• เสกสามย่าน
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2013-02-25
  • จำนวนเรื่อง : 20
  • จำนวนผู้ชม : 111502
  • ส่ง msg :
  • โหวต 5 คน
๒ นาทีบางลำพู
บอกเรื่องราว เล่าความคิด
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/seksamyan
วันศุกร์ ที่ 14 มิถุนายน 2556
Posted by เสกสามย่าน , ผู้อ่าน : 4576 , 20:35:55 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

วามเคลื่อนไหวล่าสุด ของคณะศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบัน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย ได้รวมตัวกันไปทวงถามความคืบหน้าจากสำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในวันนี้ (14 มิ.ย.) หลังจากที่ได้ไปยื่นจดหมาย เรื่องขอให้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินคืนให้แก่โรงเรียนช่างก่อสร้างอุเทนถวาย เมื่อวันที่ 15 มีนาคมที่ผ่านมา

จุฬาฯ โดยรองอธิการบดี นายบุญไชย สถิตมั่นในธรรม ยืนยันชัดเจนว่า “เป็นไปไม่ได้” เพราะมี พ.ร.บ.จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ.2551 กำกับ แม้จะอยากทำแต่ก็ทำไม่ได้ เพราะขัดต่อกฎหมาย พร้อมทั้งชวนให้กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เข้ามาเป็นคนกลางในการแก้ปัญหา ทั้งการหาพื้นที่ใหม่ให้อุเทนถวายและช่วยตัดสินใจเชิงนโยบายเพื่อให้เรื่องเดินหน้า

และระบุด้วยว่า จุฬาฯไม่ได้เร่งรัดให้ต้องย้ายออกในเร็ววัน เพราะเข้าใจดีว่าต้องใช้เวลาในการจัดเตรียมพื้นที่ และต้องได้รับงบประมาณสนับสนุนด้วย

ถือว่าเป็นคำตอบ ที่ยังไม่อาจนำมาซึ่งทางออก ของกรณีพิพาทเรื่องที่ดินระหว่างสองสถาบัน

ลำดับความย้อนไป ความขัดแย้งเริ่มขึ้นเมื่อ “จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” ขอพื้นที่คืนจาก “มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย” เพื่อนำพื้นที่ไปสร้าง "ศูนย์นวัตกรรมงานสร้างสรรค์เพื่อชุมชนยั่งยืน" ซึ่งเป็นโครงการที่ได้วางไว้ตามแผนแม่บทพัฒนามหาวิทยาลัย

ภายหลังจากที่อุเทนถวายได้ครบกำหนดตามสัญญา “เช่าที่” จากจุฬาฯ ตั้งแต่ปี 2546

แต่วิทยาเขตอุเทนถวายไม่ยินยอมย้ายออก จนนำไปสู่การฟ้องร้อง มีการตั้งคณะกรรมการพิจารณาชี้ขาดการยุติการดำเนินคดีแพ่งของส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (กยพ.) ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดสำนักงานอัยการสูงสุด ได้ตัดสินชี้ขาดเมื่อปี 2552 ให้วิทยาเขตอุเทนถวายย้ายออกจากที่ดินแปลงดังกล่าว แต่วิทยาเขตอุเทนถวายได้ยื่นข้อเสนอขอเช่าที่ดินต่อเพื่อดำรงสถาบันไว้ ณ ที่ตั้งเดิม แต่ไม่สามารถตกลงกันได้

ข้อพิพาทยืดยาวมาจนถึงปัจจุบัน ต้นปี 2556 ที่มีคณะศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบันดำเนินการเคลื่อนไหว ค้นข้อมูลหลักฐานทางประวัติศาสตร์มาสู้ แม้จะเห็นชัด ๆ ว่าถึงอย่างไรก็สู้จุฬาฯในเรื่องข้อกฎหมายไม่ได้ เพราะจุฬาฯเป็นผู้ถือครองกรรมสิทธิ์ในที่ดินอันเป็นที่ตั้งของวิทยาเขตอุเทนถวาย อย่างถูกต้องชอบธรรมตามกฎหมาย ได้แก่ พ.ร.บ.โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินอันเป็นทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ฯ ให้จุฬาฯ พ.ศ.2482 และ พ.ร.บจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ.2551

ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่ชัดเจน ยากจะมีข้อโต้เเย้ง

ทางอุเทนถวายเองก็ดูจะยอมรับเงื่อนไขข้อยุติกฎหมายตามบริบทในปัจจุบัน ความเคลื่อนไหวของศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบันตามที่ได้ยื่นหนังสือถึงจุฬาฯไปเมื่อวันที่ 15 มีนาคม จึงเห็นได้ชัดว่าออกไปในทางอ้อน “ขอความเป็นธรรม” จากจุฬาฯเสียมากกว่า

เป็นการขอความเป็นธรรม ในฐานะเป็นสถานศึกษาที่ตั้งอยู่บนที่ดินผืนนี้มายาวนานเคียงคู่มากับจุฬาฯ จึงขออยู่บนที่ดินนี้ต่อไป ไม่ขอย้ายไปไหน

สรุปความได้จากเสียงของคณะศิษย์เก่าและจากแม้แต่จากรองอธิการบดี วิทยาเขตอุเทนถวายคนปัจจุบัน ว่า จุฬาฯ และ อุเทนถวาย อยู่ร่วมกันมานานกว่า 80ปี ที่ดินดังกล่าวอุเทนถวายได้รับพระราชทานจาก ร.6 และอุเทนถวายได้ตั้งอยู่ตรงนี้ตลอดมา ไม่เคยย้ายไปที่อื่น ทั้งอุเทนถวายและจุฬาฯ ต่างก็เป็นสถานศึกษาที่ผลิตบุคคลากรให้ประเทศชาติเหมือนกันทั้งคู่ และเป็นเสมือนเพื่อนบ้านที่มีรั้วติดกัน จะขออยู่ร่วมกันเป็นพี่น้องกับจุฬาฯต่อไป (จะได้ไหม?)

ได้หรือไม่ได้ ดูท่าทีล่าสุดจากจุฬาฯก็คงพอจะเดาออก ในเมื่อยังยืนยันหัวเด็ดตีนขาดว่า ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินขนาด 21 ไร่ ริมถนนพญาไทผืนนี้ จะขอพื้นที่คืนเพื่อไปสร้างศูนย์นวัตกรรมงานสร้างสรรค์ฯ

พร้อมให้เหตุผลเพิ่มเติมว่า พื้นที่ที่ขอคืนไป ก็นำไปใช้ประโยชน์เพื่อการศึกษา ตามนโยบายขยายพื้นที่การศึกษา ไม่ได้นำไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ เพราะจุฬาฯเองก็มีการแบ่งสัดส่วนการใช้ประโยชน์ที่ดินของตัวเองชัดเจนอยู่แล้ว ว่า

1.เขตพื้นที่เพื่อการศึกษา 52% 2.เขตพื้นที่พาณิชย์ (ปล่อยเช่าแก่เอกชน) 30% และ 3. เขตพื้นที่ราชการ (ให้ราชการเช่าราคาพิเศษและยืมใช้) 18% ซึ่งอุเทนถวายจัดอยู่ในการใช้ที่ดินประเภทนี้

“จุฬาฯ ยืนยันว่า ยังจำเป็นต้องขยายเขตการศึกษาออกไป เพราะปัจจุบัน จุฬาฯ มีจำนวน นิสิต 40,000 คน คณาจารย์ บุคลากร รวมกว่า 8,000 คน และด้วยจำนวนบุคลากรที่มาก จึงจำเป็นต้องขยายเขตการศึกษาออกไป เพื่อสร้างองค์ความรู้พัฒนาประเทศ” รองอธิการบดี นายบุญไชย กล่าวสำทับ (14 มิ.ย.)

แต่ก็ยังเกิดข้อเคลือบแคลงว่า ในเมื่อวิทยาเขตอุเทนถวายก็เป็นสถานศึกษาอยู่แล้ว มีประโยชน์ในการผลิตบุคลากรที่มีความรู้ด้านการก่อสร้างและสถาปัตยกรรมมากว่า 80 ปี เช่นเดียวกับจุฬาฯที่ผลิตบัณฑิตเกือบทุกสาขาวิชาป้อนสู่สังคมมาเป็นเวลาเกือบร้อยปี เหตุใดจึงคิดจะรื้อวิทยาเขตอุเทนถวายทิ้งแล้วไปสร้างอย่างอื่นขึ้นมาแทน ซึ่งดูเป็นการกระทำที่ลักลั่นอยู่ในตัวเอง

มีหลายฝ่ายเคยเสนอทางออกของเรื่องนี้ไว้อย่างน่าสนใจ อาทิ เดชา บุญค้ำ มองว่า ความขัดแย้ง อุเทนฯ-จุฬาฯเป็นเรื่อง "จิ๊บจ๊อย" มาก ต่างฝ่ายต่างมี “อัตตา” ถ้าโยนทิ้งไป อาจหาทางออกแบบวิน-วินได้มากกว่า โดยเมื่อเชื่อมโยงไปถึงสถานการณ์ด้านอุตสาหกรรมการก่อสร้างของประเทศไทย ที่จะแห้งเฉาในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าจาก AEC จึงมีข้อเสนอว่าเป็นไปได้หรือไม่ ที่จะมีการจัดตั้งสำนักวิชานวกรรมศาสตร์ (เทียบเท่าคณะวิชา) ขึ้นในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และโอนวิทยาลัยก่อสร้างอุเทนถวาย (ชื่อเดิม) มาอยู่ในสำนักวิชานี้และใช้ชื่อว่า "สำนักวิชานวกรรมศาสตร์อุเทนถวายแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย"

ทั้งนี้ โครงการนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่และเกือบเป็นผลสำเร็จสามารถเปิดรับนิสิตรุ่นแรกได้มาแล้วตั้งแต่ปี 2542 และได้มารื้อฟื้นอีกครั้งในปี 2548 ทั้งสองครั้งอับปางด้วยพายุอัตตา แม้ได้เคยไหว้วอนทั้งสภาและสมาคมสถาปนิกและวิศวกรให้ช่วยหนุนก็ไม่สำเร็จ อันที่จริงก็เป็นหลักสูตรมาตรฐานสากลที่เปิดสอนระดับมหาวิทยาลัยในโลกนี้มานานแล้ว บางแห่งมากว่า 70 ปี

เดชาสรุปปิดท้ายไว้อย่างน่าสนใจว่า ดังนั้น สำนักวิชานวกรรมศาสตร์อุเทนถวายแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คือการ "ตอบโจทย์" ที่จะทำให้ประวัติศาสตร์และเกียรติภูมิอันยาวนานของชาวอุเทนถวาย จะยังคงอยู่ได้ต่อไปอีกหลายศตวรรษ จุฬาฯ ก็ไม่จำเป็นต้องเรียกคืนที่ดิน ประเทศไทยก็จะค่อยๆ พ้นวิกฤตขาดความเชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรมการก่อสร้างที่อาจถูกกลืนได้ง่าย ๆ

หรือกับมุมมองด้านสังคมศาสตร์ รศ.ดร.ไชยันต์ รัชชกูล คณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ได้เคยกล่าวในการเสวนารายการหนึ่งเมื่อเร็ว ๆ นี้ โดยตั้งคำถามถึงความสัมพันธ์ทางสังคมบนพื้นที่ของจุฬาฯ ที่ตอนนี้กำลังไล่ที่อุเทนถวาย แต่จุฬาฯ กลับไม่ไล่ที่ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา หรือสาธิตจุฬาฯ ว่า

เหตุผลของจุฬาฯ คือ ต้องการทำให้พื้นที่นั้น เป็นพื้นที่ ๆ สะอาด หรือเป็นที่เคารพนับถือ เช่น โรงเรียนเด็กเล็กในปทุมวัน หรือ อุเทนถวาย เทียบกับ สาธิตจุฬาฯ, เตรียมอุดม โรงเรียนไหนดูสะอาด/น่านับถือมากกว่า การทำเช่นนี้ เหมือนกับการไล่คนออกจากป่าที่เขาเคยอยู่

"นอกจากนี้ เหตุผลที่จุฬาฯ ใช้อ้างเพื่อไล่ที่อุเทนถวายนั้น ก็ไม่ใช่เหตุผลที่สัมพันธ์กับการศึกษาโดยตรง ซึ่งก็อาจเข้าใจได้ว่าลึกแล้วอาจเป็นเหตุผลทางเศรษฐกิจ" ก่อนทิ้งท้ายว่า บทบาทที่ผ่านมาของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ย่อมสะท้อนลักษณะทุนนิยมของไทยที่เปลี่ยนแปลงไปเพื่อรองรับทุนจากต่างประเทศได้ไม่มากก็น้อย

 

ดังนั้น เมื่อมองให้กว้างกว่าการตัดสินใจขอพื้นที่คืน บนฐานของข้อยุติทางกฎหมายและแผนการดำเนินการพัฒนามหาวิทยาลัย หากแต่คุณค่าทางประวัติศาสตร์และการศึกษาของโรงเรียนช่างก่อสร้างแห่งหนึ่ง การพัฒนาวงการวิชาชีพก่อสร้างไทยในอนาคต และการเลือกทำให้พื้นใดพื้นที่หนึ่งดูสะอาด น่านับถือ เป็นสิ่งที่จุฬาฯได้เคยคำนึงถึงบ้างหรือไม่.

อินโฟกราฟิก "ไขข้อข้องใจ กรณีที่ดินจุฬาฯ" จากเฟซบุ๊กของจุฬาฯ

 

( *ข้อมูลในส่วน เดชา บุญค้ำ และ ไชยันต์ รัชชกูล ผู้เขียนเรียบเรียงจากเว็บไซต์มติชน)




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
ฝายชะลอน้ำ วันที่ : 14/06/2013 เวลา : 22.05 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/slowlylife

ผลประโยชน์...และเงินตัวเดียวครับ..

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
BlueHill วันที่ : 14/06/2013 เวลา : 21.36 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

ดีใจครับที่ไม่โยงไปเรื่องการเมือง

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน