• ครูเศรษฐ
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-04-13
  • จำนวนเรื่อง : 1518
  • จำนวนผู้ชม : 2132240
  • ส่ง msg :
  • โหวต 296 คน
ใต้ฟ้าเมืองไทย..วันนี้...
ขอพระบารมีพระสยามเทวาธิราช คุ้มครองประเทศไทย.......
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/setth
วันจันทร์ ที่ 27 มกราคม 2557
Posted by ครูเศรษฐ , ผู้อ่าน : 8593 , 10:33:05 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 7 คน นายธรรมยุติ , ปวิภา และอีก 5 คนโหวตเรื่องนี้

 

ต้องขอขอบคุณ อ.สมเกียรติ  อ่อนวิมล

ที่กรุณา  แปลหนังสือนี้ (บางส่วน) ให้คนไทยได้อ่าน

เพราะเมื่อคืนฟัง ติดๆ ขัดๆ ด้วยมารผจญ

 

 

Plate, Thomas, Conversations with Thaksin - From Exile to Deliverance: Thailand’s Populist TycoonTells His Story, Giants of Asia Series, Marshall Cavendish Editions, Singapore, 2011, 252 pages, ISBN: 978-981-4328-68-5]

 

[ตอนที่ 1]

 

ทุกครั้งที่พันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ชินวัตร (คุณทักษิณฯ) พูด หรือให้สัมภาษณ์ จะสามารถเรียกร้องความสนใจจากสาธารณชนไทยเสมอ เพราะทุกเรื่องที่คุณทักษิณพูดหรือวิจารณ์จะมีผลกระทบต่อสังคมไทย ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม ไม่น้อยก็มาก และหลายเรืื่องที่คุณทักษิณพูดก็จะมีผลกระทบต่อคุณทักษิณเองมากยิ่งกว่าน้อย

 

หนังสือจากการสนทนาเล่มนี้ก็เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ยืนยันความจริง

จากความเห็นในย่อหน้าข้างบน

 

“Conversation with Thaksin” เขียนโดย Tom Plate (ทอม เพลท) จากการสนทนากับคุณทักษิณ ที่นคร Dubai, United Emirates - UAE (ดูไบ, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือ ยู.เอ.อี) เป็นการสนทนาในเดือนธันวาคม ปี 2010 แยกเป็นการคุยกันที่บ้านพักชานเมืองในเขต Emirates Hills ของคุณทักษิณสี่ครั้ง ครั้งละสองชั่วโมง และที่ร้านอาหารบนอาคารสูง Burj Khalifa อีกหนึ่งครั้ง ต่อมาอีกครึ่งปี ในกลางปี 2011 มีการสนทนารอบที่หกระหว่างรับประทานอาหารค่ำร่วมกันเป็นการเพิ่มเติมปรับแก้ข้อมูล ตลอดช่วงเวลาทั้งหมดนี้ Tom Plate ยังได้ติดต่อคุณทักษิณฯผ่าน E-mail เป็นระยะๆ, โทรศัพท์คุยกันครั้งสองครั้ง [“a phone call or two” (p.3)], คุยผ่านคอมพิวเตอร์ระบบ Skype ระหว่าง Tom Plate ที่ Los Angeles กับ คุณทักษิณฯที่ Dubai 

 

ปัญหาแรก ที่มักใช้เป็นข้ออ้างให้พ้นความรับผิดชอบได้เสมอหากคุณทักษิณพูดอะไรผิดไปจนอาจก่อให้เกิดความเสียหาย ไม่ว่าจะเป็นความเสียหายต่อผู้อื่นหรือต่อคุณทักษิณเอง หรืออาจจะเป็นความเสียหายต่อความจริงที่มีอยู่แต่เดิม ก็คือปัญหาเรื่องที่ว่าภาษาอังกฤษของคุณทักษิณนั้นไม่ดี คุณทักษิณใช้ภาษาอังกฤษแบบผิดๆถูกๆ ไม่เป็นภาษาอังกฤษที่ฟังรู้เรื่องครบถ้วน เป็นภาษาอังกฤษแบบคนที่ไม่มีความรู้และไม่มีทักษะทางภาษามากพอที่จะสื่อสารให้เจ้าของภาษารู้เรื่องสมบูรณ์ชัดแจ้งได้ Tom Plate ในฐานะผู้สัมภาษณ์และนำบทสัมภาษณ์มาถอดความเพื่อเขียนเป็นหนังสือจึงต้องอธิบายเป็นการออกตัวแต่แรกในคำนำในหน้า (3-4) ว่า:

(3-4)

“… in his enunciation of English, the former  prime minister of Thailand understandably employs Thai-like grammatical constructions and staccato pronunciations that are not difficult to understand in person - but when transcribed exactly as spoken make it next to impossible to easily read. And so for the sake of clarity of meaning and ease of understanding, I have transcribed the conversations from a kind of Thai-literal English to a smoother normal-appearing universal English. To have not done would not only have made the conversations difficult for the reader to follow but would have served to mislead the reader about the clarity and structure of the former prime minister’s thoughts...”

“… ในการพูดภาษาอังกฤษ อดีตนายกรัฐมนตรีของไทยใช้ภาษาเหมือนกับเป็นโครงสร้างไวยากรณ์ภาษาไทยและการออกเสียงก็กระท่อนกระแท่นตะกุกตะกัก แต่ก็ไม่ยากนักที่จะทำความเข้าใจถ้าหากเป็นเพียงกันคุยกันต่อหน้า - แต่พอนำมาถอดความเป็นประโยคพิมพ์ให้ตรงตามคำพูดแบบคำต่อคำก็ทำให้เกือบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะอ่านรู้เรื่องได้ง่ายๆ ดังนั้นเพื่อให้ได้ความหมายที่ชัดเจนและเพื่อให้อ่านรู้เรื่องผมจึงได้นำบทสนทนาที่เป็นเสียงพูดคุยเป็นภาษาอังกฤษแบบไทยๆมาปรับแต่งใหม่ให้ราบรื่นเป็นภาษาอังกฤษแบบปรกติที่ใช้กันเป็นสากล หากไม่ปรับแต่งใหม่ตามที่ว่าแล้ว นอกจากจะทำให้เป็นการยากยิ่งที่ผู้อ่านจะเข้าใจว่าคุยเรื่องอะไรกันแล้ว ก็จะยังทำให้ผู้อ่านเกิดความเข้าใจผิดในเรื่องโครงสร้างความคิดทั้งหลายของอดีตนายกรัฐมนตรีผู้นี้อีกด้วย…”

 

ปัญหาที่สอง คือปัญหาเรื่องการพูดพาดพิงถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ของไทย อันเป็นเรื่องที่คุณทักษิณไม่เคยหยุดหรือหลบหลีกที่จะพูดหรือตอบคำถาม และทุกครั้งที่ถูกถามคุณทักษิณก็จะตอบตามที่ใจคิดแล้วก็จะเกิดปัญหาตามมาทีหลังว่าพูดทำไม? มีอะไรในใจลึกซึ้งมากกว่าที่พูดหรืออย่างไร? เป็นการสวนทางกับการแสดงความจงรักภักดี? หรือว่าเป็นการพูดในบริบทแห่งเสรีภาพในสังคมประชาธิปไตย? หรือว่าเป็นเพียงเพราะพูดเป็นภาษาอังกฤษแล้วทำให้เข้าใจหรือแปลความหมายผิดพลาดกันไปเอง โดยคุณทักษิณไม่ได้ตั้งใจจะให้เข้าใจไขว้เขวเช่นนั้น? ก่อนที่จะอ่านแล้วเข้าใจผิดกันไปตลอด 250 หน้าของหนังสือนี้ และเพื่อป้องกันปัญหาการ“หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” คุณทักษิณมิได้เลือกที่จะหลบคำถามหรือไม่ตอบคำถามเรื่องพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถและสถาบันพระมหากษัตริย์โดยรวม แต่กลับยินดีที่จะพูดพาดพิงถึงทั้งสองพระองค์และสถาบันพระมหากษัตริย์ตามที่อยากพูดโดยไม่รั้งรอหรือหยุดคิดให้ถ่องแท้ แล้ว Tom Plate ในฐานะผู้เขียนก็เอาทั้งหมดมาพิจารณา ปรับแก้ ตัดแต่ง และตัดทอน ให้เหลือเท่าที่ปรากฏในหนังสือ ลงพิมพ์เฉพาะเนื้อหาที่ Tom Plate คิดว่าจะปลอดภัยจากเงื้อมมือของกฎหมายอาญาไทยว่าด้วยการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ แล้วจึงลงพิมพ์เฉพาะส่วนของบทสนทนาที่ปรับแต่งแล้วจะปลอดภัยเท่านั้น ส่วนที่เหลือจะเก็บไว้เผื่อมีการพิมพ์ครั้งที่สองเมื่อสภาวการณ์เปลี่ยนไป รอบรรยากาศและกฎหมายเอื้ออำนวยให้ลงพิมพ์คำวิจารณ์ของคุณทักษิณฯต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ส่วนที่ยังเก็บไว้ได้อย่างเสรี:

 

(4)

Tom: “Please also note that, given the law of sovereign Thailand, the monarch is accorded special status under le’se majeste’. These pointed laws are designed to provide the King and Queen protection from commentary that might be regarded as critical or disrespectful. Although this book has been, at least initially, published outside of Thailand, and thus is not technically subject to Thailand’s laws, it is intended that the book will be available in Thailand, in perhaps English as well as Thai. It is not the author’s intention or desire to flour these laws, as long as they remain in force, and so the subject matter has been approached appropriately. In this connection, it must be said that at no time did Thaksin Shinawatra in any of these conversations with me anything other than respect for the King and Queen, and any implication on the contrary is not a reflection of the reality of our exchange or anything the former prime minister said or meant to say. However, due to the increasingly assertive degree of prosecution of le’se majeste’, it seemed only prudent for publication and fair to the former prime minister, and his sister Yingluck Shinawatra and his party to hold back certain turns of conversation until the prosecutorial climate change, perhaps for a second edition.”

“ขอได้โปรดบันทึกไว้ด้วยว่าภายใต้อธิปไตยของไทย กฎหมายไทยคุ้มครองสภานภาพพิเศษของสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วยหลักการห้ามมิให้ล่วงละเมิดสถาบันพระมหากษัตริย์ กฎหมายอันเด็ดขาดนี้มีไว้เพื่อปกป้องพระเจ้าอยู่หัวและพระราชินีจากการวิพากษ์วิจารณ์ใดๆซึ่งอาจเป็นทำนองตำหนิติเตียนหรือการแสดงความไม่เคารพ แม้ว่าหนังสือเล่มนี้แต่แรกเริ่มก็พิมพ์เผยแพร่ในต่างประเทศ ในทางเทคนิคกฎหมายก็ไม่ต้องอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายไทย แต่ในเมื่อตั้งใจไว้ว่าจะเผยแพร่หนังสือนี้ในประเทศไทย ซึ่งอาจมีทั้งภาคภาษาอังกฤษและภาคภาษาไทย ผู้เขียนจึงมิได้มีความตั้งใจหรือปรารถนาจะให้ไปมีปัญหากับกฎหมายไทย ตราบที่ยังมีกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอยู่  ด้วยเหตุนี้เรื่องที่เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์จึงได้รับการใส่ใจดูแลอย่างระมัดระวัง สำหรับเรื่องบทสนทนาที่พาดพิงถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ดังว่านี้ จำต้องขอกล่าวไว้ ณ ที่นี้ว่าไม่มีตอนใดเลยในบทสนทนากับผมที่คุณทักษิณ ชินวัตร จะแสดงความคิดในทำนองอื่นเลยนอกจากจะแสดงความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์และพระราชินี และถ้าหากพบว่ามีตอนใดของการสนทนาที่ทำให้เห็นเป็นทำนองตรงข้ามก็ขอให้ถือว่าความเห็นนั้นไม่สะท้อนความจริงในการสนทนาแลกเปลี่ยนความเห็นกัน หรือให้ถือว่าไม่สะท้อนความเห็นที่อดีตนายกรัฐมนตรีได้พูดหรือตั้งใจจะพูด อย่างไรก็ตาม สืบเนื่องมาจากการที่นับวันจะมีการพิจารณาโทษคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพกันถี่มากขึ้น จึงย่อมเป็นเรื่องเหมาะสมเพื่อการที่จะพิมพ์เผยแพร่หนังสือ อีกทั้งยังจะเป็นการให้ความเป็นธรรมแก่อดีตนายกรัฐมนตรีและน้องสาวของท่าน คือคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ตลอดจนพรรคการเมืองของท่าน ที่เราจะกักเก็บหลายส่วนของบทสนทนาเอาไว้จนกว่าบรรยากาศการลงโทษผู้กระทำผิดคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพจะผ่อนคลายลงในอนาคต เผื่อไว้สำหรับการพิมพ์ครั้งที่สอง” (ดูเพิ่มเติมใน Note1 หน้า 24)

 

แม้จะตัดทอน-กักเก็บบทสนทนาไว้ส่วนหนึ่งแล้ว อีกทั้งได้ขัดเกลาและเขียนใหม่อีกบางส่วน รวมทั้งให้คุณสุรนันท์ เวชชาชีวะ ช่วยแปลเอกสารสิ่งพิมพ์ส่วนที่เกี่ยวกับการยึดอำนาจของฝ่ายทหารในปี 2006/2549 อีกด้วย 

 

ไม่ว่าจะตัดทอนออกไปเท่าใด สิ่งที่พูดไปแล้วแต่ไม่กล้าเอามาลงพิมพ์ก็ยืนยันความจริงอย่างหนึ่งได้ว่าคุณทักษิณพาดพิงสถาบันพระมากษัตริย์มากกว่าและหนักกว่าส่วนที่ลงพิมพ์แน่นอน 

 

(26)

เท่าที่ Tom Plate จะเห็นควรให้ลงพิมพ์ได้ และเท่าที่คุณทักษิณจะเห็นว่าควรให้พิมพ์หรือยกเลิกบทสนทนาบางตอนได้ เพียงเท่าที่เหลือ ว่ากันเฉพาะส่วนที่เอามาลงพิมพ์ได้ ก็มีปัญหาอยู่มากพอแล้ว

 

ปัญหาของคุณทักษิณอันเกิดจากการสนทนาพาดพิงถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ก็เริ่มอีกครั้ง 

ด้วยการเต็มใจพูดอย่างเสรี นอกราชอาณาจักรไทย … ใน …  

“Conversation With Thaksin” โดย Tom Plate 

 

“Conversation with Thaksin” ตลอดเล่ม ยึดแนวเรื่องว่า:

 

คุณทักษิณอยากกลับบ้าน อยากกลับเมืองไทยบ้านเกิด เพราะไม่ได้ทำอะไรผิด มีแต่คนกลั่น

แกล้งให้ร้ายป้ายความผิด ทั้งเรื่องการทุจริต และโดยเฉพาะเรื่องที่ถูกกล่าวหาว่าไม่เคารพ เทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ ทั้งๆที่คุณทักษิณยืนยันว่ามีความจงรักภักดีแน่นอน 

คุณทักษิณอยากกลับประเทศไทย อยากกลับมาช่วยพัฒนาประเทศไทย ช่วยเหลือคนยากจน แต่ก็ยังไม่กล้ากลับมา เพราะกลัวว่าจะถูกลอบสังหารชีวิต หากน้องสาวและพรรคเพื่อไทยได้รับ

เลือกตั้ง ก็น่าจะเป็นโอกาสให้ได้กลับมาเมืองไทยอย่างพ้นผิดได้ทรัพย์สินคืนมา และกลับมาได้

อย่างปลอดภัย

 

บางตอนของบทสนทนา ระหว่าง พ.ต.ท. ดร. ทักษิณ ชินวัตร กับ Tom Plate:

 

(21)

Tom: “He’s going back even if it kills him … and it just might.”

          “ทักษิณจะต้องกลับให้ได้แม้ว่ากลับไปแล้วจะถูกฆ่า … และก็อาจถูกฆ่าจริงๆ” 

Thaksin: “2006 coup was dirty deed indeed.”

“การปฏิวัติปี 2549 เป็นเรื่องสกปรกจริงๆ” 

Thaksin: “They’re afraid of me, they don’t trust that I’m not out for revenge. But I’m not out for revenge.”

“Even when I am not in Thailand they don’t want me to go back. Because they know they cannot compete directly. So it’s the question of the way I go back. My return must be in a gracious way. And so I have to wait for the right moment. It may be at the end of this year [2011] … in December.”

“No witch-hunt. I think forgiveness is the key. I mean it.”

“I want to forgive and make the whole country forgive each other. Because, if you don’t forgive, you cannot reconcile your country. You cannot be one nation anymore.”

“พวกเขากลัวผม ไม่ไว้ใจผมว่าจะไม่ตามไปล้างแค้น แต่ผมไม่ตามไปล้างแค้นหรอก”

“แม้ว่าผมไม่ได้อยู่ในเมืองไทย พวกเขาก็ยังไม่ต้องการให้ผมกลับไปเมืองไทย เพราะเขารู้ว่า

เขาแข่งกับผมตรงๆก็สู้ผมไม่ได้ ดังนั้นมันก็เป็นเรื่องว่าผมจะกลับไปอย่างไร การกลับ ประเทศไทยของผมต้องไปอย่างมีเกียรติ ผมจะต้องคองจังหวะที่เหมาะสม  อาจเป็นตอนปลาย

ปีนี้ [2554] … เดือนธันวาคม 

Thaksin: “I definitely want to return.”

 

(30-31)

Thaksin: “You know, Thailand has never been as bad as in the last four years. In 

the four years before that, we were able to gradually improve ourselves in the 

human rights area and in democracy development. I feel terrible that Thailand has 

slipped so much. You know why it has gone bad so quickly? Because of the 

misunderstandings about me, they [PAD leaders, military leaders] were trying to get 

me too much, until they used all kinds of forces against me without any 

consultation, or even discussion with me. It’s mostly due to a great 

misunderstanding … they allege that I am not loyal to the Thai monarchy. So they 

thought that they would make the monarchy so happy with them by getting me. 

[content here deleted] The media are prejudiced against me and my supporters, 

and my supporters feel that this is not fair, with the result that more and more 

supporters join us every day. But they still keep doing the same bad things against 

me without any principle.”

“คุณรู้ไหม? ประเทศไทยไม่เคยเลวร้ายเท่ากับเมื่อสี่ปีที่ผ่านมาเลย เมื่อสี่ปีก่อนหน้าสี่ปีที่แล้ว 

เราสามารถปรับปรุงตัวเราให้ดีขึ้นอย่างช้าๆในเรื่องสิทธิมนุษยชนและการพัฒนาประชาธิปไตย 

ผมรู้สึกแย่มากๆที่ประเทศไถลลื่นต่ำลงมามาก คุณรู้ไหมว่าทำไมมันจึงเลวลงอย่างรวดเร็วนัก? 

ก็เป็นเพราะการเข้าใจในตัวผมอย่างผิดๆนั่นเอง พวกเขา [พันมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย 

และ ผู้นำทหาร] พยามตามไล่ล่าผมมากเกินไป พวกเขาใช้กำลังทุกรูปแบบเพื่อกำจัดผม พวก

เขาไม่เคยปรึกษาหารือผมเลย จะมาถกเถียงประเด็นอะไรกับผมก็ไม่เคยทำ ส่วนใหญ่มันเป็น

เรื่องเข้าใจผิดกันอย่างใหญ่หลวง … พวกเขากล่าวหาว่าผมไม่จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหา

กษัตริย์ไทย พวกเขาคิดกันเอาเองว่าพระมหากษัตริย์คงจะทรงยินดีกับพวกเขา หากพวกเขา

กำจัดผมได้ [ข้อความตอนนี้ถูกตัดออก] พวกสื่อมวลชนก็มีอคติลำเอียงต่อต้านผมและผู้

สนับสนุนฝ่ายผม แล้วผู้สนับสนุนผมก็รู้สึกว่ามันไม่ยุติธรรม ผลก็คือผู้สนับสนุนผมเพิ่มจำนวน

ขึ้นอย่างโตวันโตคืน แต่พวกเขาก็ยังทำสิ่งเลวๆต่อต้านผมอยู่ซ้ำแล้วซ้ำอีกอย่างไม่ลดราวาศอก 

ทำแบบไม่มีหลักการอะไรเลย”

 

คุณทักษิณเชื่อว่าเหตุผลของคณะทหารนำโดยพลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน ยึดอำนาจและล้ม

รัฐบาลของคุณทักษิณมีเรื่องสำคัญเรื่องเดียวคือข้อกล่าวหาเรื่องไม่จงรักภักดี ไม่เทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์:

 

(28)

Thaksin: “… if you want to protect the institution of the monarchy of Thailand, if that 

is your goal, democracy is a good vehicle and good tool to protect the monarchy, not dictatorship.”

“… หากคุณต้องการที่จะปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์, ถ้านั่นคือเป้าหมายของพวกคุณ, 

ประชาธิปไตยก็จะเป็นพาหนะที่ดีและเป็นเครื่องมือที่ดีในอันที่จะปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ 

ไม่ใช่ระบอบเผด็จการ”

 

คุณทักษิณคิดว่าตัวเองไม่ได้ทำผิดอะไรเลย ไม่สมควรที่จะถูกทำลายโดยคณะมนตรีความ

มั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ที่ยึดอำนาจเมื่อปี 2549:

 

(29)

Thaksin: “… time is on my side. Because I have done nothing wrong. The longer the wait, the more likely that the truth will be revealed as being on my side, they have done a lot of things just to justify something which is not true. So the longer they do this, the longer they go on like this, the more they get trapped. So what I have said is that I can wait, because in the end, there must be reconciliation, otherwise Thailand will not be prosperous. Thailand will not be a smiling country anymore.”

“… เวลาเข้าข้างผม เพราะว่าผมไม้ได้ทำอะไรผิด ยิ่งรอเวลานานเท่าไร ยิ่งเป็นโอกาสที่ความ

จริงจะปรากฏ จะเป็นความจริงที่เข้าข้างผม พวกเขาทำอะไรหลายอย่างเพี่ยงเพื่อให้มีเหตุผล

สนับสนุนเรื่องที่มิใช่ความจริง ดังนั้นยิ่งพวกเขาทำอะไรๆไปนานเท่าได ยิ่งนานไปนานไปพวก

เขาก็จะไปติดกับดักเอง ดังนั้นเรื่องที่ผมพูดอยู่ก็คือ ผมรอได้ เพราะในที่สุดก็จะต้องมีการ

ปรองดองกันในชาติ ไม่อย่างนั้นประเทศไทยก็จะไม่มั่งคั่งร่ำรวย เมืองไทยจะไม่เป็นเมืองยิ้มอีก

ต่อไป”

คุณทักษิณเริ่มการสนทนาด้วยความมุ่งมั่นที่จะทนรอให้ฝ่ายทหารกองทัพไทย “ติดกับดัก” เสียก่อน จะกับดักอะไรก็แล้วแต่ จะนานแค่ไหนก็รอได้ แล้วจะถึงวันที่คุณทักษิณจะกลับบ้านได้ เป็นการประกาศสงครามด้วยยุทธการแห่งการรอคอย ปล่อยให้ศัตรูทำลายตัวเองในระยะยาว เมื่อประกาศศักดาไว้ชัดเจนแล้ว คุณทักษิณก็พยายามอธิบายปัญหาใหญ่ที่ตนเองไม่คิดว่าตนเองเป็นตัวปัญหาที่แท้จริง แต่ฝ่ายศัตรู (ฝ่ายทหาร) สร้างเรื่องให้ดูเป็นจริง 

ยิ่งอธิบายก็ยิ่งลงลึก ยิ่งพูดก็ยิ่งยุ่ง 

Tom Plate ถามนำบ่อยครั้ง ราวกับจะล่อให้คุณทักษิณติดกับดักแห่งยุทธศาสตร์การสัมภาษณ์เช่นกัน 

ชวนคุณทักษิณคุยเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์ที่ไร คุณทักษิณจะเดินเข้ากับดักทีนั้น ทุกทีไป 

 

Tom Plate เป็นสื่อมวลชนตะวันตกอีกรายที่ประสพความสำเร็จในการวางกับดักคุณทักษิณ:

 

(30)

Tom Plate ถามนำ:

“Now, talking about what you can do other than going back as prime minister, or if 

you do go back, going back in some important capacity for the Crown.”

“เอาหละครับ เรามาคุยกันเรื่องที่ว่าจะมีะไรให้คุณทำ นอกจากจะกลับไปเป็นนายกรัฐมนตรีอีก

ครั้ง ถ้าคุณได้กลับไปเมืองไทยจริงๆ คุณจะกลับไปรับงานที่มีความสำคัญโดยทำงานให้กับ

พระเจ้าอยู่หัวไหม?”

 

คุณทักษิณเดินหน้าตอบคำถามอย่างเต็มความ หรืออาจจะเกินความที่ถามด้วยซ้ำ:

 

(31)

Thaksin: “… over the past four-and-half-years since I left, it has been just like this --- because of one perceived problem: Thaksin is not loyal to the monarchy, which is 

not true. Which is not true! They make it up in their own imagination, and they move 

all the political reality  in the direction of their own imagination, which is a bad 

imagination.”

“ในช่วงสี่ปีครึ่งหลังจากผมออกมานอกประเทศไทยแล้ว เรื่องมันเป็นแบบนี้เลย --- คือว่ามัน

เป็นเรื่องการรับรู้ปัญหาตามที่อยากจะมอง คือ: ทักษิณไม่จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์,  

ซึ่งมันไม่จริง ไม่จริง จริงๆเลย! พวกเขากุเรื่องขึ้นมาเองตามจินตนาการที่สร้างเอาเอง พวกเขา

นำพาการเมืองเข้าไปในทิศทางแห่งจินตนาการของพวกเขากันเอง ซึ่งมันเป็นจินตนาการ

ชั้นเลว”

 

(33)

Tom: “But if you do go back, do you have to be prime minister? Could you go back 

as minister-mentor, like Lee Kuan Yew of Singapore used to be for years?”

“แต่ถ้าคุณจะกลับไป จำเป็นไหมที่คุณจะต้องกลับไปเป็นนายกรัฐมนตรี? คุณจะกลับไป

เป็นรัฐมนตรีที่ปรึกษาอาวุโสให้กับนายกรัฐมนตรีแบบที่นายลีกวนยูของสิงคโปร์เคยเป็นอยู่

หลายปีได้ไหม?”

 

Thaksin: “I don’t have to be anything.”

      “ผมไม่จำเป็นต้องเป็นอะไรทั้งนั้น”

 

Tom: “Could you go back as Sonia Gandhi? The power behind the throne of India?”

“คุณจะกลับไปเป็นแบบโซเนีย คานธี มีอำนาจอยู่เบื้องหลังเก้าอี้นายกรัฐมนตรีอินเดียได้ไหม?

 

Thanksin: “I do not need to involve myself in politics. For example, if the monarchy 

were kind enough to appoint me as an advisor to the Crown Property. I can help 

Crown Property do better financially. So, if I were appointed to any position by the 

Palace, I cannot be involved in politics. That kind of appointment would have the 

effect of forcing me not to get involved in politics.”

“ผมไม่จำเป็นเลยที่จะเอาตัวเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ยกตัวอย่างหน่อยว่าถ้าพระมหา

กษัตริย์จะทรงมีพระเมตตามากพอที่จะแต่งตั้งให้ผมเป็นที่ปรึกษาสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระ

มหากษัตริย์ ผมก็สามารถที่จะทำให้สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์มีเงินมากขึ้น ดังนั้น

ถ้าทางพระราชวังแต่งตั้งให้ผมได้รับตำแหน่งอะไรในวังก็ได้ มันก็จะทำให้ผมไปยุ่งกับการเมือง

ไม่ได้ ตำแหน่งในวังแบบนั้นจะมีผลบังคับให้ผมไม่อาจเล่นการเมืองได้”

 

Tom: “So you might accept the Palace appointment?”

“ถ้าอย่างนั้นคุณก็อาจรับตำแหน่งที่แต่งตั้งโดยพระราชสำนักใช่ไหม?”

 

(34-35)

Thaksin: Yes. But I don’t want to have a Privy Councilor position [in Thailand a very 

important posting]. I don’t want to be anything that is ambitious. I just want to prove 

that I don’t mind being anything, but I want to prove that I am beneficial to my 

country and my people… When I go back, definitely, I should be appointed 

something to be beneficial for the country and the people.”

“ใช่ครับ แต่ผมไม่อยากได้ตำแหน่งองคมนตรี [ในประเทศไทยตำแหน่งนี้สำคัญมาก] ผมไม่

ต้องการทะเยอทะยานถึงขนาดนั้น ผมต้องการเพียงพิสูจน์ว่าผมเป็นประโยชน์ต่อประเทศของ

ผม และ ประชาชนของผม… เมื่อผมได้กลับไป แน่นอนว่าผมควรจะได้รับการแต่งตั้งให้เป็น

อะไรสักอย่างที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน”

 

เมื่อ Tom พาคุณทักษิณเข้าสู่การสนทนาเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์ได้แล้ว ไม่ต้องถามเพิ่มเติม คุณทักษิณก็พูดเสริมโยงใยไปถึงเรื่องที่ติดค้างในใจของตนเองออกมาอย่างละเอียด:

 

(36)

Thaksin: “Well, you know in Thailand, the government officials, the military … they 

… [don’t do] anything until they get a signal. Even during the effort recently to bail 

our arrested Red Shirt leaders out of jail, we talked to the judges, and we asked for 

leniencies … to let them out, you know. This is not a political thing. By our 

Constitution the government is supposed to grant bail for every criminal because it’s 

their duty to grant bail, except in certain circumstances, and so we wanted to 

protect their rights, but the judges would not allow bail for the Red Shirts. And when 

we asked a judge why, the judge said, ‘There is no signal.’ And we said ‘Are you the 

judge or not?’ The judge has been hired to judge, not to look for signals, right? But 

the judge says to us, ‘I got no signal.’ So it looks like everyone is just waiting for 

signals.”

“อืมม์ เมืองไทยมันเป็นอย่างนี้ เจ้าหน้าที่รัฐ ทหาร … ใครต่อใคร … [ไม่ทำอะไร] กันเลยจนกว่า

จะได้รับสัญญาณ แม้กระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ ตอนที่เราพยายามจะขอประกันตัวพวกผู้นำคนเสื้อ

แดงของเราให้พ้นจากการถูกคุมขัง เราไปคุยกับผู้พพิพากษาหลายคน และเราขอความเมตตา

จากท่าน … ขอให้ปล่อยตัวพวกเรา นี่มันไม่ใช่เรื่องการเมือง คุณก็คงรู้ ตามรัฐธรรมนูญของเรา 

รัฐบาลลควรจะให้ประกันตัวอาชญากรทุกคน เพราะมันเป็นหน้าที่ของรัฐบาล ยกเว้นในบาง

กรณีเป็นการเฉพาะ ดังนั้นพวกเราต้องการปกป้องสิทธิ์ของพวกเขา แต่คณะผู้พิพากษาก็ไม่ยอม

ให้ประกันตัวคนเสื้อแดง พอเราถามผู้พิพากษาคนหนึ่งว่าทำไมจึงไม่ให้ประกันตัว  ผู้พิพากษา

คนหนึ่งบอกว่า ‘ไม่มีสัญญาณ’  เราก็เลยบอกว่า ‘ท่านเป็นผู้พิพากษาจริงๆหรือเปล่าล่ะ?’ ผู้

พิพากษาถูกจ้างให้มาทำหน้าที่พิพากษา ไม่ใช่ให้มารอดูสัญญาณ ใช่ไหม? แต่ผู้พิพากษาคนนั้น

ก็บอกกับเราว่า ‘ผมยังไม่ได้รับสัญญาณเลย’ ดังนั้นมันก็ดูเหมือนกับว่าทุกคนเอาแต่รอดู

สัญญาณ”

 

คุณทักษิณก็ไม่ยอมพูดให้ชัดว่า “สัญญาณอะไร? มาจากใคร? ที่ไหน?” ปล่อยให้เป็นเรื่องกำกวมให้คาดเดากันต่อไป แต่ที่สับสนก็คือคุณทักษิณเอารัฐบาลมาปนกับศาล บอกว่าเป็นหน้าที่รัฐบาลแต่กลับไปคุยกับศาลแล้วโทษศาลว่าไม่ทำตามที่รัฐบาลควรทำ เป็นความสับสนของคุณทักษิณในความไม่รู้เรื่องรัฐธรรมนูญ และไม่เข้าใจว่ารัฐบาลเป็นฝ่ายบริหาร แต่ศาลเป็ยฝ่ายอำนาจยุติธรรม อำนาจอธิปไตยทั้งสองที่แยกกันมานานกว่า 70 ปีแล้ว ส่วนเรื่องการประกันตัวผู้ต้องหาก็ไม่เคยมีกฎหมายให้อำนาจรัฐบาลสั่งศาลให้ประกันตัวใครได้ ยิ่งเป็น “อาชญากร”ด้วยแล้ว ศาลเองก็ไม่มีอำนาจหรือหน้าที่ที่จะต้องให้ประกันตัว “อาชญากร” โดยอัตโนมัติ

 

นี่เป็นอีกตอนหนึ่งที่คุณทักษิณพูดโดยไม่หวาดหวั่นข้อหาหมิ่นศาล! 

คุณทักษิณคุยกับผู้พิพากษาคนไหนที่พูดเรื่อง “สัญญาณ”? 

แล้วใครเล่าที่คุณทักษิณกล่าวหาว่าเป็นผู้ส่งสัญญาณ? 

 

ถึงคุณทักษิณไม่พูดให้ชัด คำถามของ Tom Plate ที่ตามมาติดๆในหน้า 37 

ก็คือการส่งสัญญาณของ Tom หรือ คุณทักษิณ เรื่องเรื่อง “ผู้ส่งสัญาณ” ที่คุณทักษิณอ้างถึงอย่างกำกวมมาก่อนหน้านี้ คราวนี้ Tom ถามแรงมาก ไม่นึกว่าคุณทักษิณจะตอบ ไม่คิดว่าคุณทักษิณควรตอบ หากมีความจงรักภักดี:

 

(37-38)

Tom: “Who can talk to the King and Queen of Thailand? The Pope? Allah? 

Buddha? Whom do they listen to?

“ใครบ้างที่พอจะกราบบังคมทูลพระเจ้าอยู่หัวและพระราชินีแห่งประเทศไทยได้? พระ

สันตะปาปาหรือ? อัลเลาะห์ได้ไหม? พระพุทธเจ้าล่ะจะพอได้ไหม? พระเจ้าอยู่หัวและพระราชินี

จะทรงรับฟังใครบ้าง?

 

คำถามของ Tom หนัก เอียง และ แรงเหลือหลาย คุณทักษิณไม่ท้วง หรือวิพากษ์คำถามย้อนกลับไปเลย ราวกับว่าทั้งคุณทักษิณและทอมพูดภาษา “สัญญาณ” เดียวกัน:

 

Thaksin: “Well, His Majesty respects international opinion. So if it is world opinion 

that this is time for Thailand to reconcile, and there is consultation with His Majesty, 

and they give him some ideas, then His Majesty might come to think that okay, this 

is the solution. I do believe that that will be a solution.”

“ผมว่าพระเจ้าอยู่หัวทรงเคารพความเห็นจากนานาประเทศ ดังนั้นถ้าหากมันเป็นความเห็นของ

ชาวโลกว่าถึงเวลาแล้วที่เมืองไทยจะต้องปรองดองกัน และให้มีการกราบบังคมทูลปรึกษาหารือ

กับพระเจ้าอยู่หัวแล้วให้ความคิดบางอย่างกับพระองค์สักหน่อย ถ้าได้อย่างนั้นพระองค์ก็อาจ

กลับมาทรงคิดได้บ้างว่า เอาหล่ะ นี่เป็นทางออก ผมเชื่อว่านั่นคือทางออกในการแก้ปัญหา”

 

Tom ลากคุณทักษิณลงลึกมากขึ้น ติดกับดักแห่งคำถามนำสนิทแล้ว:

 

Tom: “… Supposing someone of respect --- Ban Ki-moon, the United Nations 

Secretary General --- supposing he were to go to Bangkok and to talk to the King, 

and say, ‘There has been all this turmoil and bloodshed, this is not good for 

Thailand. Why can’t there be reconciliation? Would the King listen? Would the King 

receive him?

“… สมมุติว่าจะมีคนที่น่าเคารพสักคน --- เช่นนายบัน คี-มูน เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ 

--- สมมุติว่าให้ท่านไปกรุงเทพฯ แล้วเข้าเฝ้ากราบบังคมทูลพระเจ้าอยู่หัว โดยบอกว่า ‘ความ

วุ่นวายและการนองเลือดทั้งหลายที่เกิดขึ้นนั้นมันเป็นสิ่งไม่ดีสำหรับประเทศไทยเลย ทำไมจึง

ปรองดองกันไม่ได้?’ พระเจ้าอยู่หัวจะทรงรับฟังไหม? พระองค์จะให้นายบัน คี-มูน เข้าเฝ้า

ไหม?”

Thaksin: “I think that given Ban’s position, the King will welcome him. That kind of 

high-level position is the right position to provide international leadership because 

His Majesty is very senior. He is the most senior head of state.” 

“ผมว่าโดยตำแหน่งของนายบัน คี-มูน พระเจ้าอยู่หัวจะทรงต้อนรับท่านแน่ ตำแหน่งระดับสูง

เช่นนั้นเป็นตำแหน่งที่ถูกต้องเหมาะสมในอันที่จะเป็นผู้นำระดับนานาชาติ เพราะพระเจ้าอยู่หัว

ทรงพระชนมายุระดับอาวุโสมาก พระองค์ทรงเป็นประมุขของประเทศที่ทรงอาวุโสมากที่สุด”

………………………

“Yes, It’s the job of Ban to express his leadership to express his leadership publicly 

and have it honored. This is not a matter of international intervention by the UN, it is 

not just an internal affair at all. This trouble affects the whole region, and really 

affect the future of democracy and affects the status of human rights. It’s his duty to 

do so.”

“ครับ ผมว่ามันเป็นงานในหน้าที่ของนายบัน คี-มูน ที่จะต้องแสดงความเป็นผู้นำให้ปรากฏต่อ

สาธารณชน และแสดงตนให้สมกับเกียรติที่มี เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องการแทรกแซงจากต่างประเทศ

โดยสหประชาชาติ  มันไม่ใช่แค่เรื่องกิจการภายประเทศเท่านั้น ปัญหาวุ่นวายนี้มันกระทบทั้ง

ภูมิภาค แล้วยังกระทบอนาคตของประชาธิปไตยด้วย กระทบเรื่องสถานภาพสิทธิมนุษยชนอีก

ด้วย มันเป็นหน้าที่ของท่านที่จะต้องทำเรื่องนี้”

 

Tom: Who, the King?

“หมายถึงใคร พระเจ้าอยู่หัวหรือ?

 

Thaksin: No, Ban Hi-moon’s. His duty. He must do it. But I don’t know that he has the courage to do it. He is the right person, because he is the one who upholds the 

the international standard of human rights, raises questions about war crimes, 

supports the International Criminal Court. You know, eventually these issues [of 

political violence in Thailand] will go to the ICC, regardless, so the more things are 

prolonged…”

“ไม่ใช่ ผมหมายถึงนายบัน คี-มูน เป็นหน้าที่ของท่าน ท่านต้องทำ แต่ผมไม่รู้ว่าท่านจะกล้าทำ

ไหม ท่านเป็นคนที่เหมาะสมแล้ว เพราะท่านเป็นคนที่มีหน้าที่รักษามาตรฐานระดับนานาชาติใน

เรื่องสิทธิมนุษยชน ตั้งคำถามในเรื่องอาชญากรรมสงคราม สนับสนุนศาลอาชญากรรมระหว่าง

ประเทศ คุณก็รู้ว่าในที่สุดประเด็นต่างๆเหล่านี้ [เรื่องความรุนแรงทางการเมืองในประเทศไทย] 

จะต้องไปสู่ศาลอาชญากรรมระหว่างประเทศ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นหรือไม่ก็ตาม ดังนั้นยิ่งถ่วง

เวลาออกไปนานเท่าใด…”

 

Tom: The worse it is for Thailand.”

“ก็ยิ่งเลวร้ายมากขึ้นสำหรับประเทศไทย”

 

Thaksin: “Yes. But I am afraid that he doesn’t have the courage,”

“ใช่แล้ว แต่ผมเกรงว่าท่านคงจะไม่มีความกล้าหาญมากพอ”

 

Tom: Who, the King?”

“หมายถึงใคร พระเจ้าอยู่หัวหรือ?

 

Thaksin: “No! Ban.”

“ไม่ใช่! ผมหมายถึงนายบัน”

 

คุณทักษิณตอบคำถามที่ Tom สมมุติคำถามขึ้นมาเองทั้งนั้น คำถามสมมุติโดยไม่มีความจริงเป็นฐานนี้ เรียกว่า “hypothetical question” เป็นการถามลวงถามนำที่นักข่าวนิยมถาม แต่นักการเมืองที่ชำ่ชองเวทีมักจะไม่ตอบ นอกจากจะบอกว่า “I can’t answer a hypothetical question” 

 

Tom ถามต่อ ในช่วงที่คุณทักษิณเริ่มเผชิญวิกฤติการเมือง:

 

(171)

Tom: “Now, when you told the King that you would not stay as prime minister, even 

if your party won the election, which it was very probably going to do … what was 

the King’s reaction?

“ตอนนี้ ตอนที่คุณกราบบังคมทูลพระเจ้าอยู่หัวว่าจะไม่อยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไป 

แม้ว่าถ้าหากพรรคของคุณจะชนะเลือกตั้งก็ตาม ซึ่งดูท่าทางก็คงจะชนะเลือกตั้งจริงๆ … แล้ว

พระเจ้าอยู่หัวทรงมีปฏิกิริยาอย่างไรบ้าง?

 

Thaksin: “His Majesty just acknowledged what I told him.”

“พระองค์เพียงทรงแสดงว่ารับทราบเรื่องที่ผมกราบบังคมทูลเท่านั้น”

 

Tom: “You told him directly?”

“คุณกราบบังคมทูลต่อพระพักตร์โดยตรงเลยหรือ?”

 

Thaksin: “Yes, I told him myself, in the Palace.”

“ครับ ผมกราบบังคมทูลโดยตรงในพระราชวัง

  

Tom: “He just nodded or something?

“พระองค์ทรงทำเพีงแต่พยักพระพักตร์เท่านั้นหรือ?

 

Thaksin: No, no, he just gave the feeling he heard. It’s His Majesty’s way, you 

know, not to seem so involved. Aloof. Aloof. He receives the information, processes

it, but no reaction.”

“ไม่ ไม่ พระองค์เพียงแค่ทรงทำให้รู้สึกได้ว่าได้ยินแล้ว เป็นวิธีของพระองค์ คุณรู้ไหม พระองค์

จะทรงดูเหมือนว่าจะไม่เกี่ยวข้องอะไรด้วย อยู่ห่างๆเลย ห่างๆไปเลย พระองค์ทรงรับข้อมูลแล้ว

ผ่านกระบวนการรับรู้ แต่ก็ไม่มีปฏิกิริยาใดๆเลย”

 

[จบตอนที่ 1]

 

[ตอนที่ 2]

  

ปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งของหนังสือ “Conversation with Thaksin” เล่มนี้ก็คือเรื่องที่คุณทักษิณกล่าวพาดพิงถึงสถาบันพระมหากษัตริย์มากกว่าที่ปรากฏในหนังสือ แล้วส่วนที่ตัดออกไม่กล้าพิมพ์โดยอ้างว่ากลัวจะละเมิดกฎหมายอาญาว่าด้วยการหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์นั้น 

 

คุณทักษิณพูดว่าอย่างไร? 

 

มีความสำคัญถึงขนาดขอเก็บไว้พิมพ์ในการพิมพ์ครั้งที่สองเมื่อประเทศไทยยกเลิกกฎหมาย

อาญาส่วนที่เกี่ยวข้องเชียวหรือ? 

 

คุณทักษิณพูดว่าอย่างไร? 

 

หรือว่าส่วนที่ตัดออกไปนั้นมาปรากฏทางอ้อมเป็นความเห็นของ Tom Plate เสียเองในช่วงที่

พยายามถามนำเรื่องสมมุติที่เกี่ยวข้องกับนาย Ban Ki-moon เลขาธิการองค์การ

สหประชาชาติ และในช่วงอื่นๆที่เป็นข้อเขียนเชิงวิเคราะห์สรุปของ  Tom Plate เอง 

ดังตัวอย่าง:

 

(41-42)

Tom: “ Until Thaksin’s dramatic political arrival; what’s more, caring about the poor had been the monopoly of the King of Thailand. It was almost a kind of Buddhist priesthood; the efforts from the Palace over the decades to show concern for the poor became a hollowed Thai tradition. The efforts did not alleviate poverty but they did ease some of the suffering and cement an emotional bond between the King and his people.

It was as if the political culture of the country delegated to the monarchy the task of making the poor seem special. Even as the poor knew they were stuck in poverty, their eternal place in the grand scheme of things.

Thaksin’s approach was radically different. Instead of visiting the poor areas with the gesture of (in effect) passing out loaves and fishes to sate hunger temporarily and show royal caring, his policy proposed to train poorer Thais to start up their own bread-making and fish-packaging businesses to develop sustainable enterprises---in a manner of speaking.. These efforts wouldn’t make them rich overnight, but they might open the door that let them flee a life a lifetime of no-exit poverty.”

“ก่อนหน้าที่ทักษิณจะเข้ามาสู่การเมืองอันตื่นเต้นเร้าใจนั้น ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นก็คือการที่ว่าหน้าที่ดูแลคนจนเป็นงานผูกขาดของพระเจ้าอยู่หัวของไทยเท่านั้น ราวกับว่าเป็นงานของพระสงฆ์ผู้แสวงบุญ ความพยายามของฝ่ายพระราชวังในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมาในการแสดงความห่วงใยต่อคนยากจนนั้นเป็นเสมือนขนบธรรมเนียมประเพณีที่ว่างเปล่า-กลวงกลาง-ไร้แก่นสาร ความพยายามทั้งหลายมิได้ช่วยแก้ปัญหาความยากจน ทำได้เพียงช่วยผ่อนคลายความทุกข์ไปบางส่วนและสร้างผูกพันในความรู้สึกระหว่างพระมหากษัตริย์กับประชาชนของพระองค์

มันเหมือนกับว่าวัฒนธรรมทางการเมืองของประเทศแบ่งงานให้กับพระมหากษัตริย์ทำให้ดูว่าคนจนเป็นคนกลุ่มพิเศษ แม้ว่าคนจนจะรู้ว่าจะต้องจมปลักอยู่ในความยากจนต่อไปอย่างมิมีทางหลุดพ้น จนอยู่อย่างนั้นท่ามกลางแผนงานโครงการใหญ่โตต่างๆมากมาย

แต่แนวทางแก้ปัญหาแบบของทักษิณนั้นแตกต่างกันอย่างพลิกผัน แทนที่จะเดินทางไปเยี่ยมพื้นที่คนยากจน แล้วทำที (อย่างเห็นภาพชัดเจน) ว่าแจกจ่ายข้าวปลาอาหารเพื่อปลดเปลื้องความจนเพียงชั่วคราวและแสดงให้เห็นว่าทรงมีความห่วงใย ทักษิณกลับเสนอนโยบายฝึกอาชีพคนไทยผู้ยากจนให้รู้จักริเริ่มประกอบกิจการผลิตอาหาร ทำธุรกิจผลิตผลิตภันฑ์ปลาใส่หีบห่อบรรจุภัณฑ์ เพื่อสร้างกิจการอันยั่งยืน --- หากจะกล่าวเชิงเปรียบเปรย --- ความพยายามทั้งหลายเหล่านี้จะไม่ทำให้ชาวบ้านร่ำรวยขึ้นมาในชั่วข้ามคืน แต่มันอาจจะเป็นการเปิดประตูปลดปล่อยให้คนจนผ่านออกไปจากความยากจนดักดานที่ไร้ทางออกมาตลอดชีวิตได้”

 

ทั้งหมดที่เป็นคำพูดหรือข้อเขียนของ Tom Plate เอง ที่เปรียบเทียบว่าทักษิณทำงานได้ผลกว่าพระเจ้าอยู่หัวในเรื่องการช่วยคนจน ว่าพระเจ้าอยู่หัวช่วยประชาชนพอเป็นพิธี ไม่ยั่งยืน ทั้งๆที่ข้อเท็จจริงที่ Tom Plate ไม่รู้และไม่ได้ศึกษาก็คืองานทั้งหมดของพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระราชินีเป็นงานสร้างวิชาชีพและวิถีชีวิตที่ยั่งยืนตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง และงานของพระองค์เป็นงานต้นแบบ เป็นแบบอย่างดังปรากฏในศูนย์ศึกษาการพัฒนาตามพื้นที่ต่างๆ ตอดจนโครงการในพระราชดำริ 

มากมายทัั่วประเทศ เป็นงานที่ประสานทำต่อโดยหน่วยราชการมิใช่การแข่งขันเปรียบเทียบกับงานของรัฐบาลหรือนายกรัฐมนตรีทักษิณหรือนายกรัฐมนตรีคนอื่นใด ส่วนงานของคุณทักษิณก็ทำไปตามนโยบายของคุณทักษิณ ไม่สมควรที่จะนำไปเปรียบเทียบกับงานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระราชินี สถาบันพระมหากษัตริย์มิได้แข่งขันกับนายกรัฐมนตรีคนใด้เพื่อแย่งชิงมวลชนหรือเรียกร้องความรักเป็นพิเศษจากประชาชน รัฐบาลและพระมหากษัตริย์ต่างก็มีหน้าที่ทำงานเพื่อประชาชนร่วมกัน มิใช่ตรงข้ามกัน ความคิดของ Tom Plate - ถ้าหากมิใช่ความคิดของคุณทักษิณ - จึงเป็นความคิดของผู้ขาดการศึกษาค้นคว้าให้ได้ความจริงอย่างถ่องแท้ การเขียนหนังสือแสดงความคิดเห็นของ Tom Plate จึงบกพร่อง ไม่ควรให้ความเชื่อถือ 

 

เว้นแต่คำพูดของ Tom Plate จะสะท้อนความเห็นของคุณทักษิณที่ลงพิมพ์ไม่ได้ 

 

เรื่องนี้จึงเป็นปัญหาใหญ่ของหนังสือเล่มนี้

 

 

พล เอก เปรม ติณสูลานนท์, ประธานองค์มนตรี

(145) 

Thaksin: “He’s the most powerful of all the Privy Councillors. He has the clout to tell prime ministers, ‘You do this, you do not do this.’ And he can talk to all the army and air force commanders and say, ‘You should do that, you should do this.’ Now, during my administration, before I was ousted, he, at 80-plus years old, wearing his splendid uniforms, goes to visit every military academy and gives lectures. In one of his lectures he used his metaphor: think of Thailand’s military establishment as a horse; horses don’t have to listen to their jockey. So that was the hint that he told the military, ‘Don’t listen to the prime minister.’” 

“ท่านเป็นผู้มีอำนาจมากที่สุดในบรรดาองค์มนตรีทั้งหมด ท่านมีบารมีถึงขนาดสามารถสั่ง

นายกรัฐมนตรีทั้งหลายให้ “ทำโน่น อย่าทำนี่” ได้เลย และท่านสามารถสั่งผู้บัญชาการทหารบก

ทหารอากาศว่าควร ‘ทำอย่างนั้น ทำอย่างนี้’ ตอนที่ผมเป็นรัฐบาล ก่อนที่ผมจะถูกโค่นอำนาจ 

ท่านก็อายุ 80 กว่าแล้ว ใส่เครื่องแบบหทารอันงดงามของท่านออกไปบรรยายตามสถาบัน

ทหารต่างๆ โดยใช้คำเปรียบเปรยว่าให้คิดว่าสถาบันทหารนั้นเปรียบได้ดั่งม้า มาไม่ต้องเชื่อฟัง

คนขี่ม้า นั่นถือเป็นการบอกใบ้ต่อเหล่าทหารทั้งหลายมิให้เชื่อฟังนายกรัฐมนตรี”

 

 

การวิจัยและพัฒนา

(58)

Thaksin: “I know we are behind in research. We are strong in a few areas but not many. In agriculture, we are good but other than that, we are very, very lagging in science, terrible in science --- and technology, we are very weak. So we need a lot more investment on research, and on how to improve learning.”

 

ครั้งที่คุณทักษิณโด่งดังเข้าสู่วงการเมืองใหม่ๆ ผมในฐานะสื่อมวลชนเคยถามคุณทักษิณว่า “รวยมากๆอย่างที่คุณทักษิณรวย เหตุใดกิจการในกลุ่มชินคอร์ปของคุณทักษิณจึงไม่ใส่ใจลงทุกเรื่องการวิจัยและพัฒนา เช่นบริษัท Samsung (ซัมซุง) ของเกาหลีใต้?” คุณทักษิณตอบผมว่า “ไม่ไหวครับคุณสมเกียรติ เงินวิจัยแลพัฒนามันแพงเกินไป เราซื้อเทคโนโลยีเอาดีกว่า ส่วนงานวิจัยผมจะให้ทุนวิจัยที่มหาวิทยาลัยชินวัตรของผม” ….. มาได้ยินคำตอบแบบใหม่คราวนี้ คุณทักษิณเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น

 

อารมณ์

Tom: ไม่ได้ถาม แต่ทักษิณพูดเอง 

(93)

Thaksin: “I was so angry then … so full of anger. And in my speed of reaching my anger and in showing it to everyone … I was too fast with all  

that.”… "That is my bad quality. My good part is being very constructive and creative in my thinking. But when I cannot stand the pressure, I’m too easily angered.”

"ตอนนั้นผมโมโหสุดๆ ... โกรธเต็มที่เลย และผมโกรธแบบเร็วมากจากตอนเกิดอารมณ์พุ่ง

พรวดไปถึงตอนแสดงอารมณ์โกรธออกมา ... ผมออกอาการเร็วมากๆ" ... นั่นเป็นความเลว

ของผม ส่วนดีของผมก็มี คือผมเป็นคนคิดสร้างสรรค์ ทำอะไรเป็นบวก แต่เวลาผมทนแรง

กดดันไม่ไหว ผมก็โกรธง่าย"

 

Tom: “You can get mean, right?

"คุณเอาเรื่องคนง่ายๆเลย ใช่ไหม?"

 

Thaksin: “Yes, and that is the bad part that grows inside me.”

"ใช่ และนั่นคือส่วนเลวในตัวผม"

 

 

ความมั่งคั่ง ณ ปี 2011

(98)

1994: $1.6-$2.2 พันล้าน ก่อนเข้าสู่การเมือง 

 

Thaksin: “Because the government robbed me, (now I have) less.

ตอนนี้เหลือความมั่งคั่งลดลง

 

(99)

Thaksin: “ … I was robbed by the junta through the political court. They ridiculously  took away US$1.4 billion by confiscating the proportion of each share price that increased while I was prime minister, including the interest and dividends earned during my prime- ministership.”

“พวกคณะปฏิวัติยึดอำนาจปล้นเงินผมไปโดยใช้ศาลการเมืองเป็นเครื่องมือ พวกเขาเอาไป อย่างหน้าด้านๆถึง $1.4 พันล้าน โดยการยึดส่วนของราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้นตอนที่ผมเป็นนายก รัฐมนตรี รวมทั้งดอกเบี้ยและเงินปันผลช่วงที่ผมเป็นนายกรัฐมนตรีด้วย

 

การลอบสังหาร 4 ครั้ง

(103-110)

(106-107)

Thaksin: “...the general who had been assigned to shoot me [3rd attempt in 2006] … later he confessed to me, after I was in exile, he confessed to me that he had been assigned to shoot me by using a sniper. He was there himself to supervise the sharpshooter, and he knew that my podium was bulletproof, so they had to plan to shoot me from behind. And the second time, also, in Bangkok, this same general, he planned to put the sniper in the building of the Political Science Department of Thammasat University.”…...

“The general said he had planned to station the sniper in the building, and planned for the operation to go down at eight o’clock in the evening.”

“นายพลทหารคนที่ได้รับมอบหมายงานให้สังหารผม [ในความพยายามครั้งที่ 3 ปี 2549] … ตอนหลังนายพลคนนั้นเขามาขอสารภาพกับผม หลังผมลี้ภัยออกไปแล้ว เขาสารภาพว่าเขาถูก

สั่งให้ใช้มือปืนซุ่มลอบยิงผม เขาอยู่ ณ ที่ซุ่มยิงคุมมือปืนด้วยตัวเอง เขารู้ว่าแท่นยืนปราศัยของ

ผมมีเกราะกันกระสุน เขาจึงต้องวางแผนยิงผมจากด้านหลัง การลอบสังหารครั้งที่สองก็เช่นกัน 

ลอบยิงที่กรุงเทพฯ นายพลคนเดียวกันนี้ก็วางแผนใช้มือปืนแอบซุ่มยิงจากอาคารคณะ รัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์”…..

“นายพลคนนั้นบอกผมว่าวางแผนให้มือปืนซ่อนอยู่ในอาคารและกะจะลงมือยิงตอนสองทุ่ม”

 

นายพลคนที่ว่านั้น แน่นอน คือพลเอกพัลลภ ปิ่นมณี

 

 

ถาม “มาเลย์” 

ตอบ “มุสลิม”

 

(52)

Tom: “To Thailand’s south, in Malaysia, former PM Mahathir wrote a famous book in 1970 called The Malay dilemma, and in that book he claims the problem with the Malays is that they’re not ambitious. He says they don’t really want to work hard. They enjoy life too much, and Malaysia cannot get its country developed properly that way.”

“ใต้จากประเทศไทยลงไป คือที่มาเลเซีย อดีตนายกรัฐมนตรีมหาเดร์เคยเขียนหนังสือที่โด่งดัง

เล่มหนึ่งในปี 1970 เรื่อง ‘The Malay Dilemma’ ในหนังสือเล่มนั้นท่านบอกว่าปัญหาของคน

มาเลย์ก็คือการขาดความทะเยอทะยาน ไม่อยากทำงานหนัก ชอบสนุกเกินขนาด เมื่อนิสัยเป็น

แบบนี้คนมาเลย์จะไม่สามารถพัฒนาประเทศของตนได้”

 

(52-53)

Thaksin: “It’s the same with the Muslims in Thailand’s south. They go only to religious schools. They don’t want to go to normal schools. And, secondly, often the husband is very lazy. They want to stay all day in tea-houses, drinking tea, and then playing with the cuckoo bird, the one that can sing. It is the lady of the house who goes to work the rubber trees.”

“Many men have no ambition.”

“มันเหมือนกันเลยกับคนมุสลิมในภาคใต้ของไทย พวกนี้ชอบเรียนแต่ที่โรงเรียนสอนศาสนา

อิสลาม ไม่ต้องการเข้าโรงเรียนธรรมดา อย่างที่สองคือฝ่ายชายที่เป็นสามีก็เกียจคร้านมากๆ

ชอบที่จะอยู่ในร้านน้ำชาทั้งวัน แถมยังเลี้ยงนกดุเหว่า นกแบบที่ขันได้นั่นแหละ (คุณทักษิณคง

หมายถึงนกเขาซึ่งภาษาอังกฤษเรียกว่า “dove” ไม่ใช่ “cuckoo” ที่หมายถึงนกดุเหว่า คุณทักษิณคงไม่รู้คำศัพท์ที่

ถูกต้อง-สมเกียรติ อ่อนวิมล อธิบายเพิ่มเติม) ฝ่ายภรรยาก็เป็นฝ่ายที่ไปกรีดยาง”

“ผู้ชายจำนวนมากไม่มีความทะเยอทะยาน”

 

เป็นคำวิจารณ์ชาวไทยมุสลิมที่ท้าทายความสงบในชีวิตของคุณทักษิณอีกวาระหนึ่ง ถ้า...เมื่อ...คุณทักษิณกลับมาประเทศไทย

 

 

 

ถามแดง

ตอบเหลือง

 

(131-133)

Tom: “have you been funding them?… Have you sent them money?”

“คุณให้เงินสนับสนุนพวกเสื้อแดงบ้างหรือเปล่า? … คุณส่งเงินไปให้พวกแดงบ้างไหม?”

 

Thaksin (He sighs): “You know, there is no law prohibiting sending funds to any movement, but most of them they get donations from here and there.”

“(ทักษิณถอนหายใจ): “คุณรู้ไหมว่าไม่มีกฎหมายห้ามเรื่องบริจาคเงินให้กลุ่มเคลื่อนไหว ทางการเมือง แต่ว่าส่วนใหญ่เขาก้ได้เงินบริจาคจากที่นี่บ้างที่โน่นบ้าง”

 

Tom: From where?”

“จากที่ไหนล่ะ?”

 

Thaksin: “From here and there … many people support the Reds, you know. Then the Yellow Shirts [the anti-Reds, pro-establishment movement], even some member of the elite establishment -- old establishment and elite ---make donations … big money, sometimes openly. No one criticizes that. But for us, we get donations --- but mostly small donations --- but we don’t have to [hire] people to come. They come because they want to fight, but the Yellow Shirts --- sometimes they have to pay people, you know, they sometimes pay those who come to demonstrate and so on. So they need a lot of money. We don’t need a lot of money. We get donations from here and there, and also some friends---some friends, some of my relatives, maybe they donate. I don’t know. And I did not do anything because I’m here. But maybe if some of my friends would like to support the movement, well yes, they do.”

“จากที่นี่ที่โน่น … มีหลายคนสนับสนุนพวกเสื้อแดง รู้ไหม. แล้วพวกเสื้อเหลืองนั้นล่ะ [หมายถึง

กลุ่มต่อต้านเสื้อแดง ที่อยู่ฝ่ายผู้มีอำนาจ] มีพวกคนระดับสูง ผู้มีอำนาจ --- อำนาจเก่าระดับบน --- บริจาคให้ … ให้เยอะด้วย บางที่ก็ให้กันอย่างเปิดเผย ที่อย่างนั้นทำไมไม่มีใครว่า พอเวลา

มาพูดถึงเงินบริจาคให้พวกเสื้อแดง เราได้รับบริจาค --- ส่วนใหญ่เป็นเงินไม่มาก --- แต่เรา

ไม่ต้องไป [จ้าง] คนมาร่วมชุมนุม พวกเสื้อแดงเขาชุมนุมกันเพราะจะมาต่อสู้ แต่พวกเสื้อเหลือง --- บางทีเขาต้องจ่ายเงินจ้างให้มาชุมกันเสมอๆ พวกเสื้อเหลืองต้องการใช้เงินมากๆ ส่วนพวก

เรานั้นได้รับเงินบริจาคจากที่นี่ที่โน่น และได้จากเพื่อนๆด้วย --- จากพวกเพื่อนๆ และพวกญาติ

พี่น้องของผมบางคนเขาอาจบริจาคด้วย ผมไม่รู้ และผมไม่ได้ทำอะไรเลยเพราะผมอยู่ที่นี่ แต่

บางที่ถ้าเพื่อนผมบางคนอยากจะสนับสนุนขบวนการเสื้อแดง ก็ใช่ เขาคงบริจาคกัน”

 

Tom: “ But how much money have you sent back, or given to your supporters?”

“แต่ตัวคุณหล่ะ คุณส่งเงินไปมากน้อยเท่าไร ที่ส่งไปให้พวกผู้ที่สนับสนุนคุณ?”

 

Thaksin: I don’t have much money outside Thailand and I still doing some investing. I have my family money in Thailand. I never send money back to Thailand for anything.”

“ผมมีเงินนอกประเทศไทยไม่มากนัก และยังต้องใช้เงินลงทุนบางอย่างอยู่บ้าง ผมมีเงินของ ครอบครัวอยู่ในเมืองไทย ผมไม่เคยส่งเงินกลับไปประเทศไทยเพื่ออะไรเลย”

 

Tom: “But do have ways of getting money out of your accounts in Bangkok to your people?”

“แต่คุณคงมีวิธีเอาเงินออกจากบัญชีในกรุงเทพฯให้พวกคนของคุณ?”

 

Thaksin: “Everything that is there---they have been monitoring my family closely---

every movement will be monitored.”

“ทุกบาททุกสตางค์ที่มีอยู่ที่โน่น --- ครอบครัวผมถูกเฝ้าตามดูอย่างใกล้ชิดโดยพวกเขา --- 

ความเคลื่อนไหวทุกฝีก้าวถูกติดตามดูตลอด

 

Tom: “Right. So what is the answer? Are you funding your Reds or not?

“ครับ แล้วคำตอบว่าไงครับ? คุณให้เงินสนับสนุนพวกเสื้อแดงของคุณหรือเปล่า?”

 

Thaksin: “No.”

              “เปล่า”

 

Tom: “You’re not.”

          “เปล่าจริงๆหรือ?”

 

Thaksin: “No.”

                    “เปล่า”

 

Tom: “Okay, because if it comes out you are, it’s going to be awkward.”

                    “โอเค, เพราะถ้าเกิดพบที่หลังว่าคุณสนับสนุน มันจะดูไม่ดีนะครับ”

 

Thaksin: “No, no.”

                “เปล่า, ไม่ได้ให้”

 

Tom: “Alright.”

           “ครับ”

 

Thaksin: “No.”

              “ไม่ได้ให้”

 

Tom: “I don’t think there is anything wrong with it. I don’t think there is anything morally wrong with it. I’m just asking, just trying to find out the truth.”

“แต่ผมว่าถึงอย่างไรก็ไม่มีอะไรผิดนะครับหากจะให้เงินสนับสนุน ผมไม่คิดว่ามันจะผิดศีลธรรม

อะไรเลย ที่ผมถามก็เพราะแค่อยากทราบความจริงเท่านั้นเอง”

 

Thaksin: “No, nothing wrong with it.”

“ไม่, ไม่มีอะไรผิดหรอกที่จะบริจาคเงิน”

 

Tom: “Nothing wrong legally, perhaps; but surely it’s no way to run a democratic railroad. Right?”

“ในทางกฎหมายก็คงไม่มีอะไรผิด แต่ว่าไม่น่าจะเป็นวิธีที่ถูกต้องในการสร้างประชาธิปไตย 

ไช่ไหมครับ?

 

He nods in agreement.

คุณทักษิณผงกศีรษะรับ

 

ไม่มีบทสนทนาช่วงไหนจะสนุกเท่ากับช่วงนี้เลย คุณทักษิณไม่ตอบเสียยาว จนรู้คำตอบที่ไม่

ยอมตอบในที่สุด เป็นคำตอบที่ผมรู้ดีอยู่แล้วเป็นส่วนตัว เชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่ก็รู้คำตอบเช่น

กัน … นี่คือตัวตนที่แท้จริงของ พันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ชินวัตร

 

 

คุณทักษิณก็ถูกถามให้ประเมินความรู้สึกทั้งหมดต่อชีวิตและการกระทำที่ผ่านมา:

 

(38)

Tom: “Do you have any regret?

“คุณรู้สึกเสียใจบ้างไหม?”

Thaksin: “Yes, … but the truth is I would do it again. If I could do it all again 

Tomorrow I would. They could kick me out again, and I’d fight back and I’d go back 

home. And if they do that again, I will fight it, and I will be back.”

“ครับผมรู้สึกเสียใจ, … แต่ความจริงก็คือว่า ผมจะทำแบบเดิมอีก ถ้าผมสามารถทำใหม่ได้ ผม

ก็จะทำอย่างเดิมทั้งหมด ถ้าพรุ่งนี้ทำได้ผมก็จะทำพรุ่งนี้เลย พวกเขาสามารถเตะโด่งผมออก

นอกประเทศไปได้อีก แล้วผมก็จะตอบโต้สู้กลับ ให้ผมได้กลับบ้านอีก และถ้าพวกเขาทำกับผม

อีก ผมก็จะสู้กับมันอีก และผมจะกลับมา”

 

 

เป็นการยืนยันรับประกันชัดเจนโดยตรงจากปากคุณทักษิณว่า คุณทักษิณจะไม่สำนึกผิดอะไรทั้งส้ิน หากกลับมาประเทศไทยอีกก็จะทำแบบเดิมอีก ไม่เปลี่ยนแปลง ถ้าถูกขัดขวางอีก ก็จะสู้ไม่ถอย ถูกผลักดันให้ออกไปนอกประเทศอีก ก็จะสู้อีก จะกลับมาทำอย่างเดิมแน่นอน!

 

ท่าทางจะไม่ปรองดองกับใครแน่!

 

 [จบ]

 

หมายเหตุ:

 ยังมีอีกหลายส่วนในหนังสือเล่มนี้ที่มีผลกระทบต่อความรู้สึกนึกคิดของสังคมไทยและผู้ถูกพาดพิง

ผมจะทยอยแปลเพิ่มเติมในโอกาสต่อไป โปรดติดตามต่อไป

 

 





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 16 (0)
กำหนัน วันที่ : 28/01/2014 เวลา : 09.56 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/saiyai21

สวัสดีครับ ของจริงๆทั้งนั้นครับ

ความคิดเห็นที่ 15 (0)
สิงห์นอกระบบ วันที่ : 27/01/2014 เวลา : 14.13 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nfedlion

260114 ดร สมเกียรติ อ่อนวิมล บนเวทีปทุมวัน เรื่องหนังสือ
Conversations with Thaksin http://www.youtube.com/watch?v=yd6RNiz1Imc

ความคิดเห็นที่ 14 (0)
BlueHill วันที่ : 27/01/2014 เวลา : 14.04 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

อ.สมเกียรติคงขึ้นเวที กปปส. ลากไส้ทักษิณอีกหลายขดแน่นอน

ความคิดเห็นที่ 13 BlueHill ถูกใจสิ่งนี้ (1)
sayellow วันที่ : 27/01/2014 เวลา : 13.47 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sayellow

อดีต ปัจจุบัน อนาคต ที่คนเราทุกคนต้องมี(ยกเว้นอนาคตอาจไม่มีหากคนตายในวันนี้) อดีตอาจไม่สำคัญเท่าไหร่หากหลายคนมองว่าเราทำตัวเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น กรณีคุณสุเทพในปัจจุบัน ก็เป็นกรณีหนึ่งที่หลายท่านมองว่าท่านทำเพื่อชาติและบ้านเมืองจริง ๆ มวลมหาประชาชนเลยออกมาร่วมกันอย่างมากมาย สำหรับ นช.ทักษิณ อดีต/ชั่ว ปัจจุบัน/ชั่ว อนาคต/ชั่วเหมือนเดิม(ดูได้จากการกระทำที่มีอยู่อย่างต่อเนื่อง)
ปล.ฝากกลุ่มอัลกออิดะ จัดการได้แล้ว ขอขอบคุณล่วงหน้า THANK YOU three times

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
4BANK วันที่ : 27/01/2014 เวลา : 12.10 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bankbank
4BANK

ไหนบอกประชาธิปไตย แค่ฟังยังไม่ยอมเลย

ความคิดเห็นที่ 11 ปวิภา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
อาโป วันที่ : 27/01/2014 เวลา : 11.39 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/agile


"ล้มทุนล้มปืนล้มเจ้า"

คือเป้าหมายโลกสวยของนายคนนี้

ทักษิณจึงไม่อยู่ในสายตาของนายคนนี้เมื่อไม่มีประโยชน์

ความคิดเห็นที่ 10 BlueHill ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ครูเศรษฐ วันที่ : 27/01/2014 เวลา : 11.36 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/setth
Krusetth

ถูกต้อง..ดูกันยาวๆ...ครับ อย่าเพิ่งตัดสิน..เกมส์นี้อีกยาว

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
suhaimee วันที่ : 27/01/2014 เวลา : 11.34 น.

ต้องดูกันยาวๆๆ ครับ

ความคิดเห็นที่ 8 BlueHill ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ครูเศรษฐ วันที่ : 27/01/2014 เวลา : 11.09 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/setth
Krusetth

เวลาผมวิเคราะห์ว่า เหตุการณ์แต่ละเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มันมีบริบทที่ต่างกัน หากเราคิดแยกแยะจะเห็นความแตกต่างกันอยู่ เพราะเราจะอคติกับสิ่งบางสิ่งที่เป็นตัวตนของคน

ความคิดเห็นที่ 7 ปวิภา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
อาโป วันที่ : 27/01/2014 เวลา : 11.03 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/agile


อยากรู้พฤติกรรมของนายคนนี้ต้องไปอ่านบทสรุปสาเหตุการเกิดต้มย่ำกุ้ง(ล้มทุน) ต้องไปอ่านรายงานของ IMF

แล้วจะเห็นว่านายคนนี้เป็นพ่อมดที่หน้ากลัวกว่าทักษิณ

ความคิดเห็นที่ 6 BlueHill ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ครูเศรษฐ วันที่ : 27/01/2014 เวลา : 10.58 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/setth
Krusetth

อ.สมเกียรติ ก้อไม่ได้แปลหมดทั้งเล่ม...ถึงใครจะว่า อจ.แกน่ากลัวอย่างไร แต่ก็ขอให้สนใจในเนื้อหาของหนังสือเล่มนี้ ว่า คนคิดร้ายต่อประเทศหน้าตาเป็นอย่างไร

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
อาโป วันที่ : 27/01/2014 เวลา : 10.47 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/agile


การออกมาอ่านหนังสือที่ทำกันเองเป็นกระบวนการณ์

เพราะไม่มีไครไปอ่านจึงหน้าคิดติดตามต่อไป

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
อาโป วันที่ : 27/01/2014 เวลา : 10.42 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/agile


ระวังการเดินตามความคิดจะติดกัปนายคนนี้อย่างสายไปเสียแล้วเสมอ

..

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
อาโป วันที่ : 27/01/2014 เวลา : 10.41 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/agile


เข้าใจว่าการออกมาครั้งนี้คงอยู่ภายใต้แผน (ล้มเจ้า)

ความคิดเห็นที่ 2 กำหนัน , อาโป ถูกใจสิ่งนี้ (2)
ลูกเสือหมายเลข9 วันที่ : 27/01/2014 เวลา : 10.39 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chai
<<==แวะไปทัก..แล้วคุณจะรักหนุ่มคนนี้

ชัดเจนครับ...
ระวังถุก"สมุนทักษิณ"มาเก็บค่าละเมิดลิขสิทธิ์นะครับ
อาจารย์สมเกียรติอุตส่าห์บอกแล้ว ไม่กล้าแปลหมด กลัวมันฟ้อง

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
อาโป วันที่ : 27/01/2014 เวลา : 10.39 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/agile


ตอนนี้ อ.สมเกียรติ อ่อนวิมล น่ากลัวกว่า ทักษิณไปแล้ว หากไครรู้อดีตของเขาคนนี้

สื่อ (กระสือผู้สร้างทักษิณ) ผและผู็อยู่เบื่องหลังสือ ต้มย่ำกุ้งไทยแลน(ล้มทุน)

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

ไทยดำรำพัน

เพลงเก่าๆ ไทยลาวพม่า

View All
ท่านคิดว่าบ้านเราควรมีตำรวจหรือไม่
ไม่ต้องมีตำรวจ
0 คน
มีแต่ไปอยู่กับท้องถิ่น
0 คน

  โหวต 0 คน