• กู่
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : shadowy26@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-06-18
  • จำนวนเรื่อง : 216
  • จำนวนผู้ชม : 344580
  • ส่ง msg :
  • โหวต 293 คน
บล็อกของกู่
เรื่องราวการเดินทางของคนๆหนึ่ง ซึ่งไม่รู้ที่มา แต่มองหาที่ไป
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/shadowy
วันอังคาร ที่ 9 ตุลาคม 2550
Posted by กู่ , ผู้อ่าน : 4581 , 15:30:19 น.  
หมวด : นักข่าวอาสา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

"""""""""""

“เวลาน้ำฉอง ปลาจะเมาน้ำ ลอยหัวเป็นแพ ถึงเวลานั้น เราลอยเรือ เอาสวิงมาช้อนตักกันได้สบายๆ” 

ควันกรุ่นๆ ลอยออกจากปากผู้พูด แกดีดขี้ยาที่ปลายมวนเบาๆ ก่อนจะยกขึ้นสูดมันอีกหน ยาฉุนกลิ่นจัดที่ห่อใบจากทำเองกับมือ หาได้ง่ายๆ แถวนี้ เพราะนี่คือลุ่มน้ำปากพนัง

ลุงบรรจบ อ่วมคง ชายชราวัยเฉียด 70 คนที่นั่งอยู่ข้างหน้าฉัน กำลังทบทวนอดีต อันไม่ไกลนัก แต่ดูราวกับผ่านพ้นมานานแสนนาน เพราะน้ำเสียงที่เหนื่อยล้า จนฉันสะท้านในอก คาดไม่ถึงว่างานชิ้นเล็กๆที่ฉันรับทำให้เพื่อน ด้วยค่าจ้างไม่เกินพันบาท กลับกลายเป็นเรื่องราวที่พันพัวกับผลประโยชน์นับหมื่นล้าน

อย่างน้อย ค่าก่อสร้างเขื่อนใหญ่ขั้นต้น ราวๆ 15,000 ล้านบาท ยังไม่นับการขุดลอกคลองทุกปี การสร้างและซ่อมถนนที่พังทุกปี การดูแลรักษาอื่นๆ รวมทั้งการสร้างเขื่อนย่อยอีกหลายจุด

ฉันมาที่ ตำบลบ้านเนิน อำเภอเชียรใหญ่ เพื่อตามหาคนที่สิ้นเนื้อประดาตัวเพราะเขื่อนยักษ์ตัวนี้ 

ลุงบรรจบ เป็นหนึ่งในนั้น ที่ฉันตัดสินสัมภาษณ์วิถีชีวิต โดยขอค้างคืนที่บ้านแกเพื่อจะได้ใช้เวลานานๆ ในการพูดคุยแบบสบายๆ เพราะลุงเป็นคนที่ยากจนที่สุด มีแค่ที่ดินสร้างบ้านขนาดไม่เกิน 2 งาน มีอาชีพประมงน้ำจืดเพียงอาชีพเดียว

คนอื่นๆอีก8 คนที่เป็นผู้นำในแต่ละหมู่บ้านของสองอำเภอ ได้ให้ภาพผลกระทบกว้างๆ จึงรู้ว่าอาชีพเดิมๆ คือประมงน้ำจืด น้ำกร่อย อาชีพทำน้ำตาลจาก อาชีพเลี้ยงกุ้ง อาชีพทำนา ได้รับผลกระทบจากน้ำเน่าท่วมขัง

เพราะเขื่อนนี้ เป็นเขื่อนที่มุ่งจัดการน้ำในลุ่มน้ำปากพนังทั้งหมด เพื่อกั้นน้ำเค็มไม่ให้ไหลย้อนขึ้นมาทางต้นน้ำ เขื่อนจึงอยู่ที่ปากน้ำ “คลองปากพนัง”

พื้นที่ๆมีผลกระทบ ห้าอำเภอ คือ ปากพนัง เชียรใหญ่ หัวไทร ชะอวด และเฉลิมพระเกียรติบางส่วน รวมแล้ว ไม่ต่ำกว่าแสนครอบครัว  เกิดสภาพบ้านแตกสาแหรกขาด กระจัดกระจายออกไปหางานทำข้างนอก บ้างต้องขายที่ดินอพยพไปอยู่ที่อื่น

บางคน บางครอบครัวที่ไม่สามารถอพยพโยกย้ายไปไหนได้ ต้องพยามปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต ให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมใหม่ เช่น ที่อำเภอชะอวด  หมู่บ้านที่เคยทำนา ตามระบบน้ำฝน ถูกน้ำท่วมขังตลอดปี ต้องทดลองหาพันธุ์ ชนิดที่ทนน้ำท่วมได้นานๆ มาปลูก

เขาบอกว่าทดลองมาสามปีแล้ว ยังไม่ได้ผลเลยสักปี

ฉันตั้งใจสัมภาษณ์ลุงบรรจบ เพราะลุงคือหนึ่งในคณะทำงานวิจัยที่เป็นชาวบ้าน ร่วมกับองค์กรสิทธิมนุษยชน เพื่อเก็บข้อมูลมาต่อรองกับกรมชลประทาน ในการเปิดปิดประตูน้ำ ซึ่งตั้งแต่สร้างเขื่อนเสร็จ ประตูน้ำไม่เคยเปิดเลย

ลุงเล่าว่า...

เมื่อ 20 ปีก่อน ลุงเห็นคณะสำรวจมาขุดดินตรงใกล้ๆที่บ้านลุง  จากนั้นไม่นาน ก็มีทหารเข้ามาทำการสำรวจประชามติว่าถ้ามีการสร้างเขื่อนชาวบ้านจะยินยอมไหม

ลุงบอกว่า ส่วนใหญ่ชาวบ้านไม่ยินยอม แต่ทหารบอกว่า นี่เป็นโครงการพระราชดำริ..การคัดค้านจึงไม่เกิดขึ้น

เมื่อมีการสร้างเขื่อนเสร็จแล้ว สิ่งที่ชาวบ้านต้องเผชิญคือปัญหาน้ำท่วมขัง น้ำในลำคลองเน่า ปลาธรรมชาติสูญพันธุ์ กรมประมงจึงต้องเอาพันธุ์ปลามาปล่อย

ปัญหาอีกอย่างคือ การแบ่งโซนเป็นเขตน้ำจืด น้ำเค็ม โดยห้ามเลี้ยงกุ้งกุลาดำในโซนน้ำจืด (เดิมชาวมีบ่อเลี้ยงกุ้งกันทั่วไป) ทำให้สูญเสียอาชีพ บางคนที่แอบเลี้ยงก็ต้องซื้อน้ำเค็มมาเติมในบ่อน้ำจืด รถละ 500 ร้อยบาท แต่ก็ไม่คุ้ม ต้องเลิกเลี้ยงไปมากแล้ว ทั้งเวลาขายก็ต้องใช้สิทธิ์คนโซนน้ำเค็มไปขาย (มีใบแสดงสิทธิ์ในการเลี้ยงให้กับเขตน้ำเค็ม/// ที่อยู่ใต้เขื่อน)

นี่คือปัญหาที่ลุงเล่ามา
ส่วนตัวลุงเอง ชายชราผู้มีชีวิตเดียวดาย หากินกับลำคลองเลี้ยงลูกเล็กๆ
11 คนมาตามลำพังนานถึง 40 ปี ให้เติบโตได้ และคนสุดท้องคนเดียวที่ได้ร่ำเรียนจนจบปริญญาตรีแบบกระเสือกกระสน ในยามที่น้ำเริ่มท่วมขัง

ลุงบอกว่า ชีวิตในอดีตที่สุขสบายผ่านพ้นไปนานแล้ว

ก่อนที่จะมีเขื่อน ลูกชายทั้งหลายของลุง ใช้เวลาวันเสาร์อาทิคย์ หาปลาในลำคลองเพื่อขายเอาเงินมาส่งเสียตัวเองเรียนหนังสือจนจบมัธยม และนั่นเป็นวิถีของเด็กหนุ่มลุ่มน้ำปากพนังหลายคน

ปัจจุบนแค่ปลาสักตัวเพื่อจะกินก็ยังไม่มี

ที่น่าอึดอัดคือกลิ่นเน่าที่โชยฟุ้งมาจากลำคลอง ไม่ต้องให้ใครมาบอก เพระฉันกำลังสูดดมมันอยู่

ลุงบรรจบมีหน้าที่วัดระดับโคลนที่กองอยู่ใต้ก้นลำคลอง เพราะว่าการปิดเขื่อนทำให้ดินโคลนที่มาจากต้นน้ำและผักตบที่ติดค้างหน้าเขื่อน เน่าเสีย กลายเป็นของหนักกองรวมกัน

ที่ทำอย่างนั้น ก็เพื่อจะบอกกับฝ่ายดูแลว่า การเปิดเขื่อนบ้างเป็นระยะ น่าจะช่วยลดปัญหาน้ำเน่าได้


สองปีกว่าผ่านไป ฉันติดตามข่าวคราวของลุงบรรจบอยู่เสมอ ด้วยความเป็นห่วง

ห่วงแรก คือเรื่องบ้าน ที่จวนเจียนจะพัง  เพราะมันเป็นกระท่อมที่สร้างด้วยใบจากทั้งหลัง หลังคามุงด้วยตับจาก ฝากั้นด้วยตับจาก ลุงบอกว่าตั้งใจจะสร้างใหม่ แต่พอหากินกับคลองไม่ได้ ไม่มีเงินจะสร้างก็ต้องอยู่อย่างนี้แหละ จะไปอยู่กับลูกๆที่กระจัดกระจายไปมีครอบครัวอยู่จังหวัดอื่นๆ ก็ลำบากใจไม่เหมือนบ้านตัวเอง ที่ลูกๆให้เงินใช้บ้างก็นับว่าบุญแล้ว

ห่วงที่สอง คือ เรื่องการเปิดเขื่อน ฉันลุ้นทุกวาระการประชุม ที่ได้ข่าวจากลุงบรรจบ ว่ามีตัวแทนของคณะกรรมการสิทธิ์ฯ จากกรุงเทพฯ มาร่วมประชุมกับตัวแทนชลประทาน และตัวแทนชาวบ้าน ที่อำเภอปากพนัง เพื่อให้มีการเปิดเขื่อนระบายน้ำออกเสียบ้าง อย่างน้อยก็เพื่อหาความเหมาะสมในการปิดเปิดเขื่อน ให้มีผลได้ผลเสีย ที่ไม่แตกต่างกันมากนัก ระหว่างคนที่ได้ประโยชน์และเสียประโยชน์

วันที่ฉันดีใจ คือ  วันที่ 21 ตุลาคม 2548  กรมชลประทานยอมเปิดเขื่อนจริงๆ

อย่างน้อย “น้ำฉอง” ของลุง ก็น่าจะได้กลับมาอีกหน แม้จะไม่มีปลาน้ำจืดลอยหัวเป็นแพ เพราะเมาน้ำทะเลที่หนุนเข้ามาอีกแล้ว แต่มันก็ยังเป็นความหวังว่า โลกน้ำกร่อย ไม่ได้สูญสิ้นไปจากวิถีชีวิตของแพลงตอน ของสาหร่ายน้ำกร่อย ของวงจรชีวิตสัตว์ทะเลนับล้านๆชนิด ที่ต้องการมัน

อย่างน้อย อาจจะยังไม่สายเกินไป......ที่โลกน้ำกร่อยจะกลับมา

น้ำฉอง  คือรอยต่อของน้ำจืดและน้ำเค็ม ก่อนที่จะกลายเป็นน้ำกร่อย ที่มีค่าต่อชีวิตคนและสัตว์ ที่เกิดขึ้นเพียงไม่ถึงครึ่งวันต่อปี

แต่มันได้กลับมาแค่เดือนเดียว  

เพราะหลังจากนั้น เขื่อนไม่เคยเปิดอีกเลย

ข้อมูลเพิ่มเติม

http://webhost.wu.ac.th/pakpanang/localfisher.asp

http://www.prachatai.com/news/show.php?Category=nm&No=3323

ขอบคุณ Chaikovsky





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 94 (0)
ซันตะวันยิ้ม วันที่ : 30/07/2009 เวลา : 11.50 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/suntawanyim

โครงการพระราชดำริ เจตนารมณ์ในหลวงคงให้มีการปิดเปิดระบายน้ำเป็นระยะเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมทั้งเหนือเขื่อนและใต้เขื่อน ไม่เช่นนั้นคงไม่ต้องทำ "ประตูระบายน้ำ" ไว้
ทำเขื่อนปิดตายไปเลย

ขออภัยถ้าคิดผิด เป็นเพียงสามัญสำนึกว่า ประตูระบายน้ำ ก็ต้องมีไว้ระบายน้ำ มิใช่ปิดตาย

ความคิดเห็นที่ 93 (0)
nathawat วันที่ : 24/10/2007 เวลา : 10.44 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/may

ฉะนั้น การคัดค้านโครงการพระราชดำริ
หรือวิพากษ์โครงการพระราชดำริ คงต้องพิจารณาด้วยว่าสมควรวิพากษ์ในลักษณะใด โครงการพระราชดำริ ไม่ใช่โครงการนายทุน และไม่ใช่โครงการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ รวมถึงไม่ใช่โครงการแสวงหาผลประโยชน์และผลกำไร

ความคิดเห็นที่ 92 (0)
nathawat วันที่ : 24/10/2007 เวลา : 10.41 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/may

จริงๆผมตั้งใจว่าจะไม่ออกความเห็นอีกแล้วเรื่องนี้
แต่บังเอิญผมไปเจอข้อมูลที่เป็นตัวอย่างการแปรรูปการจัดการน้ำ
และผมเห็นว่าสิ่งที่พระองค์ได้ทรงดำริและพระราชทานแนวทางเกี่ยวกับการจัดสรรทรัพยากรน้ำนั้นเป็นแนวทางที่ถูกต้อง
มิฉะนั้นเกษตรกรชาวไร่ชาวสวนจะต้องเสียเงินในการใช้น้ำ การแปรรูปจะส่งผลอย่างที่มีรายงานในความเห็นข้างล่างที่ลอกมาให้อ่านไว้
ดังนั้น คนที่จะเดือดร้อนจะมีอีกคณานับและล้วนเป็นคนด้อยโอกาสและยากไร้ ทั้งสิ้น

ความคิดเห็นที่ 91 (0)
nathawat วันที่ : 24/10/2007 เวลา : 10.36 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/may

ทิศทางหลักที่ประเทศอุตสาหกรรมทั้งหลาย กำลังบีบให้ประเทศกำลังพัฒนาเดินตาม คือ การเปิดเสรีการบริการเรื่องการจัดการน้ำ ในกรณีของไทยเห็นรูปธรรมได้ชัดเจนอย่างยิ่ง เริ่มจากการผลักดันนโยบาย การทำน้ำทุกประเภท

รวมทั้งน้ำในภาคการเกษตรกลายเป็นสินค้าที่มีราคา โดยอาศัยแรงบีบจากธนาคารพัฒนาแห่งเอเชีย (ADB) ต่อมาก็ผลักดันนโยบายเรื่อง การให้บริษัทเอกชนเข้ามาลงทุนการบริการน้ำ ภายใต้นโยบายที่เรียกว่า การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ โดยอาศัยแรงบีบจาก IMF ซึ่งสามารถทำได้สำเร็จในช่วงการออกกฎหมาย 11 ฉบับ โดยพยายามทำให้เชื่อว่า เมื่อเอกชนเข้ามาดำเนินงานแทนรัฐแล้วจะมีประสิทธิภาพสูงกว่า ประชาชนจะได้รับการบริการที่ดีกว่า

ซึ่งในขณะนี้ได้เริ่มปรากฏผลในหลายประเทศแล้วว่าไม่ได้เป็นดังที่กล่าวอ้าง มีกรณีปัญหาเกิดขึ้นมากมายทั้งปัญหาคุณภาพการบริการที่แย่ลง ปัญหาค่าบริการสูงขึ้น เช่น กรณีการให้สัมปทานการให้บริการน้ำ และสุขาภิบาลในกรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ กรณีโครงการแปรรูปน้ำที่บูเอโนส ไอเรส ประเทศอาร์เจนตินา หรือแม้แต่โครงการแปรรูปน้ำที่เมืองแอตแลนตา มลรัฐจอร์เจีย ฯลฯ
บังเอิญเจอข้อมูลเพิ่มเติม
อยากให้คุณลองอ่านดู โครงการจัดการทรัพยากรน้ำ คนที่ไม่มีความรู้และไม่ได้ศึกษาก็เข้าใจว่าเป็นเรื่องนายทุนบ้าง เรื่องเงินบ้าง แต่วันหนึ่งหากไม่มีโครงการพระราชดำริในการจัดการน้ำ แต่กลับกลายเป็นการแปรรูปไปสู่ตลาด สู่ฐานะการบริหารทางทุนและการค้าแล้ว ก็จะไม่ต่างจากไฟฟ้าและพลังงานที่เราใช้กัน วันที่ว่าคงไม่นานเพราะคนไทย ไม่ได้มีความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง แต่ขอเอาเปลือกเข้าว่าไว้ก่อน

ความคิดเห็นที่ 90 (0)
ปุณณดา วันที่ : 17/10/2007 เวลา : 14.33 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/poonnada

กู่ค่ะ ฉันมาอ่านเอนทรี่นี้ของคุณ
ฉันเห็นด้วยนะค่ะ ว่าโครงการขนาดใหญ่แบบนี้
ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตท้องถิ่นมากๆ
มีตัวอย่างมากมายจากโครงการว่าด้วยเรื่องเขื่อนนี่หล่ะ

มองอีกมุม ก็เพราะประเทศต้องการพลังงานมากขึ้น ต้องการน้ำในการเกษตร ต้องการป้องกันอุทกภัย..หรือแม้กระทั่งในทุกตารางนิ้วของเขื่อน คือ งบประมาณมหาศาลที่มีคนจ้องกัดกินมัน...หรือเปล่า

คนตัวเล็กตัวน้อย..คงไม่มีเสียงอันใดจะร้องขอหรือต่อรอง แม้แต่พื้นที่ในสื่อมวลชนสักห้านาที สิบนาที

ฉันเป็นกำลังใจให้กู่ค่ะ..ทุกคนเสมอภาคค่ะ
ต้องมีสิทธิและเสียงที่จะร้องบอกว่า ..ชอบหรือไม่ชอบ...
เอาใจช่วยทุกเสียงที่กำลังต่อสู่ด้วยนะค่ะ..
ฉันอยู่ข้างคุณ

ความคิดเห็นที่ 89 (0)
สาวโรงงาน วันที่ : 13/10/2007 เวลา : 03.05 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mootong

น้ำฉอง สาว่าเคยได้ยิน สงขลาเวลาน้ำเลหนุน ปลามันปรับไม่ทัน

ความคิดเห็นที่ 88 (0)
ขงเบ้ง วันที่ : 12/10/2007 เวลา : 21.45 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/iam9594
เราไม่เห็นความแตกทำลายของจิต ซึ่งเร็วกว่าความชราภาพ 

ทำไมพูด น๊อย ...น้อย ไม่สบายหรือเปล่าครับ

ความคิดเห็นที่ 87 (0)
thesnake วันที่ : 12/10/2007 เวลา : 21.36 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/snake

โครงการทุกโครงการมีทั้งได้และเสียผมเข้าใจครับ...

แต่ว่าทำไมคนที่ได้ส่วนมากเป็นนายทุนส่วนคนที่เสียส่วนมากเป็นชาวบ้าน...?
ตอนนี้ที่บ้านผมกำลังมีความขัดแย้งกันอย่างรุนแรงเพราะว่าพวกนายทุนที่มาจ้างให้ชาวบ้านบุกรุกป่าสงวน..
ผมจึงไม่เคยคิดว่าคนที่มีผลประโยชน์อยู่เบื้องหลังจะจริงใจกับเราครับ....

ความคิดเห็นที่ 86 (0)
thesnake วันที่ : 12/10/2007 เวลา : 21.28 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/snake

กู่เหอแลกหัวเช้าเม้นไว้ยาวรีแต่คอมเจือกเจ๊ง...ว่ะ..

เอาใหม่...


ด้วยความเคารพความคิดเห็นของเพื่อนสมาชิกนะครับ...
ผมในฐานะคนพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงเติบโตมากับความเปลี่ยนแปลงของสภาวะสมดุลยธรรมชาติแถบนี้..
ผมอ่านบทความของกู่..2 รอบแล้ววันก่อนทิ้งคอมเม้นต์ไว้นิดเดียว วันนี้ขอขยายความว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมันเป็นจริงครับ..เมื่อก่อนแถบนี้มีการทำนา..หาปลา..และปลูกผัก...
เดี๋ยวนี้การทำนามีน้อย..หาปลาก็ไม่ได้เพราะสภาพน้ำเปลี่ยนไปมากเมื่อก่อนเราเคยเข้าไปหาปลาในป่าพรุได้ปลามามากมายแต่เดี๋ยวนี้หมดครับปลารำพัน..กระทิง..ปลาโอน(เนื้ออ่อน)ปลาดุกด้าน..หายไปจากป่าพรุ..ชาวบ้านก็ไม่มีอาชีพรองรับบางคนก็ไปรับจ้างนายทุนถางป่าพรุเพื่อจับจองที่ปลูกปาล์ม...นี้คือตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริง...

ความคิดเห็นที่ 85 (0)
กู่ วันที่ : 12/10/2007 เวลา : 19.05 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/shadowy
 ขอบคุณค่ะสำหรับทุกถ้อยคำแห่งน้ำมิตร ขอบคุณจริงๆ   

ด้วยความเคารพในมิตรภาพ

ที่ต้องยกทั้งหมดมาให้ดู
เพื่อจะได้เห็นภาพการพยายามของชาวบ้าน

แม้ว่าปัจจุบัน ยังคงอยู่ในระดับพยายามอย่างยิ่งยวด
เพราะ"ความรู้ในเชิงวิชาการ" และ "การนำเสนอ อย่างเป็นระบบ" ตามที่หน่วยงานรัฐ คาดหวังจะได้ยินจากปากชาวบ้าน เป็นสิ่งที่ยาก..สำหรับชาวบ้าน แต่ก็กำลังพยายาม

จากการเปิดประตูระบายน้ำครั้งนั้น และไม่มีการเปิดอีกเลย
ยังมีการเก็บข้อมูลเพิ่มเติมโดยชาวบ้าน

โอกาสต่อไป จะนำเสนอในความคืบหน้า
แม้จะไม่ใช่หน้าที่ ที่มีใครจ้างวานก็ตาม

ความคิดเห็นที่ 84 (0)
กู่ วันที่ : 12/10/2007 เวลา : 18.32 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/shadowy
 ขอบคุณค่ะสำหรับทุกถ้อยคำแห่งน้ำมิตร ขอบคุณจริงๆ   

11. ตั้งกรรมการลุ่มน้ำย่อย ตามผลกระทบเปิดเขื่อนปากพนัง

แผนงานข่าวสืบสวนเชิงลึกนโยบายสาธารณะ

นายดำรงค์ โยธารักษ์ ประธานเครือข่ายอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมจังหวัดนครศรีธรรมราช เปิดเผยว่า ขณะนี้ภาคประชาชนในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง ร่วมกับคณะทำงานตรวจและติดตามผลการบริหารจัดการน้ำในเขตพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เตรียมตั้งคณะกรรมการลุ่มน้ำย่อยภาคประชาชน ในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง เพื่อศึกษาผลกระทบหลังจากการเปิดประตูระบายน้ำอุทกวิภาชประสิทธิ และติดตามการบริหารจัดการน้ำแบบมีส่วนร่วม หลังจากที่ได้เสนอให้ตั้งคณะกรรมการลุ่มน้ำย่อย ต่อคณะอนุกรรมการดำเนินโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริมาหลายครั้งแต่ไม่ได้รับการตอบสนอง

นายดำรงค์ กล่าวว่า การตั้งกรรมการลุ่มน้ำย่อยเพื่อติดตามประเมินผลการเปิดประตูน้ำอุทกวิภาชประสิทธิ์ จะต้องเร่งดำเนินการโดยเร็วที่สุด โดยดร.เลิศชาย ศิริชัย อาจารย์มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ จะเข้ามาให้ความช่วยเหลือ ตอนนี้ เครือข่ายภาคประชาชนใน 4 ตำบล ของอำเภอปากพนัง ประกอบด้วย ตำบลคลองน้อย ตำบลเกาะทวด ตำบลคลองกระบือ และตำบลหูล่อง พร้อมรับเป็นกรรมการลุ่มน้ำย่อยแล้ว หลังจากนี้ จะขยายไปยังตำบลอื่นๆ ในอำเภอปากพนัง อำเภอหัวไทร
อำเภอเชียรใหญ่ อำเภอชะอวด และอำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดนครศรีธรรมราชด้วย

โดย so เมื่อวันที่ 9 ก.พ. 2549 16:38:37 น

จากเวบhttp://www.khlong-u-taphao.com/

ความคิดเห็นที่ 83 (0)
กู่ วันที่ : 12/10/2007 เวลา : 18.30 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/shadowy
 ขอบคุณค่ะสำหรับทุกถ้อยคำแห่งน้ำมิตร ขอบคุณจริงๆ   

9. เปิดเขื่อนปากพนังเลื่อนไปสิ้นเดือนกันยาฯ

แผนงานข่าวสืบสวนเชิงลึกนโยบายสาธารณะ

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 13 กันยายน 2548 ที่ศูนย์อำนวยการโครงการพัฒนาลุ่มน้ำปากพนัง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ มีการประชุมคณะทำงานตรวจและติดตามผลการบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำปากพนัง เพื่อเตรียมการเปิดประตูระบายน้ำอุทกวิภาชประสิทธิ์ ที่กำหนดไว้ในวันที่ 15 กันยายน 2548 โดยนายบุณยวัฒน์ ชีช้าง ปลัดจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นประธาน มีคณะทำงาน และผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมประมาณ 50 คน ใช้เวลาประชุมนาน 2 ชั่วโมงเศษ

หลังจากที่ประชุม ได้พิจารณาสถานการณ์น้ำล่าสุด ในลุ่มน้ำปากพนังแล้วเสร็จ ได้มีชาวบ้านจากอำเภอปากพนัง ได้ขอให้เลื่อนการเปิดประตูระบายน้ำอุทกวิภาชประสิทธิ์ออกไปโดยไม่มีกำหนด เพราะยังอยู่ในระหว่างการสูบน้ำจืดเข้านา ขณะที่การประปาส่วนภูมิภาคปากพนัง ขอให้เลื่อนการเปิดประตูระบายน้ำอุทกวิภาชประสิทธิ์ ออกไปเป็นวันที่ 30 กันยายน 2548 เนื่องจากยังสูบน้ำจืดจากแม่น้ำปากพนังไปสำรองไว้ในอ่างเก็บน้ำดิบ เพื่อใช้ทำประปาได้อย่างน้อย 3 เดือน ตามแผนที่วางไว้

ในที่สุด ที่ประชุมมีความเห็นว่า ในส่วนของข้อเสนอให้เลื่อนออกไปโดยไม่มีกำหนด คงทำไม่ได้ เพราะมีมติให้เปิดไปก่อนหน้านั้นแล้ว แต่รับว่าจะนำข้อเท็จจริงในการใช้น้ำของชาวนา ไปประกอบการพิจารณาระยะเวลาเปิด – ปิด ประตูระบายน้ำ เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบ

พร้อมกันนี้ ที่ประชุมได้มีมติให้เลื่อนการเปิดประตูระบายน้ำอุทกวิภาชประสิทธิ์ จากที่กำหนดไว้ วันที่ 15 กันยายน 2548 ออกไปเป็นวันที่ 30 กันยายน 2548 ตามที่การประปาส่วนภูมิภาค อำเภอปากพนังร้องขอ

--------------------------------------------------------------------------------

10. ลุ่มน้ำปากพนังเครียดถกประเมินผลเปิดเขื่อนเดือด

แผนงานข่าวสืบสวนเชิงลึกนโยบายสาธารณะ

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 22 พฤศจิกายน 2548 ที่ห้องประชุมกองอำนวยการโครงการพัฒนาลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช มีการประชุมคณะทำงานตรวจและติดตามผลการบริหารจัดการน้ำโครงการพัฒนาลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ครั้งที 4/2548 มีนายบุญญวัฒน์ ชีช้าง ปลัดจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นประธาน มีผู้เข้าร่วมประชุม 30 คน ใช้เวลาถกเถียงกันเกือบ 4 ชั่วโมง

ทั้งนี้ เป็นการประชุมครั้งแรกหลังจากมีการเปิดประตูระบายน้ำอุทกวิภาชประสิทธิ เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2548 โดยนายเทอดศักดิ์ ลักษณะหุต คณะทำงานและเลขานุการ พร้อมด้วยการประมงจังหวัดนครศรีธรรมราช และการประปาส่วนภูมิภาคอำเภอปากพนัง ร่วมกันชี้แจงต่อที่ประชุมว่า หลังจากเปิดประตูระบายน้ำ คุณภาพน้ำลดลง เนื่องจากปริมาณออกซิเจนน้อยลง และความเค็มของน้ำในแม่น้ำปากพนังสูงขึ้น แต่ตรงจุดแพรกเมือง ซึ่งตกลงกันไว้ก่อนหน้านี้ว่า ถ้าความเค็มตรงจุดนี้ถึง 3 ให้ปิดประตูระบายน้ำอุทกวิภาชประสิทธิ์นั้น ปรากฏว่าความเค็มตรงจุดดังกล่าวยังคงต่ำกว่า 3

นอกจากนี้ ยังพบว่าน้ำในคลองสายหลักมีค่าความเป็นกรดสูงขึ้น เมื่อประกอบกับคุณภาพน้ำต่ำลง จึงเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตในแม่น้ำปากพนัง จึงเสนอให้เปิดประตูระบายน้ำฉุกเฉิน เพื่อระบายน้ำที่มีความเป็นกรดออกสู่ทะเลโดยเร็ว ขณะเดียวกันในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2548 บางช่วงน้ำในคลองสายหลักมีค่าความเค็มสูงขึ้น ทำให้บางครั้งสำนักงานประปาปากพนังต้องหยุดสูบน้ำจากแม่น้ำ
ปากพนังขึ้นมาผลิตน้ำประปาเป็นครั้งคราว โดยหันไปใช้น้ำในที่เก็บน้ำสำรองของการประปามาใช้แทน ซึ่งจนถึงขณะนี้ ยังไม่มีปัญหาน้ำประปาขาดแคลน

ทั้งนี้ ทุกส่วนยอมรับว่า เมื่อเปิดมาได้ระยะหนึ่ง ประกอบกับมีฝนตกหนัก สภาพต่างๆ ของน้ำดีขึ้น แต่ก็ได้ตั้งข้อสังเกตว่า ปริมาณน้ำฝน ยังคงต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ 600 กว่ามิลลิเมตร โดยตกจริงเพียง 200 กว่ามิลลิเมตรเท่านั้น ซึ่งจะมีผลต่อการรุกขึ้นมาของน้ำเค็ม

ขณะที่คณะทำงานตรวจและติดตามผลการบริหารจัดการน้ำโครงการพัฒนาลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ภาคประชาชน มีความเห็นต่างจากภาคราชการ เพราะเห็นว่า สาเหตุที่น้ำมีความเป็นกรด เนื่องจากการทะลักเข้ามาของน้ำจากพรุควนเคร็ง ไม่ได้มาจากการเปิดประตูระบายน้ำอุทกวิภาชประสิทธิ์ ส่วนปัญหาคุณภาพน้ำที่ลดต่ำลง สืบเนื่องมาจากการปิดประตูระบายน้ำอุทกวิภาชประสิทธิ์มานาน 5 ปี น้ำและตะกอนเน่าเสียไม่มีโอกาสได้ระบายลงสู่ทะเลตามธรรมชาติ เมื่อมีการเปิดประตูระบายน้ำตะกอนเน่าเสียที่สะสมมานานจึงไหลออกสู่ทะเล

เป็นที่น่าสังเกตว่า มีตัวแทนขององค์การบริหารส่วนตำบลหลายแห่ง ที่อยู่เหนือประตูระบายน้ำอุทกวิภาชประสิทธิ์ยืนยันว่า หลังจากเปิดประตูระบายน้ำอุทกวิภาชประสิทธิ น้ำในคลองย่อยมีคุณภาพดีขึ้น เพราะตะกอนเน่าเสียที่สะสมอยู่ได้ไหลออกไปหมด ขณะเดียวกัน มีตัวแทนชาวบ้านที่เลี้ยงปลาในกระชังยืนยันว่า หลังจากเปิดประตูระบายน้ำอุทกวิภาชประสิทธิ ปรากฏว่าเกิดน้ำเน่าเสียทำให้ปลาตาย

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้มีการตั้งข้อสังเกตว่า เมื่อเปิดประตูระบายน้ำอุทกวิภาชประสิทธิแล้วได้มีการเปิดประตูระบายน้ำฉุกเฉินด้วย ทำให้น้ำเค็มรุกเข้ามาในนคลองสายหลัก ดังนั้น ควรปิดประตูระบายน้ำ เพื่อป้องกันน้ำเค็มรุกเข้าไปในลำน้ำ โดยนายประเสริฐ คงสงค์ ชาวบ้านจากอำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวว่า ต้องตรวจสอบให้แน่ชัดว่า ความเค็มที่สูงขึ้นเกิดจากอะไรกันแน่ พร้อมกับเสนอให้ปิดประตูระบายน้ำฉุกเฉินทั้งหมด เพื่อให้น้ำจืดไหลออกทางคลองสายหลัก ผลักน้ำเค็มพร้อมตะกอนที่ตกค้างอยู่ในแม่น้ำมานานออกสู่ทะเล และป้องกันไม่ให้น้ำเค็มรุกเข้าสู่แม่น้ำปากพนัง

นายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ ผู้เข้าร่วมประชุม กล่าวว่า เนื่องประตูระบายน้ำเพิ่งเปิดมาได้เพียง 1 เดือน ยังไม่เห็นผลดีหรือผลเสียชัดเจน น่าจะเปิดให้ถึงเดือนมกราคม 2549 ตามข้อตกลงเดิมไปก่อน แล้วค่อยตัดสินใจอีกครั้ง
นายเลิศชาย ศิริชัย นักวิชาการ จากมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เสนอให้คณะทำงานตรวจและติดตามผลการบริหารจัดการน้ำโครงการพัฒนาลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ร่วมกันศึกษาวิจัยผลกระทบที่เกิดขึ้น หลังจากการเปิดประตูระบายน้ำอุทกวิภาชประสิทธิอย่างเป็นระบบ และเป็นวิชาการ ในส่วนของงบประมาณเพื่อการนี้ สามารถขอสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัยในระดับท้องถิ่นได้ เนื่องบริเวณลุ่มน้ำปากพนังเป็นพื้นที่โครงการวิจัยของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัยในระดับท้องถิ่นอยู่แล้ว และควรต้องรีบตั้งคณะทำงานลุ่มน้ำย่อยด้วย

นายบุญญวัฒน์ กล่าวปิดประชุมว่า จะนำข้อมูลและข้อเสนอของที่ประชุมทั้งหมด นำเสนอต่อนายวิชม ทองสงค์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการดำเนินงานโครงการพัฒนาลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากประราชดำริ พิจารณาดำเนินการต่อไป

ความคิดเห็นที่ 82 (0)
กู่ วันที่ : 12/10/2007 เวลา : 18.28 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/shadowy
 ขอบคุณค่ะสำหรับทุกถ้อยคำแห่งน้ำมิตร ขอบคุณจริงๆ   

8. คนลุ่มน้ำปากพนังเฮ15กันยาฯเปิดเขื่อนอุทกฯ

แผนงานข่าวสืบสวนเชิงลึกนโยบายสาธารณะ

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 5 กันยายน 2548 ที่ศาลากลางจังหวัดนครศรีธรรมราช มีการประชุมร่วมระหว่างคณะทำงานศึกษาข้อมูลและกลั่นกรองการบริหารจัดการน้ำโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง กับคณะทำงานตรวจและติดตามผลการบริหารจัดการน้ำในเขตลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ มีน.ส.อรุณี กูลณรงค์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นประธานการประชุม

น.ส.อรุณี ชี้แจงต่อที่ประชุมว่า เป็นการประชุมเพื่อซักซ้อมความเข้าใจ เกี่ยวกับการเปิดประตูระบายน้ำอุทกวิภาชประสิทธิ ตามที่ได้กำหนดไว้ว่า จะเปิดในวันที่ 15 กันยายน 2548 นี้ เพื่อให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเข้าใจแนวปฏิบัติตรงกัน

จากนั้น ที่ประชุมได้ประเมินสถานการณ์ปริมาณน้ำจืด ในช่วงวันที่ 15 กันยายน 2548 ที่กำหนดจะเปิดประตูระบายน้ำ โดยตัวแทนทางกรมประทานได้นำเสนอข้อมูลปริมาณน้ำจืดต่อที่ประชุม พร้อมกับเปรียบเทียบปริมาณน้ำจืดในช่วงต้นเดือนกันยายนของปี 2547 กับปี 2548 ซึ่งปรากฏว่าปริมาณน้ำจืดช่วงต้นเดือนกันยายน
2548 น้อยกว่าช่วงเดียวกันของปี 2547 ซึ่งอาจจะมีผลให้น้ำทะเลหนุนสูงขึ้นส่งผลกระทบต่อแหล่งน้ำดิบเพื่อทำประปา

ในที่สุด ที่ประชุมเห็นว่า ถึงแม้ปริมาณน้ำจืดปี 2548 จะน้อยกว่าปี 2547 แต่ก็ไม่มากนัก ประกอบกับการประปาส่วนภูมิภาคปากพนัง มีแหล่งน้ำสำรองใช้ได้ 2 – 3 เดือน ซึ่งเป็นระยะเวลานานพอที่จะแก้ไขปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น ส่วนปัญหาน้ำเค็มหนุนขึ้นมานั้น ทางคณะทำงานฯ จะมีโครงสร้างคณะทำงานตามลำน้ำย่อย คอยรายงานให้ทราบอยู่แล้ว ถ้าความเค็มสูงกว่าที่กำหนดไว้ ก็สามารถทราบตั้งแต่เนิ่นๆ มีเวลามากพอที่จะแก้ไขปัญหาได้ทันท่วงที ผู้เข้าร่วมประชุมจึงมีความเห็นร่วมกัน ให้เปิดประตูระบายน้ำอุทกวิภาชประสิทธิ์ ในวันที่ 15 กันยายน 2548 ตามที่กำหนดไว้

จากนั้น ได้มีการนัดประชุมคณะทำงานตรวจและติดตามผลการบริหารจัดการน้ำในเขตลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในวันที่ 12 กันยายน 2548 ที่สำนักงานโครงการพัฒนาลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อเตรียมรายละเอียดเกี่ยวกับการเปิดประตูระบายน้ำอุทกวิภาชประสิทธิ และพิจารณาเรื่องคณะทำงานตามลำน้ำย่อยต่างๆ ด้วย

ความคิดเห็นที่ 81 (0)
กู่ วันที่ : 12/10/2007 เวลา : 18.27 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/shadowy
 ขอบคุณค่ะสำหรับทุกถ้อยคำแห่งน้ำมิตร ขอบคุณจริงๆ   

7. ตั้งชุดตรวจงานเปิดเขื่อนปากพนังไร้เงานักวิชาการภาคปชช.

แผนงานข่าวสืบสวนเชิงลึกนโยบายสาธารณะ

รายงานข่าวจากจังหวัดนครศรีธรรมราชแจ้งว่า เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2548 นายวิชม ทองสงค์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการดำเนินงานโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ได้มีหนังสือเชิญคณะอนุกรรมการฯ เข้าร่วมประชุมในเวลา 13.30 น. วันที่ 27 มิถุนายน 2548 ที่ห้องประชุมศรีวิชัย ศาลากลางจังหวัดนครศรี ธรรมราช

ทั้งนี้เพื่อรับทราบมติที่ประชุมคณะทำงานศึกษาข้อมูลและกลั่นกรองการบริหารจัดการน้ำ โครง การพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2548 ที่ให้เปิดประตูระบายน้ำอุทกวิภาชประสิทธิ์ ในวันที่ 15 กันยายน 2548 โดยมีวาระพิจารณาเรื่อง แนวทางการบริหารจัดการลุ่มน้ำปากพนัง และแผนการดำเนินงานปี
2548

ก่อนหน้านั้นเพียง 1 วัน นายวิชม ได้มีคำสั่งลงวันที่ 21 มิถุนายน 2548 ระบุว่า คณะศึกษาข้อมูลและกลั่น กรองการบริหารจัดการน้ำฯ ได้เสร็จสิ้นภารกิจการศึกษาข้อมูลผลกระทบจากการปิดหรือเปิดบานประตูระบายน้ำอุทกวิภาชประสิทธิ์แล้ว จึงแต่งตั้งคณะทำงานตรวจและติดตามผลการบริหารจัดการน้ำในเขตพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยมีตัวแทนภาคราชการ ภาคประชาชน

แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า คำสั่งแต่งตั้งดังกล่าว ไม่มีชื่อนายประสาท มีแต้ม อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และนายเลิศชาย ศิริชัย อาจารย์ประจำคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ที่ภาคประชาชนเสนอชื่อให้เป็นคณะทำงานศึกษาข้อมูลและกลั่นกรองการบริหารจัดการน้ำฯ แต่อย่างใด

สำหรับการประชุมคณะอนุกรรมการดำเนินงานโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่อง
มาจากพระราชดำริ เดิมกำหนดประชุมในวันที่ 24 มิถุนายน 2548 ต่อมาเลื่อนไปเป็นวันที่ 29 มิถุนายน 2548 ล่าสุด ได้มีการกำหนดประชุมกันในวันที่ 27 มิถุนายน 2548

ความคิดเห็นที่ 80 (0)
กู่ วันที่ : 12/10/2007 เวลา : 18.25 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/shadowy
 ขอบคุณค่ะสำหรับทุกถ้อยคำแห่งน้ำมิตร ขอบคุณจริงๆ   

5. ชาวปากพนังเฮ เปิดเขื่อน 15กันยานี้

แผนงานข่าวสืบสวนเชิงลึกนโยบายสาธารณะ

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 17 มิ.ย.ที่ผ่านมา ที่ห้องประชุมศรีปราชญ์ ศาลากลางจังหวัดนครศรีธรรมราช มีการประชุมคณะทำงานศึกษาข้อมูล และกลั่นกรองการบริหารจัดการน้ำ โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อพิจารณาผลดี ผลเสีย ของการเปิดประตูระบายน้ำอุทกวิภาชประสิทธิ์ในวันที่ 15 กันยายน 2548 เป็นต้นไป ตลอดจนผลกระทบต่อพื้นที่ และชุมชนโดยมีตัวแทนภาคประชาชน และภาคราชการเข้าร่วมกว่า ร่วมกว่า 40 คน ก่อนมีการขอมติเห็นชอบจากที่ประชุม
น.ส.อรุณี พูลณรงค์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ในฐานะประธานคณะทำงานศึกษาข้อมูล และกลั่นกรองการบริหารจัดการน้ำ โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง เป็นประธานในที่ประชุม ร่วมหาข้อสรุปจากการประชุมคณะทำงานฯ ซึ่งบรรยากาศในที่ประชุมเป็นไปด้วยดี โดยก่อนที่จะเปิดการประชุม น.ส.อรุณี ได้บอกกับทุกคนในที่ประชุมว่า “คืนนี้ทุกคนจะกลับไปนอนหลับฝันดี” ก่อนที่จะมีการสรุปการประชุมที่ผ่านมาให้ที่ประชุมทราบ

หลังจากนั้นได้มีการข้อมติจากที่ประชุมว่า ใครเห็นควรให้เปิดประตูระบายน้ำอุทกวิภาชประสิทธิ์ ในวันที่ 15 กันยายน 2548 เป็นต้นไป ซึ่งมติในที่ประชุมออกมาอย่างเป็นเอกฉันท์เห็นควรให้เปิดประตูระบายน้ำอุทกวิภาชประสิทธิ์ ตามข้อเสนอของคณะทำงานศึกษาข้อมูลและกลั่นกรองการบริหารจักการน้ำ

นอกจากนั้นยังเสนอเพิ่มเติม ให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการลุ่มน้ำฯ ทำงานร่วมภาคประชาชนและข้าราชการ เพื่อติดตาม เฝ้าระวัง เก็บข้อมูลตลอดระยะเวลาที่มีการเปิดประตูฯ ว่ามีผลกระทบ หรือผลดีในด้านใดบ้าง โดยถือเป็นการบริหารจัดการร่วมกันทุกภาคส่วนทั้งประชาชน และข้าราชการหน่วยงานที่รับผิดชอบ ตลอดจนเน้นการประชาสัมพันธ์ให้คนในพื้นที่รับทราบ เพื่อเตรียมตัวก่อนการเปิดประตูฯ

หลังจากได้ข้อสรุปจากการประชุมคณะทำงานฯ แล้ว จะนำมติที่ได้ในวันนี้เข้าเสนอในที่ประชุมคณะอนุกรรมการดำเนินงานโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่มีนายวิชม ทองสงค์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นประธาน โดยจะเชิญนาย สามารถ โชคคณาพิทักษ์ อธิบดีกรมชลประทาน เข้าร่วมด้วย ในวันที่ 24 มิถุนายน 2548 เวลา 13.30น.
-------------------------------------

6. 29มิ.ย.ชี้ขาดเปิดเขื่อนปากพนัง

แผนงานข่าวสืบสวนเชิงลึกนโยบายสาธารณะ

นายสวาท เอียดตน คณะทำงานศึกษาข้อมูลและกลั่นกรองการบริหารจัดการน้ำ โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จากอำเภอเชียรใหญ่ จังหวัดนครศรีธรรมราช เปิดเผยว่า ตามที่กำหนดจะมีการประชุมคณะอนุกรรมการดำเนินงานโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่มีนายวิชม ทองสงค์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นประธาน ในวันที่ 24 มิถุนายน 2548 เพื่อพิจารณากำหนดวันเปิดประตระบายน้ำอุทกวิภาชประสิทธิ์ ในโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง ตามที่คณะทำงานศึกษาข้อมูลฯ เสนอให้เปิดในวันที่ 15 กันยายน 2548 นั้น ทางจังหวัด
นครศรีธรรมราชได้ขอเลื่อนการประชุมออกไปเป็นวันที่ 29 มิถุนายน 2548 เนื่องจากประสานการประชุมกับคณะอนุกรรมการฯ ไม่ทัน

นายสวาท เปิดต่อไปว่า ก่อนการประชุมคณะอนุกรรมการฯ ในส่วนของคณะทำงานฯ จากภาคประชาชน จะมีการนัดพูดคุยเตรียมการรายละเอียดเกี่ยวกับการเฝ้าระวังสายน้ำย่อยในลุ่มน้ำ ภายหลังจากเปิดประตูระบายน้ำอุทกวิภาชประสิทธิ์ รวมทั้งเรื่องงบประมาณดำเนินการ และระบบการบริหารจัดการทั้งหมด เพื่อนำเสนอให้คณะอนุกรรมการฯ ใช้ประกอบในการพิจารณาเปิดประตูระบายน้ำพร้อมกันไปทีเดียว

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2548 ที่ผ่านมา มีการประชุมคณะทำงานศึกษาข้อมูลฯ เพื่อพิจารณาเรื่องการเปิดประตูระบายน้ำอุทกวิภาชประสิทธิ์ มีน.ส.อรุณี พูลณรงค์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรี ธรรมราช ในฐานะประธานคณะทำงานศึกษาข้อมูลฯ เป็นประธานการประชุม โดยที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์ให้เปิดประตูระบายน้ำอุทกวิภาชประสิทธิ์ ตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน 2548 เป็นต้นไป ตามข้อเสนอของคณะทำงานศึกษาข้อมูลฯ จากภาคประชาชน

จากนั้น ที่ประชุมได้กำหนดให้นำมติดังกล่าว เสนอต่อที่ประชุมคณะอนุกรรมการดำเนินงานโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่มีผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นประธาน โดยจะเชิญนาย สามารถ โชคคณาพิทักษ์ อธิบดีกรมชลประทาน เข้าร่วมประชุมด้วย ในวันที่ 24 มิถุนายน 2548 แต่มีการแจ้งเลื่อนการประชุมไปเป็นวันที่ 29 มิถุนายน 2548 ดังกล่าว

ความคิดเห็นที่ 79 (0)
กู่ วันที่ : 12/10/2007 เวลา : 18.24 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/shadowy
 ขอบคุณค่ะสำหรับทุกถ้อยคำแห่งน้ำมิตร ขอบคุณจริงๆ   

4. หวั่นผลกระทบเปิดเขื่อนปากพนังส่อเค้ายื้อ
แผนงานข่าวสืบสวนเชิงลึกนโยบายสาธารณะ

น.ส.อรุณี พูลณรงค์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ในฐานะประธานคณะทำงานศึกษาข้อมูลและกลั่นกรองการบริหารจัดการน้ำโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง เปิดเผยว่า วันที่ 17 มิถุนายน 2548 นี้ คณะทำงานฯ จะร่วมประชุมพิจารณาผลดี – ผลเสียของการเปิดประตูระบายน้ำอุทกวิภาชประสิทธิ์ ตลอดจนผลกระทบต่อพื้นที่และชุมชน ที่ห้องประชุมศรีปราชญ์ ศาลากลางจังหวัดนครศรีธรมราช

น.ส.อรุณี กล่าวว่า ในการประชุมครั้งนี้ ตนต้องการให้คณะทำงานฯ มองลึกลงไปในรายละเอียดต่างๆ อย่างรอบด้าน เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจตามมาแบบไม่คาดคิด เพราะไม่มีใครต้องการให้ชุมชนใดชุมชนหนึ่ง ในพื้นที่รอบโครงการฯ ได้รับผลกระทบภายหลัง โดยใช้ปริมาณน้ำฝนย้อนหลัง 4 – 5 ปี มาเป็นตุ๊กตาในการพิจารณาประกอบการเปิดประตูระบายน้ำอุทกวิภาชประสิทธิ์ เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนร่วมกัน

น.ส.อรุณี เปิดเผยว่า หลังจากได้ข้อสรุปจากการประชุมคณะทำงานฯ แล้ว จะนำข้อเสนอเข้าพิจารณาในที่ประชุมคณะอนุกรรมการดำเนินงานโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่มีนายวิชม ทองสงค์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นประธาน โดยจะเชิญนายสามารถ โชคคณาพิทักษ์ อธิบดีกรมชลประทาน เข้าร่วมพิจารณาด้วย

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2548 คณะทำงานศึกษาข้อมูลและกลั่นกรองการบริหารจักการน้ำ ในส่วนของภาคประชาชน ได้ร่วมกันพิจารณาช่วงเวลาเปิดประตูระบายน้ำอุทกวิภาชประสิทธิ์ กับเจ้าหน้าที่กรมชลประทาน ได้ข้อสรุปว่า จะเปิดประตูระบายน้ำอุทกวิภาชประสิทธิ์ ในวันที่ 15 กันยายน 2548 เป็นต้นไป

ความคิดเห็นที่ 78 (0)
กู่ วันที่ : 12/10/2007 เวลา : 18.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/shadowy
 ขอบคุณค่ะสำหรับทุกถ้อยคำแห่งน้ำมิตร ขอบคุณจริงๆ   

สรุปข้อหารือ ในการประชุมเครือข่ายภาคประชาชน

แผนงานข่าวสืบสวนเชิงลึกนโยบายสาธารณะ

สรุปข้อหารือ ในการประชุมเครือข่ายภาคประชาชน
วันพุธที่ 2 มิถุนายน 2548 เวลา 10.00-14.00
ณ ห้องประชุมองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช จ.นครศรีธรรมราช


สืบเนื่องจากเครือข่ายภาคประชาชนได้ติดตามกระบวนการแก้ไขปัญหาลุ่มน้ำปากพนัง ในระยะเวลา 2 ปี ที่ผ่านมา ณ ปัจจุบันมีข้อสรุปที่ชัดเจนแล้วว่าผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมและเศรษฐกิจของชุมชนในบริเวณในเขื่อนและนอกเขื่อนสามารถคลี่คลายได้ก็ต่อเมื่อปล่อยให้น้ำมีการไหลเวียนดังเดิม ตามที่มีข้อมูลจากชุมชนต่างๆ ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ และการศึกษาวิจัยจากสถาบันวิชาการต่างๆมาเป็นลำดับ

แม้ว่าข้อเท็จจริงต่างๆจะเป็นที่ชัดเจนปละมีการนำเสนอในการประชุมร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2548 ข้อสังเกตว่าระบวนการแก้ไขปัญหายังไม่เป็นผลในทางปฏิบัติจึงจำเป็นต้องนำเสนอข้อสรุปของภาคประชาชนอีกครั้งในวันที่ 6 มิถุนายน 2548 ซึ่งอาศัยแนวทางการเปิดประตูฯ ตามที่กรมชลประทานได้นำเสนอในที่ประชุมเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2548 ที่ผ่านมา

ข้อสรุปการแก้ไขปัญหาลุ่มน้ำปากพนัง คือการเปิดประตูอุทกวิภาชประสิทธิ์ การบริหารปะตูย่อยต่างๆ ให้สอดคล้องกับการใช้น้ำ การประชาสัมพันธ์ และการดำเนินงานของคณะกรรมการในการเฝ้าระวัง ติดตามผลกระทบ ดังนี้

1.ประตูอุทกวิภาชประสิทธิ์ ต้องเปิดเพื่อให้มีน้ำกร่อยในระบบลุ่มน้ำ เนื่องจากเป็นระบบนิเวศน์ที่สำคัญต่อฐานอาชีพขิงคนปากพนัง ทั้งกลุ่มนาข้าว ประมง ตาลจาก และป่าพรุ ฯลฯ

ดังนั้น ควรเปิดประตูอุทกวิภาชประสิทธิ์ โดยเปิดทุกช่องและทั้งบานบนบานล่าง ตามแนวทางที่กรมชลประทานเสนอ คือวันที่ 15 กันยายน 2548 ซึ่งจะส่งผลให้ความเค็มของน้ำที่บริเวณปากแพรก และบริเวณคลองชะอวดเพิ่มขึ้นเป็น 3 และต่ำกว่า 1 ตมลำดับ ในอีก 45 วันหลังจากเปิดประตูแล้ว ซึ่งถือว่าไม่น่าจะกระทบกับผู้ใช้น้ำเพื่อการเกษตร

นอกจากความเค็มแล้ว สิ่งที่ต้องพิจารณาในการควบคุมการเปิดปิด คือระดับ ออกซิเจนที่ละลายในน้ำ (ดีโอ) ในแม่น้ำปากพนังและคลองสาขามีค่าไม่ต่ำกว่า 5 มิลลิกรัมต่อลิตร เพราะถ้า ดีโอ อยู่ระหว่าง 3 – 5 สัตว์น้ำจะเครียด และถ้า ดีโอ ต่ำกว่า 3 สัตว์จะหนี ทำให้ชาวบ้านไม่มีสัตว์น้ำบริโภค

2.ประตูระบายน้ำต่างๆต้องบริหารให้สอดคล้องกับการเปิดของประตูอุทกวิภาช
ประสิทธิ์ ดังนี้
1) ควรปิดประตูหน้าโกฐ ประตูแพรกเมือง ประตูคลองลัด ประตูฉุกเฉิน
2) ควรเปิดประตูเสือหิง ประตูระบายน้ำเชียรใหญ่ และประตูบางไทร

3.การประชาสัมพันธ์โดยจังหวัดเพื่อให้ชุมชนต่างๆได้รับทราบก่อนเปิดประตู
ควรประชาสัมพันธ์ให้ทั่วถึงก่อนเปิดประตูอุทกวิภาชประสิทธิ์ เพื่อให้ทุกชุมชนได้เตรียมการเรื่องน้ำ โดยเฉพาะกลุ่มผู้เลี้ยงปลาในกระชังนอกเขื่อน เนื่องจากคุณภาพน้ำในกระชังนอกเขื่อนในช่วง 10 – 20 วันของการเปิดประตูอุทกวิภาชประสิทธิ์ จะไม่เหมาะกับการนำไปใช้และการเพาะเลี้ยง

4.การเฝ้าระวัง และติดตามผลกระทบ

1) เกณฑ์การเฝ้าระวัง คือ บริเวณปากแพรก กำหนดความเค็มโดยวัดจากผิวน้ำลึกลงไป 1 เมตร ให้ไม่เกิน 3 PPT หากเกินจนก่อให้เกิดความเสียหายจะพิจารณาในเรื่องการปิดประตูอุทกวิภาชประสิทธิ์

2) เก็บข้อมูลออกซิเจนละลายน้ำ (ดีโอ) ของน้ำตามสถานีต่างๆ ที่สถาบันวิจัยการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งทำไว้ คือ ในเขตน้ำจืด 12 สถานี และในเขตน้ำเค็มคลองหัวไทร 3 สถานี และติดตามผลกระทบการใช้น้ำของคลองซอยต่างๆ ในรูปแบบของการมีส่วนร่วมโดยคณะกรรมการคลองต่างๆ

3) การเปิดปิดประตูอุทกวิภาชประสิทธิ์ ให้คำนึงถึงวงจรชีวิตของสัตว์น้ำต่างๆโดยเฉพาะกุ้งก้ามกราม ซึ่งเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่สำคัญ กุ้งก้ามกรามจะเดินทางจากต้นน้ำไปวางไข่ในอ่าวปากพนังประมาณเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม และอาศัยกระแสน้ำไปเจริญเติมโตที่ชะอวดประมาณเดือนมกราคม ถึงเดือนกุมภาพันธ์

4) ติดตามผลกระทบคลองหัวไทรที่ทะเลปัง และหน้าวัดศาลาแก้ว

5) ติดตามระดับน้ำและการคืนความสมบูรณ์ของพรุควนเคร็ง

หมายเหตุ
คณะกรรมการตัวแทน 3 ฝ่าย รวม 21 คน เป็นผลจากมติที่ประชุมของคณะทำงานศึกษาข้อมูลบริหารจัดการน้ำ ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2548 ณ ห้องประชุมศรีวิชัย ศาลากลางจังหวัดนครศรีธรรมราช โดยผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช นายวิชม ทองสง เป็นประธาน คณะอนุกรรมการสิทธิในทรัพยากรน้ำฯ คณะกรรมการสิทธิ์ฯ เป็นที่ปรึกษา ทั้งนี้เพื่อให้กระบวนการมีส่วนร่วมแก้ไขปัญหาประตูอุทกวิภาชประสิทธิ์ ดำเนินการได้คล่องตัวขึ้นกว่าคณะกรรมการชุดแต่งตั้งเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2548 ที่มีตัวแทนจากฝ่ายต่างๆ รวม 64 คน

ความคิดเห็นที่ 77 (0)
กู่ วันที่ : 12/10/2007 เวลา : 18.21 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/shadowy
 ขอบคุณค่ะสำหรับทุกถ้อยคำแห่งน้ำมิตร ขอบคุณจริงๆ   

2. ปากพนังได้ข้อสรุป15กันยาฯเปิดเขื่อน

แผนงานข่าวสืบสวนเชิงลึกนโยบายสาธารณะ

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 6 มิถุนายน 2548 ที่กองอำนวยการโครงการพัฒนาลุ่มน้ำปากพนัง อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช มีการประชุมคณะทำงานศึกษาข้อมูลและกลั่นกรองการบริหารจัดการน้ำ ในส่วนของภาคประชาชน ร่วมกับกรมชลประทาน โดยมีตัวแทนภาคประชาชนและภาคราชการเข้าร่วมกว่า 20 คน

นายประยุทธ วรรณพรหม คณะทำงานฯ จากอ.พระพรหม เสนอต่อที่ประชุมว่า ในส่วนของคณะทำงานฯ ภาคประชาชน ได้ประชุมร่วมกันเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2548 มีข้อสรุปให้เปิดประตูระบายน้ำอุกทกวิภาชประสิทธิ์ เพื่อให้มีน้ำกร่อยในลุ่มน้ำปาก
พนัง โดยเปิดทุกช่อง ทุกบาน ทั้งบานบนและบานล่าง ในวันที่ 15 กันยายน 2548 เป็นต้นไป (รายละเอียดอ่านจาก สรุปผลการประชุมภาคประชาชนเปิดประตูน้ำอุทกวิภาชฯ)

นายทวีป ทองธวัช คณะทำงานฯ จากอ.เชียรใหญ่ กล่าวว่า สาเหตุที่ที่ต้องกำหนดเวลาห้ชัดเจน เนื่องจากการเปิดปิดประตูระบายน้ำอุทกวิภาชประสิทธิ์ มีผลกระทบกับประชาชนอาชีพต่างๆ จำนวนมาก แต่ละอาชีพจะได้เตรียมการรับมือเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น เช่น ผู้เลี้ยงปลากระชังใต้ประตูระบายน้ำ ที่จะต้องหยุดปล่อยปลาลงกระชังในช่วงเปิดประตูระบายน้ำ

นายธงชัย ชูชาติพงศ์ จากกรมชลประทาน แย้งว่า การกำหนดระยะเวลาเปิดประตูระบาน้ำ ในวันที่ 15 กันยายน 2548 มาจากฐานข้อมูลปริมาณน้ำปี 2547 ซึ่งมีปริมาณน้ำฝนมากกว่าปี 2548 ตนเห็นว่า น่าจะขยับไปเป็นวันที่ 1 ตุลาคม 2548 หรือขึ้นอยู่กับความเหมาะสม ไม่กำหนดเวลาตายตัว

นายเจริญ มหาราช คณะทำงานฯ จากอ.เชียรใหญ่ ชี้แจงว่า สาเหตุที่กำหนดเวลาให้ชัดเจน เพราะต้องการให้ประชาชนอาชีพต่างๆ ในลุ่มน้ำปากพนังได้มีเวลาเตรียมตัว ส่วนการเปิดประตูระบายน้ำจริงๆ นั้น ต้องขึ้นกับปัจจัยต่างๆ ในระยะเวลาดังกล่าวด้วย เช่น ปริมาณน้ำ ถ้าไม่มากพอก็ไม่ต้องเปิด แต่ถ้าน้ำมาเร็วกว่าเวลาที่กำหนดก็ต้องเปิดก่อนเวลา แต่ทั้งนี้ต้องไม่มีผลกระทบต่อกลุ่มอาชีพต่างๆ ถ้าเปิดแล้วกระทบต่ออาชีพใดอาชีพหนึ่งก็ไม่ควรเปิด

กรมชลฯ เสนอว่า การเปิดปิดประตูระบายน้ำ จะต้องคำนึงถึงแหล่งน้ำดิบสำหรับการทำน้ำประปาบริโภคในพื้นที่อำเภอปากพนังกว่า 10,000 ครัวเรือนด้วย

ตัวแทนการประปาส่วนภูมิภาค อำเภอปากพนัง ชี้แจงว่า ขณะนี้อยู่ในระหว่างการปรับปรุงบึงน้ำกว่า 300 ไร่ สำหรับรองรับน้ำดิบ 2.2 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งการปรับปรุงดังกล่าวจะแล้วเสร็จในเดือนเมษายน 2549 สำหรับปริมาณน้ำดิบ 2.2 ล้านลูกบาศก์เมตรดังกล่าว สามารถทำน้ำประปาแจกจ่ายชาวปากพนังได้ 3 – 4 เดือน

นายเจริญ ถ้าสามารถเก็บกักน้ำทำประปาได้ 3 – 4 เดือน การปิดเปิดประตูระบายน้ำ ตามที่กำหนดไว้ ไม้น่าจะมีผลกระทบต่อการผลิตน้ำประปา เพราะเฉพาะหน้าในปี 2548 นี้ ในช่วงฝนตกชุก ทางการประปาส่วนภูมิภาค สามารถดึงน้ำจืดไปกักเก็บเพิ่มเติมได้ ส่วนปีต่อไปให้การประปาส่วนภูมิภาคของบประมาณจัดหาแหล่งกักเก็บน้ำจืดที่เหมาะสมเพิ่มเติม

ตัวแทนจากการประปา ฯ เสนอว่า ถ้าต้องจัดหาแหล่งเก็บกักน้ำดิบเพิ่มเติม ทางคณะทำงานฯ ควรผลักดันให้เข้าไปอยู่ในแผนพัฒนาจังหวัดด้วย

ในที่สุด ที่ประชุมเห็นชอบตามข้อเสนอของคณะทำงานฯ ภาคประชาชน ให้เปิดประตูระบายน้ำอุทกวิภาชประสิทธิ์ ตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน 2548 เป็นต้นไป โดยจะนำผลการประชุมครั้งนี้ เสนอต่อที่ประชุมคณะทำงานศึกษาข้อมูลและกลั่นกรองการบริหารจัดการน้ำชุดใหญ่ ในวันที่ 10 มิถุนายน 2548 ที่ศาลากลางจังหวัดนครศรีธรรมราช

ความคิดเห็นที่ 76 (0)
กู่ วันที่ : 12/10/2007 เวลา : 18.20 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/shadowy
 ขอบคุณค่ะสำหรับทุกถ้อยคำแห่งน้ำมิตร ขอบคุณจริงๆ   

เป็นความราบรื่นภายใต้การถอยของ “นายสามารถ โชคคณาพิทักษ์” ผู้เป็น “อธิบดี
กรมชลประทาน” ที่ยอมให้ “คณะทำงานศึกษาข้อมูลการบริหารจัดการน้ำโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ” ที่มีตัวแทนชาวบ้านอยู่ด้วย เข้ามาบริหารจัดการน้ำ

ด้วยการยกอำนาจในการ “เปิด – ปิด” ประตูระบายน้ำ “อุทกวิภาชประสิทธิ์” ซึ่งเป็นของอธิบดีกรมชลประทาน มอบให้กับคณะทำงานฯ ชุดนี้ ชนิดเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ภายใต้แนวคิดให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมบริหารจัดการน้ำในทุกขั้นตอน

ในที่สุด “คณะทำงานศึกษาข้อมูลการบริหารจัดการน้ำโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ” ได้ตกลงร่วมกันที่จะจัดตั้งคณะทำงานฯ ชุดเล็ก โดยคัดเลือกจากคณะทำงานฯ ชุดใหญ่ จากภาคชาวบ้าน ภาคราชการ และนักวิชาการ รวม 21 คน ขึ้นมาบริหารจัดการ “เปิด – ปิด” ประตูระบายน้ำ “อุทกวิภาชประสิทธิ์” โดยมี “น.ส.อรุณี พูลณรงค์” รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นประธาน

พร้อมกับเพิ่มตัวแทนชาวบ้านเข้ามาอีก 5 อำเภอ คือ อำเภอพระพรหม อำเภอร่อนพิบูลย์ อำเภอลานสกา อำเภอจุฬาภรณ์ และอำเภอเมืองนครศรีธรรมราช

ตามด้วยข้อเสนอให้ “คณะทำงานศึกษาข้อมูลการบริหารจัดการน้ำโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ” เข้าไปมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนมาถึงปลายน้ำ ร่วมกับคณะกรรมการลุ่มน้ำ ของ “กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม”

ประเด็นที่ต้องจับตามอง นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ก็คือ ภายใต้แนวคิดให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการน้ำ ใน “โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ” ยังจะมีปัญหาอุปสรรคใดๆ เกิดขึ้นตามมาอีกหรือไม่

ด้วยเพราะ นี่คือ บทพิสูจน์ครั้งสำคัญยิ่งของทฤษฎี “กระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน” ในบริบทของ “สังคมไทย”

ความคิดเห็นที่ 75 (0)
กู่ วันที่ : 12/10/2007 เวลา : 18.18 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/shadowy
 ขอบคุณค่ะสำหรับทุกถ้อยคำแห่งน้ำมิตร ขอบคุณจริงๆ   

อันตามมาด้วยข้อเสนอ “ปิด – เปิด” ประตูระบายน้ำ “อุทกวิภาชประสิทธิ์”
ด้วยตัวเลข “เปิด” 7 เดือน “ปิด” 5 เดือน
แน่นอน ผลการประชุมที่ออกมาในวันนั้น ย่อมไม่สามารถหาข้อสรุปร่วมกันได้ อันนำมาสู่การนัดหมายประชุมหาข้อสรุปร่วมกันครั้งใหม่ ในวันที่ 27 เมษายน 2548

ทว่า เหตุการณ์ที่ฝ่ายผู้ได้รับผลกระทบไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อมีการนำสื่อมวลชนจากกรุงเทพมหานครลงมาในพื้นที่ พร้อมกับนัดหมายประชุมชาวบ้านในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง ด้วยวิธีการเลือกเชิญเฉพาะกลุ่มที่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากหน่วยงานของรัฐในการปรับเปลี่ยนอาชีพ และอื่นๆ โดยฝ่ายผู้ได้รับผลกระทบ แม้จะอยู่ใน “คณะทำงานศึกษาข้อมูลการบริหารจัดการน้ำโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ” ก็ไม่ได้รับเชิญ

แล้วความก็แตก เมื่อชาวบ้านที่ได้รับเชิญเข้าร่วมประชุม ส่งข่าวให้ “คณะทำงานศึกษาข้อมูลการบริหารจัดการน้ำโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ” ในส่วนของตัวแทนชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบทราบ

การประชุม ในวันที่ 19 เมษายน 2548 กลุ่มชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ ทั้งที่อยู่ใน “คณะทำงานศึกษาข้อมูลการบริหารจัดการน้ำโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ” และไม่อยู่ในคณะทำงานฯ ชุดนี้ จึงบุกเข้าไปนำเสนอข้อมูลผลกระทบต่อที่ประชุม

สถานการณ์พลิกกลับ เพราะเป็นการเสนอข้อมูลผลกระทบต่อหน้าสื่อมวลชนจากเมืองหลวง โดยมี “เลขาธิการคณะกรรมการประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ” และ “อธิบดีกรมชลประทาน” ร่วมรับฟังอยู่ด้วย

แล้วเหตุการณ์ที่ไม่มีใครคาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่อ 2 วันต่อมา “นายอาสา สารสิน” ราชเลขาธิการ ได้ลงมาดูพื้นที่ “โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากการพระราชดำริ”

ในส่วนของชาวบ้านไม่มีใครทราบ ถึงกำหนดการเดินทางลงพื้นที่ “ราชเลขาธิการ” เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2548 จึงไม่มีใครรู้ว่า “ราชเลขาธิการ” มาพูดคุยกับส่วนราชการในประเด็นไหน มีความคิดเห็นอย่างไร

ถึงกระนั้น การเดินทางมาของ “ราชเลขาธิการ” ย่อมมีผลอย่างยิ่งต่อทิศทางข้างหน้าของ “โครงการพัฒนาลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ”

การประชุม “คณะทำงานศึกษาข้อมูลการบริหารจัดการน้ำโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ” ร่วมกับ “อนุกรรมการดำเนินงานโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ”
ในวันที่ 27 เมษายน 2548 ต่อหน้าตัวแทนจาก คณะกรรมการประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ” จึงราบรื่นชนิดไม่มีผู้ใดคาดคิด

ความคิดเห็นที่ 74 (0)
กู่ วันที่ : 12/10/2007 เวลา : 18.16 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/shadowy
 ขอบคุณค่ะสำหรับทุกถ้อยคำแห่งน้ำมิตร ขอบคุณจริงๆ   

จนเมื่อชาวบ้านลุ่มน้ำปากพนัง ร้องเรียนต่อ “คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ”
ด้วยการประสานงานของ “โครงการสิทธิชุมชนศึกษา” แนวทางการแก้ปัญหาก็ขยับขึ้นสู่โต๊ะการหารือเพื่อแก้ปัญหาร่วมกัน ก้าวแรกของการแก้ปัญหา ก็คือ การเข้ามาเป็นตัวกลางจัดประชุมเพื่อแก้ปัญหาร่วมกัน โดย “คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ” เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2547 ณ ที่ทำการโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช

อันตามมาด้วยข้อเสนอจากกลุ่มชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจาก “โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง” ทุกสาขาอาชีพกว่า 200 คน ที่ต้องการให้ชาวบ้านในพื้นที่เข้ามมามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการน้ำ

ว่ากันตรงไปตรงมา ก็คือ ชาวบ้านขอเข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจ “เปิด” และ “ปิด” ประตูระบายน้ำ “อุทกวิภาชประสิทธิ” โดยให้ทาง “คณะกรรมการประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ” หรือ “กปร.” เป็นผู้ประสานงานในการแต่งตั้งคณะกรรมการฯ ชุดนี้

จนวันที่ 28 มกราคม 2548 ข้อเสนอข้างต้น จึงคลอดออกมาในชื่อ “คณะทำงานศึกษาข้อมูลการบริหารจัดการน้ำโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ” ลงนามโดย “นายวิชม ทองสงค์” ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช

เป็นคณะทำงานที่มาจากทุกภาคส่วน ทั้งชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการฯ ชาวบ้านที่คิดว่าได้ประโยชน์จากโครงการฯ หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ มีรองผู้ว่าราชการจังหวัดที่ได้รับมอบหมาย เป็นประธาน รวมทั้งสิ้น 64 คน

การประชุม คณะทำงาน “คณะทำงานศึกษาข้อมูลการบริหารจัดการน้ำโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ” ครั้งที่ 1 เปิดฉากขึ้น ณ ที่ทำการ “โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง” อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช ในบ่ายอันอบอ้าวของวันที่ 7 มีนาคม 2548

บรรยากาศเริ่มต้นด้วยการนำเสนอข้อมูลผลกระทบจาก “โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง”
โดยเฉพาะจากการปิดประตูระบายน้ำ “อุทกภาชประสิทธิ์” โดยตัวแทนชาวบ้านในอำเภอปากพนัง อำเภอหัวไทร อำเภอเชียรใหญ่ อำเภอชะอวด และ

อำเภอเฉลิมพระเกียรติ ก็ถูกนำออกมาตีแผ่กลางวงประชุม

ความคิดเห็นที่ 73 (0)
กู่ วันที่ : 12/10/2007 เวลา : 18.13 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/shadowy
 ขอบคุณค่ะสำหรับทุกถ้อยคำแห่งน้ำมิตร ขอบคุณจริงๆ   

ปลายปี 2545 มีการขุดลอกคลองหัวไทร โดยขุดลอกป่าจากริมสองฝั่งแม่น้ำหัวไทร และลำคลองสาขา
ทำให้เกิดทั้งปัญหาสนิมน้ำจากการคายยางของรากต้นจาก
ส่งผลกระทบต่อคุณภาพน้ำในลุ่มน้ำปากพนังทั้งระบบ
แน่นอน นอกจากเกษตรกรจะไม่สามารถใช้ประโยชน์ในที่ดินอาณาบริเวณลุ่มน้ำปากพนังได้แล้ว
ยังทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ปลาและสัตว์น้ำขนาดเล็ก รุนแรงถึงขั้นวันนี้พันธุ์สัตว์น้ำได้สูญหายไปจากลุ่มน้ำปากพนังแล้วกว่า 65 ชนิด
มีผลกระทบกับชาวประมง ทั้งที่หากินอยู่ในลำคลองไปจนถึงชาวประมงชายฝั่งทะเลอย่างมหาศาล

อันสะท้อนภาพผ่านคำบอกเล่าของ “นายดะโหด หมัดล๊ะ” จากตำบลเกาะเพชร อำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช

“ผมทำนาข้าวมาก่อน เมื่อประมาณ 15 – 20 ปี มีการทำนากุ้งที่อำเภอหัวไทร ร่ำรวยกันมาก ผมเลยกู้หนี้ยืมสินมาลงทุนทำนากุ้ง แต่วันนี้ไม่ได้ผล นาข้าวก็ทำไม่ได้เพราะดินเค็ม ทำเกษตรอย่างอื่นก็ไม่ได้ ถึงแม้ว่าภาครัฐจะแบ่งโซนน้ำจืดและน้ำเค็มให้ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ สภาพที่เห็นก็คือ นาข้าวก็ร้าง นากุ้งก็ร้าง”

อันไม่แตกต่างจาก “นายนพคุณ หนูดาษ” จากตำบลเปลี่ยน อำเภอสิชล และ “นายสมนึก วราภรณ์” ชายวัย 60 ปี จากอำเภอหัวไทร ทั้ง 2 ประกอบอาชีพประมงชายฝั่งมาเนิ่นนาน ที่มาถึงวันนี้กลับไม่มีปลาเหลือให้จับ
นี่คือ ชะตากรรมร่วมของชาวประมงทุกครอบครัวในลุ่มน้ำปากพนัง ที่กำลังประสบกับปัญหาจาก “โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง” อยู่ในขณะนี้

แน่นอน นี่ยังไม่นับรวมผลกระทบจากการขุดคลองในโครงการฯ นี้ แล้วทำรอยื่นออกไปในทะเล ส่งผลให้น้ำเปลี่ยนทิศทาง กัดเซาะที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยของชาวบ้าน จมหายกลายไปเป็นทะเล นับถึงวันนี้เกือบ 4,000 ไร่

อันนำมาสู่การเคลื่อนไหวเรียกร้องให้มีการแก้ปัญหามาอย่างต่อเนื่อง

ทว่า ไม่มีเสียงตอบรับจากผู้เป็นเจ้าของโครงการฯ และผู้รับผิดชอบโครงการฯ นี้

ความคิดเห็นที่ 72 (0)
กู่ วันที่ : 12/10/2007 เวลา : 18.10 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/shadowy
 ขอบคุณค่ะสำหรับทุกถ้อยคำแห่งน้ำมิตร ขอบคุณจริงๆ   

ขอนำเสนอข้อมูล ด้วยความเคารพต่อทุกท่านค่ะ
......
ชะตากรรม‘คนลุ่มน้ำปากพนัง’

แผนงานข่าวสืบสวนเชิงลึกนโยบายสาธารณะ

เป็นที่รับรู้กันทั่วไปว่า วันนี้ผู้คนในแถบถิ่นลุ่มน้ำปากพนัง ต่างสิ้นเนื้อประดาตัวจากการทำเกษตรขนาดใหญ่
ลงทุนสูง ด้วยหวังกำไรชนิดเป็นกอบเป็นกำ
อย่างเช่นนากุ้ง

อันส่งผลให้บัดนี้ ที่ดินปริมาณมากมายมหาศาลถูกปล่อยทิ้งให้รกร้างสุดลูกหูลูกตา
ด้วยหมดสภาพจะนำกลับมาใช้ทำเกษตร ด้วยสาเหตุดินเค็ม
เฉพาะในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังและทุ่งนาระโนด ก็นับได้หลายแสนไร่
ปล่อยให้เจ้าของเดิมหนี้สินท่วมหัวมาจนถึงวันนี้

คำบอกเล่าของ “นางวรนาถ หมาดทอง” สตรีวัย 32 ปี ดูจะสะท้อนภาพนี้ได้ดี

“ในช่วงที่การทำนากุ้งเฟื่องฟู ชาวแหลมตะลุมพุกเอง ก็กู้หนี้ยืมสินมาลงทุนทำนากุ้งกันมาก ทุกวันนี้แต่ละคนต้องแบกรับภาระหนี้สินคนละมากๆ จากการล่มของนากุ้ง”

ทว่า จะมีใครสักกี่คนทราบว่า สาเหตุที่มาของการสิ้นเนื้อประดาตัวของผู้คนส่วนใหญ่ ในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง นอกจากนากุ้งที่เห็นเป็นรูปธรรมจับต้องได้แล้ว

จะมาจากโครงการพัฒนาของรัฐ ที่เข้าไปทำลายระบบนิเวศชนิดยับเยินยิ่งรวมอยู่ด้วย

ไม่เว้นกระทั่งโครงการดีๆ ที่เต็มไปด้วยความปรารถนาดี และทุกฝ่ายพยายามเข้าไปดูแลใกล้ชิดอย่าง “โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ”

โครงการพัฒนาที่มีอาณาบริเวณกว้างขวางถึง 1.7 ล้านไร่ หรือร้อยละ 26.64 ของพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ครอบคลุมอำเภอปากพนัง อำเภอเชียรใหญ่ และอำเภอหัวไทร

ส่งผลกระทบต่อผู้คนครอบคลุมอำเภอปากพนัง อำเภอหัวไทร อำเภอเชียรใหญ่ อำเภอชะอวด อำเภอเฉลิมพระเกียรติ อำเภอร่อนพิบูลย์ และอำเภอจุฬาภรณ์

มีแม่น้ำสายหลัก และลำคลองสาขากว่า 119 สาย จากเทือกเขาบรรทัดไหลผ่าน จากอำเภอชะอวด เข้าอำเภอหัวไทร ลงสู่ทะเลที่อำเภอปากพนัง

ตอนกลางจะเป็นพื้นที่ลุ่มสูงกว่าระดับน้ำทะเล 5 – 10 เมตร ตอนปลายเป็นที่ราบลุ่มชายฝั่ง เป็นพื้นที่ที่น้ำทะเลเคยท่วมถึง ในฤดูแล้งน้ำทะเลจะหนุนขึ้นสูงไปผสมกับน้ำจืดถึงเขตอำเภอชะอวด กลายเป็นน้ำกร่อย
ทำให้สภาพพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง มีระบบนิเวศ 4 น้ำ คือ น้ำจืด น้ำเค็ม น้ำกร่อย และน้ำเปรี้ยวล้นออกมาจากจากพรุควนเคร็ง

ระบบ 4 น้ำ ก่อให้เกิดความหลากหลายของสภาพนิเวศและอาชีพของชุมชน อาทิ ป่าจาก ป่าพรุ ป่าชายเลน ป่าสาคู และป่าดิบชื้นหรือป่าต้นน้ำ ทำให้ลุ่มน้ำปากพนังมีความหลากหลายมาแต่อดีต

เมื่อนำไปบวกกับเป็นเมืองปากแม่น้ำ “ลุ่มน้ำปากพนัง” จึงกลายเป็นประตูการค้า ที่
เคยมีข้าวเป็นสินค้าหลัก อันเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างความเจริญรุ่งเรืองให้กับพื้นที่นี้ในอดีต

ทว่า นับตั้งแต่ทศวรรษ 2530 เป็นต้นมา การทำนากุ้งขยายตัวเข้าครอบครองพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังแทนนาข้าว ส่งผลให้น้ำเค็มรุกพื้นที่นาข้าวขยายวงกว้าง

“โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ” จึงเกิดขึ้นมาเพื่อแยกโซนน้ำจืดกับน้ำเค็มออกจากกันอย่างเด็ดขาด เพื่อให้อีกส่วนได้ทำนาข้าว ขณะที่อีกฝ่ายได้ทำนากุ้ง ด้วยการสร้างประตูระบายน้ำ “อุทกวิภาชประสิทธิ”

ซึ่งเปิดใช้งาน เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2542 ขึ้นมาทำหน้าที่กั้นแม่น้ำปากพนัง ก่อนน้ำจืดจากเทือกเขาบรรทัดจะไหลลงสู่ทะเล

ส่งผลให้ระบบไหลเวียนของน้ำ ตามลำคลองสาขาต่างๆ เปลี่ยนแปลงไป

ระบบนิเวศอันเป็นรากฐานของอาชีพต่างๆ ในเขตลุ่มน้ำ ได้รับผลกระทบอย่างหนัก ด้วยสาเหตุน้ำที่ถูกกั้นโดยประตูน้ำ ไม่สามารถไหลเวียนได้ น้ำอยู่ในสภาพนิ่งสนิท แปรสภาพกลายเป็นน้ำเน่า

ขณะน้ำเค็มที่นำมาเลี้ยงกุ้ง กลับมีค่าความเค็มสูงเกินไป เพราะไม่มีน้ำจืดลงมาผสม เส้นทางอพยพเพื่อวางไข่ของปลาน้ำจืด ปลาน้ำเค็ม ถูกตัดขาด พืชน้ำในแต่ละชนิดสูญหาย หรือไม่ออกผลผลิต เช่น ต้นจาก ซึ่งเป็นพืชน้ำกร่อย ไม่ออกรวง ไม่ออกน้ำ

แถมยังเกิดตะกอนทับถมขึ้นในลำคลองสูง อันเนื่องมาจากน้ำไม่ไหลเวียน ส่งผลให้ระดับน้ำใต้ดินขึ้นสูง เป็นเหตุให้น้ำท่วมขัง ดินไม่แห้งตามฤดูกาล ทำให้ดินทำนาเหนียวไถไม่ได้

ความคิดเห็นที่ 71 (0)
ก้อนหินรำพัน วันที่ : 12/10/2007 เวลา : 17.41 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/LOSTGEO

มนุษย์ไม่เคยเอาชนะธรรมชาติได้จริงๆ..

ที่สำคัญคนคิดไม่ได้ใช้..แต่คนใช้ไม่ได้คิด

มีอยู่เกลื่อนกลาดทั่วไทย...

ความคิดเห็นที่ 70 (0)
กู่ วันที่ : 12/10/2007 เวลา : 17.39 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/shadowy
 ขอบคุณค่ะสำหรับทุกถ้อยคำแห่งน้ำมิตร ขอบคุณจริงๆ   

ขอขอบพระคุณทุกความคิดเห็นค่ะ

โดยเฉพาะคุณเม

การบอกเก้าเล่าสิบ..เพียงข้อมูลด้านเดียว
ที่ชี้ชัดว่า เกิดจากความผิดพลาดในการทำงาน
และ(ชาวบ้าน) มีข้อเสนอแนะ ที่จะแก้ปัญหาได้

ไม่ได้โจมตีนี่คะ ว่าโครงการไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิง
คนที่มีอุดมการณ์จริงๆ รักการทำงานจริงๆ
เชื่อว่าเขาเข้าใจในสิ่งที่กู่นำเสนอ
เพราะจุดบกพร่องของงานแม้เพียงน้อยนิด
ก็ควรได้รับการเยียวยาแก้ไข

โดยเฉพาะชีวิตมนุษย์ เพราะทุกคนควรจะได้รับการคุ้มครองสิทธิที่จะมีชีวิตอย่างปกติสุข เช่นเดียวกัน

ด้วยความเคารพและขอบคุณ

ความคิดเห็นที่ 69 (0)
มะลิ วันที่ : 12/10/2007 เวลา : 16.53 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mali

เรื่องน้ำ นั้นสำคัญนะ คิดแล้วกลุ่ม

ความคิดเห็นที่ 68 (0)
ขงเบ้ง วันที่ : 12/10/2007 เวลา : 15.25 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/iam9594
เราไม่เห็นความแตกทำลายของจิต ซึ่งเร็วกว่าความชราภาพ 

ความคิดไม่มีเสียง ต้องพูดออกมา ต้องฟังด้วย

ความคิดเห็นที่ 67 (0)
ประชุมประทีปไศลภูลี้เขาบังภู วันที่ : 12/10/2007 เวลา : 14.27 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/puprasit
puprasit

"น้ำฉอง" คือรอยต่อของน้ำจืดและน้ำเค็ม ก่อนที่จะกลายเป็นน้ำกร่อย ที่มีค่าต่อชีวิตคนและสัตว์ ที่เกิดขึ้นเพียงไม่ถึงครึ่งวันต่อปี
-ขอบคุณที่แบ่งปันความรู้ ภูมิปัญญาถิ่น ที่ถูกรุกรานด้วยโครงการรัฐแฝงหาผลประโยชน์ของกลุ่มคนเลว เหลวไหล

ความคิดเห็นที่ 66 (0)
nathawat วันที่ : 12/10/2007 เวลา : 13.08 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/may

ประเด็นที่เราถกกันขณะนี้เหลือเพียงประเด็นเดียวคือลุงบรรจบเสียหาย
ผมไม่เถียงว่าลุงเสียหาย แต่มองในมุมกลับ หากไม่มีโครงการนี้จะมีอีกกี่คนที่เสียหาย
และเสียหายมาก่อนแล้ว คุณอ้างว่าคุณมองเห็นเท้าแต่ผมไม่เห็น ผมไม่ได้โต้เถียงกับคุณเรื่องหน่วยเล็กๆคือลุงบรรจบ แต่เพราะคุณไม่เคยทำโครงการส่วนรวมเช่นนี้ คุณจึงไม่อาจยอมรับได้ว่า มันย่อมมีผลกระทบทั้งสองฝ่าย สองด้าน ผมไม่ได้บอกว่าการเปลี่ยนแปลง การพัฒนาจะดี หรือจะไม่ดี เพราะมันย่อมไม่มีแค่สีขาวกับดำ แต่มันมีสีเทาอยู่ในโลกนี้เหมือนกัน ประเทศนี้นักวิจารณ์มีมากมาย แต่ไม่เคยทำ ไม่ได้สร้างสรรค์ประโยชน์ใดแก่ใครเลย ถ้าเพียงแค่คุณไม่นับถือ แล้วคุณเอาจุดด้อยมาโจมตี ต่อไปคนที่เจตนาทำเพื่อประโยชน์สุขคงไม่เหลือในประเทศนี้ ประเทศที่ไร้จุดยืน ไร้อุดมการณ์ ผมจะไม่ถกเถียงกับคุณอีกแล้ว
ผมยังเชื่อว่าเจตนาที่ดี ควรได้รับการส่งเสริม แต่เจตนาแอบแฝง สมควรต้องพิจารณา
การเขียนข้อมูลด้านเดียวเป็นการตั้งกระทู้ล่อเป้า ทุกคนที่เมนท์ความเห็น เมื่อแสดงตัวอักษร สมควรต้องรับผิดชอบสิ่งที่ตัวเองเขียนเอาไว้ในหน้านี้เช่นกัน
ด้วยความเคารพ

ความคิดเห็นที่ 65 (0)
ณชาติหนึ่ง วันที่ : 12/10/2007 เวลา : 11.08 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nnnnnn
จอมยุทธไพร หัวใจพอเพียง


ไม่เคยได้ยินคำนี้เหมือนกันแฮะ
แต่เรื่องเขื่อนแห่งนี้เคยได้ยินมาแล้ว
แง่มุมเดียวกับคุณกู่มองเห็นค่ะ

ความคิดเห็นที่ 64 (0)
Boonjerm วันที่ : 12/10/2007 เวลา : 10.07 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Boonjerm
Boonjerm's Army

แล้วเวลาปลาถูกยาพิษ หงายท้องลอยเป็นแพ เรียกว่าน้ำฉอง มั้ยคะพี่กู่ เอิ๊กๆ

ความคิดเห็นที่ 63 (0)
เกริกบุระวนะวงศ์วรวิวัฒน์ วันที่ : 11/10/2007 เวลา : 20.47 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/cottonhut
 เธอเคยไหมฟังเสียงในใจร่ำร้อง  ถ้วนทั่วทุกท่วงทำนองของถ้อยคำ 

สำหรับผม ค่อนไปในทางเห็นใจชาวบ้านในพื้นที่
แทบทุกโครงการในบ้านเมืองนี้ มักทุบโต๊ะโครมคราม
กันมาจากภายนอกแทบทั้งสิ้น และแทบจะไม่ได้ลงไปศึกษา
วิจัยเชิงคุณภาพในระดับลึกกับผู้ที่จะได้รับผลกระทบ
อย่างแท้จริง

ข้อมูลเชิงวิชาการอันฉาบฉวยนั้นสร้างความเสียหายและสูญเปล่าให้กับประชาชนและบ้านเมืองมานักต่อนักแล้วครับ

ขอเป็นกำลังใจให้กับปากเสียงประชาชนผู้แทบไม่มีโอกาสทางสังคมด้วยคนครับ

ความคิดเห็นที่ 62 (0)
กู่ วันที่ : 11/10/2007 เวลา : 20.33 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/shadowy
 ขอบคุณค่ะสำหรับทุกถ้อยคำแห่งน้ำมิตร ขอบคุณจริงๆ   

มองผ่านชีวิตคนๆเดียว ที่หมดโอกาสในชีวิต
เป็นการไม่ให้ความยุติธรรมกับคนที่ได้ประโยชน์ (คนใหม่/หลายคน) หรืออย่างไร

ไม่ใช่เลย..ไม่มีอคติขนาดนั้น

ภาพรวม คือ..ข้อมูลผลกระทบด้านลบต่อพื้นที่กว้างๆ
มีต่อประชากรหลายแสนคน ที่ว่างงานเนื่องจากสภาพแวดล้อมเปลี่ยนไป

คิดง่ายๆนะ
เพราะคุณบอกว่า คุณไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับโครงการนี้

ฉะนั้น คุณเป็นแค่คนนอก..ที่มองว่ากู่ก็เป็นแค่คนนอก
ที่มายืนตะโกนบอกใครบางคนว่า

"อย่าเหยียบลุงบรรจบ อย่าเหยียบลุงบรรจบ"

คุณหันมามอง รู้ว่าลุงล้มลง แต่ไม่รู้ว่าแกจุกจนพูดไม่ออก
และคนที่แหกปากกลับเป็นกู่ ซึ่งไม่น่าเชื่อถืออะไรเลย

คุณอยากได้ยินเสียงร้องจากปากของลุงเอง...ว่าผมเจ็บนะ
หรือว่า คุณจะขยับมาใกล้ๆ ก้มลงมาดูว่ามีเท้าใครบางคนเหยียบอยู่จริงหรือเปล่า ด้วยสายตาคุณเอง

แน่นอน ตรงที่คุณยืนอยู่ มี"ม่านของความห่างไกล" บดบังสายตาตรงจุดที่ควรมองเห็นการเหยียบนั้น

กู่ยืนอยู่ในจุด ที่ไม่มีสิ่งนั้นมาบัง มองเห็นเท้า ว่าเป็นเท้าแบบไหน ก็แค่จะบอกให้เจ้าของเท้าถอนเท้าออก เพราะลุงกำลังจะตาย

ไม่จำป็นที่กู่จะต้อง"ขอร้อง กราบกราน"ให้ถอนเท้าออกไม่ใช่หรือ

เท้าที่เหยียบลุงอยู่ต่างหาก ควรจะต้องขอบคุณคนที่ร้องบอก

คุณเม ควรจะชะโงกมาดูเอง
ไม่ใช่ให้กู่ บรรยายลักษณะเท้า ว่าเล็กใหญ่ แดงดำ หญิงชาย ที่เหยียบอยู่

เพราะต่อให้บรรยายละเอียดอย่างไร
คุณก็ยัง "เชื่อ" ว่าเขาเหยียบบนตัวลุงอย่างไร้เจตนา เพื่อก้าวไปช่วยคนที่กำลังยื่นมือมาให้เขาฉุด...เพราะเขาเลือกที่จะได้ยินเสียงเพียง "บางเสียง บางคน" เท่านั้นเอง

ไม่มีประโยชน์ ที่จะเอาข้อมูล มาเขียนทั้งสองด้าน
(แม้จะมีข้อมูลอยู่ในมือ...ยืนยัน มีอยู่จริงๆ)

เพราะไม่ได้มีสายตา เอาไว้ก้มลงดูแทนคนที่ไม่ยอมลืมตามาดูเอง

แล้วมองคนอื่นว่า...อคติ
ด้วยคำว่า "เราไม่ได้รู้จักกัน จะเชื่อกันได้อย่างไร"

และ...ยอมรับค่ะ เรื่องได้บ้างเสียบ้างในสังคม
หรือเรื่องความไม่ยุติธรรม ที่เป็นสัจจะของโลก

แต่การทำให้คนอื่นสูญเสียสิ่งที่เขาพึงมี พึงได้(อยู่บ้าง) อย่างสุจริต
คุณจะอ้างว่าใช้สิทธิ ข้อไหนมาทำ

ยิ่ง..เป็นโครงการสำคัญแบบนี้
คุณยิ่งต้องระวัง ไม่ใช่หรือ

ความคิดเห็นที่ 61 (0)
nathawat วันที่ : 11/10/2007 เวลา : 17.56 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/may

ครับ ผมเข้าใจความหมายที่คุณถาม
การแสดงความเห็นทั้งหมดของผมเป็นไปภายหลังเหตุการณ์ความขัดแย้งมันเกิดขึ้นแล้วคือเมื่อผมได้อ่านข้อเขียนในนี้ แต่การเท้าความไปถึงต้นเหตุและลำดับความเป็นมาอย่างคร่าวๆของผม เพราะในเนื้อหาคุณไม่ได้กล่าวไว้ และเนื้อหาที่เขียนไม่ได้ชี้เป้าชัดเจนว่าเป็นประเด็นปัญหาการทำงานและมุมมองของเจ้าหน้าที่ แต่หากผูกโยงไว้กับ "โครงการพระราชดำริ" คุณเองก็เน้นประโยคนี้ด้วยตัวอักษรหนา ใช่ไหม
ว่ากันที่คำถาม ในความเห็นที่ 60 ของคุณ
คุณจะบอกว่า ที่ผมพูดถึงคือมาตรการเยียวยา หลังป่วยผมไม่แย้ง แต่ไม่ว่าอย่างไรผมก็ยังเห็นควรให้มี
เพราะการจัดหาที่ทำกินใหม่ อาชีพใหม่ และหรือบ้านพักหลังใหม่ เป็นเรื่องสมควรทำ
แต่ถ้าไม่มีมาตรการนี้ล่ะ
ก็ต้องมาย้อนมาถามกันอีกว่า มันยุติธรรมหรือที่ต้องให้ลุงบรรจบมาเสียสละ เพื่อคนส่วนใหญ่ทั้งที่แกจนอยู่แล้ว
(ในอีกแง่หนึ่ง นี่คือมุมมองของคนไทยในยุคสมัยสังคมวิบัติที่ผลประโยชน์ตนต้องมาก่อนอื่นใด)
คำว่า “เสียสละ” คงไม่ได้รับการยอมรับในสังคมนี้อีกต่อไปหรืออย่างไร
มันกลายเป็นการได้เปรียบเสียเปรียบใช่หรือไม่
แต่กรณีใดก็ตามไม่จำเป็นต้องมีการเสียสละร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เสียสละบางส่วนและได้รับการเยียวยาทดแทน ซึ่งการเสียสละเป็นไปเพื่อส่วนรวม บรรเทาความเดือดร้อนของส่วนรวม)
แล้วหากไม่มีโครงการนี้หรือหากเปิดประตูอย่างที่เรียกร้องแล้วน้ำท่วมนาของลุงอะไรอีกคนหนึ่ง คุณยังคิดว่ามันจะยุติธรรมกับลุงอีกคนไหม เป็นการไปทำให้อีกคนป่วยไหม ในระหว่างที่ลุงหาปลาได้ มีคนอีกเท่าไรที่เดือดร้อนอยู่จากผลของน้ำจากนากุ้ง ผลของอาชญากรรม ผลของการแย่งที่ดิน ผลของน้ำท่วมในฤดูฝนและแล้งน้ำในฤดูร้อน มีคนอีกเท่าไรไม่มีแม้ที่ดิน และบ้าน ไปจนถึงอาชีพ แต่ไม่มีการพูดถึง)
ผมเข้าใจว่า เมื่อเรามองการเยียวยา เราจึงต้องมามองกลับไปถึงเงื่อนไขที่รัฐควรจะบริหารทุกกิจกรรมของรัฐโดยมีศูนย์กลางอยู่ที่ประชาชนและเพื่อประชาชนเป็นเป้าหมาย
ย่อมจะช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ นี่เป็นข้อเสนอแนะ
แต่เมื่อคุณมองว่า ข้อเสนอของผมเหมือนมีจุดยืนเอนเอียง “คุณเข้าใจผิดไปมาก” ผมเพียงมองปัญหานี้อย่างเป็นกลาง มีโครงการใด หรือการกระทำใดจะไม่มีผลกระทบ แต่เราคงต้องยอมรับว่า ถ้าหากไม่ทำล่ะ ผลจะเป็นอย่างไร อนาคตจะเป็นอย่างไร การไม่เปิดประตูระบายน้ำมันเป็นหน้าที่ใคร เรื่องอย่างนี้ ก็ควรเขียนให้ตรงเป้า อย่าเหวี่ยงแห ถูกไหมครับ เจ้าหน้าที่กรมชลฯก็ว่าไป ถ้าคุณจะชี้ว่าโครงการนี้ไม่ดี ล้มเหลว คุณควรจะพิสูจน์ด้วยการแสดงข้อมูลสองด้าน เพื่อให้ผู้อ่านได้ใช้วิจารณญาณเอง และเพื่อเป็นตัวอย่างให้คนในท้องถิ่นอื่นตื่นตัวในสิทธิที่ตนควรแสดงความเห็น แถลงความเดือดร้อน และปรึกษาหารือเพื่อประสานประโยชน์ร่วมกัน เรื่องนี้เรามองกันคนละมุม ซึ่งผมก็ยังคงยืนยันว่า ผมไม่มีธงนำในการเขียนเมนท์เหล่านี้ และไม่ได้รับประโยชน์ใดๆกับการแสดงความเห็นนอกจากผมแสดงไปตามที่ผมเห็นว่ามันควรจะเป็นความถูกต้องในการนำเสนอ เป็นข้อมูลอีกด้านที่คุณไม่ได้เขียน เป็นเสียงๆหนึ่งที่สะท้อนให้คุณได้พินิจพิจารณาข้อเขียนของคุณ (ที่สำคัญเพราะเราเคยถกเรื่องนี้กันมาก่อน ผมเคยอ่านต้นร่างเรื่องนี้มาแล้ว จุดยืนผมยังคงเดิม คือการแสดงข้อมูลสองด้าน) ผมไม่ได้รับอะไรจากการเขียนทั้งหมดนี้เลย เว้นแต่ต้องแถกหน้ามาคัดแย้งกับคุณให้เพื่อนๆคุณได้อ่าน ผมขอถามคุณว่าเพื่ออะไร ?

ความคิดเห็นที่ 60 (0)
กู่ วันที่ : 11/10/2007 เวลา : 14.17 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/shadowy
 ขอบคุณค่ะสำหรับทุกถ้อยคำแห่งน้ำมิตร ขอบคุณจริงๆ   

ความยุติธรรม ของคุณเม คือ

เมื่อทำให้เขาป่วย ก็ช่วยเยียวยา อาการป่วย

บังเอิญยาที่ให้ไม่ถูกโรคอีก ตายกันพอดี

เพราะขาด "ยาขนานหลัก"
คือ "เอาใจเขามาใส่เรา"

แถมด้วยการผ่าตัด ชนิดไร้ยาชา ด้วยคำว่า
"ได้แค่นี้ก็ดีถมไปแล้ว จะเอาแค่ไหนอีก(วะ)" แบบนี้ใช่ไหม

ความคิดเห็นที่ 59 (0)
nathawat วันที่ : 11/10/2007 เวลา : 13.49 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/may

ด้วยความเคารพ ในเจตนาของกู่
ขอแย้งเพราะท่อนนี้ "สิ่งเดียว ที่สามารถช่วยคนแบบลุงบรรจบ ได้คือ
"นโยบาย การบริหารประเทศ ที่เป็นธรรม"
ในความเห็นส่วนตัว ไม่ได้หรอกครับ ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าเป็นธรรมจะทำให้ทุกฝ่ายพอใจและได้รับผลกระทบเท่าเทียมกันในโลกใบนี้ จึงยิ่งต้องเรียนรู้ว่าโลกใบนี้ไม่มีความยุติธรรมอย่างแท้จริง เป็นไปไม่ได้ แต่เพียงทำให้ดูเหมือนยุติธรรมคงพอเป็นไปได้ อย่างกรณีลุง วิธีเดียวที่จะทำให้ดูเหมือนยุติธรรมได้คือ มาตรการการเยียวยา ถูกไหมครับ
เราอายุขนาดนี้แล้ว แม้แต่ในครอบครัว หน่วยเล็กสุดของสังคม มีความยุติธรรมจริงๆหรือไม่
ผมไม่มีเจตนาคัดง้างกับคุณแต่อย่างใด แต่ถือว่าเราถกกันอย่างยุติธรรม และ play the rules as what we agreed ใช่ไหมครับ เป็นการแถกหน้าของผมเลยกับเรื่องหนักๆกะบาลเช่นนี้
"แนวทางบริหารประเทศควรเป็น โดยประชาชนเป็นจุดศูนย์กลางครับ รัฐควรจะเรียนรุ้จากประชาชน และเพื่อประชาชน"
แต่ไม่ว่าจะอย่างไร ไม่มีกิจการ การกระทำ การเปลี่ยนแปลง การพัฒนา ใดๆ จะทำให้ทุกคนสมประสงค์ได้เท่าเทียมกัน แม้ว่า"ตัวเรา"เองจะเป็นคนทำก็ตาม มันเป็นอุดมคตินะครับ ด้วยความเคารพ
เรื่องนี้จึงเห็นควรฏีกาถวายความเห็นต่อพระองค์ท่านในอีกแง่มุมหนึ่ง หรือจะรอนายกรัฐมนตรีคนใหม่ เพราะผู้มีอำนาจแก้ไขคือนายกรัฐมนตรี ตามผลสรุปที่ประชุมล่าสุด เรื่องเปิดประตูระบายน้ำ

ความคิดเห็นที่ 58 (0)
ส.สนสอาดจิต วันที่ : 11/10/2007 เวลา : 11.30 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/dreamup
ส.สนสอาดจิต


ติเพื่อก่อให้เกิดสิ่งที่ดีกว่าทุกวันที่เป็นอยู่ดีจังครับ คุณกู่

ความคิดเห็นที่ 57 (0)
กู่ วันที่ : 11/10/2007 เวลา : 10.25 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/shadowy
 ขอบคุณค่ะสำหรับทุกถ้อยคำแห่งน้ำมิตร ขอบคุณจริงๆ   

ขอบพระคุณทุกท่าน ทุกเสียง ทุกความคิดเห็น ทุกข้อมูล
ที่ส่งเสียง ที่แสดงออกในบล็อกนี้นะคะ

จริงค่ะ..เมื่อก่อนโน้น(ไม่ต่ำกว่า 40 ปี) เขตลุ่มน้ำปากพนังค่อนข้างยากลำบาก เพราะมีอาชีพทำนาเป็นหลัก
(เพราะนโยบายการตั้งค่าพรีเมียมข้าว...ไม่เคยเอื้อให้ชาวนาลืมตาอ้าปากได้มาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์แล้ว)

ที่เขตภูเขาเหมนบ้านกู่ มี 2 หมู่บ้าน ที่ทยอยหนีความลำบาก อพยพมาจากทำสวนยางที่นี่ ปัจจุบันกลายเป็นชุมชนใหญ่ ฐานะร่ำรวย (เพราะ...การทำสวนยางพาราในยุคนั้น รัฐบาลอุดหนุนเงินให้ทั้งหมด 100 % เป็นอีกสมัยหนึ่งที่มีการบุกรุกทำลายป่า และต่อเนื่องมาจนบัดนี้...)

ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของมนุษย์ เพื่อความอยู่รอด หากเกิดจากเภทภัยของธรรมชาติ เชื่อว่าคงไม่มีใครรู้สึกเสียใจ แค้นใจ หรือน้อยเนื้อต่ำใจ

แต่ตราบใด ที่คนตัวเล็กๆ จะต้องเป็นฝ่ายเสียสละอยู่ร่ำไป
สักวัน...คำว่า "กองโจร..ปลดปล่อยตัวเอง"
อาจกระจายไปทั่วแผ่นดินนี้

เพียงแค่เราเปิดหู เปิดตา เปิดใจ
ให้ความจริงใจในการดูแล ตามหน้าที่ที่ตนเองพึงกระทำ
เพราะได้ชื่อว่า "เป็นข้าราชการ"
คงไม่เหลือบ่ากว่าแรง เมื่อเทียบกับเงินเดือนที่รับอยู่ทุกเดือน....ไม่ใช่หรือ

กู่ไม่ได้มีเจตนากล่าวร้ายใคร
โจมตีในความบกพร่องของใคร

ถ้าท่านอยากรู้ความจริง
ตามไปหาลุงบรรจบ อ่วมคง ที่บ้านเนินได้
บ้านอยู่ไม่ไกล จากประตูน้ำเสือหึง เท่าใดนัก


สิ่งเดียว ที่สามารถช่วยคนแบบลุงบรรจบ ได้

คือ

"นโยบาย การบริหารประเทศ ที่เป็นธรรม"

แต่พอหันมาดู ระดับผู้ที่...กระสันต์...อยากจะบริหารประเทศ ในทุกวันนี้ มีสภาพ "ทางจิต" เป็นอย่างไรกันบ้าง

คนแบบลุงบรรจบ หรืออีกหลายล้านคน ในสยามประเทศนี้
ที่ถูกทำลายโอกาสของชีวิตให้สิ้นไป

คุณคิดว่า..เขาจะหาทางออกอย่างไร

ความคิดเห็นที่ 56 (0)
ตุ้มจิ๋ว วันที่ : 11/10/2007 เวลา : 09.52 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/namtan
simply9

“เวลาน้ำฉอง ปลาจะเมาน้ำ ลอยหัวเป็นแพ ถึงเวลานั้น เราลอยเรือ เอาสวิงมาช้อนตักกันได้สบายๆ”
เป็นความรู้ใหม่จริงๆ ...เอ็นทรี่ครั้งนี้ก็คงจะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันหลากหลายเน๊อะ
ตุ้มจิ๋ว ขออ่านประดับความรู้ และ เข้าใจอะไรๆให้มากขึ้นนะ
จะติดตามงานดีๆที่ตั้งใจของ กู่ ต่อไปค่ะ
ฝนกำลังตก อากาศแสนสบาย โกโก้ร้อนสักแก้วนะ
: )

ความคิดเห็นที่ 55 (0)
thesnake วันที่ : 11/10/2007 เวลา : 08.03 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/snake

กู่เหอยกขึ้นตะ...ยังไหรทำมั้งอ่ะ...ฝนตกอีตายหม้ายไหรทำเซ็ง..

ความคิดเห็นที่ 54 (0)
ดุจดังฯคนจร วันที่ : 11/10/2007 เวลา : 00.03 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nomadicman

อ่านงานเขียนของพี่แล้วให้นึกถึงแนวทางของ อรุณธตี รอย จังฮะ...

เมืองไทยเราก็ไม่น้อยหน้า มี กู่ก่งก๊ง แห่งเขาเหมน



ความคิดเห็นที่ 53 (0)
ตะวันแดง วันที่ : 10/10/2007 เวลา : 20.44 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/tawan642
จงเลี้ยงชีพ ด้วยเศรษฐกิจพอเพียง

สร้างเขื่อนดีมั้ย ...
มันคงมีทั้งสองด้าน
ประชาชน ส่วนใหญ่ จะได้รับส่วนไหนมากกว่ากัน
อดีตสวยงาม ...
การเปลี่ยนแปลงนำมาซึ่งความรู้สึกทางจิตใจเสมอ
แต่อย่างไหนจะดีกว่ากัน ...
เวลา กับ ผล ... จะเป็นเครื่องพิสูจน์ครับ
แวะมาทักทายเพื่อนครับ
ตะวันแดง ... สาดแสงเดือนครับ

ความคิดเห็นที่ 52 (0)
thesnake วันที่ : 10/10/2007 เวลา : 20.42 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/snake

ทุกวันนี้มันเปลี่ยนไปหมดแล้วหละ..ตามความโลภของคน..

ความคิดเห็นที่ 51 (0)
pjeabja วันที่ : 10/10/2007 เวลา : 20.18 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/pradit

เพิ่งเคยได้ยินคำคำนี้เหมือนกัน

ความคิดเห็นที่ 50 (0)
ปรัตยา วันที่ : 10/10/2007 เวลา : 14.27 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chief-dan
บล็อคที่หวานแหววแต๋วจ๋าที่สุดในโอเคเนชั่นนะเธอ

เขื่อนแก้ปัญหาได้หลายเรื่อง และเขื่อนก็สร้างปัญหาตามมาอีกหลายเรื่อง


อ่านแล้วก็เข้าใจนะ แต่ก็เศร้าใจเหมือนกัน


ความคิดเห็นที่ 49 (0)
nathawat วันที่ : 10/10/2007 เวลา : 13.15 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/may

มาฝากข้อความไว้ว่า
กลับจากเที่ยวป่า ขอไม่เอาแห้วมาฝากนะ ฮ่าๆๆๆๆ
เอาภาพสวยๆก็พอ
จะไม่อยู่เหมือนกัน ถกกันมากเด๋วผมร่วงอ่ะ ฮ่าๆๆๆๆ

ความคิดเห็นที่ 48 (0)
เรือรบเมืองมั่น วันที่ : 10/10/2007 เวลา : 12.28 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ruarob

สร้างเขื่อนดี หรือจะไม่สร้างเขื่อนดี เป็นปัญหาโลกแตกเสมอครับ

ความคิดเห็นที่ 47 (0)
ใต้ร่มเย็น วันที่ : 10/10/2007 เวลา : 11.18 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/wichit
มนุษย์โลกทุกคนมีสัญชาติเดียว คือ "สัญชาติโลก"...Albert Einstein (1879-1955)

...ขออภัย code ไม่ติด..

"......"

http://www.ijigg.com/songs/V2CCEGEP0

ความคิดเห็นที่ 46 (0)
ใต้ร่มเย็น วันที่ : 10/10/2007 เวลา : 11.12 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/wichit
มนุษย์โลกทุกคนมีสัญชาติเดียว คือ "สัญชาติโลก"...Albert Einstein (1879-1955)

...นึกถึงเพลงนี้เลยครับ..

สายน้ำ..สายเลือด


เอา code มาฝาก ครับ..

ความคิดเห็นที่ 45 (0)
ตาเรน วันที่ : 10/10/2007 เวลา : 10.27 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sammaapii
เรียนฟรีจริง ๆ  ขอเชิญแวะเยี่ยมตาเรนที่  >>> http://www.webudon.net

แก่จนป่านนี้ พึ่งเคยได้ยิน..น้ำฉอง..ขอบคุณครับ
ก็ต้องสู้เพื่อความถูกต้องต่อไป..จนกว่าจะถึง..
อีกร้อยชาติ...ข้างหน้านะครับ..คงมีสักชาติแหละที่สำเร็จ
ขอเป็นกำลังใจให้ชาวบ้านครับ...

ความคิดเห็นที่ 44 (0)
redribbons07 วันที่ : 10/10/2007 เวลา : 09.54 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/redribbons07

สวัสดีตอนเช้าค่ะ
ตอนแรกคิดว่าเป็นภาษาวัยรุ่น ที่แท้ น้ำฉอง ก็คือ รอยต่อของน้ำจืดและน้ำเค็มก่อนที่จะกลายเป็นน้ำกร่อยนี่เอง
...บางทีการแก้ปัญหาอย่างหนึ่งก็ไปก่อให้เกิดปัญหาอีกอย่างค่ะ...

ความคิดเห็นที่ 43 (0)
กฤตบวรวิชญ์ วันที่ : 10/10/2007 เวลา : 09.13 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/KITBAWORNVIT
พู่ไหม

นัดรวมพลชาวใต้
http://www.oknation.net/blog/KITBAWORNVIT/2007/10/10/entry-3

ความคิดเห็นที่ 42 (0)
ศุภศรุต วันที่ : 10/10/2007 เวลา : 08.45 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/voranai
เรื่องราวหลากหลายในมุมมองของนักวิชากวน

การเปลี่ยนแปลง นำมา ให้สูญเสีย
ใจอ่อนเพลีย เสียสิ้น โลกที่หมาย
อีกด้านหนึ่ง มองประโยชน์ จนตาลาย
แต่ไม่สาย ที่จะมอง ถึงมวลชน

หากน้ำฉอง มีมา ในหน้าหนึ่ง
แล้วพอถึง หน้าน้ำจืด จนทับถม
เมื่อน้ำเค็ม หยุดหนุน ค่อยขุดตม
ฝูงชนชม การจัดการ ที่"คิดเป็น"







ความคิดเห็นที่ 41 (0)
jam_noyam วันที่ : 10/10/2007 เวลา : 04.43 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/asyoulikeit

ได้ข้อมูลหลายฝ่าย
มีได้ย่อมมีเสีย
ธรรมชาติเปลี่ยนแปลงเร็ว เกิดจากการกระทำของมนุษย์ทั้งสิ้น

ความคิดเห็นที่ 40 (0)
Patong วันที่ : 10/10/2007 เวลา : 04.29 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Patong

กู่จ๋า..
พี่ว่า... การร่วมคิดร่วมตัดสินใจในงานพัฒนา ฝันที่ไม่เคยเป็นจริง สุดท้ายชาวบ้านก็รับกรรม คนคิดคนทำรับผลประโยชน์ (บ่นมากไปไหมเนี่ย)

ความคิดเห็นที่ 39 (0)
ew*-* วันที่ : 10/10/2007 เวลา : 04.10 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/witita
...ต้นไม้ที่แข็งแรง ก็ย่อมมากจากรากที่ฝังแน่นในพื้นดินประเทศชาติที่เข้มแข็ง ก็ย่อมมาจากวัฒนธรรมที่แข็งแรงด้วย... (โหมโรง)

ฝันดีดีกว่าเนอะ


ความคิดเห็นที่ 38 (0)
รวินทร์ วันที่ : 10/10/2007 เวลา : 02.40 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/14tula

แวะเข้ามาเยี่ยมยังไม่ได้อ่านเต็ม ๆ แต่เลือกเพลงได้เยี่ยมมาก

ความคิดเห็นที่ 37 (0)
สายลมที่ผ่านมา วันที่ : 10/10/2007 เวลา : 01.32 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/swongviggit
“เพียงสัจจะ ชนะได้” (Truth alone triumphs.)  


ที่บ้านสายลมฯ และริมแม่น้ำเจ้าพระยาในกรุงเทพฯ เรียก น้ำหนุน จะมีประมาณเดินตุลาคม-พฤศจิกายน เป็นปรากฏการณ์ที่น้ำทะเลหนุนมาเจอกับน้ำเหนือ

แต่ตอนนี้ หน้าน้ำหนุนกลายเป็นหน้าน้ำท่วมไปและ พระช่วย!!! ใครจะช่วยชาวกรุงฯ ให้พ้นน้ำท่วมตาย.......

ความคิดเห็นที่ 36 (0)
เจเจค่ะ วันที่ : 10/10/2007 เวลา : 01.24 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/jj
Completely support 137 

ประชาภิจารณ์

เอนเข้าข้างใคร






ความคิดเห็นที่ 35 (0)
ลานเทวา วันที่ : 09/10/2007 เวลา : 23.54 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/phutanow
 .......ทุกบทคำนำนัยยะ   เถอะเจ้าจงชำระ   มันด้วยใจ.........

กำลังใจฝากมอบตอบแทนมิตร
แม้นน้อยนิดในค่าใช่ว่าแล้ง
ยังมั่นคงตรงชอบนอบแสดง
เป็นหนึ่งแรงกำลังใจส่งให้คุณ

ขอบคุณมากเลยนะครับผม


แนะนำ ชมรมคนใต้ พลัดถิ่น ในโลกไซเบอร์...OK NATION ครับผม
http://www.oknation.net/blog/kontai

ความคิดเห็นที่ 34 (0)
แพรจารุ วันที่ : 09/10/2007 เวลา : 23.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/parjaru
มาช่วยกันไล่เซฟรอนออกจากทะเล

อ่านแล้วมีน้ำโห

เอ้อ ...ประเทศชาติ (นี่เป็นคำอุทานของน้องสีน้ำฟ้า )ขอเอามาใช้หน่อยเถอะ

ความคิดเห็นที่ 33 (0)
กู่ วันที่ : 09/10/2007 เวลา : 22.39 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/shadowy
 ขอบคุณค่ะสำหรับทุกถ้อยคำแห่งน้ำมิตร ขอบคุณจริงๆ   

ด้วยความเคารพ ต่อผู้ที่รับผิดชอบ ปฏิบัติงานนะคะ
..
ตัวอย่างของการขุดลอกตะกอน (ในภาพที่ 2)
ที่ชาวบ้านบอกว่าวิธีที่ผิดพลาด
เพราะทำลายต้นไม้ชายฝั่งซึ่งเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ และอาศัยของปลา จนหมด

สิ่งนี้..ชาวบ้านต้องทนดูอย่างปวดร้าว (ไม่เวอร์หรอกค่ะ)
เพราะเสียงสะท้อนไปไม่ถึงผู้รับผิดชอบ

นั่นคือตัวอย่างของการ ไม่ฟังเสียงชาวบ้าน

ความคิดเห็นที่ 32 (0)
มะโหนก วันที่ : 09/10/2007 เวลา : 22.31 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bigboom007

น้ำฉอง .... มะโหนกก็ไม่เคยได้ยินนะคะคำเนี่ย

แต่อย่าเราๆ ท่านๆ รู้กันนั่นแหล่ค่ะว่า...
เมื่อใดที่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรใหม่ๆ เข้ามาในชีวิต
สิ่งเก่าๆ ที่เคยเป็นมาก็ย่อมได้รับความหระทบกระเทือนไปด้วย...

มันมักจะเป็นเช่นนี้เสมอแล...

ความคิดเห็นที่ 31 (0)
vincentoldbook วันที่ : 09/10/2007 เวลา : 22.31 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/vincentoldbook
ชีวิตที่ปราศจากอิสรภาพ เสมือนหนึ่งร่างกายที่ปราศจากวิญญาณ ...

มองโลกด้านนอก
แล้วมองโลกด้านใน
มองด้วยสายตาอย่างไร
ก็จะเห็นเป็นอย่างนั้น

มองโลกด้านนอก
แล้วมองโลกด้านใน
มองด้วยหัวใจ
ก็จะเห็นไปตามนั้น

มองโลกด้านนอก
เพื่อเห็นโลกด้านใน
มองด้วยดวงตาผสานดวงใจ
ก็จะเห็นด้านใน ที่py'หวั่นไหวเพราะด้านนอก
""""""
ความกล้าหาญ ที่มาจากด้านใน
ไม่มีความเขลาใดมาทำลายมันได้

ความกล้าหาญทีมาจากเรื่องข้างนอก
ต่อให้หลอกตัวเองสักเท่าใด
ก็ไม่มีทางฉลาดขึ้นมาได้
.....
รบเถิดอรชุน !!!
เป็นคัมภีร์เดียว ที่กู่ใช้อยู่ในทุกวันนี้

...........................

อ่านซ้ำไปซ้ำมาหลายๆรอบ ..มองทะลุเห็นพลังงานมหาศาลในหัวใจของคุณเลยคุณกู่ ..ยอดเยี่ยมครับ ...

ขอบคุณสำหรับสิ่งดีๆที่หยิบยื่นให้กันครับ

ขอสิ่งดีๆนั้นกลับคืนสู่คุณ ..

จงเข้มแข็งและหยัดยืน !!

ขอบคุณครับ


ความคิดเห็นที่ 30 (0)
เกริกบุระวนะวงศ์วรวิวัฒน์ วันที่ : 09/10/2007 เวลา : 22.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/cottonhut
 เธอเคยไหมฟังเสียงในใจร่ำร้อง  ถ้วนทั่วทุกท่วงทำนองของถ้อยคำ 

เป็นข้อมูลที่น่าสนใจมากครับ กู่
ปลาสองน้ำยังพอได้ยินมาบ้างครับ
แต่น้ำฉองเนี่ยเพิ่งที่นี่เลยครับน้องพี่

ความคิดเห็นที่ 29 (0)
กู่ วันที่ : 09/10/2007 เวลา : 22.19 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/shadowy
 ขอบคุณค่ะสำหรับทุกถ้อยคำแห่งน้ำมิตร ขอบคุณจริงๆ   

คุณเม คะ ขอบคุณค่ะ ที่กรุณาค้นหาข้อมูลมายืนยันกัน
....
การไม่คัดค้านอย่างจริงจัง

"ไม่จริงค่ะ" เรื่องนี้ ถามคนในพื้นที่ ที่มีการรวมกลุ่มกัน และคัดค้านอย่างเป็นระบบ มีเอกสารหลักฐานเพียบ
มีคณะกรรมการ คณะทำงานระดับอำเภอ ประสานหลายฝ่าย (เรื่องนี้เรื่องใหญ่ แต่ทำไมไม่มีใครรับรู้มากนัก.....)

ในที่ประชุม 3 ฝ่าย แต่ละครั้ง ชาวบ้านเจออะไรหลายอย่าง
ที่...เป็นความไม่ยุติธรรมของระบบ (ตามปกติ)

เขาสู้มาเป็นสิบปีแล้วค่ะ โดยมีคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ร่วมงานด้วย แต่ไม่เป็นข่าวในสื่อของรัฐ (ช่อง 11)
มีข่าวเฉพาะด้านที่ดีเท่านั้น (ก็ตามปกติอีกนั่นแหละ)

ข้อตกลงสุดท้ายจากที่ประชุม 3 ฝ่าย คือให้ทดลองเปิด โดยมีชาวบ้านเป็นกรรมการร่วมพิจารณา

แต่เปิดประตูครั้งเดียว ก็เงียบหายไป จนบัดนี้
(ปัญหาเก่าไม่ได้สะสาง ปัยหาใหม่ก็เกิดขึ้น คือปริมาณน้ำเค็มชายฝั่งมากเกินไป ต้นไม่ชายฝั่งเหี่ยวแห้ง โดยเฉพาะต้นจาก ที่ต้องการน้ำกร่อย ในส่วนน้ำจืด ต้นจากก็ตาย เพาะสูญเสียน้ำกร่อย)

แค่เรื่องน้ำตาลจาก...ชาวบ้านส่วนใหญ่ที่ทำน้ำตาลจาก (น้ำตาลปี๊บ) รายได้วันละ 300 - 400 บาท

ไม่มีอีกแล้ว เงินรายวัน

ทำนา..น้ำท่วมสูง

ที่ได้ผลดี เฉพาะในส่วนที่เป็นแปลงทดลองและอยู่ด้านบน
ซึ่ง...ชาวบ้านบอกว่า...เขาเลิกทำนากันตั้งนานแล้ว

กว่าเขื่อนจะสร้างเสร็จ จากการสำรวจปัญหา จนมาถึงเวลาปิดเขื่อน ชาวนาเลิกทำนา มาเลี้ยงกุ้งกันมากแล้ว

พื้นที่ที่เลี้ยงกุ้ง ยังมีข้อมูลค่ะ..ว่ามีผลต่อพื้นที่และน้ำอย่างไรบ้าง

เอาแค่นี้ก่อน

ขอบคุณค่ะ
ที่แลกเปลี่ยน ด้วยมิตรภาพ

ความคิดเห็นที่ 28 (0)
vincentoldbook วันที่ : 09/10/2007 เวลา : 22.11 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/vincentoldbook
ชีวิตที่ปราศจากอิสรภาพ เสมือนหนึ่งร่างกายที่ปราศจากวิญญาณ ...

เขื่อน ..

มันเป็นอะไรที่กึ่งๆมาตลอดเลยล่ะคุณกู่ ...ดี และ ไม่ดี

ขึ้นอยู่กับหน่วยงานที่รับผิดชอบโครงการด้วย .. ในการที่ศึกษาวิจัย ทำประชาพิจารณ์ สรุปผลได้ - ผลเสีย ..คุ้มหรือไม่คุ้ม ..จำนวนผู้ที่จะได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนก่อนที่จะมีการสร้างเขื่อน

แต่ว่า ...ทุกเขื่อนที่สร้าง มีผู้เดือดร้อน ..ทุกเขื่อน ..เพราะมันเป็นการเปลี่ยนวิถีชีวิตของผู้คนถิ่นแถบลุ่มน้ำนั้นๆทันที

ปัญหาหลักๆหลังการสร้างเขื่อนก็น่าจะเป็น ..เวลาของการ ปิด - เปิด เขื่อน นี่แหละ ..

อันนี้มักจะเหมือนๆกัน ..ซึ่งหน่วยงานอย่างชลประทานควรจะลงไปสำรวจผลกระทบอีกครั้ง ...และหาทางแก้ไขหรือให้การช่วยเหลือผู้คนที่เดือดร้อน

....................................

มีความสุขมากๆนะคุณกู่ ..น้ำฉองเพิ่งเคยได้ยินวันนี้แหละ ...ความอุดมสมบูรณ์เดิมๆ ซึ่งลุงบรรจบแก่เคยมี..คงไม่มีอีกแล้ว ..ถึงคราวต้องปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตกันใหม่..

ฝันดีครับ..





ความคิดเห็นที่ 27 (0)
Romeoza วันที่ : 09/10/2007 เวลา : 21.59 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/romeoza

น่าเศร้าครับคุณกู่ วิถีชีวิตกับการเปลี่ยนแปลง
เกิดขึ้น ตั้งอยู่ เปลี่ยนแปลง
ขอให้คุณลุงได้มีชีวิตที่ดีขึ้นครับ

ความคิดเห็นที่ 26 (0)
nathawat วันที่ : 09/10/2007 เวลา : 21.57 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/may

เมื่อศึกษาจากข้อมูลภายหลังโครงการที่คุณได้ให้ลิงค์ไว้ด้านล่างและจากแหล่งข้อมูลอื่น(เพื่อให้ข้อมูลได้มีความแตกต่างและเที่ยงธรรม)
ซึ่งเป็นข้อมูลภายหลังโครงการก่อสร้างแล้วเสร็จ จะเห็นว่า ปัญหาที่ตกเป็นประเด็นคือ
1. การเปลี่ยนแปลงของกระแสน้ำและลมภายหลังการสร้างตัวทีในรูปล่างสุดที่คุณแสดงไว้ (ไม่ใช่ตัวประตูระบายน้ำ) เป็นตัวเร่งสภาวะการเกิดอ่าว และจากการขุดทรายสันดอนทำให้ชาวบ้านที่เคยมีปัญหาระหว่างการก่อสร้างเกิดโฉนดน้ำ สูญเสียที่ดิน ซึ่งอ้างว่าเร็วกว่าตามธรรมชาติ 10-20 เท่า
2. น้ำเน่าเสีย เพราะการปิดประตูระบายน้ำ
ผมตัดประเด็นอื่นออกเช่น ประเด็นอาชีพ ประเด็นของเปลี่ยนแปลงของน้ำสี่ เป็นน้ำสอง เพราะเห็นว่าไม่ใช่ประเด็นหลักของปัญหา ณ ปัจจุบัน
ทั้งสองประเด็นเป็นเรื่องที่สามารถหาแนวทางแก้ไขได้ หากมีเป้าหมายเดียวกัน
เพราะไม่ว่าจะปิดหรือเปิด สร้างหรือไม่สร้าง ย่อมมีทั้งผู้ได้และผู้เสียอยู่ดี

-8-

ความคิดเห็นที่ 25 (0)
nathawat วันที่ : 09/10/2007 เวลา : 21.56 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/may

-ต่อจากคห 12 -
เรื่องที่สอง ประเด็นมีอยู่ว่า ในระหว่างการก่อสร้างมีการประท้วงปะทะกัน ระหว่างผู้รับเหมาและชาวบ้านที่ยังคงมีปัญหาเรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดินด้วยกันเองและกับการเวนคืน -มีอ้างอิง
: นสพ.โฟกัสปักษ์ใต้ เรื่องเหตุเกิดใต้ต้นไทรเมืองคอน
http://www.focuspaktai.com/index.php?file=news&obj=news.view(id=2486)&PHPSESSID=ba35ab7ca54a6353fdcf2ad5eea694ff
ตลอดเวลาของการดำเนินโครงการก่อสร้าง ดูเหมือนว่าไม่ได้มีการคัดค้านอย่างจริงจัง
ทั้งที่เป็นโครงการใหญ่ และกินเนื้อที่การก่อสร้างจำนวนมาก
ปัญหาเรื่องนี้ในความเห็นส่วนตัวของผม เห็นว่า
ประเด็นมีผู้ได้รับผลกระทบจำนวนหนึ่งในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงวิถีการดำรงชีวิตจริง
ประเด็นการเกิดอ่าวจากตัวทีซึ่งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของกระแสน้ำและลม ยังไม่ชัดเจนทางธรณีวิทยา
ประเด็นการไม่เปิดประตูระบายน้ำ เรื่องนี้กำลังอยู่ในระหว่างการหาข้อยุติ
ประเด็นการเปลี่ยนแปลงรายได้ภายหลังโครงการ เรื่องนี้ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่
สิ่งที่เป็นข้อเท็จจริงที่เห็นได้ชัดเจนคือ
พื้นที่บริเวณลุ่มน้ำปากพนังเดิมเป็นพื้นที่เกษตรกรรมเกินกว่า 51%
อ้างอิง : http://www.eric.chula.ac.th/gcrc/abstract/LUCC3/127.htm
ดังนั้นคนส่วนใหญ่จึงประกอบอาชีพเกษตรกรรม
แนวทางในการแก้ปัญหาจากคห 6-7-8-9
ในความเป็นจริงแล้ว
ทุกประเด็นปัญหา นักวิชาการหลายท่านต่างให้ข้อสรุปคล้ายคลึงกันว่า
ต้นตอมาจากการไม่สำรวจและรับฟังความคิดเห็นของชาวบ้านในพื้นที่
และเพราะธรรมชาติของคนในพื้นที่เอง ...ใช่ไหม ???
แต่ปัญหาขณะนี้ ไม่ใช่เรื่องของการโจมตีใครหรือการกล่าวว่าใครผิดใครถูก แต่ปัญหาเร่งด่วนขณะนี้คือการหาแนวทางแก้ไข และประสานให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับทุกฝ่ายตามพระราชประสงค์ที่ท่านได้ดำริขึ้นแต่แรก การแสดงความเห็นของผมเป็นเพราะผมไม่เห็นด้วยกับประโยคนี้
"ลุงบอกว่า ส่วนใหญ่ชาวบ้านไม่ยินยอม แต่ทหารบอกว่า นี่เป็นโครงการพระราชดำริ..การคัดค้านจึงไม่เกิดขึ้น"
จริงอยู่ ผมเองมีแนวทางอนุรักษ์ธรรมชาติ แต่ การอนุรักษ์แบบหัวชนฝา โดยไม่คำนึงถึงชีวิตของผู้คน แล้วจะอนุรักษ์ไปทำไมเพื่อให้ธรรมชาติคงอยู่และมนุษย์สูญหายไปหรือ เรื่องละเอียดอ่อนเช่นนี้ จึงเห็นว่าควรพิจารณาและระมัดระวังในการนำเสนอโดยเฉพาะข้อมูลที่สมควรเสนอทั้งสองด้าน
ณ ปัจจุบัน การเปิดประตูระบายน้ำที่ศึกษาโดยมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
"ซึ่งเน้นศึกษาผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงจากการปิดเปิดประตูระบายน้ำต่อทรัพยากรธรรมชาติและวิถีชีวิต รวมทั้งชุมชนมีทางเลือกหรือแนวทางในการปรับเปลี่ยนอาชีพและฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติร่วมกันอย่างไร โดยอาศัยงานวิจัยนำไปสู่การแก้ไขปัญหาพัฒนา และฟื้นฟูลุ่มน้ำปากพนังพร้อมด้วยการเสริมสร้างศักยภาพของชุมชนลุ่มน้ำปากพนังในการจัดการตนเองอย่างยั่งยืนร่วมกัน"
นั้นเป็นแนวทางเพื่อหาแนวทางประสานประโยชน์
แต่ไม่อาจกล่าวได้ว่า โครงการนี้ก่อให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดี
เพราะเห็นควรให้มีการศึกษาเพิ่มเติมในเชิงเปรียบเทียบด้วยว่าก่อนการเกิดโครงการและหลังเกิดโครงการแล้ว มีผลดีผลเสียอย่างไร และควรเป็นการศึกษาร่วมหลายฝ่าย
เพื่อให้ได้ข้อมูลที่สามารถใช้อ้างอิงได้ในโครงการอนาคตต่อๆไป
รายการอ้างอิง - เพิ่มเติม
รายงานการสำรวจ กรมประมง
รายงานสำรวจ
http://www.fisheries.go.th/sf-nakhonsri/research6.doc
รายละเอียดโครงการ สปค
สำนักงานประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
http://www.rdpb.go.th/rdpb/th/BRANDSITE/theproject_detail.aspx?id=48
รายงานผลการติดตามการดำเนินงานปีงบประมาณ 2542
รายงานผลการดำเนินงานติดตามและประเมินปีงบ 2542
http://www.bb.go.th/bb/evaluation/rep_dept42/anuson.htm
-7-

ความคิดเห็นที่ 24 (0)
sat11 วันที่ : 09/10/2007 เวลา : 21.52 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/saturday11


เป็นปัญหาที่คล้ายกับอีกหลายๆที่ที่สร้างเขื่อนคงต้องคุยกันหาจุดที่ยอมรับกันได้ทั้งหลายฝ่ายที่ได้รับผลกระทบและภาครัฐก็ด้วย

ความคิดเห็นที่ 23 (0)
มัคคุเทศก์ทางวิญญาณ วันที่ : 09/10/2007 เวลา : 21.38 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/guide007
ฉันถอดเสื้อสีแล้ว!!!! คุยกับฉันได้ไหมเพื่อนมนุษย์!!!!

นำเสนอได้จนเห็นภาพของลุงบรรจบ
ชีวิตที่รอคอยประตูเปิด
เป็นเรื่องเศร้าที่มนุษย์ในนามของการพัฒนา
ได้ไล่รุกรานคนพื้นถิ่น
จนไม่มีที่จะอาศัยซุกหัวนอน
หวัดดียามค่ำครับคุณกู่

ความคิดเห็นที่ 22 (0)
นักรบนักรัก วันที่ : 09/10/2007 เวลา : 21.31 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mymemory
สิ่งเดียวที่จะทำให้คนชั่วได้รับชัยชนะ นั่นคือการที่ คนดีๆนิ่งดูดาย ! !

อ่านแล้วเศร้า ทำเอาพูดไม่ออกเลยคับ คุณกู่

ความคิดเห็นที่ 21 (0)
กู่ วันที่ : 09/10/2007 เวลา : 21.25 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/shadowy
 ขอบคุณค่ะสำหรับทุกถ้อยคำแห่งน้ำมิตร ขอบคุณจริงๆ   

คุณคนช่างเล่า
วันก่อนดูข่าวในทีวี ชาวบ้านย่านสะทิงพระ
บอกว่าการทิ้งหินกั้นแบบนั้น ส่งผลต่อเขา
ทำให้แนวคลื่นเปลี่ยน มากระแทกใส่ที่จอดเรือและบ้านเรือนของเขาค่ะ
....

ความคิดเห็นที่ 20 (0)
กู่ วันที่ : 09/10/2007 เวลา : 21.21 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/shadowy
 ขอบคุณค่ะสำหรับทุกถ้อยคำแห่งน้ำมิตร ขอบคุณจริงๆ   

ขอขอบพระคุณ สำหรับทุกความคิดเห็นนะคะ

ตอบคุณ satt11 ค่ะ

ข้อเท็จจริงของปัญหา
ลองคลิกเข้าไปดูในเวบ ของม.วลัยลักษณ์ ข้างล่าง
ได้เลยค่ะ

หรือเวบอื่นๆ นอกเหนือจากที่ให้ไว้

ปัญหาค่อนข้างซับซ้อน ทั้งวิธีคิด วิธีจัดการ
แต่ชาวบ้านที่เดือดร้อน พยามจะส่งเสียงบอกให้รู้เท่านั้นค่ะ
กู่แค่ทำหน้าที่ คนส่งข่าว

ท่านใดจะเห็นเป็นอย่างไร คงต้องแล้วแต่วิจารณญาณน่ะค่ะ

ทางแก้..ที่เขาต้องการคือเปิดไม้ทั้งสิบแผ่น (ไม่ทราบกี่ช่องนะคะ) ขึ้นให้หมด สักระยะเพื่อระบายน้ำเน่า และโคลนตม ที่กองอยู่ท้องแม่น้ำ เท่านั้นเอง

แต่พอเปิดแล้ว น้ำจืดทะลักไปสู่กระชังปลาด้านล่าง (ที่เกิดขึ้นทีหลังสร้างเขื่อน) ก่อความเสียหายขึ้นอีก

กลายเป็นว่า แก้ปัญหาหนึ่ง ไปก่ออีกปัญหาหนึ่ง ไม่มีวันจบสิ้น
ซึ่งน่าเห็นใจด้วยกันทั้งหมด

แต่ความจริงใจ..ในการทำงานเพื่อชาวบ้าน ตามเจตนารมณ์ของพระองค์ท่าน เป็นสิ่งสำคัญ

ไม่ใช่หรือคะ !!!

ความคิดเห็นที่ 19 (0)
คนช่างเล่า วันที่ : 09/10/2007 เวลา : 21.18 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nukpan
คนช่างเล่า....และเล่า เรื่องประวัติศาสตร์ ในอดีตที่ผ่านมา เพื่อเสริมสร้างจริยธรรมคุณธรรม


ระบบนิเวศถูกมนุษย์ทำลาย ผมเองชอบขับรถยนต์ย้อนหาอดีต ตอนเราเด็กๆ เราไม่รู้ที่นั่นคือที่ไหน ไปยื่นริ่มถนนฝั่งอ่าวไทย มองไปทางทิศตะวันตกไกลลิบๆ เห็นเทื่อกเขาเขียวแนวยาวๆ กะได้นั้นคือบริเวณใด

ตรงนั้นคือเขาเมรุตรงอำเภอลานสกา นั้นคือภูเขาด่างๆที่เห็นด่างๆเพราะเขาระเบิดหินบรรทุกรถยนต์มาทิ้งทำเขื่อนกันน้ำทะเลกัดเซาะชายฝั่งอ่าไทย เสียดายไม่ได้นำกล่องติดไปด้วย แล้วจะถ่ายมาให้ดู โครงการนี้ หลายพันล้านนะครับ ไม่รู้วัดครึ่งหนึ่งกรรมการครึ่งหนึ่งหรือปล่าว

ความคิดเห็นที่ 18 (0)
น้องจ๋า วันที่ : 09/10/2007 เวลา : 21.18 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nongjar
อย่าแวะทักนะ....เดี๋ยวจะหลงรัก..น้องจ๋า

อ่ะ พีกู่ แอบไปบ้านคุณยาย น้องจ๋ามาล่ะจิ
เอาขนมลามาฝากด้วยนะ อยากกินอ่ะ

ความคิดเห็นที่ 17 (0)
sat11 วันที่ : 09/10/2007 เวลา : 21.06 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/saturday11


อ่า...ยังไงต่อล่ะคะ

ยังไม่กระจ่างเลยว่าแล้วปัญหาที่เกิดขึ้นนี้มาจากไหน

รึรู้แล้วล่วงหน้าว่าจะเกิดแต่ไม่แก้ไข

ความคิดเห็นที่ 16 (0)
คนช่างเล่า วันที่ : 09/10/2007 เวลา : 21.05 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nukpan
คนช่างเล่า....และเล่า เรื่องประวัติศาสตร์ ในอดีตที่ผ่านมา เพื่อเสริมสร้างจริยธรรมคุณธรรม


ผมว่ามันน่าคิดนะครับเรื่องนี้เราอย่ามองมุมเดี่ยว

การอพยพย้ายถิ่นฐานมีมานานแล้วโน้นตั้งแต่ปี 2490โน้นแล้ว

และการเคลื่อนย้ายประชากรรุนแรงและมากขึ้นหลังจากเกิดวาตภัย เมื่อ 25 ตุลาคม 2505 ผมจำได้แม้นตอนนั้นเรียนชั้นประถม

การทำลายป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์แถบลุ่มน้ำเชียรใหญ่ อำเภอชะอวด และอำเภอเฉลิมพระเกียรติ ปัจจุบันนี้
ที่แยกมาจากอำเภอเชียรใหญ่ ชะอวด ร่อนพิบูลย์
ป่าต้นน้ำถูกทำลาย ช่วง ปี่ 2493-2505 การล่องแพล่องซุงของชาวบ้านมาตามลุ่มน้ำปากพนัง กันจนป่าเหี้ยนเตี้ยน

ฤดูกาลเปลี่ยนไปฝนตกไม่ต้องตามฤดูกาล

เมื่อ 5-8 ตค 50 นี้ผมไปนครศรีฯมา ยืมรถยนต์น้องขับออกจากอำเภอร่อนพิบูลย์ ไปสู่สีแยกหัวถนน(นครศรี)มุ่งสู่อำเภอปากพนัง ระยะทาง ประมาณ 30 กม. ขับรถข้ามสพานข้างๆเขื่อนที่เห้นในรูปเลียบถนนอ่าวไทย ไปแวะทำบุญที่วัดเกาะเพชร วัดบ้านเกิดวิศกรใหญ่ที่สร้างเขื่อนนี้ด้วย ถ้าอยากรู้ชื่อเป็นใคร่ แวะไปดูชื่อผู้ออกแบบโรงแรมใหญ่ใกล้ราชเทวีนั้นได้

ผมว่าเขื่อนที่สร้างขึ้นมาเป้นการช่วยแก้ปัญหานะครับ

ความคิดเห็นที่ 15 (0)
slipknot วันที่ : 09/10/2007 เวลา : 20.44 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/slipknot
ถึงเป็นผี...ก็เป็นผีมี..หัวใจ...นะเฟร้ยยยยยย

เพิ่งเคยได้ยินอะ

ความคิดเห็นที่ 14 (0)
ความทรงจำเก่าๆ วันที่ : 09/10/2007 เวลา : 20.32 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kontummadha
เพลงชีวิต.....เพลงชีวา...คนธรรมด๊า...บรรยากาศ เตะบอลให้ได้บุญ สนับสนุนเด็กน้อยให้ได้เรียน#11 

หลากหลายทัศนะ....กับธรรมชาติ

ความคิดเห็นที่ 13 (0)
nathawat วันที่ : 09/10/2007 เวลา : 17.40 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/may

ตอบ คุณกู่
ใช่ครับ ผมต้องการท้าวความตั้งแต่ต้นของปัญหาที่คุณเขียนถึง ผมเชื่อว่า หากเราจะยกเพียงท่อนใดตอนใดมากล่าวไว้ ย่อมไม่ทำให้คนอ่านเข้าใจได้อย่างถ่องแท้ได้ ใช่ไหมครับ

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
nathawat วันที่ : 09/10/2007 เวลา : 17.38 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/may

ยังมีต่อเรื่องอ้างอิงข้อมูลนะครับ
แต่ช่วงนี้ ขอสลับฉากว่ากันประเด็นหลัก
เรื่องแรก คือโครงการพัฒนาลุ่มน้ำปากพนังไม่ได้เพิ่งเกิดและมาสำเร็จในปี 2547-48
แต่โครงการนี้มีมายาวนาน ปัญหาแรกที่เกิดขึ้นคือปัญหาการแย่งพื้นที่ทำกิน และความขัดแย้งของคนในพื้นที่เองที่ทำนาข้าวและนากุ้ง ผลกระทบซึ่งกันและกัน การอพยพย้ายถิ่น ปัญหาอาชญากรรมและความรุนแรง
คนนครศรีธรรมราชเองเข้าใจปัญหาเรื่องนี้ได้อย่างดี หากว่าเราเอาใจเป็นกลางก่อนพิจารณา การดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อแก้ปัญหาย่อมมีผลกระทบกับทุกฝ่ายซึ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ ประเด็นแรกจึงว่าต้นเหตุของโครงการ -โปรดอ่านคห 6-7
ประเด็นที่สอง ถ้าเรากล่าวถึงปัญหานี้โดยไม่มองเจตนาและเป้าหมายของโครงการ ย่อมไม่ถูกต้องและแสดงเจตนาโอนเอียงไปในทางใดทางหนึ่ง อันผิดวิสัยของคนที่รักความยุติธรรม
-โปรดอ่าน คห 8-9 เพิ่มเติม
-6-

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
กู่ วันที่ : 09/10/2007 เวลา : 17.35 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/shadowy
 ขอบคุณค่ะสำหรับทุกถ้อยคำแห่งน้ำมิตร ขอบคุณจริงๆ   

คุณเม
ข้อมูลที่คุณยกมา ล้วนเป็นข้อมูล ก่อนการสร้าง
หรืออยู่ในระยะการวางแผนนะคะ

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
nathawat วันที่ : 09/10/2007 เวลา : 17.27 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/may

ลิงค์อ้างอิงข้อมูล
สถาบันพัฒนาชายฝั่งม.สงขลานครินทร์
: http://www.corin.psu.ac.th/PakphanangProj3_2.asp
ม.ศรีปทุม พระราชดำรัสการป้องกันน้ำท่วมกรุงเทพมหานคร 2538-39
http://www.spu.ac.th/Englang/spu_news/thai/thai42/pic_747/7-47.html
สถานีประมงน้ำจืดจังหวัดนครศรีธรรมราช
http://www.fisheries.go.th/sf-nakhonsri/panang.html
-5-

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
nathawat วันที่ : 09/10/2007 เวลา : 17.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/may

โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง

ถึงแม้โครงการพัฒนาลุ่มน้ำปากพนัง จะมีพระราชดำริตั้งแต่ปี 2521 แต่เริ่มดำเนินการเป็นรูปธรรม ในปี 2537 โดยผนวกโครงการต่างๆ ของหน่วยงานรัฐเข้าด้วยกัน แล้วจัดให้เป็นระบบ ด้วยงบประมาณกว่า 15,000 ล้านบาท โดยมีวัตถุประสงค์โครงการ ดังนี้
1. ป้องกันไม่ให้น้ำเค็มไหลเข้าแม่น้ำปากพนังและลำน้ำสาขา
2. เป็นช่องทางระบายน้ำท่วม และขจัดความขัดแย้งระหว่างนาข้าวกับนากุ้ง
3. เก็บกักน้ำจืดไว้ใช้
4. เป็นแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำจืด
ผู้รับผิดชอบโครงการ
กรมชลประทาน
-4-

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
nathawat วันที่ : 09/10/2007 เวลา : 17.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/may

รายงานผลศึกษาของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
-ลดปัญหาการขาดแคลนน้ำจืดเพื่อการอุปโภคบริโภคและอุตสาหกรรม
- ลดปัญหาการขาดแคลนน้ำจืดเพื่อการชลประทาน การพัฒนาระบบเกษตรชลประทาน
- การบรรเทาปัญหาน้ำท่วม
- การแบ่งเขตที่ดินเพื่อลดความขัดแย้งระหว่างชาวนาข้าวกับชาวนากุ้ง
- การพัฒนาระบบถนนและสะพาน การส่งเสริมอาชีพ เป็นต้น
-3-

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
nathawat วันที่ : 09/10/2007 เวลา : 17.20 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/may

4 ธันวาคม 2537
"แต่จะต้องอธิบายอีกมากเพราะว่ามีคนที่บอกว่า ถ้าทำโครงการ ปากพนังสิ่งแวดล้อมจะเสีย ขอบอกว่าน้ำในแม่น้ำชะอวด คลองชะอวดนั้น เป็นน้ำกร่อยมีประโยชน์สำหรับสิ่งแวดล้อม ขอชี้แจงคราวนี้เป็นการชี้แจงในสมัยก่อนนี้คลองชะอวดเป็นน้ำจืด มาเป็นน้ำกร่อย มาตอนนี้เพราะว่าเกี่ยวข้องตื้นเขินแล้วว่าก็เกี่ยวข้องสิ่งแวดล้อมทั่วๆ ไป ที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้เกิดปัญหาอย่างมาก เพราะว่าคนเชียรใหญ่เท่ากับไปกินที่เค้าแล้วก็เกิดทะเลาะกัน ยุ่งกัน แล้วก็ไม่มีทางแก้ไข ส่วนที่ผู้ที่เหลือที่เชียรใหญ่นั้นในหน้าแล้ง เค้าก็ปลูกผักยังไม่ได้เพราะน้ำเก็บน้ำกร่อยน้ำเค็ม คนที่เคยไปในพื้นที่จะเข้าใจ คนที่ไม่เคยไปในพื้นที่จะไม่มีความเข้าใจ ปากพนังก็อดน้ำ ต้องส่งรถบรรทุกน้ำเสียเงินเป็นพันล้าน แล้วก็ไม่จริงที่น้ำในแม่น้ำชะอวดนั้นน้ำกร่อยจะเป็นการดี ไม่ดี ถ้าทำโครงการ น้ำในคลองชะอวดนั้นจะเป็นน้ำจืด แน่นอนต้องแก้ไขต่อไปในเรื่องความเปรี้ยวหรือความบกพร่องอย่างอื่น แต่อย่างน้อยเป็นขั้นหนึ่งจะทำนาในคลองในลุ่มน้ำชะอวดนี้ได้เป็นแสนไร่ ชาวเชียรใหญ่ที่ไปที่อื่นก็จะกลับมา แล้วก็มาทำอาชีพที่สุจริต"

-2-

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
nathawat วันที่ : 09/10/2007 เวลา : 17.19 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/may

เรื่องนี้หมิ่นเหม่และคิดหนักกว่าจะเขียนความเห็นได้ อาจจะต้องมีความเห็นมากกว่าหนึ่ง
และก่อนจะแสดงความเห็น ขอบอกว่า ผมเคยทำงานอยู่ที่นครศรีธรรมราช มีเพื่อนมีน้องที่รัก และเชื่อว่าโดยส่วนตัวไม่มีเจตนาอื่นใดในการแสดงความเห็นนี้ ทั้งไม่มีอคติหรือมีคำตอบในใจนำทางว่าฝ่ายใดถูกหรือผิด
ประเด็นแรก โครงการนี้เป็นโครงการพระราชดำริ โดยเนื้อแท้และวัตถุประสงค์เพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้แก่พี่น้องในจังหวัดนครศรีธรรมราชโดยตรง ท่านมีพระราชดำรัสเรื่องนี้ไม่ต่ำกว่า 10 ครั้ง ขอยกมาบางส่วนดังนี้
"4 ธันวาคม 2536
โครงการนั้นก็คือ ควบคุมไม่ให้น้ำเค็มเข้ามาในคลองชะอวดและก็จะสามารถทำนาในเขตอำเภอเชียรใหญ่อย่างดีด้วย แม้ถูกนำท่วมก็จะเก็บน้ำไว้ได้เพื่อจะทำนาชดเชยต่อไปได้ หรือถ้าหากว่าทำโครงการดีๆ แม้เมื่อฝนลงมามาก น้ำท่วมบ้างเล็กน้อยแต่ข้าวในเขตอำเภอเชียรใหญ่ก็จะไม่เสีย ปัจจุบันอำเภอเชียรใหญ่ ซึ่งเป็นอำเภอใหญ่ รวมทั้งหัวไทร และปากพนังมีพื้นที่ทำนาเป็นแสนไร่ เดี๋ยวนี้ เวลานี้ ทำข้าว ไม่ค่อยได้มาก เพราะเสียด้วยน้ำมากเกินไปหรือน้ำน้อยเกินไปทั้งสองอย่าง ถ้าเราลงทุนสักพันล้านก็จะคุ้ม จะสามารถควบคุมน้ำนั้นได้ให้เป็นน้ำจืด น้ำใช้ได้
บางคนอาจจะเอะอะว่านากุ้งล่ะ นากุ้งก็จะทำได้ เพราะว่าทางอำเภอหัวไทรอยู่ใกล้ทะเลและมีคลองที่เรียกว่าคลองปากพนังขนานกับฝั่งทะเล คลองนั้นยอมให้เป็นน้ำกร่อยจะทำนากุ้งได้อย่างเป็นล่ำเป็นสัน ซึ่งประเทศไทยสามารถจะส่งนอก เรื่องกุ้งนี้ส่งออกไปจำนวนมากที่สุดในโลก ขายไปประเทศญี่ปุ่นและถึงประเทศอเมริกา และนอกจากกุ้งก็มีปลาที่เลี้ยงได้ในนากุ้งนั้น ก็จะสามารถเป็นรายได้เข้าประเทศอย่างมากมาย ประชาชนที่จะทำกิจกรรมเหล่านั้นก็จะร่ำรวย ไม่เสียเพราะแยกน้ำกร่อยกับน้ำจืดได้ โครงการนี้เล็งเอาไว้ให้ได้ผลภายใน 3 ปี ทางกรมชลประทานและทางเจ้าหน้าที่ทั้งทหารและพลเรือนอื่นๆ ก็กำลังร่วมมือกันทำอยู่เดี๋ยวนี้ ซึ่งก็จะเป็นผลเรื่องเกี่ยวข้องกับน้ำเหมือนกัน"
-1-

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
หนุมานชาญสมร วันที่ : 09/10/2007 เวลา : 16.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/wintawan
บนเส้นทางการเดินทาง มีเรื่องให้ค้นห มีความงามให้จดจำ มีมิตรภาพที่ล่องลอยอยู่รายทาง

ไม่ต่างจากบ้านเรา
ผืนน้ำทะเลสาบสงขลา
ปลาบางพันธุ์สูญหาย
ทะเลน้อยบ้านเราก็เงียบหาย
หลายๆอย่างหดหายและตายจาก
เพระว่าส่วนกลางเป็นคนคิด ไม่ได้คำนึงถึงพื้นถิ่น

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
คนเลวที่แสนดี วันที่ : 09/10/2007 เวลา : 16.51 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/natentertain
รับรู้ไว้ในใจแต่สิ่งดีงาม

ค่ะ

นับเป็นงานที่มากค่า แม้ราคาค่าเหนื่อยไม่เกินพันบาท
เพราะมันทำให้เราได้เรียนรู้วิถีชีวิตที่ไม่คาดคิดว่าจะมี

น้ำฉอง
น่าเห็นใจ...

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
มะอึก วันที่ : 09/10/2007 เวลา : 16.09 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/panakom

กู่....เคยได้ยินน้ำฉองเคยเห็นน้ำฉอง
เคยจับปลาแขยงน้ำฉอง

คลองต่าง ๆ ที่ติดกับทะเลจะเป็นเช่นนั้น
น้ำเหนือไหลกรากลงสู่ทะเลตามร่องน้ำกลางคลอง
น้ำเค็มไหลย้อนสวนทางขอบตลิ่งซ้ายขวา.....

ภาพที่เห็นคือคลองปากพูน.....นำไหลมาจากน้ำตกพรหมโลก....ผ่านพรหมคีรี...ตำบลน้ำแคบเรียกว่าคลองน้ำแคบ...ผ่านท่าแพเรียกว่าคลองท่าแพ....ไหลออกทะเลที่ปาน้ำปากพูน เรียกว่าคลองปากพูน

ทุกวันนี้ไม่มีน้ำฉอง.....เพราะน้ำเค็มย้อนเข้าไปเกือบถึงท่าแพ

เรื่องอื่น ๆ ......อ่านจ๊ะ.......อ่านอย่างเข้าใจในสิ่งที่กู่นำเสนอ
กู่นำเสนอได้ดีครับ......
แต่พี่มะอึกไม่มีคำกล่าวอันใด........

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
salisa_j วันที่ : 09/10/2007 เวลา : 15.40 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/salisa
ฉันคนนี้...กับความรู้สึกดีดีที่อยู่ในใจ.....

น้ำฉองเพิ่งเคยได้ยินเป็นครั้งแรกแต่คำว่าน้ำกร่อยได้ยินบ่อย ๆ ค่ะ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ew*-* วันที่ : 09/10/2007 เวลา : 15.33 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/witita
...ต้นไม้ที่แข็งแรง ก็ย่อมมากจากรากที่ฝังแน่นในพื้นดินประเทศชาติที่เข้มแข็ง ก็ย่อมมาจากวัฒนธรรมที่แข็งแรงด้วย... (โหมโรง)

พึ่งเคยได้ยินน้ำฉอง

น่าเห็นใจนะค่ะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

Dewa Che

เพลงที่ 8

View All
<< ตุลาคม 2007 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30 31      



[ Add to my favorite ] [ X ]


ถ้าคุณมาจากต่างถิ่น (นอกวงโคจรดาวโอเค) ส่งเสียงด้วย
ใช่ค่ะ/ครับ
77 คน

  โหวต 77 คน