*/
  • พันธุ์สังหยด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2009-03-12
  • จำนวนเรื่อง : 389
  • จำนวนผู้ชม : 723982
  • จำนวนผู้โหวต : 2382
  • ส่ง msg :
  • โหวต 2382 คน
<< มกราคม 2011 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30 31          

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพุธ ที่ 19 มกราคม 2554
Posted by พันธุ์สังหยด , ผู้อ่าน : 13562 , 14:01:04 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 18 คน Chaoying , รักนันท์ และอีก 16 คนโหวตเรื่องนี้

พระสหัสสนัย (พระธรรม 1 พันนัยยะ)

โครงสร้างพระธรรมหมวดที่ 1 อุปาทานขันธ์ (ฝ่ายโลกียธรรม)

ในมุม วิพากย์ทุนที่ซ่อนอยู่ในชีวิต

(ข้อที่ 5)



ความเป็นมา

พระสหัสสนัยเป็นพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงไว้แก่พุทธสาวก 

ที่มหัศจรรย์มากก็คือ แม้เพียงแค่รอบเดียว พระสงฆ์ที่ได้รับฟังสามารถบรรลุธรรมได้ตั้งแต่โสดาบันจนถึงขั้นพระอรหันต์

ด้วยว่าพระสงฆ์และสาวกเหล่านั้นเคยบำเพ็ญบารมีมาแต่เดิม แต่ทว่า ในประวัติศาสตร์ ของ

พุทธศาสนาที่ผ่านมา ยังไม่มีเคยมีใครบรรยายพระสหัสสนัยให้คนทั่ว ๆ ไปเข้าใจได้เลยว่า มันคืออะไร มีแต่เฉพาะบทที่เป็นคำสวดที่สวดจดจำสืบ ๆ กันมา โดยเฉพาะในภาคภาษาไทย นับเป็นโอกาสดีที่ข้าพเจ้าได้เดินทางไปเรียนหลักสูตรพระสหัสสนัยมาจากอาจารย์ผู้มีปัญญาความสามารถ

จึงพยายามอย่างยิ่งที่จะนำเอาพระสหัสสนัยที่ได้เรียนรู้และเข้าใจมานี้มาขยายความเพื่อให้เกิดประโยชน์ แก่บุคคลทั่ว ๆ ว่ากันว่าผู้ใดสามารถเข้าใจโครงสร้างของสหัสนัยจนแตกฉาน สามารถเข้าใจพระธรรมได้ทั้ง ๘๔๐๐๐ พระธรรมขันธ์ เปลี่ยนแปลงชีวิตของตนเองได้ไปตลอดกาล

ข้าพเจ้าขอโอกาส นำพระธรรมขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้ามาอธิบายขยายความ

ในเฉพาะส่วนที่เป็นโลกียธรรม ซึ่งไม่ยากเกินไปที่มนุษย์ปุถุชนผู้ใช้ชีวิตอยู่ในปัจจุบันจะเข้าใจได้ เผื่อผู้มีปัญญาสดับรับฟังแล้ว จะได้มองเห็นธรรม เกิดความซาบซึ้งใจในพระธรรม จะได้เกิดความขวนขวายในการ ศึกษาเล่าเรียนพระธรรมให้ลึกซึ้งยิ่ง ๆ ขึ้น ไป

เพื่อประโยชน์สุขแก่มหาชนเป็นอันมากในปัจจุบันและอนาคต


 


นะโม ตัสสะ ภควโต อรหโต สัมมา สัมพุทธัสสะ

ขอน้อบน้อม แด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ผู้ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง

 

พระสหัสสนัย หมวด อุปาทานขันธ์

วิพากย์ทุน ที่ซ่อนอยู่ในชีวิต

 

โครงสร้างของพระสหัสสนัยนั้นว่าด้วยเรื่องของ

ขันธ์ ๕ อันประกอบด้วย

1.รูป 

2.เวทนา

3.สัญญา

4.สังขาร

5.วิญญาณ

 

แล้วก็มาถึงข้อที่ ๕

ในที่นี้จะกล่าวถึงขันธ์ ๕ หมวดที่ 5 นั่นคือวิญญาณ(แปลว่า ความรับรุ้อะไรได้) หรืออย่างที่เรียกกันง่าย ๆ ความรู้นั่นเอง


พระสหัสสนัย ในมุมมองวิพากย์ทุน

 (หมวดอุปาทานขันธ์)

ข้อที่ 5 วิญญาณ (ความรับรู้อะไร ๆ ได้)


ความรู้ที่เกิดทางตา เรียก จักขุวิญญาณ

ความรู้ที่เกิดทางหู  เรียก โสตวิญญาณ

ความรู้ที่เกิดทางจมูก  เรียก  ฆานวิญญาณ

ความรู้ที่เกิดทางลิ้น เรียก    ชิวหาวิญญาณ

ความรู้ที่เกิดทางกายเรียก  กายวิญญาณ

ความรู้ที่เกิดทางใจเรียก  มโนวิญญาณ 

ในหมวดนี้ ก็จะกล่าวในมุมมองว่าวิญญาณ(คือความรับรู้ หรือความรู้นั่นเอง) ว่าเป็นทุนในการดำเนินชีวิต นี่เป็นความลับข้อสุดท้าย ของขันธ์ 5 ที่ซ่อนอยู่ในชีวิตของคนเรา ที่คนส่วนใหญ่มักมองว่าเป็นเรื่องพื้น ๆ ที่คนทั่วไปรู้กันอยู่แล้ว ก็ความรู้ ย่อมทำให้คนเรามีความได้เปรียบเสียเปรียบกัน แต่ยังมีความลับที่ซ่อนอยู่มากกว่านั้น เพราะเรากำลังว่าด้วยเรื่องพระสหัสสนัย พระธรรมที่ประกอบไปด้วยมุมต่าง ๆ นับพัน ๆ มุม

 มนุษย์ใช้ความรู้ในการดำเนินชีวิตรอด ตั้งแต่เกิดมา มนุษย์ก็เพิ่มเติมวิญญาณ(ความรู้)อยู่ตลอดเวลา  เริ่มจากเรียนรู้ที่จะอดทน รู้ว่าใครเป็นพ่อแม่ ทำยังไงถึงจะได้อาหารทำยังไงถึงจะสื่อสารให้คนอื่นเข้าใจในสิ่งที่ตนเองต้องการ ด้วยท่าทาง เมื่อโตขึ้นมา ก็ยิ่งมีการเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ รอบตัว ผ่าน ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ (อายตน ทั้ง 6 )ตอนเด็ก จึงเริ่มรู้ว่า สัตว์ต่าง ๆ เรียกว่าอะไร ไหนคือหมา ตัวไหนคือแมว เรียนรุ้ การพูด การเดิน การวิ่ง รับรู้เรื่องกลิ่น ความร้อนหนาว ยิ่งนานวันก็ยิ่งมีความรู้มากขึ้น ก็ยิ่งดำเนินชีวิตในโลกได้อย่างคล่องแคล่วขึ้น โตขึ้นมา ก็รู้จักเรียนรู้ การหากิน เรียนรู้วิธีการดำเนินชีวิต เพื่อจะประกอบอาชีพพ่อค้าก็ต้องเรียนรู้ รับเอาวิญญาณของพ่อค้ามา เป็นหมอก็ต้องไปเรียนวิชาแพทย์ไปรับเอาวิญญาณของหมอรุ่นพี่ที่เคยเรียนรู้มาก่อนเพื่อให้สามารถเป็นหมอที่รักษาคนไข้ได้ ดำเนินชีวิตเป็นอาชีพได้ ต้องรับการถ่ายทอดวิญญาณมาจากคนรุ่นก่อน ๆ นี่แหละเรียกว่าวิญญาณ ชีวิตที่เรียนรู้ไม่หยุดนิ่ง ย่อมสั่งสมวิญญาณเอาไว้จำนวนมาก ย่อม ห่างไกลจากการทำผิดอย่างโง่เขลาหรือทำผิดด้วยความไม่รู้(หรือ รู้เท่าไม่ถึงการณ์)

คนที่มีความรู้กว้างขวาง  รู้ลึก รู้รอบ รู้มาก ย่อมมีฐานข้อมูลในความทรงจำหลายด้าน ย่อมทำงานได้หลาย ๆ ด้าน ทำงานด้วยการเชื่อมโยงองค์ความรู้ได้เร็ว เชื่อมโยงกับคนอื่น หน่วยอื่น ๆ บุคลากรฝ่ายอื่น ๆ ได้ง่าย เพราะรู้หลายด้าน ทำให้เป็นคนใจคอกว้างขวางไปโดยปริยาย เพราะรู้และเข้าใจด้านอื่น ๆ หลายด้าน มองอะไรได้กว้าง มองได้รอบ มีทางออกมากมายหลายทาง จะเห็นว่า ยิ่งความรู้มากขึ้น เวลาเจอปัญหาก็หาทางออกได้ง่ายขึ้นมีทางออกมากขึ้น คิดได้กว้างขึ้นด้วย

 ความรู้มากนี่แหละ ความรับรู้อะไรได้ ทั้งทางตา หู จมูก ลิ้น กายใจ นี่แหละเรียกว่า วิญญาณ ยิ่งรู้มากก็เรียกว่ามีวิญญาณมาก เวลาจะใช้ก็เรียกเอาวิญญาณมาสวม นักแสดงเรียนรู้การแสดงเวลาจะแสดงก็เรียกวิญญาณนักแสดงมาสวม จึงแสดงได้ดี นักร้องก็เอาวิญญาณนักร้อง นักดนตรีก็เอาวิญญาณนักดนตรีมาสวมจะได้ร้อง ได้เล่นดนตรีได้ถูกต้องไม่ผิดพลาด 

วิญญาณคือความรับรู้อะไร ๆ ได้ รับรู้ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ(อายตน 6 ) รับรู้สิ่งต่าง ๆ ที่มากระทบอายตนทั้ง 6 แล้วก็เก็บรับเอาไว้เรียนรู้เอาไว้ จากไม่รู้จักร้อนก็ได้รู้ จากไม่รู้จักเผ็ดพอกินสักครั้งก็ได้รู้ เรียกว่ามีวิญญาณทางลิ้นเป็นต้น

ฉะนั้นวิญญาณเรียกอีกชื่อหนึ่งก็คือความรู้ที่เรารับเข้ามาใส่ตัวนั่นเอง ตอนเป็นเด็กยังรู้น้อยยังมีวิญญาณน้อยก็ต้องคอยฟังคอยสังเกตเรียนรู้จากคำสอนของพ่อแม่ ว่าจะมีชีวิตยังไงกินยังไง อาบน้ำยังไง ขับถ่ายยังไง อย่างเช่น

เด็กบางคนพ่อแม่ห้ามว่าอย่าเอามือไปใกล้เตาไฟมันร้อน เด็กไม่รู้ว่าร้อนเป็นยังไงก็เอามือไปจับ พอร้อนก็ดึงมือกลับ ตั้งแต่นั้นก็รับรู้แล้ว ได้รู้แล้วว่าหม้อมันร้อน จากนั้นก็จะไม่กล้าจับอีก 

การเรียนรู้เบื้องต้นจึงต้องไปสัมผัสจากของจริง แต่ชีวิตจะมัวลองผิดลองถูกอยู่ไม่ได้ จึงต้องมีการถ่ายทอดวิญญาณ(ถ่ายทอดความรู้) จากคนรุ่นก่อน ไปสู่คนรุ่นหลัง เด็ก ๆ จึงต้องไปโรงเรียน ไปเรียนรู้จากครู จากตำรา เพื่อให้มีความรู้ สะสมความรู้เยอะ ๆ เพื่อจะได้ ใช้ในชีวิต

เด็กรู้ว่าหม้อร้อนก็ไม่จับหม้ออีก คนเราก็เช่นเดียวกัน เมื่อเราได้เรียนรู้ว่าทำแบบไหนผิด ทำแบบไหนถูก เราก็จะไม่ทำผิดพลาด การมีความรู้ทำให้คนเราห่างไกลจากความผิดพลาด และเข้าใกล้ความสำเร็จในเรื่องต่าง ๆ ฉะนั้น มองในแง่ของทุน คนที่มีความรู้มากก็หลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดได้มาก เลี่ยงความล้มเหลวได้มาก ก็เข้าใกล้ความสำเร็จได้มากกว่าคนไม่รู้ จึงมีคำกล่าวของนักปรัชญา ขึ้นมาว่า ความรู้คืออำนาจ ซึ่งนั่นก็คือวิญญาณที่คนเราสะสมไว้ในตัวนั่นเอง

คนสมัยก่อนไม่มีความรู้เรื่องพืช เรื่องสัตว์ก็ลองผิดลองถูกกันไป ตายไปก็มากกว่าจะรู้ว่าพืชชนิดไหนเป็นประโยชน์ กินได้ ชนิดไหนเป็นพิษถ้าเอามาใช้ไม่ถูกวิธี เมื่อต้องดิ้นรนให้มีชีวิตรอด ชีวิตก็สอนให้ต้องเรียนรู้ เมื่อเรียนรู้แล้วก็ถ่ายทอดความรู้ให้คนรุ่นหลัง คนรุ่นหลังก็ไปรับวิญญาณมาจากคนรุ่นก่อน ๆ ก็พัฒนาความรู้กันมาเรื่อย ๆ ยิ่งนานยิ่งผิดพลาดน้อยลง เมื่อเรียนรู้มากก็มีวิญญาณมากเป็นฐานข้อมูลของชีวิต สมัยก่อนรู้มากเรียนมาก ก็หลบรอดจากอันตรายได้มาก เอาชีวิตรอดได้มาก ปัจจุบันคนมีความรู้มากก็ลงมือทำสิ่งต่าง ๆ คิดปรุงแต่งสร้างสรรค์ออกมาได้มาก คนที่มีความรู้น้อยก็ทำได้น้อย มองอะไรคับแคบไปเป็นธรรมดา

ตัวอย่างก็เหมือนกับทหาร คนที่เรียนรู้จากครูฝึกได้มาก ฝึกฝนเรียนรู้มาก ก็มักจะรอดชีวิตในสนามรบ คนที่เรียนรู้น้อยก็เอาตัวไม่รอด  

คนที่ไม่ยอมเรียนรู้ ก็จะพาตัวเองไปสู่จุดที่ตกต่ำ ทำอะไรก็มักผิดพลาดอยู่เสมอ บางครั้งถึงกับทำให้ตนเองและผู้อื่นเสียหายถึงแก่ชีวิตโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์

มีความรู้น้อยจะทำการใหญ่ก็ไม่ได้ ไม่มีใครกล้าไว้วางใจให้ทำ

มองมาถึงโลกยุคปัจจุบันที่มีการแข่งขันทางเศรษฐกิจและชีวิตกันขนานใหญ่ ผู้คนก็ต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอด เราก็จะเห็นว่า คนที่มีความรู้ก็จะเอาตัวรอดได้ บางคนเรียนจบสูงตกงานก็มี บางคนไม่จบอะไร ทำมาค้าขายร่ำรวยไปก็มี เพราะแต่ละคนมีความรู้ไม่เหมือนกัน มีทุนไม่เหมือนกัน บางคนเรียนการทำขนมมาก็ไปทำขนมขาย แต่เรียนมาน้อยเลยทำไม่อร่อยก็สู้ร้านที่เขาทำขนมอร่อยไม่ได้ ถ้าไม่ยอมแพ้ก็ไปเรียนทำขนมเพิ่ม คนที่ยอมแพ้ก็เลิกกิจการไปทำอย่างอื่น 

ความรู้จึงเป็นทุนที่สำคัญยิ่ง เพราะเมื่อใช้ในชีวิตจริงกันแล้ว ความรู้นี่แหละที่ทำให้ชีวิตของคนเรามีความแตกต่างกันมากขึ้นทุกที ยิ่งนานไประยะห่างของชีวิตระหว่างคนมีความรู้มากกับคนมีความรู้น้อยยิ่งห่างออกไปทุกที

คนมีความรู้มากพอ ความรู้จะทำให้มีปัญญา หาเลี้ยงชีวิตตัวเองได้ ทำอะไรก็ประสบความสำเร็จ 

คนมีความรู้น้อยก็เลี้ยงชีวิตไม่รอด ก็พบกับความยากจน จนทรัพย์ไม่พอยังจนปัญญาความรู้เข้าไปอีก ชีวิตจึงมืดมน แถมไม่ยอมออกมาจากความมืดไม่ยอมลงทุนเรียนรู้อะไรสักอย่าง ชีวิตก็พบกับความลำบาก เจอแต่ความทุกข์ยากแสนสาหัส เกิดมามีชีวิตก็ทุกข์พออยู่แล้ว ยังดำเนินชีวิตด้วยความทุกข์ยากเข้าไปอีก แล้วก็มาบ่น คร่ำครวญน้อยใจในโชคชะตา หารู้ไม่ว่าสาเหตุจริง ๆ มาจากการที่ตนเองไม่ยอมเรียนรู้วิชาไม่ยอมหาความรู้ที่พาให้ชีวิตตัวเองอยู่รอด มัวแต่นั่งโอดครวญเทวดาที่ไหนช่วยเราได้ 

พระพุทธเจ้าเคยตรัสไว้ว่า

คนมีปัญญาถึงขาดทรัพย์ก็สามารถตั้งตัวเองเป็นเศรษฐีได้ 

แต่คนมีทรัพย์แต่อับปัญญาความรู้ถึงมีทรัพย์นับแสนนับล้านก็รักษาทรัพย์นั้นเอาไว้ไม่ได้

เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว คนเราจึงควรแสวงหาความรู้ไม่หยุดนิ่ง เพิ่มเติมวิญญาณของตัวเองเพื่อให้อยู่ในสังคมได้เท่าเทียมกับคนอื่น ๆ

เรื่องวิญญาณความรู้ในมุมมองวิพากย์ทุน ก็ขอจบเพียงแค่นี้ 

 

จบดื้อ ๆ ซะงั้น อิอิ

 

 

สรุป

 

พระสหัสสนัยในมุมมองวิพากย์ทุน นั่นก็คือขันธ์ 5 ที่คนเรามีเท่ากันทุกคนนี่แหละ เป็นทุนที่ได้รับมาจากพ่อแม่ จากข้าวน้ำและกอาหารที่เราได้ดื่มกินเข้าไป แต่เพราะเรามองไม่เห็นคุณค่า ดำเนินชีวิตไปด้วยความประมาท

ปล่อยเวลาให้เปล่าเปลืองไปกับสิ่งไร้สาระ ไม่ยอมเรียนรู้ ความประมาท ทำให้สูญเสียทุนข้อที่ 1 ไป(กาย) อาจจะพิการ หรือตาย หรือทำการงานไม่ได้ตลอดชีวิต ชีวิตก็จะลำบากจนกว่าจะถึงวันสุดท้าย บางคนแค่ขี่มอเตอร์ไซค์ไม่สวมหมวกกันน็อคนี่แหละจึงต้องนอนบนเตียงไปตลอดชีวิตที่เหลือ เพราะหัวฟาดพื้นหรือเอวหัก หรือพิการแขนขาขาด ฯลฯ

คนบางคนปล่อยให้อารมณ์ชัดพาชีวิตไปลงเหว ทำให้ชีวิตล้มเหลวทุกด้านทั้งการงานและความสัมพัน ถึงขั้นจบชีวิตเพราะอารมณ์มันพาไป(กระโดดตึกฆ่าตัวตายด้วยความ ปวดร้าวใจ โดยไม่เคยรับรู้เลยว่า อารมณ์นั้นมันหาสาระอะไรไม่ได้เลยไม่ควรไปยึดมั่นกับมัน(ถ้าลืมไปว่าอารมณ์กล่าวในมุมไหนมั่งกลับไปอ่านพระสหัสสนัยข้อที่ 2 เวทนา คืออารมณ์)

หรือบางคนมีสมองที่แข็งแรงเท่าคนอื่น แต่ทำลายโอกาสมันไปด้วยสารพิษ สารระเหยและแอลกอล์ฮอ หรือบรรจุสมองไว้ด้วยขึ้เลื่อยมากกว่าเรื่องราวที่เป็นประโยชน์ ชีวิตจึงไม่พัฒนาเสียที

บางคนจมอยู่กับความคิดแย่ ๆ ทั้ง ๆ ที่มีความคิดดี ๆ อีกตั้งมากกมายที่รอให้ลงมือทำและสร้างสรรค์ออกมาเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์

ในขณะที่บางคน ไม่เคยเรียนรู่และพัฒนาตัวเองเลย ปล่อยให้ตัวเองพบความล้มเหลวตลอดเวลา ไม่เรียนรู่ความผิดพลาด ไม่แสวงหาความรู้ ไม่เปลี่ยนแปลงและแก้ไขตัวเอง จมอยู่กับความโง่เง่า และความผิดพลาด ในขณะที่เวลาในชีวิตก็ล่วงไปเรื่อย ๆ

สุดท้าย เมื่อเวลาผ่านไปจนชีวิตล่วงวัยกลางคน หรือวัยชรา จึงได้มองย้อนไปและพบว่า ชีวิตตัวเองพบความยากจน ดำเนินชีวิต ลำบากแสนสาหัส เจอแต่ความทุกข์ กายทุกข์ใจ ในขณะที่ บางคนร่ำรวยล้นฟ้า มีความสุขตามอัตภาพ ชีวิตช่างแตกต่างกันเสียเหลือเกิน แต่ไม่รู้เพราะอะไร นั่นเพราะเขาไม่เคยรู้ว่าความแตกต่างนั้นมันเริ่มขึ้นเมื่อสมัยที่ตนเองยังเด็ก สมัยที่ตนเองยังเริ่มเรียนรู้ ชีวิตที่ขาดการสั่งสมในทางที่ถูกต้อง ขาดการปรุงแต่งที่ถูกทาง และทุกวัน ๆ ที่ผ่านไป ความแตกต่างของชีวิตแต่ละคนยิ่งกว้างมากขึ้นทุกวัน สังคมจึงมีคนจน คนรวย มีคนมีความสุข กับมีความทุกข์ยากแสนสาหัส มีเจ้าหนี้มีลูกหนี้ มีเจ้านายและลูกน้อง ฯลฯ และเรื่องนี้จะถูกส่งต่อไปยังคนรุ่นต่อ ไป ความยากจนจะถูกส่งต่อไปกับคนรุ่นหลัง ความร่ำรวยก็เช่นกัน 

ทั้ง ๆ ที่ตอนเริ่มต้นทุกคนมีกาย มีอารมณ์ มีความสามารถในการจดจำ มีความคิด มีความสามารถในการเรียนรู้ เท่ากัน(มีขันธ์ 5 เท่ากันทุกคน) พระธรรมข้อนี้จึงอาจเปลียนแปลงชีวิตคนที่รู้เรื่องราวนี้ไปได้ตลอดกาล ถ้าเขาตระหนักและเข้าใจถึงความสำคัญของพระธรรมข้อนี้อย่างแท้จริง ...

ขอคุณของพระรัตนตรัยจงบันดาลให้

พระสหัสสนัย ที่ข้าพเจ้าได้สาธยายไว้ดีแล้วนี้

จงบังเกิดสุขแก่มหาชนเป็นอันมากด้วยเทอญ สาธุ

 

ข้าพเจ้าพันธุ์ สังหยด ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์นั้น


พักสายตาด้วยเพลง นักเรียนหลังห้อง ครับ ฮา นี่แหละพระสหัสสนัยละ ชัดเจน






อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 36 (0)
Anocha-Library วันที่ : 31/01/2011 เวลา : 12.08 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/anocha-library

ท่านพันธุ์คะ มีข้อสงสัยแบบทันสมัย คำเรียกหลวงพ่อ หลวงตา หลวงปู่ ต่างกันอย่างไรคะ ค้นเจอใน google แต่ไม่ค่อยแน่ใจว่าจะเป็นคำตอบที่ถูกต้องหรือเปล่าเพราะดูจากชื่อผู้ตอบจะไม่ใช่คนในวงการนี้ และไม่น่าจะเป็นความแตกต่างเพียงแค่เรื่องของอายุหรอกนะคะ
จึงขอเรียนรบกวนท่านพันธุ์ช่วยชี้แจงแถลงไขในเรื่องนี้สักหน่อยนะเจ้าคะ

ความคิดเห็นที่ 35 (0)
Hiriotappa วันที่ : 26/01/2011 เวลา : 15.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Hiriotappa


มีข้อสงสัยบางประการ ที่จะนำไปใช้เกี่ยวกับงานแปลหน่ะครับ ว่า พระโพธิสัตว์ กับ พระอริยะเจ้า แตกต่างกันยังไง หาก เป็นผู้มีบุญบารมีที่ไม่ใช่เพศชาย ควรจะใช้คำพูดว่า พระโพธิสัตย์ หรือ พระอริยะเจ้า ดีครับ ตัวผมเองอยากจะใช้คำว่าพระโพธิสัตว์แต่คำในภาษานั้นมีคำแปลตรงตัวอยู่แล้ว เช่น โพธิสัตย์กวนอิม มันก็คนละคำกัน

ความคิดเห็นที่ 34 (0)
Chaoying วันที่ : 22/01/2011 เวลา : 09.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Chaoying

โหวต 18..ก่อนสวมวิญญาณไอ้ไหรดี..วันนี้เหร่าสวมวิญญาณแจ๋ว..โยบ้าน ถูเรินนิ ล้างส้วม ผ้าซักแล้ว ถ้าไม่ขี้คร้านเสร็จแล้วกะสวมวิญญาณเที่ยวหิด..เที่ยวในเว็บเยี่ยมบ้านเพื่อนๆ หนะ..พิมพ์กันเจ็บมือเม็ดแล้วนิ สังขาร..น่าว่า
กินยาแล้วม่าย มียากินหรือเปล่า ..นอนตะ ถ้าอยากนอนแสดงว่า สังขารมันต้องการพักให้หายไข้..อากาศชื้นหน้าบ้านเติ้น มีต้นไม้และภูเขาบังแสงอาทิตย์ ฝนกะตกไม่เบื่อ..เปียกชื้น...หายเร็วๆ นะจ๊ะ เป็นห่วงนะ

แรกวานซืนนั่งนินทาถึงเติ้น ฮ่าๆๆ

ความคิดเห็นที่ 33 (0)
ครูแดง วันที่ : 22/01/2011 เวลา : 06.50 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/krudang

-สาธุๆๆ ค่ะ

-สรุปก็ต้องด้วยบุญบารมีที่สั่งสมสืบเนื่องหลายชาติภพใช่ไหมคะ

-งั้นเราก็สั่งสมไปเรื่อยๆใช่ไหมคะ คงมีโอกาสได้สนทนาธรรมเพื่อนำมาพิจารณานะคะ

ความคิดเห็นที่ 32 (0)
รักนันท์ วันที่ : 21/01/2011 เวลา : 22.04 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/peekung


ตามมาสวัสดีปีใหม่ค่ะ ขอบคุณนะคะที่แต่งกลอนปีใหม่ไว้อย่างยอดเยี่ยม สาธุ ได้มาอ่านบทความนี้อีก ทึ่งเลยค่ะ ขอบคุณมากๆเลยค่ะที่พลอยได้รับความรู้ไปด้วย ได้อิ่มเอมใจไปด้วยค่ะ

ความคิดเห็นที่ 31 (0)
Payont วันที่ : 21/01/2011 เวลา : 14.43 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/payont

เพลงเพราะจัง

ความคิดเห็นที่ 30 (0)
ก้อนหินยิ้ม วันที่ : 21/01/2011 เวลา : 12.19 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/konhinsmile

สาธุ เจ้าค่ะ

อยากให้หลวงลุงพันธุ์.....อธิบายต่อเรื่อง
จิต..วิญญาณ>>>นามธรรม ให้ด้วยนะเจ้าค่ะ

และหนู๊ อยากรู้เรื่องจิตเดิม ที่นอนเนืองด้วยเจ้าค่ะ

ก้อนหินคิดว่า...พระสหัสสนัย ที่เป็นพระธรรมยอดแก่นนั้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเลือกที่จะแสดงไว้แก่พุทธสาวกเฉพาะองค์ ด้วยเจ้าค่ะ เหมือนเช่นทรงแสดงพระอภิธรรมโปรดเฉพาะพระพุทธมารดาและพระสารีบุตร....ใช้มั๊ยเจ้าค่ะ...หนู๊จำไม่ได้แล้วล่ะ

หลวงลุงพันธุ์..อนุเคราะห์อธิบายให้ก้อนหินด้วยนะเจ้าค่ะ

ความคิดเห็นที่ 29 (0)
วุฐิศานติ์ วันที่ : 21/01/2011 เวลา : 09.37 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/wutisant

ขอบพระคุณมากขอรับที่เข้าไปอรรถาธิบาย อย่างนั้นก็ถือว่าเป็นโชคของเด็กๆ แล้วล่ะนะครับ รู้งี้เราเอาผมให้บรรดาช่างช่วยประหารหน่อยท่าจะดีแฮ

ความคิดเห็นที่ 28 (0)
Ananda วันที่ : 20/01/2011 เวลา : 17.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/aplang

สาธุ

ความคิดเห็นที่ 27 (0)
ยายเช้า วันที่ : 20/01/2011 เวลา : 14.51 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/titletete
หนังสือย่อโลกให้เล็กลง การอ่านขยายโลกให้ใหญ่ขึ้น 

เป็นบุญของยายเช้าแล้ว ที่ได้รู้จักบล็อกเกอร์ท่านนี้ผ่านทางตัวหนังสือ

ความคิดเห็นที่ 26 (0)
พอเพียงที่เพียงพอ วันที่ : 20/01/2011 เวลา : 12.35 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Porjai2499

สวัสดีครับท่าน

สาธุ มีประโยชน์ดีครับ

โหวตครับ

ความคิดเห็นที่ 25 (0)
จินตกาล วันที่ : 20/01/2011 เวลา : 08.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/JINTAKARN

แวะมาอ่านธรรมมะชโลมจิตใจ

ความคิดเห็นที่ 24 (0)
ลานเทวา วันที่ : 20/01/2011 เวลา : 08.53 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/phutanow
 .......ทุกบทคำนำนัยยะ   เถอะเจ้าจงชำระ   มันด้วยใจ.........

สาธุ


ความคิดเห็นที่ 23 (0)
โรงเรียนบ้านทุ่งคัวะ วันที่ : 20/01/2011 เวลา : 08.19 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/thungkuaschool
เดิน-วิ่ง ไผ่โทนมินิฮาร์ฟมาราธอน # ๑๕ เสาร์ที่ ๕ มกราคม ๒๕๕๖..

มารับธรรมะ ครับ...ยินดียิ่งครับ

ความคิดเห็นที่ 22 (0)
กระเจี๊ยบ วันที่ : 20/01/2011 เวลา : 01.20 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/JinjokJiap
www.oknation.net/blog/QuatschBox (-: ............ :-)

ป้าเองก็ปรารถนาให้ทุกคนใช้ปัญญาของตนเองไปในทางสัมมาทิฐิ

ความคิดเห็นที่ 21 (0)
น้องจ๋า วันที่ : 20/01/2011 เวลา : 00.09 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nongjar
อย่าแวะทักนะ....เดี๋ยวจะหลงรัก..น้องจ๋า

โหวต ที่ 12 ค่ะ ของหนู

ความคิดเห็นที่ 20 (0)
ฅนสยาม วันที่ : 19/01/2011 เวลา : 21.21 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/khonsiam

โหวต 11 คน โหวตเรียบร้อยแล้ว...

มาซึมซับ..วิญญาณ..ครับ..

หลังไมค์ด้วยเน้อ..ครับ..
.....................................................................
สติ..แท้..แท้..แน่นอน..

http://www.oknation.net/blog/khonsiam/2011/01/19/entry-2

ความคิดเห็นที่ 19 (0)
นายยั้งคิด วันที่ : 19/01/2011 เวลา : 20.43 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political79

เข้าถึงแล้ว ก็ต้องทำความเข้าใจต่อไปครับ การสรุปด้วยตัวเองหมายถึงความเข้าใจใช่ไหมครับ

ความคิดเห็นที่ 18 (0)
ชลัยย์มาศ วันที่ : 19/01/2011 เวลา : 20.36 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chalaimas


สาธุ ค่ะ
มีขันธ์ 5 เท่ากันทุกคน

มีความสุขในทุกขณะจิต นะคะ

ความคิดเห็นที่ 17 (0)
เพลงผ้า วันที่ : 19/01/2011 เวลา : 19.57 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charothon
" เพลงผ้า ปรพากย์  " ฉันจะร่ายรินจินตนาให้สาสม

สวัสดีค่ะ

มาอ่านและโหวตค่ะ

ความคิดเห็นที่ 16 (0)
สาวอิสานอินเตอร์ วันที่ : 19/01/2011 เวลา : 19.47 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/spj
เฮียมนี้เป็นดั่งดวงดอกไม้     บานอยู่กลางดงฝนบ่ตกลงโฮย                     สิหล่นขุคาต้น

อืม เข้าใจแระ

เพลงก็เพราะเน้อ

ความคิดเห็นที่ 15 (0)
ช.พิพัฒน์ วันที่ : 19/01/2011 เวลา : 16.56 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chatchawas

หารู้ไม่ว่าสาเหตุจริง ๆ มาจากการที่ตนเองไม่ยอมเรียนรู้วิชาไม่ยอมหาความรู้ที่พาให้ชีวิตตัวเองอยู่รอด มัวแต่นั่งโอดครวญเทวดาที่ไหนช่วยเราได้
เห็นด้วยครับ ถ้าไม่ช่วยตัวเองก่อน เทวดาที่ไหนก็ช่วยเราไม่ได้

ความคิดเห็นที่ 14 (0)
bon09 วันที่ : 19/01/2011 เวลา : 16.27 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/krasean

ขอบคุณสำหรับความรู้ที่มอบให้ เพราะเพิ่งเข้าใจความหมายว่า วิญญาณ คือ ความรู้

ความคิดเห็นที่ 13 (0)
หมูอวย วันที่ : 19/01/2011 เวลา : 16.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/moo-uay
เป็นผู้ชายที่เรียบง่าย...ที่มีใจรักในศิลปะ

สาธุ...มารับฟังธรรมะก่อนเลิกงาน
พร้อมโหวตให้ทุกช่องทางครับ

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
captain.Jack วันที่ : 19/01/2011 เวลา : 15.42 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Mafia

สาธุ....ดีจริง ๆ ครับ....

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
MT-PONG วันที่ : 19/01/2011 เวลา : 15.24 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/NICHAKHAN
ห่างเพียงนิด ก็ คิดถึง เพราะไกล จึง คนึงหา

สวัสดีค่ะมาแปะไว้ค่ะ

จะไล่เก็บตกงานเก่าๆอ่านย้อนหลังก่อนเด้อค่ะ

ขออภัยไม่ได้แวะมาว่างแว๊บๆค่ะ

ขอบคุณมากนะคะ

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
ลุงตุ่ย วันที่ : 19/01/2011 เวลา : 15.13 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/THAMRONG

สาธุครับ

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
เตาะแตะ วันที่ : 19/01/2011 เวลา : 15.00 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/toddle
ไม่ได้มีปลาตัวเดียวในทะเล...Yah.

อ่าน ๆ
.
.

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
rosawan วันที่ : 19/01/2011 เวลา : 14.46 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/rosawan
AT  THE  END  OF  THE  STORM  THERE'S  A  GOLDEN  SKY.

โหวตก่อน
ขอมาอ่านคืนนี้นะคะคุณพันธุ์
ตอนนี้งานเยอะค่ะ

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
dreamcometrue วันที่ : 19/01/2011 เวลา : 14.41 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/dreamcometrue

ขอบคุณที่แวะไปเยี่ยมครับ

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
พันธุ์สังหยด วันที่ : 19/01/2011 เวลา : 14.32 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sawnoyzi


ต้องเอาสาวสวย ๆ มาล่อกันอีกละมัีงเนี่ยจึงจะสนใจะัมมะ อิอิ

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
@ช้างป่า วันที่ : 19/01/2011 เวลา : 14.27 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/changpa2

แสวงหาความรู้ จากblog ของท่านอยู่ครับ....ขอบคุณครับ

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
พันธุ์สังหยด วันที่ : 19/01/2011 เวลา : 14.25 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sawnoyzi

รีบเข้ามาอ่านครับ รายการต่อไปต่อด้วยพระสหัสสนัยแบบอินเซ็บชั่น อิอิ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
พันธุ์สังหยด วันที่ : 19/01/2011 เวลา : 14.18 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sawnoyzi

ขอบคุณคุณฮ็อกครับ สรุปแล้วได้หนังสือเล่มนึงพอดีเลยนะครับ อิอิ เดี๋ยวจะส่งไปพิมพืไม่รู้ว่าที่ไหนจะรับมั่งละเนี่ย

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
รินรู้ดี วันที่ : 19/01/2011 เวลา : 14.18 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/rinrudee



สาธุค่ะ คุณพันธุ์

จะพยายามใช้สติให้มาก และอารมณ์ให้น้อย

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
khox วันที่ : 19/01/2011 เวลา : 14.14 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/khox
เค-ฮ๊อคซ์ : "เช่น นั้น เอง"

สาธุ..

ปล.กะลังอ่านอยู่ครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน