• สีนำ
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : seenam38@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-05-09
  • จำนวนเรื่อง : 5
  • จำนวนผู้ชม : 41782
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1 คน
POMPRAKAN@seenam.com
เรียนรู้เรื่องศาสนา ประเพณี วัฒนธรรม ท้องถิ่น อันเป็นที่มาของประวัติศาสตร์ของชาติไทย
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/seenam38
วันศุกร์ ที่ 26 มิถุนายน 2558
Posted by สีนำ , ผู้อ่าน : 21991 , 11:05:49 น.  
หมวด : การศึกษา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน ทะรี โหวตเรื่องนี้

พุทธศาสนา:ปรัชญาและแนวคิด

   หลังจากที่พระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้วประมาณ ๑๐๐ ปี พระพุทธศาสนาก็เริ่มมีเค้าแตกแยกในด้านความคิดเห็นเกี่ยวกับการปฏิบัติตามพระธรรมวินัย จนมาถึงสมัยพระเจ้าอโศกมหาราชก็แตกแยกกันออกเป็นนิกายใหญ่ ๆ ๒ นิกาย คือมหายาน กับหีนยาน

 มหายาน เป็นนิกายของภิกษุฝ่ายเหนือของอินเดีย บาทีเรียก "อุตรนิกาย" (นิกายฝ่ายเหนือ) บ้าง "อาจารยวาท" บ้าง ซึ่งมีจุดมุ่งสอนให้ระงับดับกิเลส ทั้งยังได้แก้ไขคำสอนในพระพุทธศาสนา ให้ผันแปรไปตามลำดับ พวกนี้เรียกลัทธิของตนว่า "มหายาน" ซึ่งแปลว่า "ยานใหญ่" อาจพาประชาชนให้ข้ามวัฏสงสาร คือ ความทุกข์จาการเวียนว่ายตายเกิดได้คราวละมาก ๆ นิกายนี้ได้เข้าไปเจริญรุ่งเรื่องอยู่ในประเทศทิเบต จีน มองโกเลีย ญี่ปุ่น เกาหลี และเวียดนาม

          หีนยาน เป็นนิกายของภิกษุฝ่ายใต้ของอินเดีย บางทีเรียก "ทักษิณนิกาย" (นิกายฝ่ายใต้) คือ "เถรวาท" ซี่งมุ่งสอนให้พระสงฆ์ปฏิบัติเพื่อดับกิเลสของตนเองก่อน และห้ามเปลี่ยนแลงแก้ไขพระธรรมวินัยอย่างเด็ดขาด คำว่า "หีนยาน" เป็นคำที่ฝ่ายมหายานตั้งให้ แปลว่า "ยานเล็ก" ส่วนภิกษุฝ่ายใต้เรียกตัวเองว่า "เถรวาท"หมายถึง ผู้ปฏิบัติตามพุทธบัญญัติอย่างเที่ยงตรง นิกายนี้มีผู้นับถือมากในประเทศศรีลังกา พม่า ลาว ไทย และกัมพูชา

พุทธศาสนานั้นมีด้วยกันสองนิกายคือ มหายานและหินยาน หรือเถรวาทซึ่งพุทธศาสนานิกายเถรวาทนั้นเป็นนิกายที่คนไทยนับถือมากที่สุด เป็นพุทธปรัชญาที่สามารถทำให้พุทธศาสนิกชนที่นับถือทั้งหลาย สามารถบรรลุถึงพระนิพพานได้หากตั้งใจจริง ซึ่งมีทุกสิ่งที่สามารถพิสูจน์ได้จริง ไม่มีการสั่งสอนให้ผู้นับถืองมงายไร้สาระหลงเชื่ออะไรง่ายๆตามทัศนะของนักศาสนศาสตร์หลายคนมักจะมองว่า พุทธศาสนานิกายเถรวาทนั้นเป็นเพียงปรัชญาหรือเป็นหลักจริยธรรมที่เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต สำหรับ พระธรรมปิฎก คำสอนในพุทธศาสนาดั้งเดิมหรือพุทธเถรวาทนั้นไม่ใช่ปรัชญา แต่เป็นพุทธธรรม ที่มีลักษณะทั่วไปอันพอสรุปได้ ๓ ประการ ดังนี้

๑. แสดงหลักความจริงตามทางสายกลางที่เรียกว่า มัชเฌนธรรม ว่าด้วยความจริงตามแนวของเหตุผลบริสุทธิ์ตามกระบวนการธรรมชาติ นำมาแสดงเพื่อประโยชน์ในทางปฏิบัติในชีวิตจริงเท่านั้น ไม่ส่งเสริมความพยายามที่จะเข้าถึงสัจจธรรมด้วยวิธีถกเถียงสร้างทฤษฎีต่างๆ ขึ้น เพื่อความยึดมั่นหรือปกป้องทฤษฎีนั้นๆ ด้วยการเก็งความจริงทางปรัชญา

๒. แสดงข้อปฏิบัติตามทางสายกลางที่เรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา อันเป็นหลักครองชีวิตของผู้ฝึกอบรมตน ให้รู้เท่าทันชีวิต ไม่หลงงมงาย มุ่งผลสำเร็จคือ ความสุข สะอาด สว่าง สงบ เป็นอิสระที่สามารถมองเห็นได้ในชีวิตนี้ และการปฏิบัติความสายกลางนี้ควรเป็นไปโดยสัมพันธ์กับองค์ประกอบอื่นๆ เช่นสภาพชีวิตของบรรพชิต หรือคฤหัสถ์ เป็นต้น

๓.พุทธธรรมฝ่ายเถรวาทนั้น เน้นในเรื่องการกระทำ (กรรมวาทและกิริยวาท) เน้นความเพียร พยายาม (วิริยวาท) มุ่งผลในทางปฏิบัติโวยตนเอง ภายใต้หลัก อัปปมาทธรรม และ หลักแห่งกัลยาณมิตร พุทธศาสนาเถรวาทจึงไม่ใช่ศาสนาแห่งการอ้อนวอนปรารถนา หรือศาสนาแห่งความความห่วงหวังกังวล หากจะถือว่า พุทธธรรมดังกล่าวเป็นปรัชญา ก็เป็นปรัชญาที่สอนให้มนุษย์พึงพิงตนเองแต่เพียงอย่างเดียว หากจะขยายความข้อต่างๆเพิ่มเติมเพื่อให้เข้าใจพุทธปรัชญาเถรวาทอย่างลึกซึ้งขึ้นก็พออธิบายได้ดังนี้ คือ

เป้าหมายสูงสุด เน้นในเรื่องอริยสัจ ๔ เอาคุณภาพของศาสนิกชนเป็นสำคัญ ยึดถือและคงไว้ซึ่งพระธรรมวินัยแลสิกขาบททุกข้อ ที่พระพุทธองค์เคยบัญญัติไว้ในพระไตรปิฎกอย่างเคร่งครัด ฝ่ายเถรวาทถือว่า การฆ่าสัตว์ตัดชีวิตไม่ว่าด้วยเหตุผลใดใด ย่อมเป็นบาป ผิดหลัก เบญจศีล เถรวาทสอนแต่เพียงว่า ให้กล้าที่จะเสียสละแม้แต่ชีวิตเพื่อรักษาไว้ซึ่งสัจธรรม เถรวาทไม่เชื่อและสอนให้เชื่อว่า ปาณาติบาต ไม่ว่ากรณีใดใด จะก่อให้เกิดกุศลกรรมต่อตนเองหรือต่อพระศาสนาไม่มีการเรียนการสอนพระธรรมเพื่อเพิ่มสมาชิกด้วยลัทธิและพิธีกรรมต่างๆ รวมทั้งการจัดธรรมสังคีตเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการประกาศพระศาสนา ขับกล่อมชักจูงศรัทธาของประชาชน ยังยึดหลักปรัชญาพุทธตามที่ปรากฏในคัมภีร์ดั้งเดิมคือพระไตรปิฎกอย่างเคร่งครัด จะมีเป็นเพียง อรรถกถา ฎีกา อนุฎีกา ที่มีผู้รู้แต่งขึ้นภายหลังเพื่อการขยายความเพิ่มเติมในอรรถรสที่ไม่ชัดเจน ในพระไตรปิฎก มีทัศนะต่อพระพุทธเจ้าดังนี้คือชาวเถรวาทเชื่อว่า พระพุทธเจ้าทรงเป็นมนุษย์ มิใช่เทพผู้มีอำนาจเหนือธรรมชาติพระองค์คือผู้ที่ได้ทุ่มเทสติปัญญา และความเพียรพยายามเพื่อไปให้ถึงจุดหมายที่ทรงมุ่งหวังคือ นิพพาน ในทางรูปธรรมพระองค์ทรงมีเนื้อหนังร่างกาย ที่อยู่ภายใต้กฎธรรมชาติเดียวกับคนธรรมทั่วไป คัมภีร์เถรวาทกล่าวว่า ความเป็นพระพุทธเจ้ามิได้อยู่ในเนื้อหนังร่างกาย หากอยู่ที่ธรรม อันหมายถึงปรัชญาที่เป็นคำสั่งสอนของพระองค์ พุทธธรรมเท่านั้นคือแก่นหรือสาระของความเป็นพระพุทธเจ้า

ที่มาและข้อแตกต่างบางประการระหว่างพระพุทธศาสนาเถรวาทกับมหายาน

พระพุทธศาสนามี ๒ นิกายใหญ่ เรียกว่า เถรวาทและมหายานตามลำดับ การแตกแยกของสงฆ์เริ่มขึ้นเกือบทันทีที่พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพาน และการแตกแยกของพระสงฆ์เป็น ๒ นิกายอย่างชัดเจนปรากฏขึ้นเมื่อประมาณ ๑ ศตวรรษหลังพุทธปรินิพพาน การแตกแยกเริ่มเกิดเมื่อพระสงฆ์ ๒ ฝ่ายมีทัศนะต่างกันในเรื่องเกี่ยวกับพระวินัยบัญญัติบางประเด็น ต่อมาไม่ช้าการตีความพระธรรมต่างกันก็ติดตามมา พอถึงพุทธศตวรรษที่ ๓ หลังพุทธกาล ก็เกิดมีสำนักทางความคิดแล้วถึง ๑๘ สำนัก\

พระพุทธศาสนาแบบมหายานแท้ ๆ นั้น เริ่มเกิดเป็นรูปเป็นร่างขึ้นเมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่ ๖ หลังพุทธกาล เมื่อเกิดมีพระสูตรมหายานขึ้นหลายสูตร ความแตกต่างสำคัญระหว่างนิกายทั้ง ๒ มีดังต่อไปนี้

๑. พระพุทธศาสนาเถรวาท ได้ชื่อเช่นนั้นเพราะยึดถือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งที่ประชุมใหญ่ของพระมหาเถระผู้มีชีวิตร่วมสมัยกับพระพุทธเจ้าช่วยกันรวบ รวม แจกแจงจัดหมวดหมู่ ยอมรับกันและท่องจำไว้ในการทำสังคายนาครั้งที่ ๑ ซึ่งจัดขึ้นหลังพุทธปรินิพพานเพียง ๓ เดือน

พระพุทธศาสนามหายาน บางทีเรียกว่า “อาจริยวาท” หรือลัทธินิยมของพระอาจารย์รุ่นหลัง ชาวเถรวาทเชื่อว่า พระสูตรมหายานถูกสร้างขึ้นมาแล้วก็เอาใส่พระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้า โดยพระนักปราชญ์ผู้มีชื่อเสียงเด่น (อาจริยะ) ในระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ ๑ ถึงที่ ๕

๒. พระพุทธศาสนาเถรวาท ได้รับการตั้งชื่อโดย ชาวมหายานว่า “หินยาน” หมายถึง “ยานน้อย คับแคบและต่ำทราม” เพราะพระพุทธศาสนาเถรวาทเน้นความสำคัญของการหลุดพ้นจากสังสาระ (การเวียนว่ายตายเกิด) ของบุคคลแต่ละคนก่อนสิ่งใด ชื่อว่า “หินยาน” ถูกห้ามมิให้ใช้กันในโลกของชาวพุทธ โดยการตกลงกันในที่ประชุมครั้งแรกขององค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก (พ.ส.ล.) ที่จัดขึ้นในศรีลังกาในปี พ.ศ. ๒๔๙๓ (๑๙๔๙) พระพุทธศาสนามหายานนั้น ชาวมหายานเรียกตัวเองเช่นนั้น เพราะชาวมหายานมุ่งเป็นพระโพธิสัตว์เพื่อที่จะช่วยคนให้พ้นจากความทุกข์ได้ ทีละมาก ๆ

๓. พระพุทธศาสนาเถรวาท บางทีก็เรียกว่า “สาวกยาน” หรือ “ยานของพระสาวก” เพราะว่าชาวเถรวาทมุ่งเป็นเพียงสาวกของพระพุทธเจ้า พระพุทธศาสนามหายาน เรียกว่า “โพธิสัตวยาน” (ยานของพระโพธิสัตว์) เพราะว่าชาวมหายานมุ่งต่อการเป็นพระโพธิสัตว์ ที่จะช่วยนำสัตว์อื่น ๆ ให้บรรลุถึงพระนิพพานก่อน ส่วนตนเองจะเป็นคนสุดท้ายที่จะเข้าสู่นิพพาน

๔.พระพุทธศาสนาเถรวาท บางทีเรียกว่า ”นิกายฝ่ายใต้” (ทักษิณนิกาย) เพราะแผ่ขยายจากอินเดียไปสู่ภาคใต้ของเอเชีย และทุกวันนี้มีอยู่ในประเทศแถบใต้ของเอเชีย เช่น ศรีลังกา พม่า ไทย ลาว และกัมพูชา พระพุทธศาสนามหายาน เรียกว่า “นิกายฝ่ายเหนือ” เพราะจะพบได้ในประเทศแถบเหนือของเอเชีย เช่น มองโกเลีย ทิเบต เกาหลี ญี่ปุ่น

๕. พระพุทธศาสนาเถรวาท ยึดถือพระไตรปิฎกว่าเป็นที่มาที่แท้จริงและขั้นสุดท้ายของคำสั่งสอนอันแท้ จริงของพระพุทธเจ้า และมองว่าพระสูตรมหายานเป็นงานที่สร้างขึ้นภายหลังพระพุทธศาสนามหายาน ถือว่า พระสูตรมหายานต่างๆ เช่น ปรัชญาปารมิตาสูตร สัทธรรมปุณฑริกสูตร อวตังสกสูตร ฯลฯ เป็นคำสอนอันแท้จริงของพระพุทธเจ้าที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้และนำสืบต่อกันมา โดยทางลัทธินิยมสายอื่น

๖. พระพุทธศาสนาเถรวาทใช้ภาษาบาลี ซึ่งเป็นภาษาถิ่นภาษาหนึ่งแห่งภาษาโบราณของอินเดียโบราณ เป็นภาษาศักดิ์สิทธิ์และเป็นภาษาสากลของตนพระพุทธศาสนามหายาน ใช้ภาษาสันสกฤตเป็นภาษาจารึกพระคัมภีร์ ก่อนที่คัมภีร์ทั้งหมดจะถูกแปลเป็นภาษาจีนและภาษาถิ่นอื่นๆ

๗.พระพุทธศาสนาเถรวาท เคารพบูชาพระโคตมะพุทธเจ้า เป็นสิ่งที่เคารพบูชาสูงสุด แม้ว่าพระองค์จะเสด็จสู่นิพพานมาเป็นเวลานานแล้วก็ตาม พระพุทธศาสนามหายาน เคารพบูชาพระโพธิสัตว์ต่างๆ ซึ่งคนเชื่อว่ายังมีพระชนม์อยู่ และท่องเที่ยวไปในโลกเพื่อช่วยเหลือใครๆ ก็ตามที่ต้องการช่วยเหลือและสวดมนต์ขอให้ท่านมาช่วย

๘. พระพุทธศาสนาเถรวาท เชื่อว่า พระพุทธเจ้าโคตมะได้เข้าถึงนิพพานแล้ว จึงเสด็จไปแล้วอย่างสิ้นเชิง ไม่สามารถจะกลับมาช่วยใครได้ ชาวพุทธได้แต่เคารพบูชาพระองค์ในฐานะเป็นครูและเป็นผู้ก่อตั้งในประวัติ ศาสตร์แห่งพระพุทธศาสนาเท่านั้น พระพุทธศาสนามหายาน เชื่อว่า พระศากยมุนีพุทธเจ้าเป็นเพียงการปรากฏตัวครั้งหนึ่ง เพื่อประกอบภารกิจในการสอนคนเฉพาะคราว ของธาตุพุทธะอันเป็นอมตะ เรียกว่า ธรรมกาย

๙. พระพุทธศาสนาเถรวาท มีทัศนะคติแบบอนุรักษ์นิยม คำสอนของพระพุทธเจ้าที่รวบรวมไว้ในพระไตรปิฎกได้รับความเชื่อถือว่าเป็นความ จริงขั้นสุดท้ายแล้ว ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องตีความใหม่ใดๆ เพราะฉะนั้น จึงมีเอกภาพค่อนข้างสูงและหยุดนิ่ง พระพุทธศาสนามหายาน มีลักษณะเปิดกว้าง มีเสรีภาพในการตีความหลักคำสอนต่างๆ ท่าทีใจกว้างแบบนี้ประกอบกับการไม่มีศูนย์อำนาจกลางมาควบคุม ได้เปิดโอกาสให้มีการตีความคำสอนใหม่ และเกิดมีนิกายและอนุนิกายขึ้นมามากมาย ดังนั้น พระพุทธศาสนามหายานจึงเจริญเติบโตและแตกแยกออกไปเรื่อย ๆ

๑๐. พระพุทธศาสนาเถรวาท มีลักษณะเป็นปฏิบัตินิยม มีการวางหลักปฏิบัติที่ชัดเจนและปฏิบัติได้ไว้เพื่อไปสู่เป้าหมายที่ชัดเจน และแน่นอน พระพุทธศาสนามหายาน มีลักษณะคิดเก็งความจริง ค้นหาเหตุผลและเป็นปรัชญามากกว่า ชอบเสนอเหตุผลที่เป็นนามธรรมเพื่อสนับสนุนหรือค้านความเป็นจริงทางอภิปรัชญา ต่างๆ เช่น ธรรมชาติของพระพุทธจิตดั้งเดิมแท้จริง สุญญตา เป็นต้น

๑๑. พระพุทธศาสนาเถรวาท ส่งเสริมให้ดำเนินตามมรรคไปตามลำดับขั้น ตามปกติเริ่มต้นด้วย

-การมีความเชื่อ (ศรัทธา) ในพระรัตนตรัย

-งดเว้นจากการกระทำชั่วที่เป็นพิษเป็นภัย(ศีล)

-กระทำความดีด้วยการให้ (ทาน)

-สร้างความรักความปรารถนาดี (เมตตา) ในสัตว์ทั้งปวง

-สร้างความสงสารเห็นใจ(กรุณา)

-ความพลอยยินดีในผลสำเร็จของผู้อื่น (มุทิตา)

-และการวางตัวเป็นกลาง (อุเบกขา)

-และการพัฒนาปัญญาเพื่อรู้แจ้งในความจริงแท้ของสิ่งทั้งปวง(ปญฺญา)

พระพุทธศาสนามหายาน มิได้กำหนดทางดำเนินที่แน่นอนเพียงหนึ่งเดียวแก่ศาสนิกชนทั้งปวง แต่ละคนมีอิสระที่จะยึดถือขั้นใดขั้นหนึ่งที่ตนชอบหรือที่เหมาะกับภูมิหลัง ทางศักยภาพหรือความถนัดของตน ตัวอย่างเช่นนิกายสุขาวดี อาจจะเน้นศรัทธา ส่วนนิกายเซ็นอาจเน้นวิชชุญาณและการตรัสรู้แบบฉับพลัน

๑๒. พระพุทธศาสนาเถรวาท สอนให้พระคงรักษาศีล ๒๒๗ ที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้เมื่อเกือบ ๒,๖๐๐ ปี มาแล้ว พระภิกษุมหายาน ได้ยกเลิกพระวินัยมากมายหลายข้อ คงรักษาไว้เฉพาะบางข้อที่ปฏิบัติได้เหมาะสมกับสภาพทางสังคมและดินฟ้าอากาศ ของตนเท่านั้น

๑๓. พระพุทธศาสนาเถรวาท ไม่บังคับให้พระฉันอาหารมังสวิรัติ พระส่วนมากจึงยังฉันเนื้อสัตว์ ถ้าเนื้อนั้นประกอบด้วยองค์ ๓ ประการ คือ ๑.พระไม่ได้เห็นเขาฆ่า ๒. พระไม่ได้ยินเสียงเขาฆ่า ๓. พระไม่รังเกียจว่าเขาฆ่าสัตว์นั้นเพื่อตนโดยเฉพาะ พระฝ่ายมหายาน เป็นนักมังสวิรัติที่เคร่งครัด นอกจากพระวินัยสงฆ์ทั่วๆ ไปแล้ว พระมหายานยังต้องรักษาศีลของพระโพธิสัตว์อีกจำนวนหนึ่งด้วย รวมทั้งข้อที่ให้เจริญมหากรุณาด้วย คือไม่เบียดเบียนสัตว์ทั้งโดยตรงและโดยอ้อม..

แนวความคิดเรื่องประโยชน์ในพุทธปรัชญาเถรวาท

ได้ข้อสรุปอันเป็นประโยชน์เกี่ยวกับหลักประโยชน์ในทรรศนะของพุทธปรัชญา เถรวาท ดังนี้

ประการ แรก คำว่า ประโยชน์ในทรรศนะของพุทธปรัชญาเถรวาท หมายถึง ความสุข หรือสิ่งที่จะทำให้ชีวิตดีขึ้น เจริญขึ้น หรือแปลว่า จุดหมายของชีวิตมนุษย์ ซึ่งสามารถสรุปได้เป็น ๒ ประการ คือ

๑ . ประโยชน์ทางวัตถุ ได้แก่ ทรัพย์สิน เกียรติยศ ชื่อเสียง เป็นต้น

๒ . ประโยชน์ทางด้านจิตใจ ได้แก่ การบรรลุคุณธรรม ทั้งมรรคผล นิพพาน หรือระดับขั้นของการพัฒนาจิตใจ เป็นต้น

๒. พุทธปรัชญาเถรวาทมีหลักประโยชน์อยู่ที่การทำประโยชน์เพื่อมวลชน และมีรายละเอียดอยู่ที่การคำนึงถึงประโยชน์ตนเองเป็นอันดับแรก จากนั้นจึงจะขยายความพร้อมมูลของตนเองไปช่วยเหลือผู้อื่นให้บรรลุประโยชน์ตน เอง ซึ่งเมื่อทำเช่นนี้ก็จะเกิดประโยชน์ทั้ง ๒ ฝ่ายขึ้น กล่าวคือ ทั้งตนเองและผู้อื่นก็ได้ประโยชน์ร่วมกัน

๓. ประโยชน์ในทรรศนะพุทธปรัชญาเถรวาทนั้นแบ่งได้เป็น ๖ ประเภทคือ ประโยชน์ชาตินี้ ประโยชน์ชาติหน้า ประโยชน์สูงสุด ทั้ง ๓ ประการนี้ พุทธปรัชญาเถรวาทเห็นว่ามนุษย์ควรบรรลุประโยชน์ชาตินี้ ชาติหน้าให้ได้ จึงจะได้ชื่อว่าเป็นบัณฑิตเกิดมาไม่ไร้ประโยชน์ นอกจากนั้น ยังมีประโยชน์ที่เหลืออีก คือ ประโยชน์ตน ประโยชน์คนอื่น และประโยชน์สองฝ่าย ซึ่งทั้ง ๓ ประการหลังนี้ มนุษย์จะต้องยึดเอาประโยชน์ตนก่อน กล่าวคือ อันดับแรกมนุษย์จะต้องมีความพร้อมก่อนที่จะไปช่วยเหลือคนอื่น เพราะเมื่อไม่บรรลุประโยชน์ตนเองก็ช่วยเหลือคนอื่นได้ยาก

๔. เมื่อนำหลักประโยชน์ของพุทธปรัชญาเถรวาทไปเปรียบเทียบกับทฤษฎีประโยชน์นิยม ของเจเรอมี เบ็นธัม และจอห์น สจ็วต มิลล์ และได้ข้อสรุปว่า หลักประโยชน์ของพุทธปรัชญาเถรวาทนั้นไม่เป็นประโยชน์นิยมแบบตะวันตก เพราะมีความแตกต่างกันทั้งในด้านหลักการและรายละเอียด ๔ ประเด็น คือ ด้านหลักการ ด้านความสุข ด้านแรงจูงใจ และผลของการกระทำ ด้านหลักสัมพัทธนิยม ซึ่งประเด็นที่เป็นข้อขัดแย้งว่า พุทธปรัชญาเถรวาทไม่เป็นประโยชน์นิยมอย่างชัดเจนก็คือ ประเด็นเรื่องแรงจูงใจและผลการกระทำ และประเด็นเรื่องหลักสัมพัทธนิยม

๕. จากการศึกษาวิจัยนี้พบว่า แนวคิดเรื่องประโยชน์ในทรรศนะพุทธปรัชญาเถรวาทนั้น มีอิทธิพลต่อสังคมในหลาย ๆ ด้าน เช่น ด้านการศึกษา เศรษฐกิจ การเมือง การปกครอง เป็นต้น

ตลอดระยะเวลาถึง ๔๕ พรรษา ที่ทรงสั่งสอนเวไนยสัตว์ให้รู้เห็นตามหลักแห่งความเป็นจริง พระองค์ทำได้ทรงละทิ้งหลักการดังกล่าวนั้น ซึ่งแสดงให้เห็นว่า พระพุทธองค์ได้ทรงเน้นย้ำมาก ในเรื่องการปฏิบัติเพื่อประโยชน์สุขของปวงชน ดังพุทธดำรัสว่า“ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงจาริกไปเพื่อประโยชน์สุขแก่คนจำนวนมาก เพื่ออนุเคราะห์ชาวโลก เพื่อประโยชน์เกื้อกูลและความสุขแก่ทวยเทพและมนุษย์ทั้งหลาย ”

พุทธปรัชญาคืออะไร

เราได้ทราบพุทธศาสนาในฐานะที่เป็นศาสนามาแล้ว บัดนี้เรามาวิเคราะห์ว่าพระพุทธศาสนาเป็นพุทธปรัชญาอย่างไร
ขอทบทวนอีกครั้งหนึ่งว่า คำว่าปรัชญาคืออะไร เพื่อจะได้สงเคราะห์พุทธศาสนาลงเป็นพุทธปรัชญาให้ชัดเจนได้ยิ่งขึ้นดังนี้
กล่าวโดยสรุป “ปรัชญาคือการแสวงหาความจริงอันอันติมะเกี่ยวกับมนุษย์และโลกหรือสากลจักรวาล ภายนอกตัวมนุษย์ด้วยการใช้เหตุผล”
เมื่อเข้าใจว่า ปรัชญาคืออะไรแล้ว คราวนี้ก็มาถึงคำถามว่า “พุทธปรัชญาคืออะไร” คำตอบสำหรับคำถามนี้ก็คือ “พุทธปรัชญาได้แก่ หลักคำสอนเกี่ยวกับความจริง (สัจธรรม) และหลักปฏิบัติ (จริยธรรม) บางประการของพระพุทธศาสนาที่นำมาศึกษาวิเคราะห์ด้วยการใช้เหตุผลตามวิธีการของปรัชญา “นิยามความหมายนี้ทำให้มองเห็นขอบเขตของพุทธปรัชญาว่าจำกัดอยู่ในส่วนที่เป็นศาสนธรรมของพุทธศาสนาเท่านั้น จะไม่รวมไปถึงองค์ประกอบอื่น ๆ เว้นเสียแต่ว่าองค์ประกอบเหล่านี้ จะเกี่ยวโยงกับศาสนธรรม จึงจะศึกษาวิเคราะห์ด้วยการใช้เหตุผลเชิงปรัชญาด้วยเท่านั้น
๑ ลักษณะของพุทธปรัชญา
หลังจากที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้แล้ว ได้ทรงแสดงหลักธรรมให้เห็นถึงความเป็นศาสนาที่สมบูรณ์ด้วยเหตุผล หลักจริยธรรมที่สามารถปฏิบัติได้จริง โดยทรงวางหลักง่าย ๆ ของการดำเนินชีวิตเอาไว้ ซึ่งพอจะประมวลลักษณะเด่น ๆ ของพุทธปรัชญาได้ดังนี้



หลีกเลี่ยงที่จะโต้แย้งทางปรัชญา เช่นปัญหาทางอภิปรัชญาที่เรียกว่า อัพยากตปัญหา เป็นต้น
 มีจุดเริ่มต้นแบบทุนิยม (ทุกข์กับความดับทุกข์เท่านั้น) และจบลงที่สุนิยม
 มีลักษณะเป็นสัจจนิยมฯ กรรม คือ การกระทำด้วยตนเอง
 เป็นแบบปฏิบัตินิยม คืออรัยสัจ ๔
๒ หลักคำสอนสำคัญของพระพุทธเจ้า
 มรรค ๘ หรือมัชฌิมาปฏิปทา
 กฎสากลในธรรมชาติ
 พุทธปรัชญาปฏิเสธแนวคิดของปรัชญาอินเดียระบบเก่า คือ ประกาศิตของพระเจ้าในพระเวท แม้ในพุทธศาสนาก็ให้ใช้หลักกาลามสูตร,ปฏิเสธการสร้างโลกของพระพรหม สรรพสิ่งเป็นไปตามหลักปฏิจจสมุปบาท,ไม่เห็นด้วยกับการอาบน้ำล้างบาปและยัญพลีกรรม,ไม่ยอมรับระบบวรรณะคนจะดีชั่วเพราะกรรม มิใช่ชาติตระกูล ไม่ยอมรับทางสุดโด่งทั้งสองส่วน ทรงแสดงทางสายกลาง
๓ ไตรลักษณ์
ทรงแสดงว่า สรรพสิ่ง ย่อมมีลักษณะเกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับไปตามหลักแห่งอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา คือ ไม่เที่ยงเป็นทุกข์และมิใช่ตัวตนเสมอกัน ไม่มียกเว้น
๔ อริยสัจ ๔
ทรงแสดงว่าปัญหาทุกข์ของชีวิตทุกอย่างเกิดจากสาเหตุคือความอยาก (ตัณหา) ด้วยประการต่าง ๆ แล้วทรงแสดงว่า ความดับสนิทแห่งความทุกข์ทั้งมวล (นิโรธ) ต้องปฏิบัติตามแนวทางแห่งมรรคมีองค์ ๘ ประการ
๕ ปฏิจจสมุปบาท หรือทฤษฎีสาเหตุสัมพันธ์
ว่า การเกิดกับดับของสิ่งต่าง ๆ เป็นไปตามหลักปัจจยาการคือเหตุปัจจัยอาศัยกันเกิดขึ้นแบบลูกโซ่ ในลักษณะเป็นวงจรหาเบื้องต้นและเบื้องปลายหรือที่สุดไม่พบ ผลที่เกิดจากสาเหตุอันหนึ่ง ย่อมเป็นสาเหตุให้เกิดสิ่งอื่นอีกต่อไป เรื่อยไป ไม่มีสิ้นสุด
๖. กฎแห่งกรรม ทรงแสดงว่า
กรรมคือการกระทำของมนุษย์มีแรงผลักดันมาจากกิเลสเป็นเหตุแล้วให้เกิดผล (วิบาก) ของการกระทำนั้น แล้วผลก็จะกลายเป็นเหตุให้ทำกรรมต่อไปอีก จนกว่าจะตัดกิเลสอันเป็นเหตุแห่งการทำกรรมได้ วงจรแห่งกฎแห่งกรรมก็จะสิ้นสุดลง เข้าสู่ความสิ้นทุกข์ในวัฏฏสงสาร คือ พระนิพพาน หรือ เข้าสู่อรหันตภูมิ การกระทำจึงจะเป็นแต่เพียงกิริยาไม่มีผล (วิบาก) ที่เป็นทุกข์อีกต่อไป
๗.อนัตตา
จากการที่สิ่งทั้งหลายอาศัยกันเกิดขึ้นตามหลักแห่งปัจจยาการ จึงไม่มีอะไรเป็นตัวตนที่แท้จริงที่จะยึดมั่นถือมั่นว่า เป็นตัวเราของเรา เป็นตัวเขาของเขา ไม่อยู่ในอำนาจของใคร ที่จะบังคับบัญชาให้เป็นไปตามที่ตนปรารถนาได้ จึงไร้ตัวตน ไม่มีอาตมัน และวิญญาณอมตะดังนี้ลัทธิเทวนิยมทั่วไปเชื่อถือกันอยู่

แสดงความแตกต่างและความเหมือนระหว่างพุทธศาสนากับพุทธปรัชญา
ดังได้กล่าวมาแล้วว่า ปรัชญา (Philosophy) ที่แปลว่าความรักในความรู้กับศาสนานั้น มีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด ในลำดับแห่งวิวัฒนาการที่ผ่านมาบรรดาวิชาทั้งปวง ปรัชญาเป็นวิชาแรกที่เกิดขึ้นกับมนุษย์ ต่อมาก็คือศาสนา หากกล่าวเฉพาะพุทธศาสนากับพุทธปรัชญา ก็จะได้ลักษณะเฉพาะว่า พุทธปรัชญามีลักษณะเป็นคำถามส่วนพุทธศาสนามีลักษณะเป็นคำตอบ มีบ่อเกิดมาจากแหล่งเดียวกันคือจิตใจของมนุษย์ ดังนั้น จึงอาจกล่าวสรุปได้ว่า
พุทธปรัชญามีฐานะเป็นทฤษฎี พุทธศาสนาเป็นภาคปฏิบัติ
พุทธปรัชญาเป็นความคิด พุทธศาสนาเป็นการกระทำ
พุทธปรัชญาเกิดจากความสงสัย พุทธศาสนาเป็นการตอบสนองความสงสัยและเป็นคำตอบที่ตอบแล้ว
ปรัชญาทุกระบบ โดยเฉพาะปรัชญาตะวันออกซึ่งรวมทั้งพุทธปรัชญาด้วย มุ่งแสวงหาความจริงเกี่ยวกับโลกและชีวิต เช่นเดียวกับปรัชญาตะวันตก แต่มีข้อแตกต่างกันคือ ปรัชญาตะวันตกมุ่งแสวงหาความจริงหรือข้อเท็จจริงเพียงอย่างเดียว โดยไม่พยายามที่จะปฏิบัติตนเพื่อให้เข้าถึงความจริงที่ได้แสวงหาพบแล้ว เพราะฉะนั้น นักปรัชญาตะวันตกอาจดำเนินชีวิตไปในทางตรงกันข้ามกับแนวความคิดทางปรัชญาของตนก็ได้ อีกอย่างหนึ่ง ปรัชญาตะวันตกส่วนใหญ่ไม่เกี่ยวกับศาสนา คือแยกออกเป็นคนละส่วนกับศาสนา ส่วนปรัชญาตะวันออกไม่อาจแยกออกจากศาสนาได้เด็ดขาด ทั้งนี้เพราะนักปรัชญาตะวันออก เมื่อแสวงหาความจริงจนพบแล้ว ก็พยายามที่จะปฏิบัติตามวิธีการที่กำหนดขึ้นไว้ เพื่อเข้าถึงความจริงนั้น ๆ ฉะนั้น ปรัชญาตะวันออกเช่นพุทธปรัชญาที่กำลังกล่าวถึงนี้ จึงเป็นปรัชญาชีวิต เพราะแนวความคิดทางปรัชญาที่ค้นคิดขึ้นได้นั้น ได้นำมาใช้ปฏิบัติในชีวิตประจำวัน (way of life) ด้วย โดยลักษณะดังกล่าวนี้ พุทธปรัชญากับพุทธศาสนาจึงแยกออกจากกันได้ยาก ไม่เหมือนปรัชญาตะวันตกซึ่งเป็นรากฐานของวิทยาศาสตร์ ส่วนปรัชญาตะวันออกโดยทั่วไปได้กลายมาเป็นรากฐานของศาสนาดั่งเช่นพระพุทธศาสนา เป็นต้น

ลักษณะเฉพาะของพุทธศาสนากับพุทธปรัชญา
แม้ว่าพุทธศาสนากับพุทธปรัชญาจะมีบ่อเกิดมาแหล่งเดียวกันคือ ประสบการณ์ของชีวิตมนุษย์ก็ตาม แต่มีลักษณะพิเศษเฉพาะอย่างตามธรรมชาติของประสบการณ์ วิธีการ และจุดหมายของแต่ละวิชา ซึ่งอาจยกมาเปรียบเทียบให้เห็นเป็นประเด็นได้ดังนี้
๑.พุทธศาสนามุ่งแสวงหาความรู้เกี่ยวกับรูปแบบวิถีทางและอิทธิพลของตนที่มีต่อชีวิตและสังคมรวมทั้งการตีความหลักคำสอนต่าง ๆ พยายามตอบปัญหาพื้นฐานที่เกี่ยวกับชีวิต โดยการยึดหลักเอาศรัทธาเป็นหลักเป็นพื้นฐาน,ส่วนพุทธปรัชญามุ่งแสวงหาการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อพยายามเข้าใจตนเองและโลกโดยอาศัยเหตุผลเป็นหลักการและจุดยืนในการมองปัญหาต่าง ๆ
๒.พุทธปรัชญามุ่งแสวงหากฎทั่วไป ซึ่งเป็นบรรทัดฐานของมนุษย์โดยทั่วไป, ส่วนปรัชญาไม่ได้มุ่งแสวงหากฎทั่วไปเหมือนวิทยาศาสตร์และพุทธศาสนา เป็นการแสวงหาความเข้าใจเกี่ยวกับปัญหาพื้นฐานอ้นมีลักษณะเป็นนามธรรม สัมพันธ์กับประสบการณ์ชีวิต ซึ่งย่อมแตกต่างกันไปตามกาลเวลาและสถานที่
๓.พุทธศาสนาไม่ได้ใช้เหตุผลอย่างเดียวมาอธิบายประสบการณ์ของชีวิต แต่อาศัยความงาม อารมณ์ และความรู้ความศรัทธามาเป็นองค์ประกอบ เพื่อที่จะเข้าใจในหลักธรรมของศาสนา ส่วนพุทธปรัชญามิได้แสวงหาความชื่นชมและความงามในตัวของมันเองในการตรวจสอบ ทบทวน ไตร่ตรอง วิจารณ์ปัญหาต่าง ๆ อาจจะเกิดมีความชื่นชมและความงามควบคู่ไปด้วย
๔.พุทธศาสนามุ่งหมายที่จะต้อง”พิสูจน์” ความจริง อันเป็นคำตอบปัญหาเรื่องชีวิต ซึ่งมีลักษณะเฉพาะตนในแต่ละศาสนาบางอย่างอาจจะสอดคล้องลงรอยกันกับวิธีการ กฎเกณฑ์ทางวิทยาศาสตร์ และสังคมศาสตร์ แต่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ในทุกกรณี เพราะพุทธศาสนาเป็นเรื่องความเชื่อต่อสิ่งนอกเหนือกฎเกณฑ์เหนือธรรมชาติ, แต่พุทธปรัชญาพยายามหลีกเลี่ยงการพิสูจน์ตามแบบวิทยาศาสตร์ คงมุ่งแต่ค้นคว้าหาคำตอบ คือปัญหาที่เกิดขึ้นอันอาจเป็นเพียงคำอธิบายเบื้องต้น ซึ่งอาจได้รับการพิสูจน์โดยกาลเวลาอยู่แล้ว
๕.พุทธศาสนายึดมั่นในเรื่องคุณค่า และข้อเท็จจริง ถือว่ามีมาในศาสนาเพราะทำให้การปฏิบัติตามหลักมีความหมาย แต่พุทธปรัชญามีปัญหาเรื่องคุณค่าและข้อเท็จจริงแสดงบทบาทแตกต่างกันกล่าวคือ พุทธอภิปรัชญาเกี่ยวข้องกับความจริงสูงสุด พุทธญาณวิทยาเกี่ยวข้องกับข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการแสวงหาความรู้ ส่วนพุทธจริยศาสตร์เกี่ยวข้องโดยตรงเกี่ยวกับเรื่องของคุณค่า และแต่ละประเภทของปรัชญาจะเน้นบทบาทของคุณค่าไม่ตรงกัน
อย่างไรก็ตาม หากเราถือหลักการอันเป็นสากลโดยทั่วไปซึ่งเป็นธรรมชาติของระบบแนวคิดในโลกทางตะวันออกแล้ว เราก็ต้องยอมรับว่า ศาสนากับปรัชญาไม่ว่าจะเป็นศาสนาอะไร ไม่อาจแยกออกจากกันโดยเด็ดขาดได้ ทั้งศาสนาและปรัชญาต่างมีข้อเหมือนกันคือ “เป็นผลผลิตของประสบการณ์ชีวิต”
ความแตกต่างระหว่างพระพุทธศาสนากับพุทธปรัชญา
๑. จุดมุ่งหมายของการศึกษา พระพุทธศาสนามีจุดมุ่งหมายของการศึกษาคือ ผู้ศึกษาจะปฏิบัติตามหลักธรรมคำสอนโดยตรงเพื่อเขาถึงจุดมุ่งหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนา
ส่วนพุทธปรัชญาศึกษาเพื่อให้เกิดความเข้าใจในเหตุและผลอันเป็นไปเพื่อการตอบสนองความต้องการของตน คือจะศึกษาให้เกิดความรู้ว่าอะไร ทำไป อย่างไรเท่านั้น
๒. การนับถือพระพุทธเจ้า พระพุทธศาสนามักถือพระไตรปิฎกว่าเป็นคำประศาสน์ของผู้ตรัสรู้อย่างจริงจัง ไม่มีบกพร่อง และไม่กล้ามองในแง่ผิดหรือบกพร่อง ผู้ใดสงสัยคำประศาสน์ของพระศาสดาที่ตนนับถือและวิพากษ์วิจารณ์คำประศาสน์นั้น ผู้นั้นจะถูกประณามว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิ
ส่วนพุทธปรัชญายอมรับว่าสิ่งใดจริงก็ต่อเมื่อสิ่งนั้นมีเหตุผลพอ หรือทนต่อการพิสูจน์ตามหลักเหตุผล หาได้นับถือพระพุทธเจ้าในฐานะพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแต่เพียงแง่เดียวไม่
๓. ในเรื่ององค์ประกอบ พระพุทธศาสนามีองค์ประกอบทั้งหมด ๕ องค์ประกอบคือ ศาสดา, ศาสนธรรม, ศาสนทายาท, ศาสนสถาน, และศาสนพิธี
ส่วนพุทธปรัชญา ไม่จำเป็นต้องมีองค์ประกอบต่าง ๆ ดังกล่าว แต่เน้นเรื่องของทฤษฎีล้วน ๆ โดยที่จริงศึกษาในแง่หลักการเพื่อให้เกดความรู้ว่า อะไร ทำไม อย่างไรเท่านั้น
๔. ในเรื่องการปฏิบัติ พระพุทธศาสนาเมื่อศึกษาไม่อาจแยกจากการปฏิบัติได้ คือต้องลงมือปฏิบัติได้จริง ๆ ซึ่งเป็นประโยชน์ในการดำเนินชีวิตต่อไป ส่วนพุทธปรัชญาไม่จำเป็นต้องปฏิบัติ
ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่าพุทธปรัชญาไม่ยอมรับความเชื่องมงาย แม้ในคำสอนของพระพุทธเจ้า ถ้าไม่ได้ตรวจสอบให้ถูกต้อง ตามหลักเหตุผลก็จะไม่ยอมเชื่อ พระพุทธองค์ทรงแสดงว่า ทุกอย่างเป็นไปตามเหตุปัจจัย และทรงแสดงทางสายกลางเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ถูกต้องตามลำดับคือ ศีล สมาธิ และปัญญา.





แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< มิถุนายน 2015 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30        



[ Add to my favorite ] [ X ]