกษุรู้จักประมาณในการรับและบริโภคปัจจัยสี่ คฤหัสถ์รู้จักประมาณในการใช้จ่ายโภคทรัพย์ พระมหากษัตริย์รู้จักประมาณในการลงทัณฑอาชญาและในการเก็บภาษี เป็นต้น — moderation; knowing how to be temperate)
       5.
กาลัญญุตา (ความรู้จักกาล คือ รู้กาลเวลาอันเหมาะสม และระยะเวลาที่จะต้องใช้ในการประกอบกิจ กระทำหน้าที่การงาน เช่น ให้ตรงเวลา ให้เป็นเวลา ให้ทันเวลา ให้พอเวลา ให้เหมาะเวลา เป็นต้น — knowing the proper time; knowing how to choose and keep time)
       6.
ปริสัญญุตา (ความรู้จักบริษัท คือ รู้จักชุมชน และรู้จักที่ประชุม รู้กิริยาที่จะประพฤติต่อชุมชนนั้นๆ ว่า ชุมชนนี้เมื่อเข้าไปหา จะต้องทำกิริยาอย่างนี้ จะต้องพูดอย่างนี้ ชุมชนนี้ควรสงเคราะห์อย่างนี้ เป็นต้น — knowing the assembly; knowing the society)
       7.
ปุคคลัญญุตา หรือ ปุคคลปโรปรัญญุตา (ความรู้จักบุคคล คือ ความแตกต่างแห่งบุคคลว่า โดยอัธยาศัย ความสามารถ และคุณธรรม เป็นต้น ใครๆ ยิ่งหรือหย่อนอย่างไร และรู้ที่จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นๆ ด้วยดี ว่าควรจะคบหรือไม่ จะใช้จะตำหนิ ยกย่อง และแนะนำสั่งสอนอย่างไร เป็นต้น — knowing the individual; knowing the different individuals)

 

สัปปุริสธรรม อีกหมวดหนึ่ง  ๗ อย่าง

ผมเรียกว่า สัปปุริสธรรมของนักปฏิบัติธรรมนะครับ มี 7 ข้อดังนี้

 

1.สัตบุรุษประกอบด้วยธรรม ๗ ประการ คือ มี ศรัทธา มี ความละอายต่อบาปมีความกลัวต่อบาป เป็น คนได้ยินได้ฟังมาก เป็นคนมีความเพียรเป็นคนมีสติมั่นคงเป็นคนมีปัญญา.

2. จะปรึกษาสิ่งใดกับใครๆ ก็ไม่ปรึกษาเพื่อจะเบียดเบียนตนและผู้อื่น.

3. จะคิดสิ่งใด ก็ไม่คิด เพื่อจะเบียดเบียนตนและผู้อื่น.

4. จะพูดสิ่งใด ก็ไม่พูด เพื่อจะเบียดเบียนตนและผู้อื่น.

5. จะทำสิ่งใด ก็ไม่ทำ เพื่อจะเบียดเบียนตนและผู้อื่น.

6. มีความเห็นชอบ มีเห็นว่าทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่วเป็นต้น.

7. ให้ทานโดยเคารพ คือเอื้อเฟื้อแก่ของที่ตัวให้และผู้รับทานนั้น

ไม่ทำอาการดุจทิ้งเสีย.

เกร็ดความรู้เกี่ยวกับสัปปุริสธรรม 7 ครับ

ว่ากันว่า มนุษย์ชาย ผู้ใดทำกรรมชั่ว ผิดศีลข้อกาเม(ข้อ 3) หลังจากรับกรรมในนรกและสัตว์เดียรัจฉาน ฯลฯ(ตามแต่ผลกรรมนำไปครับ)  ชาติที่ไปเกิดเป็นคนจะเกิดเป็นผู้หญิง  และต้องอยู่ในสภาพนั้นไปอีก 20 ชาติขึ้นไปขึ้นอยู่กับความหนักเบาของกรรม ข้อนี้เคยมีเรื่องอดีตชาติของพระอานนท์เถระเป็นอุทหรณ์(หาอ่านได้ในกูเกิ้ล ครับ อิอิ จะไม่อธิบายในที่นี้)

พอเกิดเป็นหญิงก็อาจถูกขายซ่อง ถูกทารุณกรรมทางเพศ ตกระกำลำบากสารพัดครับ จนกว่าจะหมดกรรม(ดังที่เราได้รับทราบกันตามข่าวหนังสือพิมพ์) กว่าจะกลับเป็นชายได้อีก ก็อีกนานครับเพราะต้อง รู้สัปปุริสธรรม 7 ประการก่อน ฉะนั้น หญิงคนใดอยากเกิดเป็นชายในชาติหน้า(เป็นชายได้บวชได้เรียนธรรมกับพระพุทธเจ้าหรือพระอริยสาวก) ต้องท่องสัปปุริสธรรม 7ประการนี้ให้ขึ้นใจ (หมวดที่ 2 กับ 3 นะครับ เพราะในหมวดที่สามรวมทั้งหมวดที่ 1 และ 3 ไว้ในตัวเสร็จ) และประพฤติธรรมนั้นไปตลอดชีวิตชาติหน้าจึงจะเกิดเป็นชายครับ เรียกว่า สร้างธัมมะบารมีขึ้นมา ธัมมะบารมีนี้มีคุณสูงกว่าบารมี 30 ทัศน์ของพระโพธิสัตว์ที่จะเป็นพระพุทธเจ้านะครับ (เพราะทำทีเดียวหลายข้อ) พระโพธิสัตว์สะสมเพียงชาติละข้อ(หมายถึงเน้นชาติละข้อ) แต่สัปปุริสธรรมต้องประพฤติพร้อมกันทีเดียว 7 ข้อเลยครับ หรือถ้านับจริง ๆ ก็ 21 ข้อ(เพราะรวม 3 หมวดอิอิ) จึงเอามาชี้แจงให้เข้าใจไว้เป็นความรู้ในที่นี้ เผื่อท่านใดสนใจจะเกิดชาติหน้าเป็นชายครับ

ดังแสดงมาจะเห็นว่า ธรรมะในธรรมวิภาคชั้นตรี  ซึ่งเป็นเบื้องต้นนี่ ถือว่าเป็นต้นขั้วของธรรมอีกหลายหมวดครับ พุทธศานิกชนควรจะท่องจำไว้ให้แม่น ว่าหมวดไหนเป็นหมวดไหน เพราะเท่ากับว่าเป็นกุญแจสำหรับไขเข้าไปหาความเข้าใจในพระไตรปิฏกด้วยอีกนัยหนึ่งครับ ดังแสดงภูมิความรู้มา  ก็เอวังด้วยประการฉะนี้  

หวังว่านายยั้งคิดคงได้ความรู้นะครับ 

ขอให้เจริญในธรรมโดยถ้วนหน้ากันทุกท่านครับ 

ช่วยเผยแพร่พุทธศาสนาที่รักยิ่งของหมู่เราให้ยั่งยืนชั่วกาลนาน 

เพื่อประโยชน์สุขแก่มหาชนเป็นอันมากในอนาคตกันเถอะครับ

 

ใครมีข้อสงสัยในธรรมข้อนี้หรือข้ออื่น ๆ เปิดเอ็นทรี่นี้ 2 วัน

ถามได้เลยครับรู้จะตอบไม่รู้จะถามพระอาจารย์มาตอบให้ ฮา

จะอัพเอ็นทรี่ใหม่วันอาทิตย์ครับ

หมายเหตุ โปรดใช้วิจารณาญานในการรับชม

เด็ก ควรชวนผู้ปกครองมาร่วมชม ด้วย อิอิ

 


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 55 (0)
พันธุ์สังหยด วันที่ : 26/09/2010 เวลา : 18.21 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sawnoyzi

ตามสัญญาว่าวันอาทิตย์จะต้องอัพบล้อกใหม่นะครับ ส่วนเอ็นทรี่นี้ ยังเปิดให้ถมตอบปัญหาธัมมะตลอดนะครับ คลิกเข้ามาได้เลย จะตามมาตอบให้ครับ หรือเราจะย้ายไปลงในกล่องผมก็ได้ครับ ตามสบาย ขออัพบล็อกใหม่ให้เด็ก ๆ ที่รอชมอยู่ครับ

ความคิดเห็นที่ 54 (0)
ช.พิพัฒน์ วันที่ : 26/09/2010 เวลา : 11.04 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chatchawas

การให้ธรรมมีอานิสงส์สูงกว่าการให้ใดๆ
ขอบคุณครับ

ความคิดเห็นที่ 53 (0)
นายยั้งคิด วันที่ : 26/09/2010 เวลา : 09.51 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political79

สาธุสำหรับเรื่องทานอีกครั้งครับ ก่อนหน้านี้ผมเรียนตามตรงว่า เมื่อได้ยินใครพูดถึงข้อ 3 ผมก็จะเกิดความสงสัยว่าข้อเท็จจริงคืออะไร ส่วนข้อ 4 นั้นผมไม่เคยทราบมาก่อน เพราะที่ได้ยินมาคงจะรวมๆอยู่ในข้อ 3

ขณะนี้ผมก็พอจะเข้าใจในเบื้องต้นที่ท่านมหาสอนมานี้ แล้วผมจะไตร่ตรองต่อไปครับ เท่าที่สติปัญญาจะทำได้ครับ

ความคิดเห็นที่ 52 (0)
พระจันทร์วันเพ็ญ วันที่ : 26/09/2010 เวลา : 09.01 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/healt-kenkou


ช่วงนี้คิดอยากจะทำสิ่งใหม่ๆให้กับชีวิตแต่ยังลังเล เหมือนรออะไรสักอย่าง เลยต้องหาแรงบันดาลใจและกำลังใจ ร่วมทั้งจุดยืนใหม่ที่คิดว่าใช่...อ่านแล้ว มีพลังที่จะเดินต่อขึ้นเยอะเลยค่ะ

ความคิดเห็นที่ 51 (0)
สาวอิสานอินเตอร์ วันที่ : 26/09/2010 เวลา : 08.28 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/spj
เฮียมนี้เป็นดั่งดวงดอกไม้     บานอยู่กลางดงฝนบ่ตกลงโฮย                     สิหล่นขุคาต้น

แวะมาฟังธรรมะอีกวัน

ความคิดเห็นที่ 50 (0)
musachiza วันที่ : 26/09/2010 เวลา : 02.20 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/musachiza
Bin humzah

ว้าวว ละเอียดรอบคอบ และชัดเจน ลุ่มลึก
สำหรับคนดี จริงๆครับ
http://www.oknation.net/blog/dragonball

ความคิดเห็นที่ 49 (0)
พันธุ์สังหยด วันที่ : 25/09/2010 เวลา : 23.27 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sawnoyzi

ทานที่ได้อานิสงค์เร็วที่สุด
นั่นคือทานที่ถึงพร้อมด้วยองค์ประกอบ 4 อย่างครับ
1.ของที่เอามาให้ทานเกิดมาจากสัมมาอาชีพ ได้มาโดยบริสุทธิ์ ไม่ได้ ได้มาด้วยความเดือดร้อนของใคร นี่เรียกว่าของที่ให้บริสุทธิ์ควรแก่การให้ทาน จะเป็นของดีมากหรือดีน้อยไม่เกี่ยงขอให้ได้มาโดยความบริสุทธิ์ใจเถอะครับ ใช้ได้ทั้งนั้น
2.มีจิตใจดีในการให้ทาน
2.1ก่อนให้มีจิตใจอยากจะให้โดยบริสุทธิ์ไม่เลือกที่รักที่ชัง ไม่เกี่ยงผู้รับ
2.2ระหว่างที่ให้มีจิตใจมั่นคง มีศรัทธาตั้งมั่นไม่หวั่นไหว
2.3 เมื่อให้ไปแล้วไม่เกิดความเสียดายหรือคิดจะเอาคืนในภายหลัง ไม่อาลัยอาวรร์ของที่ให้นั้นอีก ไม่ดีใจหรือเสียใจกับของที่ให้ไปแล้ว คนรับจะเอาไปทำยังไงก้ไม่หวั่นไหว เรียกว่าจอตใจดีใน 3 วาระครับ
3.ผู้ที่มารับทาน เป็นผู้มีคุณธรรมสูง(อานิสงค์ก็จะมากตามไปด้วย)เช่นพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอรหันต์ พระภิกษุผู้มีศีล นักบวชผู้มีศีล ลดลงมาตามลำดับครับ เรียกว่าฝ่ายรับมีคุณค่าควรรับ อย่างที่เรียกว่าเนื้อนาบุญนะครับหว่านลงมาในนาบุญดี ผลบุญก็งอกงามดีสิครับ
4.ผู้มารับมีคุณวิเศษ เช่น ออกจากฌานสมาบัติ มีนิโรธสมาบัติเป็นต้น(หมายถึงออกจากนิโรธสมาบัติแบบยาว 7 วัน 7 คืนนะครับ) อาหารมื้อแรกนั่นแหละครับบุญสูงมาก ๆ
ถ้าถึงพร้อมด้วยองค์ 4 ประการนี้แล้วละก็ ถึงเป็นเพียงก้อนข้าวธรรมดาสักทัพพีนึงก็มีอานิสงฆ์มาก แรง และให้ผลเร็ว ละครับ
ให้เป็นความรู้เสริมสำหรับคนชอบให้ทานนะครับ

ความคิดเห็นที่ 48 (0)
พันธุ์สังหยด วันที่ : 25/09/2010 เวลา : 23.16 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sawnoyzi

ตอบคำถามนายยั้งคิด เรื่องทานนะครับ ความคิดเห็นที่ 45
ทาน แปลว่าการให้ จะให้พูดมุมไหนละครับ เพราะมันกว้างมาก อภิปรายตามใจชอบ งั้นเอามุมมนี้ละกัน

เอาความรู้ทั่วไปที่คนไม่ค่อยรู้ก็แล้วกันนะครับ
ถือว่าเป็นประโยชน์โดยรวม

ทานหมายถึงการให้ การบริจาค การเอาออกไปจากตัวเพื่อให้เกิดประโยชน์กับคนอื่น ทีนี้การเอาออกนี่มัน ขัดกับความต้องการของมนุษย์โดยธรรมชาติครับ เพราะมนุษย์จะเอาออกจากตัวก็แต่สิ่งที่ไม่ชอบใจกับสิ่งที่ไม่เปิดประโยชน์กับตนแล้วเท่านั้น
ส่วนสิ่งที่ชอบใจก็จะเอาเข้ามาหาตัว
แบบสลัดออกได้ยากมาก ๆ
เพราะมนุษย์ส่วนใหญ่ ขี้สงสารตัวเอง
เพราะความสงสารตัวเอง
กลัวตัวเองลำบากนี่แหละครับ
เราจึงดิ้นรนทุกอย่าง เพื่อให้สุขสบาย
เพราะนอกจากมนุษย์จะสงสารตัวเองกลัวตัวเองลำบากแล้ว
สิ่งมีชีวิตในโลกทุกชนิดต้องการสิ่งเดียวกัน
นั่นคือความสุข(ไม่มีใครต้องการความทุกข์)
เพราะฉะนั้นเราจึงเอาความสุขของตัวเองเป็นที่ตั้ง
เห็นแก่ตัว(สักกายะทิฏฐิ) เป็นที่ตั้ง
เมื่อเห็นแก่ตัวก็ไม่อยากสละ
ไม่อยากให้ กลัวให้แล้วตัวเองลำบาก
จะให้ก็ต่อเมื่อตัวเองได้ประโยชน์ จึงจะให้
แต่ถ้ามองไม่เห็นประโยชน์ก็ไม่ให้
(ลองคิดดูเถอะครับมีอยู่ในสังคมทั้งนั้นเลย)
เราจึงเห็นเยอะไปคนที่ทำบุญให้ทานเอาหน้า เอาชื่อเสียง
ที่นี้มาเรื่องทาน
การให้ เท่ากับว่า เป็นปฏิปักษ์โดยตรงต่อ
ความตระหนี่ถี่เหนียว(คือไม่ให้)
การให้ทานจึงได้ผลอย่างแรกคือ
แก้ตระหนี่ถี่เหนียวครับ
ข้อต่อมาึคือเท่ากับฝึกให้ลดความเห็นแก่ตัวลง
ลดสักกายะทิฎฐิลง
การให้ทานจึงเป็นการฝึก หรือการบำเพ็ญบารมี
เพราะวัดใจกันว่ายังมีความสงสารตัวเองอยู่หรือเปล่า
ขี้สงสารตัวเอง กลัวตัวเองลำบากอยู่มั๊ย วัดใจกัน
ผลของการฝึกเสียสละนั่นแหละครับที่เรียกว่าบารมีธรรม
เป็นธรรมทาน
ผลของการให้แล้วเกิดประโยชน์ ตั้งแต่ธรรมดาจนสูงสุดนั่นแหละครับคือทานบารมี
นั่นแค่ขั้นทานบารมี คือบริจาคสิ่งของ ข้าวของที่ตนมือให้ผู้อื่นเป็นทาน เรียก ทานบารมี
ถ้าบริจาคเลือดเนื้อเป็นทานเพื่อประโยชน์ของผู้อื่นเรียกว่าทานขั้น อุปบารมี สูงกว่าทานบารมีขึ้นมาหน่อย
ขั้นที่ยอดกว่านั้นคือ ทานขั้น ปรมัตถปารมี
นั่นคือยอมสละสิ่งที่รักหวงแหนที่สุดเป็นทาน เช่นลูกเมีย หรือแม้แต่ชีวิตของตนเองเพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่นจำนวนมาก
นั่นคือทานขั้นปรมัตถปารมี คือตนเองยอมลำบากเพื่อให้เกิดประโยชน์สุขแก่หมู่มาก
เพราะว่าบารมีข้อนี้เต็มนั่นแหละครับ
พระโพธิสัตว์จึงสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าได้
เราลองดูวิถีชีวิตของท่านสิครับ
ท่านมาบวชเพื่อได้จีวรผ้าสามผืน
กับนอนกลางดินกินกลางทราย วันละมื้อ
ตลอดชีวิต เช่นนั้นหรือ
แสดงว่าสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำนั้นต้องยิ่งใหญ่มาก ๆ
ขนาดว่าไม่มีเจ้าชายหรือพระราชาที่ไหนกล้าทำมาก่อน
เพราะพอพูดว่าลำบาก ไม่มีใครที่ไหนอยากลำบากหรอกครับ แต่ถ้าลำบากเพื่ออะไรบางอย่างที่ยิ่งใหญ่ อย่างธรรมนี่
ถ้ามีคนกล้าทำ แสดงว่าธรรมนั้นยิ่งใหญ่มาก(ใครคิดได้ ได้ดวงตาเห็นธรรมกันไปเลยแหละครับ)
สุดท้ายเป็นธัมมะบารมีครับ นั่นคือ ตนเองเสียสละชีวิตทั้งหมดมาศึกษาเพื่อให้เข้าใจธรรม และเอาธัมมะที่ศึกษาเข้าใจดีแล้วนั้นแหละ ไปเผยแผ่ให้เกิดประโยชน์สุขแก่ชาวโลกเป็นจำนวนมากโดยไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย
นั่นแหละครับเรียกว่า ธัมมะบารมี สูงกว่าบารมี 30 ทัดที่พระโพธิสัตว์บำเพ็ญอีก เพราะต้องรู้ธรรมก่อนจึงจะประกาศธรรมได้(สังเกตความหมายนะครับ มันลึกซึ้งนะครับ)เมื่อคนเข้าใจตามรู้่ตามยิ่งมากความสงบสุขยิ่งเกิดมากยิ่งมีบารมีธรรมมากครับ เพราะเกิดประโยชนืมหาศาลเกินประมาณ ฉะนั้นการช่วยให้คนเป้นคนดี เข้าใจธัมมะอยุ่ร่วมกับสังคมได้นี่ บุญมหาศาลครับ
พระพุทธเจ้าจึงได้ตรัสภาษิตไว้ว่า
การให้ธัมมะเป็นทาน
เลิศกว่าการให้ทั้งปวง
เพราะกว่าที่พระองค์จะได้ความเข้าใจแจ่มแจ้งในธรรม
มาประกาศได้ ต้องบำเพ็ญบารมีกันมาไม่ใช่น้อย ๆ ลำบากมาไม่ใช่น้อยครับ แต่สื่งที่พระองค์ลำบากมานั้น
เพื่อประโยชน์แก่ชาวโลกจำนวนมากจริง ๆ
ธรรมที่พระองค์ทรงได้รู้ทั่วถึงแล้วนั้น
จึงคุ้มกับที่พระองค์เสียสละเวลามายาวนานเพื่อจะรู้
เพราะธรรมนั้นช่วยคนให้พ้นทุกข์ได้ นับไม่ถ้วน
ถ้าไม่รู้จริง คงไม่กล้าประกาสหรอกครับ และคนที่ไม่รู้จริงแล้วไปประกาศไปสอนเขาผิด ๆ นี่ต้องลำบากภายหลังด้วยคือ ต้องตามไปสอนเขาให้ถูก(มีเรื่องสาวกของพระสารีบุตรเป็นตัวอย่าง หาอ่านได้ครับจะไม่กล่าวในที่นี้)เขาไปอยู่ที่ไหนเป็นหน้าที่ที่ต้องตามไปแก้ให้ถูก เรียกว่าทำให้มีทุกข์มีหน้าที่เพิ่ม
ฉะนั้น
เพื่อให้เกิดผลดีที่สุด
จึงควรให้ของที่ดีเท่านั้น
(ธัมมะที่ถูกต้องเป็นของดีแน่นอน)
เมื่อบุคคลให้ของดีของประณีต ก็ย่อมได้รับผลดีตอบแทนครับ มันเป็นกฏแห่งกรรมอยู่แล้ว
เดี่ยวจะพูดอานิสงฆ์ของการให้ทานต่อ
กลัวเครื่องแฮ้ง เอาเท่านี้ก่อนครับ
อภิปรายยาวเดี๋ยวคอมแฮ้งจริง ๆ

ความคิดเห็นที่ 47 (0)
ศรีประภา วันที่ : 25/09/2010 เวลา : 20.30 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sriprapa
ขอบคุณทุกเวลาของการมีชีวิตอยู่

ขอบคุณค่ะ
ต้องกลับมาอ่านอีกรอบ

ธรรมสวัสดีค่ะ +1

ความคิดเห็นที่ 46 (0)
วันดีเสมอ วันที่ : 25/09/2010 เวลา : 20.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/yutthawinai

มีศรัทธา จบลงด้วย "ปัญญา" ครับ

สวัสดีวันหยุดครับท่าน

ความคิดเห็นที่ 45 (0)
นายยั้งคิด วันที่ : 25/09/2010 เวลา : 11.09 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political79

ก่อนจะถึงกำหนดปิดรับสมัคร(คำถามน่ครับ อิ อิ ) ใคร่ขอให้ท่านมหาพันธุ์สังหยดอภิปรายเรื่องทานด้วยครับ ไม่ทราบว่าตรงกับคำว่าบริจาคอย่างไรหรือไม่ครับผม การให้ทานก่อให้เกิดบารมีจริงหรือเปล่า นิมนต์ เอ๊ย เชิญอภิปรายด้วยครับ ขอบพระคุณ

ความคิดเห็นที่ 44 (0)
แม่สีไฟ วันที่ : 25/09/2010 เวลา : 09.33 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ting

สักข้อหนึ่งก่อนนะคะ

ข้อ 1


ความคิดเห็นที่ 43 (0)
วัสโวยวาย วันที่ : 25/09/2010 เวลา : 09.28 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/e-changkhian

สวัสดีครับ มาเยี่ยม แต่ยังไม่มีเวลาอ่าน เดี๋ยวว่างแวะกลับมาอ่านครับ

ความคิดเห็นที่ 42 (0)
พันธุ์สังหยด วันที่ : 25/09/2010 เวลา : 08.54 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sawnoyzi

ขอบคุณทุกท่านครับใครจะถามอะไรก็ถามนะครับ เดี๋ยวพรุ่งนี้อัพบล้อกใหม่ครับ เด็ก ๆ กำลังรออิอิ

ความคิดเห็นที่ 41 (0)
ฅนสยาม วันที่ : 25/09/2010 เวลา : 04.48 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/khonsiam


โหวต 17 คน โหวตเรียบร้อยแล้ว..(ก่อนอ่าน..ครับ..)

บัวนี้..จาก..อัมพวา..อุทยาน ร.๒..ครับ..


ธรรมะ..สวัสดี..เสาร์ครับ...

ความคิดเห็นที่ 40 (0)
พันธุ์สังหยด วันที่ : 24/09/2010 เวลา : 21.49 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sawnoyzi

สาธุครับ
เห็นลุงยั้งคิด
เข้าใจก็สบายใจแล้วครับ
อยากให้คนไทยเรียนธัมมะกันเยอะครับ ๆ จะได้เอาไว้สอนลุกหลานต่อไป เพราะปัจจุบันนี้ ต้องช่วยกันทุกด้าน
จะรอให้พระท่านอย่างเดียวไม่ไหวหรอกครับต้องช่วย ๆ กัน

ความคิดเห็นที่ 39 (0)
นายยั้งคิด วันที่ : 24/09/2010 เวลา : 21.42 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political79

สาธุครับ ผมมีความเข้าใจมากขึ้นครับ จะว่าจากสูญเลยก็ได้ ขอขอบพระคุณอย่างยิ่งครับ

ผมใคร่ขอให้ชาวเว็บโอเคท่านอื่นๆ นำเอาปัญหาธรรมมาเรียนถาม BG สังข์หยดด้วยครับ เอาเรื่องใกล้ตัวก็ได้ ไม่ต้องเป็นปัญหาสูงมากก็ได้ครับ เพราะยังมีคุณที่ไม่รู้อย่างผม จะได้พลอยรู้ไปด้วยครับ ขอถือโอกาสเชิญแทนท่านมหาพันธุ์สังหยดด้วยครับ

ความคิดเห็นที่ 38 (0)
พันธุ์สังหยด วันที่ : 24/09/2010 เวลา : 20.45 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sawnoyzi

ขอความเจริญในธรรมจงบังเกิดมีแก่ทุกท่านนะครับ ใครจะถามอะไรเพิ่มถามได้เลยครับ เปิดให้จนเช้าววันอาทิตย์

ความคิดเห็นที่ 37 (0)
พันธุ์สังหยด วันที่ : 24/09/2010 เวลา : 20.38 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sawnoyzi

ตอบความคิดเห็นที่35 คำถามของนายยั้งคิดครับ
เรื่องเกี่ยวกับวิมุตติสุข
ถ้าอ้างตำราผมกลัวว่าจะเฝือ เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน คำว่า"วิมุตติสุข"นั้น เจอครั้งแรกในพุทธประวัติ(ปูพื้นก่อนนะครับ)ตอนพระพุทธเจ้าแทงตลอดพระสัพพัญญุตญานเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ทรงเสวยวิมุตติสุข นาน 7 สัปดาห์ (49 วัน)
ถามว่า
ทำไมถึงนานขนาดนั้น ก็ต้องดูคุณสมบัติแหละครับ
คำว่าสุขก่อนละกัน สุขแบ่งออกเป็น 2 ชนิด (ตามโครงสร้างสหัสสนัย นะครับ)
คือ
1.สุขกาย (สุขเวทนาทางกาย)
2.สุขทางใจ(โสมมนัสสุขเวทนา)
สุขแบ่งออกเป็น 2 ระดับนะครับ
1.สุขอิงอามิส
2.สุขอิงธรรม(ไม่อิงอามิส)
คนธรรมดา
มีข้าวกินมีปัจจัยก็ทำให้เกิดสุข ไม่ร้อนไม่หนาวไม่ลำบากด้วยการเป็นอยู่ในชีวิตก็เรียกได้ว่ามีสุข แต่พอสิ่งเหล่านี้ขาดก็เกิดทุกข์ทันที ลำบากทันที เพราะร่างกายยังต้องการ จึงสุขมั่งทุกข์มั่งไปตามประสา เพราะยังอิงกับกิเลส ตัณหา กาม ฯลฯ

แต่เมื่อไหร่เข้าใจธรรม หลุดพ้นจากความสุขที่ต้องอิงกับสิ่งเหล่านี้ได้ จะพบกับสุขทางใจครับ
ทีนี้มาดู พระอริยสาวกตั้งแต่โสดาบันขึ้นไป
ก็ยังมีสังโยชน์อยู่ สังโยชน์10 (ไปหาอ่านดูนะครับในกูเกิ้ล ก็มี)จะไม่อธิบายในที่นี้
สังโยชน์ 10 นั้นมีกามอยุ่ด้วย เมื่อยังมีกามอยุ่ มีราคะอยุ่ ก็ต้องอิง ต้องร้อนกายใจอยู่เรื่อย ๆ เพราะกิเลสกามเป็นของร้อน พระพุทธเจ้าเปรียบดั่งไฟ
พระอริยสาวกชั้นอรหันต์ ท่านหมดสังโยชน์ 10
คือเท่ากับหมดตัวสำคัญคือ กามราคะ ปฎิฆะ กิเลส ตัณหา จะเรียกอะไรก็ตาม ท่านละหมด จึงเรียกว่า วิมุตติ เมื่อท่านได้วิมุตติ ท่านก็เกิดสุขทางใจ จึงเรียกว่า เสวยวิมมุติสุข หรือเรียกภาษาไทย ว่า สุขที่ได้หลุดพ้นจากเครื่องร้อยรัดต่าง ๆ มีกิเลสเป็นต้น ฉะนั้นลุงถามว่าคนธรรมดาเสวยวิมมุติสุขได้มั๊ย ถ้าจะเอาตามนัยนี้ก็ไม่ได้ครับ
แต่ในสมาธิ ใน ฌานสมาบัติ ทำได้ เรียกว่า ตทังควิมุตติ(หลุดพ้นชั่วคราว เพราะยังไม่สิ้นอาสวะกิเลส) ก็เสวยอยู่ได้แบบทดลองไปเรื่อย ๆ จนกว่ากำลังฌานจะเสื่อม กำลังสมาธิิจะเสื่อมแหละครับ เรียกว่าทดลองก่อน ในชั้นนี้บางคนหลงคิดไปว่า สำเร็จขั้นสุงสุดแล้วก็มีเยอะครับ แต่พระอาจารยืท่านบอกว่า ระยะทางพิสูจนืม้ากาลเวลาพิสูจนืคนครับ เพราะ ตัวสุดท้ายนั้นสำคัญมาก คือเห็นว่าตัวเองหลุดพ้นแล้วอย่างแท้จริงนั้น ปัจจุบันมันไม่มีใครรับรองนะครับ ถ้าสมัยก่อนมีพระพุทธเจ้ารับรองว่าหลุดพ้นแล้วจริง แต่ปัจจุบันตนเองจะแน่ใจได้พูดง่าย ๆ ก็ต้องดูกันไปจนตายในผ้าเหลืองนั่นแหละครับ พระอาจารย์จึงพูดให้ฟังว่า พระอรหันต์ท่านไม่เคยประมาทว่าตนเองเป็นพระอรหันต์แล้วครับ แต่ท่านทำจนเห็นตัวเองบริสุทธิ์อยู่ตลอดเวลา จนเห็นว่าตนเองหลุดพ้นอยู่ตลอดเวลาไม่มีเวลาว่าง ไม่มีช่องว่าง ภาษาปากก็คือไม่ประมาท ทดลองซ้ำแล้วซ้ำเล่าตามกระบวนการจนแน่ใจนั่นแหละครับ
จุดสังเกตุ
พระอรหันต์มีคติเดียว
คือธัมมะคติครับ ไม่มีคติเป็นอื่น
ส่วนขันธ์ 5 ของท่าน ก็จะเปลี่ยนจากปุถุชนไป เป็นไปตามลำดับดังนี้ครับ
1. ศีลขันธ์
2.สมาธิขันธ์
3.ปัญญาขันธ์
4.วิมุตติขันธ์
5.วิมุตติญาณทัสนะขันธ์ (ข้อนี้แหละครับที่ว่าต้องใช้เวลา)
วิมุตติญาณทัสสนะขันธ์นี่แหละ คือสุดท้ายต้องเห็นว่าตนเองหลุดพ้นแล้วจริง ๆ จึงเกิดความสุขใจอยู่ลึก ๆ ตอนนั้นแหละครับเรียกว่า "เสวยวิมุตติสุข" สุขที่เกิดจากการรู้ว่าตนเองหลุดพ้นแล้วอย่างสิ้นเชิงจากกิเลสทั้งปวง งานจบแล้ว พรหมจรรย์จบแล้ว ภพชาติ สิ้นแล้ว กิจอื่นไม่มีอีกต่อไป หลังจากนั้นท่านก็จะทำกิจของศาสนา เช่นเผยแผ่ธรรม และฝึกซ้อมการนิพพานครับ(ถูกแล้วครับ นิพพานต้องซ้อมครับ) พอชำนาญเวลาไปจริงจะได้คล่องไงครับ(ดูตอนพระพุทธเจ้าปรินิพพานชัดที่สุดเลยครับ)
เรื่องนิพพานยกไว้โอกาสหน้านะครับกลัวเครื่องจะแฮ้งเพราะยาวเกินไปอิอิ
ขอความเจริญในธรรมครับ อาจไม่เหมือนหนังสือเล่มไหน เพราะเรียนมาจากพระอาจารย์สายวิปัสสนาโดยตรงครับ แต่ยืนยันได้ว่า ที่กล่าวมาทั้งหมด สามารถหาเจอได้ในพระไตรปิฏกแน่นอนครับ

ความคิดเห็นที่ 36 (0)
Payont วันที่ : 24/09/2010 เวลา : 19.39 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/payont

ท่านมหา (เรียกตามคุณนายยั้งคิด) ว่าซะละเอียดละออเชียว
ดีครับ ขอบคุณครับ

ความคิดเห็นที่ 35 (0)
นายยั้งคิด วันที่ : 24/09/2010 เวลา : 18.11 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political79

โปรดอธิบายคำว่า "วิมุติสุข"ด้วยครับ คนธรรมดาๆจะเกิดวิมุติสุขได้หรือไม่ครับผม

ความคิดเห็นที่ 34 (0)
ไอ้เฒ่ารูญภูผาเพชร วันที่ : 24/09/2010 เวลา : 18.09 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sakaisociety

ขอบคุณสำหรับการโหวต และกำลังใจที่มอบให้
ขอให้ธรรมจงคุ้มครองท่านผู้ประพฤติธรรมครับ

ความคิดเห็นที่ 33 (0)
เพลงผ้า วันที่ : 24/09/2010 เวลา : 16.44 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charothon
" เพลงผ้า ปรพากย์  " ฉันจะร่ายรินจินตนาให้สาสม

ละเอียดยิบ
อิ่มบุญ

ความคิดเห็นที่ 32 (0)
พิมญดา วันที่ : 24/09/2010 เวลา : 15.34 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/pimyda
แม่ญิง^_^ชอบฝัน...อันเสรี..ดนตรีกังวานผ่านศิลป์อักษร..

สาธุคะพี่ชาย โหวต

ความคิดเห็นที่ 31 (0)
จ่าจินต์ วันที่ : 24/09/2010 เวลา : 13.49 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/jawee
@..จ่าจินต์...ตำรวจบ้าบุญ..เล่ม 2...คลอดแล้วครับ..พิมพ์จำนวนจำกัด..@

คือธรรมะ..
จ่าขอโหวต..
ที่14
ด้วยหัวใจ..สาธุ..

ความคิดเห็นที่ 30 (0)
นายยั้งคิด วันที่ : 24/09/2010 เวลา : 13.10 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political79

ผมทำ save as ....... ได้ด้วยครับ ฉลาดขึ้นกว่าเก่านะครับ จะได้เก็บเอาไว้อ่านนานๆ และขอขอบคุณครับ คห.ก่อนลืมไป อิ อิ

ความคิดเห็นที่ 29 (0)
นายยั้งคิด วันที่ : 24/09/2010 เวลา : 13.05 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political79

ความจริงผมได้คำว่า "สัปปุริสธรรม"มาจากบล็อกของอาจารย์ Payont เมื่อวันก่อนครับ แต่ท่านไม้ได้พูดถึงรายละเอียด และเข้าใจว่าแนวการเขียนของท่านเป็นเรื่องเกี่ยวกับการบริหาร ผมจึงได้นำเอาคำนี้มาเรียนขอร้องให้ท่านมหาพันธุ์สังหยดช่วยอธิบาย เนื่องจากท่านมหาไขปัญหาธรรมให้ผมได้ทราบมามากแล้ว จึงต้องขอร้องท่านต่ออีก

ขอโหวตให้สำหรับความกรูณาครับ และเนื่องจากท่านเชี่ยวชาญธรรมะ ผมจึงขออนุญาตเรียกท่านว่า"ท่านมหา"เสียเลยนะครับ หวังว่าคงเต็มใจให้เรียกอย่างนี้

ความคิดเห็นที่ 28 (0)
ชลัยย์มาศ วันที่ : 24/09/2010 เวลา : 12.43 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chalaimas


สาธุ ค่ะ
ที่บรรยาย ธรรม ให้ได้อ่าน ....ขอยคุณ นะคะ ที่โหวตให้ ..เพราะเป็นของแปลก...

ความคิดเห็นที่ 27 (0)
ไอ้เฒ่ารูญภูผาเพชร วันที่ : 24/09/2010 เวลา : 11.45 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sakaisociety

เจริญธรรม ครับท่าน พันธุ์สังข์หยด

ความคิดเห็นที่ 26 (0)
ปัจเจกตน วันที่ : 23/09/2010 เวลา : 23.52 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/uthai
รักทุกคนด้วยจิตที่บริสุทธิ์

รับกุศลผลบุญครับ

ความคิดเห็นที่ 25 (0)
rosawan วันที่ : 23/09/2010 เวลา : 23.39 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/rosawan
AT  THE  END  OF  THE  STORM  THERE'S  A  GOLDEN  SKY.


สาธุ...
อ่านหมด
และพยายามซึมซับและจดจำเข้าใจให้มากที่สุด
..

ความคิดเห็นที่ 24 (0)
ครูอุ้ย วันที่ : 23/09/2010 เวลา : 22.27 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/lammai

สวัสดีค่ะ...คุณพันธุ์สังหยด


มีธรรมะอยู่ในหัวใจ ย่อมมีบุญรักษา

ความคิดเห็นที่ 23 (0)
ยายเช้า วันที่ : 23/09/2010 เวลา : 21.49 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/titletete
หนังสือย่อโลกให้เล็กลง การอ่านขยายโลกให้ใหญ่ขึ้น 

การให้ธรรมทาน เป็นบุญใหญ่..สาธุ

ความคิดเห็นที่ 22 (0)
พันธุ์สังหยด วันที่ : 23/09/2010 เวลา : 21.44 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sawnoyzi

ดอกบัวเขียวสวยมากเลยครับ หามาจากไหนคุรชมพู่แก้มแหม่ม อย่าให้ถึงกับต้องลงไปในบึงเพื่อเก้บดอกบัวมาเลยนะอิอิ

ความคิดเห็นที่ 21 (0)
พันธุ์สังหยด วันที่ : 23/09/2010 เวลา : 21.42 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sawnoyzi

มีคนมาท้วงว่า
ผลงานที่ไปจัดกิจกรรมของเด็ก ช
วนน้องอ่านหนังสือวาระการอ่านแห่งชาติที่โรงเรียนควนถบนั้น
เมื่อไหร่จะอัพให้ชม
ขอผัดเป้นวันอาทิตยืครับ รูปยังไม่พร้อมเลยต้องรอ กำลังขอรุปผอ.โรงเรียนมาลงด้วย อิอิจะได้มีหน้ามีตากะเขามั่ง ลงโอเคเนชั่นทั้งทีนะเนี่ย ขอบอก
วันอาทิตย์หลังเอ้นทรี่นี้ครับ เขามาชมกันได้เลยเด็ก ๆ

ความคิดเห็นที่ 20 (0)
ชมพู่แก้มแหม่ม วันที่ : 23/09/2010 เวลา : 21.42 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/prisanasweetsong
" ที่นี่มีเพลง ที่นี่มีเพื่อน รักเพื่อนไม่ขาดเพลง รักเพลงไม่ขาดพื่อน "  สโลแกนของครูชาลี  อินทรวิจิตร ...บ้านหลังที่ 2 : http://www.oknation.net/blog/prisanasweetsong2


สาธุ สาธุ สาธุ ค่ะ

โหวตค่ะ

ความคิดเห็นที่ 19 (0)
กบจ้อย วันที่ : 23/09/2010 เวลา : 21.36 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/somchot

สาธุ....ครับ
โหวตให้ธรรมะ..ครับ

ความคิดเห็นที่ 18 (0)
workingwomen วันที่ : 23/09/2010 เวลา : 21.32 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/arada

ขอบคุณสำหรับสิ่งดีดีนะค่ะ

โหวตให้ค่ะ


ความคิดเห็นที่ 17 (0)
พันธุ์สังหยด วันที่ : 23/09/2010 เวลา : 21.19 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sawnoyzi

ขอบคุณครูกรครับ ที่มาเยี่ยมครับ
นี่ก็ครูผมเหมือนกันแหละ
ผมเคยไปกินข้าวบ้านครูตั้งแต่สมัยยังเรียนราม อยู่โน่น

ความคิดเห็นที่ 16 (0)
กรศิริวัฒโณ วันที่ : 23/09/2010 เวลา : 21.11 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/korn2

พระพุทธองค์ได้ตรัสรู้ดีแล้วครับ
เราทุกคนควรสดับ...
ซีดีค่อยตามไปเอาที่เจ้าภาพกะได้ไม่พรือ
ขอบใจมาก...ครับ

ความคิดเห็นที่ 15 (0)
พันธุ์สังหยด วันที่ : 23/09/2010 เวลา : 20.45 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sawnoyzi

หมายถึงรู้ว่าสิ่งใดทำแล้วเป็นประโยชน์
สิ่งใดทำแล้วไม่เกิดประโยชน์ครับคุณพืชชา
ใช้ได้กับทุกหมวด ตั้งแต่
รุ้ว่าสิ่งใดควรฟังสิ่งใดไม่ควรฟัง
สิ่งใดควรดุสิ่งใดไม่ควรดู
สิ่งใดควรเก็บสิ่งใดไม่ควรเก็บ ฯลฯ
สรุปคือรู้จักแยกแยะสิ่งที่เป้นประโยชนืกับไม่เป้นประโยชนืนั่นเองครับ (อัตถ บาลีแปลว่าประโยชน์ครับ)
ที่นี้จะใช้ธรรมหมวดไหนมาพิจารณาว่าควรไม่ควรละเอ้อ
ก็หมวดนี้เลยครับ
สิ่งใดทำแล้ว กุศลเจริญ อกุศลเสื่อม สิ่งนั้นควรทำ
สิ่งใดทำแล้ว อกุศลเจริญ กุศลเสื่อม สิ่งนั้นไม่ควรทำครับ
นี่ก็ใช้ได้กับทุกหมวดเหมือนกัน
ตัวอย่างเช่น
สิ่งใดฟังแล้ว กุศลเจริญ อกุศลเสื่อมสิ่งนั้นควรฟัง
สิ่งใดฟังแล้ว อกุศลเจริญ กุศลเสื่อม สิ่งนั้นไม่ควรฟังครับ
หรือ
สิ่งใดพูดแล้ว กุศลเจริญ อกุศลเสื่อม สิ่งนั้นควรพูด
สิ่งใดพูดแล้ว อกุศลเจริญ กุศลเสื่อม สิ่งนั้นไม่ควรพูดครับ

อธิบายอย่างนี้ว่าง ๆ คุณก็ลองนั่งแทนค่าดูนะครับ เช่น อ่าน เขียน ดื่ม คิด ใช้
ใช้ได้ทุกหมวดแหละครับ อธิบายอย่างนี้ แจ่มมั๊ยครับ
นี่แหละผลของสหัสนัยหละ ธัมมข้อเดียวสามารถแทนค่าได้เกือบทุกหมวดครับ

ความคิดเห็นที่ 14 (0)
ForestHang วันที่ : 23/09/2010 เวลา : 20.42 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/foresthang
จุดหมายปลายทางของใครหลายคน อาจเป็นจุดเริ่มต้นของใครบางคน

ขอไม่คอมเมนต์......
แต่ผมโหวตได้ครั้งเดียวเอง

ความคิดเห็นที่ 13 (0)
เพชรชมพู วันที่ : 23/09/2010 เวลา : 20.36 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/pinkdiamond
                      

เอนทรี่นี้เข้ามาแล้วรู้สึกหนาวๆร้อนพิกล


ความคิดเห็นที่ 12 (0)
สาวอิสานอินเตอร์ วันที่ : 23/09/2010 เวลา : 20.34 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/spj
เฮียมนี้เป็นดั่งดวงดอกไม้     บานอยู่กลางดงฝนบ่ตกลงโฮย                     สิหล่นขุคาต้น

ไม่รู้จะทำได้กี่ข้อเน้อจะพยายาม

โหวตด้วยแหละ

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
พิชช่า วันที่ : 23/09/2010 เวลา : 20.32 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/lovelearnlife

มาอิงธรรมกับบ้านโน้นในหัวข้อ.....
..อัตถัญญุตา คือ ความเป็นผู้รู้จักวิเคราะห์สาเหตุของสถานการณ์และความเป็นไปของชีวิต...ใช่ป่ะคะ

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
ภาษาไทย วันที่ : 23/09/2010 เวลา : 20.30 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/snowy

กลับมาอ่านต่ออีกนิด
เราก็ผิดซะแล้ว เพราะหลายอย่างทำไม่ได้ดังว่า
เช่น จะปรึกษาสิ่งใดกับใครๆ ก็ไม่ปรึกษาเพื่อจะเบียดเบียนตนและผู้อื่น.

คือข้อเท็จจริง บางครั้งมีเรื่องร้อนใจ ทุกข์ใจ ย่อมปรึกษาผู้อื่น แต่อาจทำให้ผู้นั้นทุกข์ร้อนใจไปด้วยก็ได้ นี่คงนับไม่ได้ว่าเราไม่ผิดข้อ 2 นี้ ซะแล้ว ..
อนิจจา เรื่องง่าย ๆ แค่เนี้ยก็ยังทำไม่ได้ 555

งั้นเรื่องนี้ง่ายกว่าเยอะ ค่ะ --> Vote ที่ 4 จ๊า


ความคิดเห็นที่ 9 (0)
รินรู้ดี วันที่ : 23/09/2010 เวลา : 20.19 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/rinrudee

สาธุค่ะ
รินฯ จะพยายามปฏิบัติให้ได้ เพื่อจะได้ไม่ต้องเกิดเป็นชาย แล้วมีแฟนเป็นกระเทย

ขอโทษค่ะ ที่อาจทำให้บล็อกของคุณสังข์แปดเปื้อน ขอแก้ตัวด้วยการโหวต

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
ประจิ้มประเจ๋อ วันที่ : 23/09/2010 เวลา : 20.18 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/yuiboc
สะเปะสะเปือยเรื่อยเปื่อยอยู่เรื่อยไป & รัก"ทองกบ"ที่โลกในสุดเลย! โอ้เย่เย๊เย่  ฮ่าๆๆและ+อีก28.75ฮ่า...จิ้มมียิ้มสุข...ยิ้มสุขส่งให้ด้วยใจเปี่ยมสุข สวัสดีครับผม

ขอบคุณค่ะพี่พันธุ์สังหยด
ประจิ้มขอเก็บไว้เลยค่ะ
ปกติไม่รู้จักและไม่รู้เรื่อง
สัปปุริสธรรมเลย
จำได้คร่าวๆว่าเคยมีในบทเรียน
แต่ไม่เข้าใจไม่ทราบเนื้อหา
เลยแม้แต่น้อย
voteเคิ๊บ

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
ไออุ่นพฤษภา วันที่ : 23/09/2010 เวลา : 20.14 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/konlapat

ทบทวนธรรมะกันเนาะ
แต่ไออุ่น..ว่า ไออุ่น..เป็นทั้งนางคว้า เอ้ย นางฟ้า
และนางยักษ์ค่ะ คริคริ

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
dreamcometrue วันที่ : 23/09/2010 เวลา : 20.13 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/dreamcometrue

มาเปิดหูเปิดตาครับ

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
ชายแม้น วันที่ : 23/09/2010 เวลา : 20.08 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/changman

การให้ธรรมมะ ชนะการให้ทั้งปวง

โหวตครับ

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
Man-of-Tomorrow วันที่ : 23/09/2010 เวลา : 19.58 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/theManOfTomorrow
บนเส้นทางสายสมมุติ  เธอกลายเป็นทุกอย่าง เว้น เป็นจริง

หมวดที่ว่าด้วย ๑) อัตถัญญุตา ....

ในสมัยนี้ ทฤษฎีบริหารจัดการที่ฝรั่งคิดขึ้น เขาเรียกของเขาว่า

SWOT Analysis

แต่พุทธองค์ทรงสรุปไว้ 7 ข้อ กาลเมื่อ 2500 กว่าล่วงมาแล้ว

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
น้ำทะเล วันที่ : 23/09/2010 เวลา : 19.50 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/soda
เ พ ร า ะ พี่ เ ป็ น พี่ ... ที่ ... ว่ า ง เ ป ล่ า 

เรื่องธรรมะ ไม่ค่อยรู้อ่ะสังหยด
แต่โหวตอยู่แล้ว คริคริ
แต่เม้นท์อยู่แล้ว คริคริ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
ภาษาไทย วันที่ : 23/09/2010 เวลา : 19.49 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/snowy

อ่านมาได้ 7 ข้อ เอ๊ะเราก็เข้าข่ายนี่นา ฮา
แต่เดี๋ยวต้องลองอ่านให้ลึก ๆ ศึกษาให้แน่ ๆ ก่อน
บางที บางขณะจิต ก็เป็นคนไม่ดีเหมือนกัน หุหุ

เดี๋ยวกลับมาอ่านอีกทีค่ะ ขอบคุณนะคะคุณพันธุ์สังหยด

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
พันธุ์สังหยด วันที่ : 23/09/2010 เวลา : 19.41 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sawnoyzi

เอ็นทรี่นี้ธัมมะล้วน ๆ ครับ ธิดามารไม่เกี่ยวครับ งวดนี้เลย อดดูธิดามารสวย ๆ เลย ฮา

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน